เบื้องหน้าค่ายกลจิตอสูร สถานที่ทดสอบด่านที่สองอันลือเลื่องของตำหนักมังกรเมฆา ผู้คนมากมายต่างจับจ้องอยู่ด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น เวลาค่อย ๆ ล่วงผ่านไปทีละน้อย ท่ามกลางม่านหมอกจิตวิญญาณที่ห่อหุ้มค่ายกลอันแสนลี้ลับนั้น ร่างของผู้ทดสอบบางคนพลันถูกขับไล่ออกมาทีละคน…
เสียงถอนหายใจดังระงมปะปนกับเสียงฮือฮา
"อีกคนแล้ว!"
"ดูเหมือนว่าจะทนแรงกดดันของภาพลวงในค่ายกลไม่ไหว..."
"มันช่างโหดเหี้ยมเกินไปจริง ๆ!"
บรรยากาศคล้ายมีแรงกดดันแผ่ซ่านอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่รอดออกมาล้วนอยู่ในสภาพอิดโรย สีหน้าซีดเซียวไม่ต่างจากผู้ที่เพิ่งเดินพ้นนรกบนดิน
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความวุ่นวายโดยรอบ
อวี้เหวิน กลับยืนอยู่กลางใจของค่ายกลด้วยจิตใจที่มั่นคงดั่งหินผา แม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยภาพลวงตาอันบิดเบือนความจริง ทั้งเสียงคร่ำครวญอันแสนเศร้าสร้อย ภาพความเจ็บปวดในอดีต และคำลวงที่เจาะแทงหัวใจ เขากลับไม่ไหวเอนแม้แต่น้อย
"เจ้าคิดว่าแค่เพียงภาพลวง จะทำให้ข้าสั่นคลอนได้กระนั้นหรือ..." เขาพึมพำกับตนเอง ดวงตาคมกล้ากวาดมองเบื้องหน้าที่เป็นเพียงมายาภาพ แล้วเร่งฝีเท้าเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งเขาก้าวไป จิตใจก็ยิ่งสงบนิ่งดุจแอ่งน้ำในฤดูใบไม้ผลิที่ปราศจากสายลม แม้แต่พลังสะกดจิตจากจิตอสูรที่ซ่อนเร้นอยู่ในค่ายกลก็ไม่อาจแทรกซึมเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อย
และแล้ว…
ตูมมม!!
เสียงดังกึกก้องจากจุดศูนย์กลางของค่ายกล พลันแปรเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบให้ปั่นป่วน เสียงสั่นสะเทือนนั้นเป็นสัญญาณที่ผู้คนภายนอกคุ้นเคยกันดี
คือสัญญาณแห่งการ "ผ่านด่าน"!
"มีคนผ่านด่านแล้ว!"
เสียงประกาศนี้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจผู้ชม ทุกสายตาหันขวับไปยังปลายทางของค่ายกล ซึ่งบัดนี้แสงสีทองกำลังเปล่งประกายสว่างวาบออกมาราวกับฟ้าเปิด
"เป็นใครกัน?! ใครกันที่ผ่านได้เป็นคนแรก!"
"หรือจะเป็นหลี่หมิง?"
"ไม่แน่...อาจเป็นเซี่ยชิงหลัวผู้มากพรสวรรค์!"
"ฮ่าๆ ข้าว่าอาจเป็นหลัวเทียนอี้นั่นแหละ!"
เสียงวิพากษ์คาดเดาดังขึ้นราวกับพายุ
"ข้าว่า...หรือจะเป็น...เด็กหนุ่มที่มีนามว่า 'อวี้เหวิน'..." ชายชราผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหลังกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ก้องสะท้อนอยู่ในหัวใจของหลายคน
แล้วแสงสีทองก็สว่างไสวสุดขีด ก่อนจะค่อย ๆ คลายออก เผยให้เห็นร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังเดินออกมาช้า ๆ
เสื้อคลุมสีดำเรียบง่ายสะบัดเบา ๆ ไปตามสายลม ใบหน้าคมคายดุดัน แต่แฝงด้วยความสงบนิ่ง ใบหน้านั้นไม่แสดงอารมณ์ใด ราวกับผู้ที่เพิ่งเดินพ้นจากห้วงแห่งสงครามโดยไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย
"เป็นเด็กหนุ่ม...!"
