ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    18 ประลองปัญญากับยอดบัณฑิตอันดับสอง

         “ เอ่อ ....แม่นางที่ท่านกล่าวถึงเมื่อครู่ก็คือหนี่เอ๋อนั่นเอง นางเป็นเพื่อนสมัยเด็กของข้า นางไปขอคำปรึกษากับท่านด้วยรึ?”         ซ่งผานเอ่ยถามเสียมหลอหลงอย่างร้อนใจ หลังจากที่เขาปิดบังทุกคนว่านางเป็นเพียงแค่เพื่อนสมัยเด็กเท่านั้น ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทั้งสองคนได้หมั้นหมายกันตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นทั้งคู่ก็รักใคร่ชอบพอกัน และดูเหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา หรือฐานะที่ร่ำรวยมั่งคั่งพอ ๆ กัน  ก่อนที่คุณชายรองจะเป็นฝ่ายตัดสัมพันธ์กับนางเพื่อมาหาแม่นางฟ่านฟ่านผู้ที่กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ เสียมหลอหลงนั่นเอง  ในขณะที่อาหลงเอง ถึงแม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้พูดความจริง แต่เขาก็ยังไม่เปิดโปงว่าชายคนรักของคุณหนูกันก็คือคุณชายรองซ่งผานผู้นี้นี่เอง        ส่วนแม่นางซูฟ่านฟ่านเองก็หารู้ไม่ว่าชายคนรักของนางก็คือชายหลายใจที่ทิ้งแม่นางกันมาหาตน  สาเหตุเป็นเพราะเขาบอกกับนางว่าเขายังไม่มีหญิงคนรัก  ส่วนเรื่องที่คุณชายรองและคุณหนูกันเย่ว์หนี่เคยคบหาและรักใคร่กันกลับไม่ค่อยมีคนรู้เท่าไหร่นัก จะมีเพียงคนของทั้งสองตระกูลเท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้  ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แม่นางฟ่านฟ่านจะไม่รับรู้ถึงความจริงในเรื่องนี้          “ ไม่ทราบว่าเหตุใด คุณชายรองถึงให้เกียรติข้าร่วมโต๊ะกับท่านในคืนนี้?”          อาหลงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพื่อไม่อยากให้ซ่งผานต้องลำบากใจและไม่อยากกดดัน บีบคั้นเขามากจนเกินไป         “ เมื่อคืนวาน ข้าได้ยินมาว่าท่านชนะในการประลองต่อซ่งติงน้องชายคนเล็กของข้า ซึ่งเป็นถึงยอดบัณฑิตอันดับสามแห่งเมืองเทียนหยาง  ข้าก็เลยอยากทำความรู้จักและขอคำชี้แนะจากท่านสักเล็กน้อย”         ซ่งผานกล่าววาจาเท็จคำโต เพราะจริง ๆ แล้วในคืนนี้เขาวางแผนที่จะล้างอายให้น้องชายของตน และต้องการจะสั่งสอนให้บัณฑิตไร้ชื่อผู้นี้ได้พบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับจนไม่มีหน้าอยู่ในเมืองนี้อีกต่อไปต่างหาก        “ มิกล้า ๆ ข้าเป็นเพียงบัณฑิตไร้ชื่อผู้หนึ่ง คงมิอาจเอื้อมให้คำชี้แนะต่อท่าน ผู้ซึ่งเป็นถึงยอดบัณฑิตอันดับสองแห่งเมืองเทียนหยาง  คงต้องเป็นข้าที่จะต้องขอคำชี้แนะจากท่าน”        เสียมหลอหลงยกมือประสานต่อคุณชายรองด้วยใจจริง ในขณะที่ซ่งผานใช้สายตาเหลือบมองซูฟ่านฟ่านพร้อมกับทำท่าเหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง  ทางด้านฉินอี้เซียนก็เอาแต่นั่งเงียบไม่ค่อยเอ่ยวาจา