หลังจากเฟิงเยี่ยตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าการเป็ "ศิษย์" คือหนทางที่ดีที่สุดในการเข้าใกล้หลิงซีและบรรลุเป้าหมายที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิมของตน เขาก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มแผนการขั้นต่อไป ทว่า แดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพาผู้เร้นกายมายาวนานหลายหมื่นปี ย่อมไม่ใช่สถานที่ที่อสูรตนใดจะย่างกรายเข้าไปได้โดยง่ายดาย
เมื่อก้าวพ้นแนวป่าหมื่นบุปผาโรยราที่ส่งกลิ่นอายแห่งความเสื่อมสลาย เฟิงเยี่ยก็ััได้ถึงปราการพลังงานที่มองไม่เห็นแต่ทรงอานุภาพแผ่คลุมอาณาเขตเบื้องหน้า มันเป็ม่านพลังงานที่ละเอียดอ่อนแต่หนาแน่นราวกับกำแพงแก้วใส สั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะลมหายใจของธรรมชาติโดยรอบ
หากมองเผินๆ อาจไม่สังเกตเห็น แต่ด้วยััอันเฉียบคมของอสูรชั้นสูง เฟิงเยี่ยรับรู้ได้ทันทีถึงมนตราโบราณที่ถักทอขึ้นอย่างแยบยล มันไม่ได้มีลักษณะคุกคามหรือมุ่งร้ายอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็เสมือน "คำเตือน" อันเยือกเย็นสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับเชิญ
"หึ...สมกับเป็ที่พำนักของเทพเฒ่า" เฟิงเยี่ยแค่นเสียงในลำคอ ดวงตาคมกริบหรี่ลงขณะพิจารณาม่านพลังงานนั้นอย่างละเอียด เขาไม่ได้ผลีผลามใช้พลังปีศาจเข้าปะทะ ด้วยรู้ดีว่านั่นอาจเป็การปลุกให้ผู้สร้างปราการนี้ตื่นตัวโดยไม่จำเป็
"คงมิใช่เพียงป้องกันผู้บุกรุก แต่ยังกรองผู้ที่มีจิตคิดร้ายออกจากผู้ที่มีชะตาต้องกันกระมัง"
เขาโคจรพลังลมปราณทั่วร่างอย่างเชื่องช้า พยายามปรับคลื่นพลังของตนให้ละเอียดและนิ่งสงบที่สุด ปิดบังไออสูรที่อาจกระตุ้นกลไกป้องกันของอาคม จากนั้นจึงหลับตาลง ส่งกระแสจิตอันเยียบเย็นของตนแผ่ออกไปัักับม่านพลังงานนั้นอย่างแ่เบา ราวกับขนนกที่ลูบไล้ผิวน้ำ ััของเขารับรู้ได้ถึงความซับซ้อนของอักขระศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบกันขึ้นเป็ปราการ แต่ละเส้นสายของพลังงานเชื่อมโยงกันอย่างกลมกลืนไร้ที่ติ ทว่า ในความสมบูรณ์แบบนั้นเอง เฟิงเยี่ยก็เริ่มมองเห็น "ช่องว่าง" เล็กๆ ราวรูเข็ม มันคือจุดที่กระแสพลังงานไหลเวียนอ่อนกำลังลงชั่วขณะ เป็จังหวะที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ราวกับการหายใจ
"พบแล้ว..." มุมปากของเขากระตุกยิ้ม รอยยิ้มอันเป็เอกลักษณ์ของอสูรเ้าเล่ห์ผู้ค้นพบหนทางสู่เป้าหมาย
เฟิงเยี่ยรอคอยอย่างอดทน เมื่อจังหวะที่ช่องว่างนั้นเปิดออกอีกครั้งมาถึง ร่างของเขาก็พลันเลือนหายไปจากจุดเดิม ปรากฏขึ้นอีกครั้งในอีกฟากหนึ่งของม่านพลังงานโดยแทบไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เื้ั
ทว่า อุปสรรคยังไม่หมดสิ้น เมื่อเขาก้าวลึกเข้าไปในอาณาเขตชั้นใน บรรยากาศรอบกายก็ยิ่งทวีความบริสุทธิ์และกดดันไออสูรในตัวเขามากขึ้น ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นดูราวกับมีชีวิตจิตใจ สายลมที่พัดผ่านกระซิบกระซาบราวกับกำลังจับตามองผู้มาเยือน และแล้ว "ผู้พิทักษ์" กลุ่มแรกก็ปรากฏตัว
