“เ้าดำ! แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หลินเฉียงพูดขึ้นอย่างแปลกใจ เ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่สวมปลอกคอสีแดงเด่น เป็สุนัขตัวเดียวกับที่พุ่งชนจนเขาถูกรถชนและทำให้เขาได้ย้อนเวลามาอยู่ในยุคนี้ เมื่อหลินเฉียงจ้องไปที่สุนัขสีดำตัวนั้นเขาก็ถึงกับหัวเราะ “เ้าดำ อย่าบอกนะว่าที่กำลังกินอยู่นี่เป็น่องไก่ที่แกขโมยมาจากร้านอาหารรถเข็นวันนั้น แต่คงไม่ใช่มั้ง ผ่านมาตั้งหลายวันขนาดนี้แกก็น่าจะกินหมดไปแล้ว อันนี้คงเป็น่องไก่ที่แกขโมยมาจากที่อื่นสินะ”
สุนัขสีดำมองหลินเฉียงด้วยสายตาเฉยเมย มันยังค่อยๆ แทะน่องไก่โดยไม่สนใจที่จะหันมามองหลินเฉียงด้วยซ้ำ
หลินเฉียงสูดลมหายใจเมื่อได้กลิ่นหอม เขาซื้ออาหารจากร้านรถเข็นคันนั้นเป็ประจำ แม้เ้าของร้านจะเป็คนอารมณ์ร้อนไปสักหน่อย แต่ต้องยอมรับว่าฝีมือการทำอาหารของพี่ชายคนนั้นมันอร่อยมากจริงๆ ทั้งราคาก็ไม่แพงแถมยังได้เยอะ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็เมนูไหน แค่ดมกลิ่นเข้าไป หลินเฉียงก็รู้ได้แล้วว่าเป็ฝีมือของพี่ชายคนนั้น “เ้าดำ ตกลงว่าน่องไก่ชิ้นนี้เป็ของที่มาจากร้านอาหารของพี่ชายเสียงดุใช่ไหม”
เ้าสุนัขสีดำหันมาแล้วพยักหน้า‘ใช่แล้วจะทำไม เ้ามนุษย์คนนี้ถามมากจริงๆ’
หลินเฉียงถึงกับตาโต “นี่...นี่แกเข้าใจที่ฉันพูดด้วยเหรอ”
เ้าสุนัขสีดำพยักหน้าช้าๆ อีกครั้งหนึ่ง
หลินเฉียงทึ้งผมตัวเอง จากนั้นเขาก็หยิกแก้มแล้วตามด้วยการหยิกแขนขาของตัวเองอีกหลายจุด “โอ๊ย! มันก็เจ็บนี่นา ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าฉันไม่ได้ฝัน เ้าดำเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด”
‘เ้ามนุษย์คนนี้คงไม่ได้อดข้าวจนเป็บ้าไปแล้วหรอกนะ ฉันเข้าใจทุกคำนั่นล่ะ แต่ฉันแค่พูดไม่ได้เท่านั้น แต่จะว่าไปฉันพูดไม่ได้ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าฉันพูดออกมา มีหวังเ้ามนุษย์คนนี้คงจะบ้าไปจริงๆ แต่ว่าเ้ามนุษย์คนนี้สื่อสารกับฉันได้ก็แสดงว่าเขาฉลาดอยู่พอสมควร ถ้าอยางนั้นฉันจะอนุญาตให้เขาเป็เ้านายของฉันก็แล้วกัน’ เ้าสุนัขสีดำใช้เท้าข้างหนึ่งตบลงไปบนพื้น ‘นั่งลงสิ’
หลินเฉียงเข้าใจความหมาย เขานั่งลงตรงจุดนั้นอย่างเชื่อฟัง ‘นี่ฉันเชื่อฟังแม้กระทั่งหมาแล้วเหรอเนี่ย’
เ้าสุนัขสีดำชี้ไปที่กองฟางที่มุมห้อง หลินเฉียงก็เอื้อมมือไปเปิดเศษฟาง จากนั้นตาของเขาก็แทบจะถลน
“ทองคำ!” หลินเฉียงนั่งต่อไม่ไหวแล้ว เขาลุกขึ้นไปกระชากเศษฟางออกก็เห็นทองคำแท่งวางอยู่หลายสิบแท่ง เขาหยิบขึ้นมาดูด้วยมือสั่นเทา จากนั้นเขาก็ค่อยๆ นับทองคำที่อยู่ตรงหน้าอย่างตื่นเต้น “ทองคำหนักแท่งละสองเหลียง ทั้งหมดมีอยู่สามสิบแท่ง ก็เท่ากับตอนนี้ฉันมีทองคำอยู่หกสิบเหลียง
จากที่ฉันเคยอ่านมา ในปี 1980 การซื้อขายทองคำในตลาดเสรียังถูกควบคุม ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงการซื้อขายทองคำเพื่อการลงทุนได้ อีกทั้งราคาทองคำยังถูกกำหนดโดยธนาคารกลาง และในปีนั้นเศรษฐกิจโลกก็เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจรวมถึงเงินเฟ้อ ทำให้ราคาทองคำในตลาดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะปรับลดในเวลาต่อมา แต่ปัญหานั้นไม่มีผลต่อการซื้อขายทองคำในประเทศ เพราะเราไม่ได้ใช้ราคาลอยตัวเหมือนตลาดสากล