เพียงแค่ใช้สายตาคอยลอบชำเลืองมองเสียมหลอหลงด้วยความรู้สึกที่แม้ตัวจะอยู่ใกล้ แต่กลับเหมือนอยู่ห่างไกลกันคนละโลก           “ คุณชายเสียมหลอ หลังจากที่ได้ยินกิตติศัพท์ของท่านเมื่อคืน เกาลี่เหมยเพื่อนรักของข้า ซึ่งนางเป็นคนที่ชอบสนทนากับผู้ที่รอบรู้มากที่สุด นางอยากจะขอร่วมโต๊ะกับพวกเราเพื่อขอคำชี้แนะจากคุณชายรองและคุณชายเสียมหลอ ไม่ทราบว่าพวกท่านจะรังเกียจหรือไม่?”           ซูฟ่านฟ่านเป็นคนเอ่ยปากขึ้นมา ตามที่ได้นัดแนะกันไว้กับซ่งผาน ซึ่งเกาลี่เหมยก็คืออีกหนึ่งในสี่หงส์ดรุณที่ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์หญิงขงเบ้ง  นอกจากนี้นางยังเป็นหญิงคนรักของคุณชายใหญ่ซ่งคุน ยอดบัณฑิตอันดับหนึ่งอีกด้วย             “ ยินดีอย่างยิ่ง ๆ ถือว่านางให้เกียรติพวกเรา ท่านคงไม่ขัดข้องอะไรใช่มั้ยคุณชายเสียมหลอ?”               คุณชายรองเอ่ยตามบทที่ได้นัดแนะกันมา พร้อมกับหันไปถามเสียมหลง ในขณะที่ชายหนุ่มพยักหน้านิด ๆ เป็นการตอบรับ    จากนั้นซูฟ่านฟ่านจึงสั่งให้คนไปเชิญแม่นางเกามาร่วมโต๊ะด้วย                 “ เกาลี่เหมยคำนับคุณชายรอง คำนับคุณชายเสียมหลอเจ้าค่ะ”                เกาลี่เหมย ขงเบ้งหญิงแห่งหอหงส์ดรุณคำนับชายหนุ่มทั้งสอง หลังจากที่นางมาถึง จากนั้นจึงนั่งลงตรงตำแหน่งหัวโต๊ะ ก่อนจะรินสุราใส่จอกพร้อมทั้งยกจอกขึ้นคารวะคนทั้งคู่                  “ ก่อนอื่นลี่เหมยขอคารวะคุณชายทั้งสองหนึ่งจอก”              ทั้งซ่งผานและเสียมหลงต่างยกจอกขึ้นคารวะตอบและดื่มรวดเดียวหมดจอก ก่อนที่เกาลี่เหมยจะเอ่ยว่าตนอยากเปิดหูเปิดตาด้วยการชมคุณชายรองประลองความรู้กับคุณชายเสียมหลอ              “ ข้าเป็นเพียงแค่แสงหิ่งห้อย คงไม่อาจสู้แสงจันทรา เช่นคุณชายรองได้ เกรงว่าคงจะทำให้แม่นางเกาผิดหวังแล้ว”               อาหลงเอ่ยออกตัวอย่างอย่างสุภาพนอบน้อม ทางด้านฉินอี้เซียนกลับมองชายในดวงใจของนางอย่างเป็นห่วง เพราะนางรู้มาว่าคนเหล่านี้วางแผนที่จะทำให้ฮัสแบนด์ของนางต้องได้รับความอัปยศอย่างถึงที่สุด ดังนั้นนางจึงให้เยี่ยนเอ๋อแอบมาเตือนชายหนุ่มก่อนตอนที่เขาเพิ่งมาถึงหอหงส์ดรุณ              “ เสียดายที่ซาเอ๋อติดธุระต้องออกไปนอกเมือง มิเช่นนั้นถ้าพวกเราอยู่กันครบทั้งสี่คน คงจะดีไม่น้อย ใช่มั้ยพี่ฟ่านฟ่าน?”               ฉินอี้เซียนที่นั่งนิ่ง ๆ มานาน เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้น ซึ่งซาเอ๋อที่นางเอ่ยถึงก็คือแม่นางหลี่ซา อีกหนึ่งสาวงามในสี่หงส์ดรุณ โดยสองสามวันนี้นางออกไปทำธุระนอกเมืองเพื่อหาวัสดุในการทำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ของนาง และนางก็คือคนที่สอนภาษาอิงหยี่ให้กับฉินอี้เซียน รวมทั้งคนอื่น ๆ ในหอหงส์ดรุณด้วย              “ ใช่ ๆ เอาไว้คราวหน้า  ข้าจะเชิญแม่นางหลี่มาร่วมโต๊ะกับพวกเราอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ว่าแต่แม่นางเกา เจ้าต้องการให้ข้ากับคุณชายเสียมหลอประลองความรู้ในด้านใด?”               