พวกมันคือ "ภูตพฤกษา" ร่างเล็กเท่าแขนเด็ก มีผิวสีเขียวใบไม้และดวงตาที่ส่องประกายราวอัญมณี พวกมันผุดขึ้นมาจากพงหญ้าและเถาวัลย์รอบทิศทาง ส่งเสียงขู่ฟ่อๆ คล้ายงูตัวเล็กๆ แต่แฝงไว้ด้วยพลังงานธรรมชาติที่เข้มข้น แม้จะดูไม่น่าเกรงขามนัก แต่จำนวนของพวกมันก็มากพอที่จะสร้างความรำคาญได้
เฟิงเยี่ยไม่อยากเสียเวลาต่อกรกับภูตตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ เขารวบรวมไอเย็นะเืสายหนึ่งขึ้นที่ปลายนิ้ว ก่อนจะดีดมันออกไปกระทบกับหยาดน้ำค้างบนใบไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หยาดน้ำค้างนั้นพลันแข็งตัวเป็ผลึกน้ำแข็งเล็กๆ สะท้อนแสงแวววาวดึงดูดความสนใจของเหล่าภูตพฤกษา พวกมันหันไปมองยังผลึกน้ำแข็งนั้นอย่างสนใจใคร่รู้ ลืมเลือนผู้บุกรุกไปชั่วขณะ
อาศัยจังหวะนั้น เฟิงเยี่ยก็ใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนร่างผ่านกลุ่มภูตไปอย่างรวดเร็ว
"ของเล่นชิ้นเล็กๆ คงพอถ่วงเวลาพวกเ้าได้สักพัก" เขานึกในใจอย่างขบขัน ไม่ลืมที่จะส่งกระแสจิตข่มขู่แ่เบาไปเพื่อให้พวกมันไม่กล้าตามมาในทันที
จิตใจของเฟิงเยี่ยในขณะนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนท้าทาย ปราการแต่ละชั้นที่เขาฝ่าเข้ามาได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกชื่นชมในพลังและความรอบคอบของหลิงซีมากขึ้น และในขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะและเข้าถึงตัวเทพผู้นี้ก็ยิ่งเพิ่มพูน
"แดนเทวะเช่นนี้ หากข้าสามารถย่างกรายเข้ามาได้อย่างอิสระ คงจะน่าสนุกไม่น้อย..."
เมื่อผ่านเขตป่าอาถรรพ์และเหล่าผู้พิทักษ์ชั้นนอกเข้ามาได้ เฟิงเยี่ยก็มาหยุดยืนอยู่ที่ริมทะเลสาบสีมรกตที่เขาเคยเห็นจากระยะไกล บัดนี้เมื่อมองใกล้ๆ ความงามของมันยิ่งเหนือคำบรรยาย ผิวน้ำใสนิ่งราวกับแผ่นกระจกสะท้อนเงาท้องฟ้าและขุนเขารอบด้าน ไอพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากทะเลสาบนั้นเข้มข้นจนเฟิงเยี่ยรู้สึกได้ถึงแรงต้านที่มองไม่เห็น มันพยายามผลักดันไออสูรในกายเขาให้ออกห่าง ราวกับน้ำกับน้ำมันที่ไม่สามารถเข้ากันได้
"น่าอึดอัดเสียจริง" เฟิงเยี่ยขมวดคิ้ว เขาต้องใช้พลังลมปราณส่วนหนึ่งในการสร้างเกราะป้องกันรอบกายเพื่อลดทอนผลกระทบจากพลังงานศักดิ์สิทธิ์นี้ การจะข้ามทะเลสาบนี้ไปย่อมไม่ใช่เื่ง่าย เขาไม่สามารถเหาะข้ามไปได้โดยตรง เพราะนั่นจะเป็การแสดงตนอย่างโจ่งแจ้งเกินไป และอาจเป็การปลุกพลังป้องกันที่รุนแรงกว่าเดิมของทะเลสาบแห่งนี้
สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาหนทาง เขาเห็นกอบัวหลวงขนาดใหญ่ลอยอยู่ไม่ไกลจากริมฝั่ง ใบบัวแต่ละใบมีขนาดใหญ่พอที่คนผู้หนึ่งจะยืนได้อย่างสบายๆ เฟิงเยี่ยตัดสินใจใช้วิธีนี้ เขาโคจรพลังลมปราณไปที่ฝ่าเท้าอย่างแ่เบา ปรับสมดุลพลังอสูรและพลังเซียนที่ซ่อนเร้นอยู่ในกายอย่างสุดกำลัง เพื่อไม่ให้ไออสูรที่รุนแรงของเขาทำลายความบริสุทธิ์ของดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เ่าั้
จากนั้นร่างของเขาก็ทะยานขึ้นไปในอากาศอย่างนุ่มนวล ก่อนจะร่อนลงบนใบบัวใบแรกได้อย่างแ่เบาราวปุยนุ่น ใบบัวนั้นสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ยังคงลอยอยู่ได้อย่างมั่นคง เฟิงเยี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาใช้วิธีเดียวกันนี้ในการเคลื่อนตัวจากใบบัวหนึ่งไปยังอีกใบบัวหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังเกาะกลางน้ำอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น