"เขาเป็นใครกันแน่?"
และแล้วเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นอย่างชัดเจน
"เขาคือ…อวี้เหวิน!"
ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วชั่วขณะ ก่อนที่เสียงอื้ออึงจะระเบิดออกดังลั่น
"อวี้เหวินงั้นรึ?! คนที่ถูกมองข้ามเมื่อครู่...เขาคือผู้ที่ผ่านออกมาเป็นคนแรก!?"
"เหลือเชื่อ...เขาใช้เวลาแค่เพียงหนึ่งถ้วยชาเท่านั้นเอง!"
คนทั้งสนามแทบไม่อาจเชื่อสายตา เสียงตะโกนของผู้ฝึกตนชราผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงตะลึงงัน
"ข้าเคยเห็นศิษย์เอกผู้เป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของเจ้าตำหนัก ใช้เวลาถึงหนึ่งก้านธูปเต็มกว่าจะผ่านค่ายกลนี้ออกมาได้...แต่เด็กหนุ่มคนนี้...เขาทำลายสถิติ!"
ที่มุมหนึ่งของฝูงชน อู๋ซวนเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความปลื้มปิติ
"พี่ใหญ่! ท่านสุดยอดยิ่งนัก หากลุงอวี้ได้รับรู้เรื่องนี้ เขาจะต้องดีใจแน่แท้!"
เขากล่าวพลางกำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความชื่นชมยิ่ง
...
เมื่อเวลาผ่านชั่วก้านธูป ที่ด้านในของค่ายกล
หลี่หมิง ผู้สวมอาภรณ์สีฟ้าเงิน กำลังใช้พลังจิตตรวจหาจุดอ่อนของค่ายกลด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ยังไม่มันที่เขาจะพุ่งทะลวงออกไป
เสียงเตือนดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแสงสีทองที่เปล่งประกาย ณ ปากทาง
หลี่หมิงก้าวออกมาจากค่ายกลด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ อหังการแผ่ซ่านทั่วร่าง
แต่ในพริบตา เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดแผกไป
ผู้คนไม่แสดงอาการตื่นเต้น...
ไม่มีเสียงโห่ร้องดีใจ ไม่มีสายตาชื่นชม...
"เกิดอะไรขึ้น..." เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปตามทิศที่ผู้คนจ้องมอง
และที่นั่น...อวี้เหวินยืนอยู่แล้ว!
ดวงตาของหลี่หมิงเบิกโพลง หัวใจพลันดำดิ่งดุจถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ดวงหน้าอันหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนราวกับถูกเมฆดำบดบัง
"เจ้า...อีกแล้วงั้นรึ..."
เขากัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรอด ๆ
"ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าขโมยแสงสว่างจากข้าไปอีก...ด่านต่อไป ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือตัวเอง!"
ไม่นานนัก แสงสีขาวบริสุทธิ์ก็พลันส่องประกาย
เซี่ยชิงหลัว สาวงามผู้มีดวงตาดั่งหยาดน้ำค้าง ก้าวออกมาอย่างสงบนิ่ง นางเพียงพยักหน้าเล็กน้อยต่อเหล่าผู้ชม ก่อนจะจ้องมองไปยังอวี้เหวินด้วยแววตาที่อ่านยาก
ไม่นานนัก
หลัวเทียนอี้, จูซงเทียน และไป๋หยุนเซิง ก็ปรากฏตัวแทบจะพร้อมเพรียงกัน เสียงพูดคุยตื่นเต้นของผู้ชมดังขึ้นเป็นระลอก
ผู้คนต่างลุ้นระทึก
เวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ
จนในที่สุด เหล่าผู้ทดสอบคนอื่น ๆ ก็ทยอยผ่านออกมา สร้างเสียงเฮลั่นของเหล่าสหายและญาติผู้เฝ้ารอ
"หมดเวลา! หนึ่งชั่วยามผ่านพ้นไปแล้ว!"