ซ่งผานทำเป็นถามความเห็นของนาง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว คนทั้งสามได้เตรียมการเรื่องต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว               “ ข้าเตรียมการทดสอบไว้นับสิบอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเขียน วรยุทธ บทกวี การร่ำสุรา ประวัติศาสตร์ การปกครองบ้านเมือง ดนตรี ความรู้ใหม่ ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยข้าจะสุ่มเลือกหัวข้อดังกล่าวขึ้นมาสามอย่าง เพื่อให้พวกท่านได้ประลองกัน ส่วนพวกข้าทั้งสามจะเป็นกรรมการ และจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าใครคือผู้ชนะ”          เกาลี่เหมยเอ่ยอธิบายอย่างน่าเชื่อถือ ทั้ง ๆ ที่ความจริงนางได้เตรียมหัวข้อที่ซ่งผานถนัดและคิดว่าเหนือกว่าอีกฝ่ายไว้แล้วทั้งสามหัวข้อในแขนเสื้อของนาง  ซึ่งจริง ๆ นางถือว่าเป็นปราชญ์หญิงที่รักความเป็นธรรมคนหนึ่ง แต่วันนี้นางต้องยอมเสียจุดยืนที่ตนเองยึดถือมาทั้งชีวิต เพื่อช่วยเหลือน้องชายคนรักของนางล้างแค้นคู่อริ          “ เชิญแม่นางเกา ข้าหวังว่าคุณชายรองจะออมมือต่อบัณฑิตไร้ชื่อเช่นข้า และไม่ทำให้ข้าต้องขายหน้ามากจนเกินไป”           เสียมหลอหลงเอ่ยต่อคนทั้งคู่ด้วยท่าทีที่ดูกังวลใจเล็กน้อย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาไม่มีความกังวลใจเลยสักนิด แต่ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อทำให้อีกฝ่ายลำพองใจและเกิดความประมาทนั่นเอง           “ รอบแรกก็คือการเขียนตัวอักษร แต่กติกาของเราก็คือจะต้องเขียนตัวอักษรโดยไม่ใช้พู่กัน ไม่จุ่มหมึก และห้ามใช้โลหิตเขียน ใครทำได้ตามกติกาถือว่าผ่าน ส่วนผู้ที่ทำไม่ได้ถือว่าเป็นผู้แพ้ในด่านนี้  เชิญคุณชายทั้งสองลงมือเขียนได้เจ้าค่ะ”            แม่นางเกาเอ่ยหัวข้อและกติกาต่อชายหนุ่มทั้งสอง หลังจากที่นางทำการสุ่มจับหัวข้อที่จะทำการแข่งขันที่อยู่ในโถทึบขึ้นมา หรือจริงๆ แล้วต้องบอกว่านางแอบเอาหัวข้อ 1 ใน 3 หัวข้อที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อของนางออกมาต่างหาก                       “ ข้าเขียนสร็จแล้ว เชิญทุกคนตรวจดู            ซ่งผานเอ่ยต่อทุกคนพร้อมโชว์แผ่นกระดาษที่เขียนส่งให้กับเกาลี่เหมย  จากนั้นแม่นางเกาจึงทำการอ่านและโชว์แผ่นกระดาษให้ทุกคนดูอีกครั้ง              “ ซ่งผาน ยอดบัณฑิตอันดับสองแห่งเทียนหยาง”              ซึ่งดูเหมือนจะมีเพียงฉินอี้เซียนที่มีท่าทีประหลาดใจที่คุณชายรองสามารถเขียนตัวอักษรได้โดยไม่ต้องใช้พู่กันและหมึก หากแต่ในมือของเขาถือเจ้าแท่งเล็ก ๆ ที่นางไม่รู้ว่าเป็นอะไร ส่วนสาวงามอีกสองนางไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย สาเหตุเป็นเพราะพวกนางกับซ่งผานได้แอบซ้อมเตรียมการกันตั้งแต่ช่วงบ่ายวันนี้แล้วนี่เอง          “ คุณชายรองเขียนเสร็จแล้ว ขอเชิญคุณชายเสียมหลอเจ้าค่ะ”           เกาลี่เหมยหันไปเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่แฝงไปด้วยความเห็นใจเล็กน้อย ในขณะที่อาหลงกำลังล้วงเข้าไปในอกเสื้อเพื่อควานหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่เขาจะล้วงเจ้าสิ่งที่เรียกว่าปากกาซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับที่คุณชายรองซ่งผานกำลังถืออยู่ออกมา จากนั้นจึงลงมือเขียนลงบนกระดาษก่อนจะส่งมันให้กับแม่นางเกา         “ เสียมหลอหลง ยอดบัณฑิตไร้อันดับ ขอคำนับคุณชายรอง”          เกาลี่เหมยอ่านข้อความที่อาหลงเขียนให้ทุกคนฟังพร้อมทั้งต้องกลั้นหัวเราะไปด้วยในอารมณ์ขันแกมประชดและเหน็บแนมของเสียมหลอหลง        “ ท่าน ท่านมีเจ้าสิ่งนี้ได้อย่างไร คุณชายเสียมหลอ?”         ซ่งผานเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความตกใจ เพราะเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีสิ่ง ๆ นี้ได้  เนื่องจากเขาคิดว่าเจ้าพู่กันวิเศษที่เถ้าแก่ซู ร้านจำนำนำมาขายต่อให้กับเขาจะมีแค่ด้ามเดียวเท่านั้น และตัวเขาเองต้องจ่ายเงินไปตั้งหนึ่งหมื่นตำลึงเพื่อเจ้าสิ่ง ๆ นี้        “ เจ้านั่นมันไปเอาพู่กันวิเศษนี้มาจากไหน ไหนเถ้าแก่ซูบอกว่าสิ่งนี้มีแค่หนึ่งเดียวไม่มีสอง?”         คุณชายรองนึกคิดอย่างเจ็บแค้นในใจ พร้อมกับตั้งใจว่าจะกลับไปคิดบัญชีกับเถ้าแก่ซู ที่ทำให้เขาต้องขายหน้าที่ไม่อาจจะเอาชนะชายหนุ่มไร้ชื่อผู้นี้ได้ นี่ถ้าเขารู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ที่เป็นเจ้าของปากกาด้ามที่เขาถือแต่แรกก็คือชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคงจะอกแตกตายเป็นแน่ แถมผู้ที่ครอบครองพู่กันวิเศษนี้ก็มีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ทั้งสี่ของอาหลง ใต้เท้าหลิวว่านซานและแม่นางหลิว รวมทั้งที่ชายหนุ่มขายให้โรงจำนำเมื่อวานอีก 2 ด้าม  เท่ากับว่าตอนนี้อาหลงเหลือปากกาอยู่กับตัวอีกแค่ 3 ด้ามเท่านั้น         “ รอบแรก ถือว่าคุณชายทั้งสองเสมอกัน เพราะสามารถทำได้ตามที่กติกากำหนดไว้ วันนี้ถือว่าพวกท่านช่วยให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ “         เกาลี่เหมยประกาศผลการประลอง ก่อนจะทำท่าล้วงเข้าไปในโถก่อนจะนำแผ่นกระดาษหัวข้อออกมาอ่าน    “ฮันนี่ ปากกาด้ามนี้ ข้ามอบให้เจ้า ถือว่าเป็นสิ่งแทนใจจากข้าก็แล้วกัน”          เสียมหลอหลงชิงเอ่ยต่อแม่นางฉิน พร้อมทั้งยื่นปากกาในมือส่งให้กับนาง โดยในตอนแรกแม่นางฉินปฏิเสธไม่กล้ารับไว้ เพราะนางรู้ว่ามูลค่ามันสูงถึงหนึ่งหมื่นตำลึง แต่ในเมื่อชายในดวงใจของนางยืนยันที่จะมอบให้นางด้วยความเต็มใจ นางจึงรับไว้ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางสายตาที่ยินดีปนอิจฉาของหงส์ดรุณอีกสองนาง                “ ท่านเรียกมันว่าอะไรนะเจ้าคะ ฮัสแบนด์ เอ่อ คุณชาย?”            