ระหว่างการเดินทางอันเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียดนี้ เฟิงเยี่ยไม่อาจละสายตาไปจากตำหนักสีขาวนวลที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าได้เลย ยิ่งเข้าใกล้ เขาก็ยิ่งััได้ถึงพลังอำนาจอันลึกล้ำและเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากที่แห่งนั้น ความปรารถนาที่จะได้พบกับเ้าของตำหนักแห่งนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในใจ
"หลิงซี เทพา ตัวตนของท่านจะเป็เช่นไรกันแน่" เขานึกถึงภาพเงาร่างระหงในอาภรณ์สีขาวที่เคยเห็นจากระยะไกล ความงามอันเลือนรางนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในมโนภาพ ชวนให้จินตนาการไปต่างๆ นานา
ในที่สุด เขาก็มาถึงริมฝั่งของเกาะกลางน้ำ เฟิงเยี่ยก้าวเท้าขึ้นบนพื้นดินที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาด บรรยากาศบนเกาะแห่งนี้ยิ่งสงบและบริสุทธิ์กว่าบริเวณอื่นใดที่เขาเคยผ่านมา สถาปัตยกรรมของตำหนักจันทราเร้นนั้นเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างามเหนือกาลเวลา เสาแต่ละต้นแกะสลักเป็ลวดลายเมฆาและดวงจันทร์อย่างวิจิตรบรรจง ไม่มีทหารยามหรือผู้ใดให้เห็น ราวกับเป็ดินแดนที่ถูกลืมเลือนจากโลกภายนอก
ทว่า ก่อนที่เฟิงเยี่ยจะได้ทันชื่นชมความงามของสถานที่แห่งนี้อย่างเต็มที่ เสียงใสกังวานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของเขา
"ผู้ใดบังอาจบุกรุกเข้ามาในหุบเขาจันทราเร้นโดยไม่ได้รับอนุญาต"
เฟิงเยี่ยหันขวับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียงทันที ร่างของสตรีงดงามในอาภรณ์สีเขียวอ่อนราวใบไม้แรกผลิปรากฏกายขึ้น นางมีใบหน้าที่อ่อนหวานหมดจด ดวงตากลมโตสุกใสราวหยาดน้ำค้างยามเช้า แต่แววตาที่มองมายังเขานั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังและไมตรีจิตที่เจือจางยิ่งนัก นางคือ "หลิงเยว่" หรือเทพบุปผา หนึ่งในผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดที่สุดของหลิงซี แม้จะมีพลังไม่สูงส่งเทียมเท่าผู้เป็นาย แต่สติปัญญาและความภักดีของนางก็เป็ที่ประจักษ์
"ข้ามีนามว่า เฟิงเยี่ย" เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้สุภาพและอ่อนน้อมที่สุด
"เดินทางมาไกลด้วยความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียว คือการขอเข้าเฝ้าและฝากตัวเป็ศิษย์ของท่านเทพหลิงซี" เขาจงใจปกปิดความเป็มาและเผ่าพันธุ์ของตนไว้ เพราะรู้ดีว่าหากนางล่วงรู้ความจริง โอกาสที่จะได้เข้าพบหลิงซีย่อมเป็ศูนย์
หลิงเยว่หรี่ตามองเขาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า นางััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ผิดปกติในตัวบุรุษผู้นี้ แม้เขาจะพยายามซ่อนเร้นมันไว้เป็อย่างดี แต่ไออสูรจางๆ ที่เล็ดลอดออกมานั้นไม่อาจรอดพ้นจากััของเทพเช่นนางไปได้
"เ้ามาจากที่ใด เหตุใดจึง้าเป็ศิษย์ของท่านอาจารย์" น้ำเสียงของนางยังคงเ็าและเต็มไปด้วยความกังขา