เสียงประกาศของผู้อาวุโสประจำตำหนักพลันดังกึกก้อง
ผู้ทดสอบที่เหลือถูกขับไล่ออกมาจากค่ายกลในสภาพย่ำแย่ บ้างหน้าซีดเผือด บ้างทรุดลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
การทดสอบด่านที่สอง...จบลง ณ ที่นั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ปะทุไปด้วยความตื่นเต้น ปลุกชีพพลังแห่งความหวังในใจของผู้หนึ่ง และจุดไฟแห่งความริษยาในใจของอีกผู้หนึ่ง โดยมีชื่อของ "อวี้เหวิน" สลักลงในใจของทุกคนอย่างลึกซึ้ง...
จุดเริ่มต้นของตำนาน…เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ณ ลานประลองเบื้องหน้าตำหนักมังกรเมฆา ท้องฟ้าเหนือศีรษะคล้ายจะเรืองรองขึ้นเล็กน้อยด้วยแสงอรุณแรกแห่งยามสาย แต่กลับไม่อาจกลบกลืนความเงียบงันอันตึงเครียดที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานประลองได้แม้แต่น้อย เหล่าผู้ชมที่ล้อมรอบลาน ต่างจับจ้องมองไปยังกลุ่มผู้ทดสอบที่เหลืออยู่ ด้วยแววตาหลากอารมณ์ ทั้งยกย่อง ชื่นชม ตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งริษยา
จากผู้สมัครนับพันที่ต่างกรูกันมาทั่วดินแดนเเถบเมืองซูไห่เเห่งดินเเดนภาคใต้นี้ ผ่านความยากลำบากจากบททดสอบอันแสนสาหัสมาสองด่าน เวลานี้...หลงเหลืออยู่เพียงสามสิบหกชีวิตเท่านั้น
ท่ามกลางความเงียบสงัด เงาร่างสูงผอมผู้หนึ่งพลันลุกขึ้นจากบัลลังก์หินอ่อนซึ่งตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งกลางสุดเบื้องบนของเวทีตะวันออก เงาร่างนั้นคือบุรุษชราผู้หนึ่ง ร่างกายผอมเพรียวแต่กลับตั้งตรงเฉกเช่นต้นสนสูงต้านลมหนาว หนวดเคราสีขาวสะอาดพลิ้วไหวอ่อนโยนราวปุยเมฆในฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาล้ำลึกประหนึ่งแหล่งน้ำโบราณที่ซุกซ่อนประสบการณ์นับศตวรรษไว้ในห้วงสายตา เขาสวมอาภรณ์ผ้าแพรฟ้าจาง ปักด้วยด้ายทองเป็นรูปมังกรทะยานรอบกาย วิจิตรตระการราวกับเทพารักษ์แห่งขุนเขา
ชายชรานี้มิใช่ใครอื่น นามของเขาคือ เหอจิ้งหลาน ผู้อาวุโสผู้คุมการทดสอบประจำปีนี้แห่งตำหนักมังกรเมฆา
เขาเหยียดสายตามองเหล่าผู้รอดชีวิตจากบททดสอบค่ายกลจิตอสูรแสนโหดเหี้ยม สีหน้าสงบนิ่งก่อนจะเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น ดังกังวานราวระฆังทองในหุบเหว
“บททดสอบที่สอง...สิ้นสุดลงแล้ว”
เพียงประโยคเดียวกลับราวกับเสียงฟ้าคำราม ทุกสายตาทั้งผู้ทดสอบและผู้ชมพลันหันขวับไปยังเขา รอฟังถ้อยถัดไปด้วยใจระทึก
“พวกเจ้าทั้งสามสิบหกคน...ล้วนเป็นผู้กล้าเหนือผู้กล้า สามารถยืนหยัดฝ่าด่านที่กลืนกินวิญญาณของผู้สมัครนับร้อยมาได้ ถือว่ามีคุณสมบัติเข้าสู่รอบสุดท้ายในการทดสอบปีนี้” เขาพยักหน้าช้าๆ แล้วกล่าวต่อ “อย่างไรก็ตาม…”
น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวกว่าคราแรก
“หากพวกเจ้าปรารถนา ‘ก้าวสู่’ ตำหนักมังกรเมฆาอย่างแท้จริง พวกเจ้าทุกคนจักต้องผ่าน บททดสอบด่านสุดท้าย...ซึ่งก็คือ การประลอง!”