ฉินอี้เซียนเอ่ยถามชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะอธิบายว่าพู่กันวิเศษด้ามนี้เรียกว่าปากกา ส่วนในภาษาอิงหยี่เรียกว่า “ เพ็น” หลังจากได้ฟังคำอธิบายของชายในดวงใจของนาง นางพยักหน้า พร้อมยิ้มรับด้วยความยินดี ก่อนจะเก็บสิ่งแทนใจราคาหมื่นตำลึงนี้ไว้ในแขนเสื้ออย่างทะนุถนอมและแสนรัก        “ เจ้าช่างน่าอิจฉาจริง ๆ อี้เซียน นึกไม่ถึงว่าคุณชายเสียมหลอจะมีน้ำใจต่อเจ้าเพียงนี้”           ซูฟ่านฟ่านเอ่ยแสดงความยินดีต่อฉินอี้เซียน ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เกาลี่เหมย เพื่อให้ดำเนินการประลองต่อ   “ รอบต่อไปเป็นการประลองด้านการปกครองบ้านเมือง คุณชายทั้งสองคิดว่าระบบการปกครองแบบใด ถือว่าเป็นระบบการปกครองบ้านเมืองที่ดีที่สุด เพราะเหตุใด? ใครที่ให้เหตุผลที่ดีที่สุด จะถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ชนะในรอบนี้  ขอเชิญคุณชายรองเริ่มก่อนเจ้าค่ะ”        แม่นางเกาเอ่ยกับซ่งผานให้เป็นผู้เริ่มก่อน โดยคุณชายรองทำทีเป็นคิดสักครู่ ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ตนเองได้เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าออกมา         “ สำหรับข้าแล้ว ข้าคิดว่าระบอบการปกครองที่ดีที่สุดก็คือการที่โอรสสวรรค์อย่างฮ่องเต้ปกครองและบริหารบ้านเมืองอย่างเป็นธรรม ฟังเสียงทัดทานขุนนาง ไม่กดขี่ข่มเหงราษฎร จึงจะนับได้ว่าเป็นฮ่องเต้ที่ดี”          “ ยกตัวอย่างเช่นถังไท่จง หลี่ซื่อหมิน ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยพระทัยที่เปิดกว้าง ทรงรับฟังคำทัดทานของเว่ยเจิง ขุนนางตงฉิน ซึ่งยากนักที่จะมีฮ่องเต้พระองค์ใดจะกระทำได้ เพราะฉะนั้นจึงส่งผลให้ในยุคสมัยของพระองค์ เหล่าประชาล้วนเป็นสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข”              ซ่งผานกล่าวอธิบายให้ทุกคนด้วยสีหน้าที่เชื่อมั่นในความคิดเห็นที่เฉียบแหลมของตน ซึ่งแม้แต่เสียมหลอหลงเองก็ยังพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับความเห็นของเขา ถือว่าสมแล้วกับที่ได้รับขนานเป็นยอดบัณฑิตอันดับสองแห่งเทียนหยาง                          “ ยอดเยี่ยม เป็นความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ   ต่อไปเชิญคุณชายเสียมหลอเจ้าค่ะ”              เกาลี่เหมยเอ่ยชมเชยคุณชายรอง ก่อนจะผายมือไปยังเสียมหลอหลง เพื่อให้เขาแสดงความคิดเห็นบ้าง                 “ สำหรับข้า