เฟิงเยี่ยโค้งคำนับเล็กน้อย "ข้าเป็เพียงผู้บำเพ็ญตบะพเนจร ได้ยินกิตติศัพท์ความรู้แจ้งและพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดของท่านเทพหลิงซีมาเนิ่นนาน จึงปรารถนาที่จะได้รับคำชี้แนะจากท่าน เพื่อขัดเกลาจิตใจและแสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้น" เขาปั้นแต่งเื่ราวขึ้นอย่างแเี ดวงตาแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้า (จอมปลอม)
หลิงเยว่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พิจารณาคำพูดและท่าทางของบุรุษตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน
"ท่านอาจารย์หลิงซีไม่ได้พบปะผู้ใดมานานนับพันปีแล้ว และนางก็ไม่เคยรับศิษย์จากภายนอกง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีกลิ่นอายเช่นเ้า" นางกล่าวเน้นคำสุดท้าย ทำให้เฟิงเยี่ยใจหายวาบ รู้ว่านางคงัับางอย่างได้แล้ว
"ข้าทราบดีว่าคำขอของข้านั้นอาจจะดูโอหังและไม่เจียมตัว" เฟิงเยี่ยรีบกล่าวเสริม
"แต่ข้าก็เดินทางมาด้วยความตั้งใจอันบริสุทธิ์ใจจริงๆ หากท่านเทพบุปผาพอจะเมตตา ช่วยนำความกราบทูลท่านอาจารย์หลิงซีให้ข้าสักครั้ง บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเลือน" เขากล่าวพร้อมกับหยิบปิ่นหยกสีเขียวมรกตอันงดงามยิ่งชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
"นี่เป็ของเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าตั้งใจนำมาถวายแด่ท่านเทพหลิงซี ขอท่านโปรดรับไว้ด้วย"
หลิงเยว่มองปิ่นหยกนั้นด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
"ของกำนัลใดๆ ก็มิอาจซื้อใจท่านอาจารย์ข้าได้ สิ่งที่นาง้าคือความจริงใจและความมุ่งมั่นที่แท้จริง" นางหยุดเล็กน้อย มองลึกลงไปในดวงตาของเฟิงเยี่ย
"เอาเถิด ข้าจะลองกราบทูลท่านอาจารย์ให้ แต่เ้าอย่าได้คาดหวังสิ่งใดมากนัก และจงรออยู่ที่นี่อย่างสงบ อย่าได้สร้างความวุ่นวายใดๆ เป็อันขาด"
กล่าวจบร่างของหลิงเยว่ก็ค่อยๆ เลือนหายไปกับสายลม ทิ้งให้เฟิงเยี่ยยืนรออยู่หน้าตำหนักแต่เพียงผู้เดียว เขากำปิ่นหยกในมือแน่น แววตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
"ดูเหมือนว่าเทพบุปผาผู้นี้จะไม่ใช่ธรรมดา ไม่ง่ายเลยที่จะหลอกลวงนางได้สนิทใจ" แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงมีความหวัง อย่างน้อยที่สุด ประตูบานแรกก็ดูเหมือนจะแง้มเปิดออกแล้ว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับเฟิงเยี่ย เขานั่งรออยู่บนศิลาเย็นเฉียบหน้าตำหนัก พยายามสงบจิตใจที่เริ่มกระสับกระส่าย แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยต่ำลง ทาบทาเงาของขุนเขาให้ยาวเหยียด บรรยากาศเริ่มเย็นลงพร้อมกับความหวังที่ริบหรี่ลงทีละน้อย
ทันใดนั้น ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของตำหนักก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ โดยไร้เสียง เผยให้เห็นทางเดินอันมืดสลัวที่ทอดลึกเข้าไปภายใน หลิงเยว่ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งที่หน้าประตู นางมองมายังเฟิงเยี่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม
"ท่านอาจารย์อนุญาตให้เ้าเข้าพบได้ ตามข้ามา"