ถ้าฉันจำไม่ผิด ราคารับซื้อทองคำต่อหนึ่งเหลียงน่าจะอยู่ที่สามร้อยหยวน ซึ่งเป็ราคาขายที่สูงที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้ฉันยังเอาทองคำไปขายให้ร้านรับซื้อโดยตรงไม่ได้ ทำได้แค่ต้องเอาเข้าไปขายในตลาดมืด และถ้าฉันถูกพ่อค้าในตลาดมืดกดราคาไว้ที่หนึ่งเหลียงต่อสองร้อยห้าสิบหยวน ตรงนี้มีทองคำอยู่หกสิบเหลียง เงินที่ฉันจะได้จากการขายทองคำในครั้งนี้ก็เท่ากับ...หนึ่งหมื่นห้าพันหยวน! แม่เ้า! ฉันก็เป็เศรษฐีแล้วสิเนี่ย”
‘ทองคำแค่นี้ถึงกับเสียสติไปเลยเหรอ ฉันยังเอาของอย่างอื่นมาให้ได้มากกว่านี้อีก’ เ้าสุนัขสีดำคิดพลางส่ายหน้าก่อนจะหันไปสนใจกับน่องไก่ต่อไป
“แต่ว่านะเ้าดำ ทองคำพวกนี้มีเ้าของหรือเปล่า ไม่ใช่พอฉันเอาไปขายแล้วจะมีคนมาจับหาว่าฉันเป็ขโมยหรอกนะ” หลินเฉียงถามเมื่อคิดถึงปัญหาขึ้นมาได้
สุนัขสีดำคว้าน่องไก่และข้าวกล่องมาจากกลางอากาศ หลินเฉียงแทบจะเป็ลม
“นี่...นี่...นี่แกมีประตูข้ามเวลาติดตัวมาด้วยเหรอ” จากความตื่นเต้นที่เห็นทองคำ และหลังจากใที่เห็นเ้าสุนัขสีดำคว้าสิ่งของออกมาจากอากาศได้ หลินเฉียงถอนหายใจแล้วมองสุนัขสีดำด้วยความอิจฉา “เื่มหัศจรรย์พันลึกอย่างการย้อนเวลา กว่าฉันจะทำใจให้ยอมรับความจริงกับเื่พวกนี้ได้ ฉันยังต้องใช้เวลาตั้งหลายวัน แต่แกกลับทะลุมิติแล้วยังทะลุประตูเวลาได้ ทั้งยังคว้าสิ่งของต่างๆ ออกมาได้อย่างง่ายดาย การที่ฉันได้มาอยู่ในร่างใหม่ที่เป็มนุษย์ยังไม่น่าอิจฉาเท่าแกเลยมั้ง”
สุนัขสีดำผลักกล่องอาหารไปตรงหน้าหลินเฉียง ‘กินสิ ร้านโปรดของนายเลยนะ’
หลินเฉียงเปิดกล่องอาหารแล้วยิ้มทั้งน้ำตา “เป็อาหารจากร้านรถเข็นของพี่ชายเสียงดุจริงๆ ด้วย สามชั้นตุ๋นน้ำแดงรสชาติกลมกล่อม นึกว่าชาตินี้ฉันจะไม่มีโอกาสได้กินอีกแล้ว”
หลินเฉียงกินข้าวกล่องด้วยความหิวโหย ั้แ่ได้ย้อนเวลากลับมาใช้ชีวิตในยุคนี้ โปรตีนที่ดีที่สุดที่เขาได้กินก็คือไข่ไก่ แล้วที่น่าสงสารคือเขาได้กินไข่ไก่ยังไม่ถึงสิบฟองด้วยซ้ำ
เมื่อกินข้าวหมดกล่อง หลินเฉียงก็ถามในสิ่งที่สงสัย “เ้าดำ แกลองทะลุประตูเวลาให้ฉันดูหน่อยสิ”
‘มนุษย์คนนี้เื่มากจริงๆ’ แม้จะบ่นแต่เ้าดำก็ยังทำตาม มันวิ่งเข้าหาผนังอย่างแรงจากนั้นร่างของมันก็หายเข้ากำแพงไป ผ่านไปไม่นานสุนัขสีดำก็กลับมาพร้อมบุหรี่อย่างดีหนึ่งแถว
หลินเฉียงใช้สองมือถูกันไปมาอย่างดีใจ “คราวนี้แกลองพาฉันข้ามประตูเวลาไปด้วยสิ ฉันอยากรู้ว่าฉันจะเดินทางข้ามประตูเวลาได้เหมือนแกหรือเปล่า”
เ้าสุนัขสีดำเดินวนเป็วงกลม ผ่านมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย ทั้งมันยังเคยมีเ้านายมาแล้วหลายคน แต่ยังไม่เคยมีเ้านายคนไหนบอกให้มันทำอย่างนี้มาก่อน แต่เพื่อเ้านาย เ้าสุนัขสีดำกัดชายเสื้อของหลินเฉียงแล้ววิ่งเข้ากำแพงที่จุดเดิมที่มันใช้เดินทางก่อนหน้านี้ เ้าสุนัขสีดำยังคงทะลุผ่านกำแพงเข้าไปอย่างง่ายดาย แต่...