ข้าคิดว่าที่คุณชายรองกล่าวมาล้วนถูกต้องทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่สำคัญคือในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครสามารถทำให้ทุกคนในบ้านเมืองเป็นคนดีได้ทั้งหมด การจะทำให้บ้านเมืองปกติสุข จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”                เอ่ยถึงตอนนี้ สาวงามทั้งสามนางล้วนแต่พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณชายเสียมหลอ ซึ่งที่เขากล่าวมาไม่ได้มาจากความคิดของเขาเอง แต่เขายกเอาพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 จากโลกปัจจุบันที่เขาจากมา แม้แต่ซ่งผานเองที่แม้จะไม่ได้พยักหน้ายอมรับ แต่ก็ยังอดที่จะชื่นชมในความคิดอันเฉียบแหลมของคู่ประลองไม่ได้               “ แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีระบบการปกครองที่อาจจะดีกว่านี้ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาและยังไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้เท่านั้นเอง ข้าเลยขอไม่กล่าวถึงจะดีกว่า”              อาหลงเอ่ยอธิบายต่อทุก ๆ คน เพราะเขาไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องที่ก้าวหน้าเกินไป จนคนในยุคสมัยนี้อาจจะไม่เข้าใจ              “ คุณชายเสียมหลอ ได้โปรดเล่าให้พวกเราฟังได้ไหมเจ้าคะว่าระบบการปกครองที่ท่านว่าคือระบบใด?”             เกาลี่เหมยเอ่ยวิงวอนต่อเสียมหลอหลงอย่างลืมตัวด้วยความอยากรู้ตามนิสัยปราชญ์ที่ใฝ่รู้ของนาง จนลืมจุดประสงค์ของการประลองคืนนี้ไปเสียสนิท จนไม่ได้สังเกตว่าซ่งผานกำลังส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ให้นางถามคำถามต่ออีกฝ่าย             “ ถ้าแม่นางเกาอยากรู้จริง ๆ ข้าก็จะพยายามอธิบายให้พวกท่านฟังก็แล้วกัน เพียงแต่ข้าไม่รับประกันว่าพวกท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ข้ากำลังจะกล่าวนี้หรือไม่”                  “ ระบบการปกครองนี้ เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตย”       ...............................................................................................................................คุยกันหลังฉาก... มาแล้วครับสำหรับตอนที่ 18  ต้องขออภัยด้วยนะครับที่หายไปเกือบอาทิตย์  สำหรับตอนนี้ก็ยังเป็นการประลองระหว่างเสียมหลอหลงและคุณชายรองซ่งผาน ซึ่งผลจะลงเอยอย่างไร รอลุ้นได้ในตอนต่อไปได้เลยครับ           ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและยังรออ่าน สำหรับตอนต่อไปไม่น่าจะเกินวันสองวันนี้ครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ...........................................................................................................สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต   “ ข้าไม่กลัวว่าชีวิตจะจบสิ้นลง  แต่ข้ากลัวว่าชีวิต จะไม่เคยได้เริ่มต้นเลยมากกว่า”