หัวใจของเฟิงเยี่ยกระตุกวูบ เขารีบลุกขึ้นยืนและเดินตามหลิงเยว่เข้าไปในตำหนักอย่างรวดเร็ว ภายในตำหนักนั้นเงียบสงัดและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานและดอกไม้ที่ไม่รู้จักชื่อ แสงสว่างมีเพียงเล็กน้อยจากคบเพลิงที่จุดไว้ตามผนังเป็ระยะ สร้างบรรยากาศที่ดูลึกลับและน่าเกรงขามยิ่งนัก พลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่เข้มข้นกดทับจนเขารู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง
หลิงเยว่พาเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านห้องโถงหลายห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยรสนิยมอันสูงส่ง ในที่สุดนางก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งที่ดูใหญ่กว่าประตูบานอื่นๆ
"ท่านอาจารย์รออยู่ข้างในแล้ว เข้าไปเถิด" นางกล่าวแล้วก็ผายมือให้เขา ก่อนที่ร่างของนางจะเลือนหายไปอีกครั้ง ทิ้งให้เฟิงเยี่ยเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่เื้ัประตูบานนั้นแต่เพียงลำพัง
เฟิงเยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้าและความเยือกเย็นทั้งหมดที่มี เขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากภายในห้องนั้น มันเป็พลังที่ทั้งบริสุทธิ์ สูงส่ง และเก่าแก่จนแทบจะจินตนาการไม่ถึง เขายื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไปผลักบานประตูอย่างช้าๆ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขาเมื่อบานประตูเปิดออก ทำให้เฟิงเยี่ยถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ห้องโถงกว้างใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้น สว่างไสวไปด้วยแสงนวลใยที่สาดส่องลงมาจากช่องวงกลมบนเพดานสูง ใจกลางห้องนั้นมีแท่นศิลาสีขาวบริสุทธิ์ตั้งอยู่ และบนแท่นศิลานั้นเอง คือร่างของสตรีผู้หนึ่งที่งดงามราวกับภาพฝัน
‘หลิงซี’
นางนั่งสงบนิ่งอยู่ในท่านั่งสมาธิ อาภรณ์สีขาวราวหิมะแรกแห่งฤดูหนาวพลิ้วไหวเล็กน้อยตามจังหวะลมหายใจที่แ่เบา เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยราวกับเส้นไหมทอแสงจันทร์แผ่สยายลงมาจนเกือบถึงพื้น ผิวพรรณขาวผ่องละเอียดอ่อนราวกับกระเบื้องเคลือบชั้นดี คิ้วเรียวงามดุจคันศร ดวงตาสีฟ้าใสดุจน้ำแข็งคู่นั้นกำลังปิดสนิทอยู่ภายใต้เปลือกตาบางเบา จมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อ ทุกส่วนสัดบนใบหน้านั้นงดงามสมบูรณ์แบบราวกับเทพเ้าบรรจงสร้างขึ้นมาด้วยความพิถีพิถันที่สุด
แม้ว่านางจะยังคงหลับตาอยู่ แต่เฟิงเยี่ยก็ััได้ถึงรัศมีแห่งอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง มันเป็รัศมีที่ทั้งเยือกเย็น สงบนิ่ง และลึกล้ำเกินหยั่งถึง ราวกับว่านางคือศูนย์รวมของความรู้แจ้งและพลังอำนาจทั้งมวลในสามภพนี้
เฟิงเยี่ยยืนนิ่งราวกับถูกสาป เขาเคยจินตนาการถึงความงามของเทพาผู้นี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับงดงามและสูงส่งเกินกว่าจินตนาการใดๆ ของเขาจะไปถึง หัวใจของอสูรหนุ่มเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความรู้สึกต่ำต้อยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถาโถมเข้าใส่จิตใจของเขาอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ประกายแห่งความท้าทายและความปรารถนาอันดำมืดที่จะ "" สิ่งที่สูงส่งและงดงามที่สุดนี้ก็ลุกโชนขึ้นในแววตาของเขาอย่างไม่อาจควบคุมได้