หน้าผากของหลินเฉียงชนกำแพงอย่างแรงจนเขาล้มไปนอนหงายหลัง เขาไม่ได้หมดสติแต่เขากลับมองเห็นแสงระยิบระยับเต็มไปหมด “ยังไม่ค่ำสักหน่อยแต่ทำไมถึงมีดาวลอยอยู่เต็มไปหมดล่ะเนี่ย”
สุนัขสีดำกลับมาั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้ มันใช้ลิ้นเลียไปทั่วหน้าหลินเฉียง พอเห็นหลินเฉียงเริ่มมีปฏิกิริยา มันจึงหมอบลงนอน
“ดีนะที่หัวไม่แตก” หลินเฉียงยกมือลูบหน้าผากที่บวมปูดพร้อมกับหันไปมองสุนัขสีดำ “เ้าดำ ต่อไปฉันกับแม่จะมาสร้างบ้านอยู่ที่นี่ ถ้าแกยังต้องใช้มุมนั้นเป็ประตูข้ามเวลา ฉันจะคงฐานเดิมของบ้านไว้ แต่กำแพงกับหลังคาฉันคงต้องรื้อแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ถ้าทำแบบนี้แล้วแกยังจะไปมาระหว่างสองยุคนี้ได้อยู่ไหม”
สุนัขสีดำพยักหน้า
“แล้วทองคำพวกนี้ล่ะ แกเอามาให้ฉันหรือแกกำลังจะเอาไปให้ใคร” หลินเฉียงมองเ้าสุนัขสีดำ “แกจะยกทองคำพวกนี้ให้ฉันทั้งหมดเลยใช่ไหม”
สุนัขสีดำพยักหน้าอีกครั้ง
“เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิดว่าแกเป็หมาจรจัด และเพื่อไม่ให้คนจับแกไปเชือด ต่อไปนี้แกก็มาเป็สัตว์เลี้ยงของฉัน ฉันจะดูแลแกอย่างดีตกลงไหม”
สุนัขสีดำยังคงพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นฉันเรียกแกว่าเ้าดำก็แล้วกัน”
สุนัขสีดำใช้เท้าเขี่ยไปที่ปลอกคอ ‘เ้าดำอะไร ฉันมีชื่อนะ ไม่เชื่อก็ลองเข้ามาอ่านดูสิ’
หลินเฉียงเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วพลิกดูที่ป้ายชื่อ “ที่แท้แกก็ชื่อเสี่ยวเฮย ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ ในเมื่อแกมีชื่ออยู่แล้วฉันก็จะเรียกแกว่าเสี่ยวเฮย แล้วแกก็อย่าข้ามเวลาบ่อยนักล่ะ ทางที่ดีคืออย่าทำให้คนอื่นเห็นจะดีที่สุด หรือไม่บริเวณนี้ฉันจะทำเป็ห้องนอนของฉัน เวลาแกจะข้ามเวลามันจะได้สะดวกขึ้นมาหน่อย”
หลินเฉียงเก็บทองคำยี่สิบห้าแท่งเข้ากระเป๋าสะพาย จากนั้นเขาก้มลงมองทองคำทั้งห้าแท่งที่ถืออยู่ในมือ “ถ้าฉันเอาทองไปขายแล้วได้เงินมา ฉันจะบอกคนอื่นเื่ที่มาของเงินได้ยังไง”
เ้าเสี่ยวเฮยรับรู้ถึงความคิดของเ้านาย มันหายตัวเข้าไปในกำแพงแล้วกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันกลับมาพร้อมถุงผ้าใบเก่า