และแล้ว เปลือกตาบางเบาของหลิงซีก็ค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นช้าๆ
ดวงตาสีฟ้าใสราวผืนน้ำแข็งแรกแห่งฤดูเหมันต์คู่นั้นจับจ้องมายังเฟิงเยี่ยโดยตรง ในแววตาคู่นั้นไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ปรากฏอยู่ มันเรียบเฉย เ็า และลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไร้จุดสิ้นสุด เฟิงเยี่ยรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขา ทั้งความคิด ความลับ และความปรารถนาอันดำมืด ถูกมองทะลุปรุโปร่งจนหมดสิ้น
"เ้าคือ เฟิงเยี่ย สินะ" เสียงของนางดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงที่ก้องกังวานหรือทรงพลังอย่างที่เขาคาดคิดไว้ แต่มันเป็เสียงที่นุ่มนวล เย็นใส และไพเราะราวกับเสียงระฆังแก้ว แต่ในความไพเราะนุ่มนวลนั้นกลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องสยบยอมโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
"อสูรหนุ่มผู้มีไอเซียนเจือปน .หาได้ยากยิ่งนัก"
เฟิงเยี่ยสะท้านไปทั้งร่างเมื่อได้ยินคำพูดของนาง ‘นางรู้ นางรู้ั้แ่แรกแล้วว่าข้าเป็ใคร’ ความตื่นตระหนกแล่นปราดขึ้นมาในใจ แต่เขาก็พยายามข่มมันไว้สุดกำลัง คุกเข่าลงคำนับนางอย่างนอบน้อมที่สุด
"ข้าเฟิงเยี่ย ขอคารวะท่านเทพหลิงซี"
"ลุกขึ้นเถิด" หลิงซีกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
"บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของเ้ามา เหตุใดอสูรเช่นเ้าจึงดั้นด้นมาถึงที่นี่ และปรารถนาสิ่งใดจากข้า"
เฟิงเยี่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับดวงตาสีฟ้าคู่นั้นอย่างตรงไปตรงมา เขารู้ดีว่าการโกหกหรือปิดบังใดๆ ต่อหน้าเทพผู้หยั่งรู้เช่นนี้ย่อมไร้ประโยชน์
"ข้าเดินทางมาที่นี่เพื่อขอความเมตตาจากท่านเทพ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
"ในกายของข้ามีพลังสองขั้วที่ขัดแย้งกันอยู่ พลังอสูรและพลังเซียน พวกมันสร้างความสับสนและความทุกข์ทรมานให้แก่ข้าอย่างแสนสาหัส ข้าได้ยินมาว่าท่านเทพคือผู้รอบรู้สรรพสิ่งในสามภพ จึงหวังว่าท่านจะสามารถชี้แนะหนทางให้ข้าสามารถควบคุม หรือขจัดพลังส่วนเกินนี้ออกไปได้"
หลิงซีนิ่งฟังอย่างสงบ แววตาของนางยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
"พลังสองขั้วนั้นคือชะตากรรมของเ้า การพยายามเปลี่ยนแปลงมันอาจนำมาซึ่งหายนะที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม"
"แต่ข้าไม่้ามีชีวิตอยู่ด้วยความขัดแย้งเช่นนี้" เฟิงเยี่ยเผลอขึ้นเสียงเล็กน้อย ก่อนจะรีบสงบสติอารมณ์ลง
"ข้ายินดีทำทุกวิถีทางเพื่อให้หลุดพ้นจากสภาพนี้ ขอเพียงท่านเทพโปรดชี้แนะ ข้าขอฝากตัวเป็ศิษย์ รับใช้ท่านไปตลอดกาล" เขากล่าวพลางคุกเข่าลงอีกครั้ง แสดงความมุ่งมั่นอย่างสุดซึ้ง
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบสงัดลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของคนทั้งสอง หลิงซีจับจ้องไปยังร่างของอสูรหนุ่มที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของนาง แววตาที่เคยเรียบเฉยของนางพลันปรากฏประกายบางอย่างที่ซับซ้อนและยากจะอ่านออก มันอาจจะเป็ความประหลาดใจเล็กน้อย ความสนใจ หรือบางทีอาจจะเป็ความรู้สึกบางอย่างที่นางเองก็ไม่ได้ััมาเนิ่นนานแล้ว
"การเป็ศิษย์ของข้าผู้นี้ มิใช่เื่ง่าย" ในที่สุดนางก็เอ่ยปากขึ้นช้าๆ
"เ้าจะต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหนาสาหัส และอาจต้องละทิ้งตัวตนเดิมของเ้าไปทั้งหมดเ้าพร้อมแล้วหรือ"
หัวใจของเฟิงเยี่ยเต้นแรงขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง "ข้าพร้อมแล้ว ขอเพียงท่านเทพโปรดให้โอกาส ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน" เขากล่าวตอบอย่างไม่ลังเล แม้ในใจจะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเต็มไปด้วยขวากหนามและความท้าทายที่คาดไม่ถึง
หลิงซีมองลึกลงไปในดวงตาของเฟิงเยี่ยอีกครั้ง ราวกับจะค้นหาความจริงใจที่ซ่อนอยู่เื้ัคำพูดเ่าั้ ก่อนที่มุมปากอันงดงามของนางจะค่อยๆ แย้มออกเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่บางเบาและลึกลับจนแทบจะมองไม่เห็น
"เช่นนั้นก็ดี...ข้าจะให้โอกาสเ้า"
คำพูดของหลิงซีที่ว่าจะ "ให้โอกาส" นั้น ทำให้หัวใจของเฟิงเยี่ยพองโตขึ้นด้วยความยินดีระคนตื่นเต้น ทว่า เขารู้ดีว่าหนทางสู่การเป็ศิษย์ของเทพาผู้นี้ ย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน และสิ่งที่ตามมาก็เป็เช่นนั้นจริง ๆ
"ก่อนที่ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ" หลิงซีกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเช่นเดิม
"เ้าจะต้องผ่านบททดสอบสามประการเสียก่อน บททดสอบเหล่านี้จะพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น สติปัญญา และความอดทนของเ้า หากเ้าผ่านมันไปได้ทั้งหมด ข้าจึงจะพิจารณาคำขอของเ้าอีกครั้ง แต่หากเ้าล้มเหลวแม้แต่ข้อเดียว เ้าจะต้องจากไปจากหุบเขาจันทราเร้นแห่งนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ"
เฟิงเยี่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ข้ายินดีรับการทดสอบทุกประการ ขอท่านเทพโปรดชี้แนะ"
"บททดสอบแรก" หลิงซีกล่าวพลางผายมือไปยังภาพวาดเก่าแก่ภาพหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนังห้องโถง
"คือการเข้าไปใน 'ป่าภาพลวง' ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของหุบเขาแห่งนี้ ในป่านั้นเต็มไปด้วยภาพมายาที่จะสะท้อนถึงความปรารถนา ความกลัว และความมืดมิดในจิตใจของเ้า เ้าจะต้องเดินทางผ่านป่านั้นไปยัง 'ศาลาจันทราดับ' ที่อยู่ใจกลางป่าให้ได้ภายในสามวันสามคืน โดยไม่หลงใหลไปกับภาพลวงตาเ่าั้ และนำ 'ดอกจันทราโลหิต' หนึ่งดอกที่เบ่งบานอยู่ที่นั่นกลับมาให้ข้า"
เฟิงเยี่ยเพ่งมองไปยังภาพวาดนั้น มันเป็ภาพของป่าทึบที่ดูมืดมิดและน่าสะพรึงกลัว เพียงแค่มองก็รู้สึกถึงไอเย็นะเืที่แผ่ออกมาแล้ว "ป่าภาพลวง...ดอกจันทราโลหิต..." เขาทวนคำในใจ รู้สึกได้ถึงความยากลำบากของบททดสอบนี้ มันไม่ใช่การทดสอบพละกำลัง แต่เป็การทดสอบพลังจิตและความมั่นคงทางอารมณ์โดยแท้จริง
"บททดสอบที่สอง" หลิงซีกล่าวต่อ ยังคงมีรอยยิ้มบางเบาประดับอยู่ที่มุมปาก