“แกไปเอาโสมป่ากับเห็ดหลินจือคุณภาพดีพวกนี้มาจากไหนเนี่ย” หลินเฉียงรีบปิดปากถุงก่อนยิ้มกว้าง “เสี่ยวเฮย ขอบใจแกมากนะที่ช่วยหาทางออกให้ฉัน แต่ถ้าจะให้ดี แกยังต้องช่วยฉันอีกเื่หนึ่ง ไม่อย่างนั้นแผนที่เราวางไว้จะไม่เนียน แกเอาถุงผ้านี้ไปแล้วขึ้นไปรอฉันบนูเาหลังหมู่บ้านนะ เดี๋ยวฉันกับฉีหนิงจะตามขึ้นไป”
เสี่ยวเฮยไม่รอช้า มันคาบถุงผ้าแล้ววิ่งออกทางประตูหลัง
“พี่เฉียง! พี่ยังอยู่ข้างในหรือเปล่า ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับพี่ใช่ไหม” หลินฉีหนิงะโถามเสียงดัง “ข้างในไม่มีอะไรแปลกๆ ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นผมเข้าไปแล้วนะ”
หลินเฉียงรีบเก็บทองคำที่ถืออยู่ในมือเข้ากระเป๋าสะพาย ในเมื่อไม่จำเป็ต้องใช้ เขาก็จะเก็บมันไว้ก่อน ในอนาคตทองคำจำนวนนี้ก็คือหลักประกันความมั่นคงของครอบครัวเขา
“ข้างในนี้ไม่มีอะไรหรอก นายเข้ามาสิ”
หลินฉีหนิงโผล่หน้าเข้ามาก่อน เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาก็เดินเข้าไปหาหลินเฉียง “ผมรอพี่อยู่ข้างนอกตั้งนานก็ไม่เห็นพี่จะออกไปสักที ผมก็นึกว่าพี่เป็อะไรไปแล้วซะอีก ว่าแต่พี่มาทำอะไรอยู่ในตั้งนาน ในนี้ทั้งเงียบทั้งมืด พี่ไม่กลัวบ้างหรือไง”
“ฉันเดินสำรวจดูสภาพภายในบ้านน่ะ เห็นว่าฐานบ้านยังอยู่ในสภาพดี ขนาดของบ้านก็พอดีสำหรับสองคน แค่ก่อกำแพงอิฐแล้วมุงหลังคาขึ้นมาใหม่ เท่านี้ฉันกับแม่ก็จะย้ายเข้ามาอยู่ได้แล้ว”
หลินฉีหนิงใช้เท้าเตะไปที่ฐานหินอย่างแรง “โอ๊ย! แข็งแรงจริงด้วย ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ผมนึกว่าฐานบ้านจะทรุดไปหมดแล้วซะอีก แต่ว่านะพี่ เราจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมบ้านกันล่ะ”
“นี่ก็ยังไม่เที่ยงวันเลยไม่ใช่เหรอ เราขึ้นไปบนูเาด้านหลังหมู่บ้านสักเที่ยวไหม ฉันรู้สึกว่าวันนี้ฉันจะมีโชคดี” หลินเฉียงเสนอ
“พี่อยากขึ้นไปหาของป่าไปขายเหมือนคนอื่นเขาเหรอ”
“อืม...เผื่อว่าเราจะโชคดีได้หมูป่าเข้าไปขายสักตัว”
หลินฉีหนิงเอาหลังมือของตัวเองไปอังไว้ที่หน้าผากของหลินเฉียง “ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา ทำไมถึงฝันว่าตัวเองจะหาหมูป่าได้ ของพวกนั้นมันหาง่ายที่ไหนกัน แค่เก็บเห็ดกับหน่อไม้ไปขายได้ก็ดีถมไปแล้ว”
“ขึ้นไปดูกันสักเที่ยวเถอะน่า บางทีเราสองคนอาจโชคดีได้ของดีกลับมา” หลินเฉียงพูดจบก็เดินออกจากบ้านไป แม้เ้าของร่างเดิมจะี้เี แต่มีหลายครั้งที่ร่างเดิมถูกคุณแม่หลินใช้ขึ้นเขาไปเก็บฟืน หลินเฉียงจึงใช้ความทรงจำของร่างเดิมเดินขึ้นเขาอย่างชำนาญ