"คือการไขปริศนาแห่ง 'หินศิลาจารึกโบราณ' ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบทางทิศตะวันออก บนศิลานั้นมีอักขระโบราณสลักไว้ ซึ่งบันทึกถึงความลับบางประการของสรวง์และแดนอสูร เ้าจะต้องตีความหมายของอักขระเ่าั้ให้ได้อย่างน้อยสามประโยคภายในเจ็ดวัน"
ดวงตาของเฟิงเยี่ยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "อักขระโบราณ ความลับของสรวง์และแดนอสูร" นี่คือสิ่งที่เขาสนใจเป็อย่างยิ่ง บททดสอบนี้แม้จะดูท้าทายสติปัญญาอย่างสูง แต่ก็เป็โอกาสอันดีที่เขาจะได้ล่วงรู้ความลับบางอย่างที่อาจเป็ประโยชน์ต่อตนเองในอนาคต
"และบททดสอบสุดท้าย..." หลิงซีเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าใสนั้นจ้องมองมายังเฟิงเยี่ยอย่างมีความหมาย
"คือการตัก 'น้ำทิพย์จันทรา' จาก 'บ่อน้ำอมฤต' ที่อยู่ภายในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ใต้ตำหนักแห่งนี้ หนึ่งจอกชา โดยที่เ้าจะต้องไม่ใช้พลังอสูรหรือพลังเซียนใดๆ ของเ้าเลยแม้แต่น้อย แต่ต้องใช้เพียงความบริสุทธิ์ของจิตใจและความตั้งมั่นเท่านั้นในการโน้มน้าวให้ผู้พิทักษ์บ่อน้ำนั้นยินยอมมอบน้ำทิพย์ให้แก่เ้า"
เฟิงเยี่ยถึงกับนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินบททดสอบสุดท้าย ‘ใช้เพียงความบริสุทธิ์ของจิตใจและความตั้งมั่น สำหรับอสูรเช่นข้างั้นหรือ’ นี่คือบททดสอบที่ดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้เลยสำหรับเขา ผู้ซึ่งมีจิตใจที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เล่ห์เหลี่ยม และความปรารถนาอันดำมืด
"เ้ามีเวลาไตร่ตรองหนึ่งชั่วยาม" หลิงซีกล่าวปิดท้าย
"หากเ้าคิดว่าบททดสอบเหล่านี้ยากเกินกำลังของเ้า ก็สามารถถอนตัวได้ั้แ่ตอนนี้ ข้าจะไม่รั้งเ้าไว้"
กล่าวจบร่างของหลิงซีก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากแท่นศิลา ทิ้งให้เฟิงเยี่ยยืนอยู่ในห้องโถงกว้างนั้นแต่เพียงผู้เดียว ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ในใจของเฟิงเยี่ยนั้นกลับเต็มไปด้วยความคิดที่สับสนวุ่นวาย บททดสอบทั้งสามประการนั้นล้วนแล้วแต่หนักหนาสาหัส และแต่ละบทก็ดูเหมือนจะออกแบบมาเพื่อท้าทายจุดอ่อนของเขาโดยเฉพาะ
ทว่า เฟิงเยี่ยไม่ใช่อสูรธรรมดาสามัญที่จะยอมแพ้ต่ออุปสรรคโดยง่าย ความท้าทายเหล่านี้กลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักสู้และความทะเยอทะยานในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้น "หึ...น่าสนุกยิ่งนัก" เขากระซิบกับตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น
"หลิงซี ท่านคิดจะทดสอบข้างั้นรึ แล้วท่านจะได้เห็นว่าอสูรเช่นข้าก็สามารถทำในสิ่งที่ท่านคาดไม่ถึงได้เช่นกัน"
หนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลิงซีปรากฏกายขึ้นอีกครั้งบนแท่นศิลา นางมองมายังเฟิงเยี่ยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกเช่นเดิม
"การตัดสินใจของเ้าคืออะไร"
เฟิงเยี่ยเงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างไม่หวั่นเกรง "ข้า ขอรับการทดสอบทั้งสามประการ"
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นอีกครั้งบนริมฝีปากของหลิงซี "ดีมาก เช่นนั้นบททดสอบแรกของเ้า เริ่มต้น ณ บัดนี้"