เมื่อคำว่า “การประลอง” ถูกกล่าวออกมา ราวกับลมแรงพัดโหมเปลวไฟแห่งความคาดหวังให้ลุกโชนทั่วสนาม บรรยากาศที่เคยเงียบงันพลันระอุขึ้นในบัดดล เสียงฮือฮาเริ่มกระซิบกระซาบทั่วอัฒจันทร์
เหอจิ้งหลานยกมือขึ้นข้างหนึ่งทันที ความเงียบกลับคืนมาในชั่วพริบตา
“การประลองจะถูกแบ่งออกเป็นสองช่วง ในช่วงแรก จักมีการจับคู่ต่อสู้แบบสุ่ม จำนวนสิบแปดสนามประลอง ผู้ชนะจากแต่ละคู่จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้มีคุณสมบัติเข้าตำหนักในปีนี้”
ดวงตาชราของเขาแฝงไว้ด้วยประกายเย็นเยียบเมื่อกล่าวประโยคถัดมา
“ส่วนผู้แพ้...หมดสิทธิ์ในปีนี้ทันที!”
เสียงลมหายใจของเหล่าผู้ทดสอบแทบหยุดลง ดวงหน้าหลายคนเริ่มเคร่งเครียด
“จากนั้น…ผู้ผ่านรอบแรกสิบแปดคน จะเข้าสู่ ‘การจัดอันดับขั้นสุดท้าย’ ผ่านการประลองจัดลำดับ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดอันดับหนึ่งถึงสิบแปดตามลำดับ”
สายลมโบกพัดผ่านชายเสื้อแพรของเขาเบา ๆ ขณะที่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราวดั่งคำตัดสินจากสวรรค์
“อันดับจะส่งผลต่อสถานะในตำหนัก หน้าที่ และสิทธิ์ในการฝึกฝน พวกเจ้าทุกคน...ควรตั้งใจให้ถึงที่สุด”
เมื่อวาจาสิ้นสุด เสียงฮือฮาของเหล่าผู้ชมพลันดังกึกก้องขึ้นรอบด้าน
“สุดยอดแล้ว! จะได้เห็นอัจฉริยะทั้งหลายประลองกันจริงๆ!”
“เจ้าคิดว่าใครจะได้อันดับหนึ่ง? หลี่หมิงแห่งสำนักบูรพาวายุ หรือเซี่ยชิงหลัวแห่งสำนักหิมะนิรันดร์?”
“ข้าว่าคงไม่พ้นหลัวเทียนอี้หรือไป๋หยุนเซิง! หรือไม่ก็จูซงเทียนจากสำนักหมื่นวิญญาณ!”
“เดี๋ยวก่อน…หรือว่าจะเป็นเด็กหนุ่มผู้นั้นเจ้าหนุ่มนามว่า…อวี้เหวิน?”
เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นเรียบง่าย ทว่ากลับทำให้หลายคนถึงกับเงียบงัน
ขณะนั้นเอง สายตาของหลี่หมิงผู้สวมชุดฟ้าเงินเฉิดฉายราวประกายพายุบนผืนฟ้า กลับจับจ้องไปยังร่างหนึ่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ห่าง ร่างนั้นมิใช่ใคร…อวี้เหวิน
ดวงตาเย็นเยียบของหลี่หมิงพลันฉายแววขุ่นมัว สีหน้าซึ่งเคยอหังการกลับหม่นมัวลงราวเงาหมอกในพายุ
‘ด่านต่อไป...หากมีโอกาส ข้าจะทำให้เจ้ามิได้ลุกขึ้นยืนอีกตลอดชีวิต!’
พลันควันลอยขึ้นจากหอกลางลานประลอง เป็นสัญญาณว่าการเตรียมการสู่ด่านสุดท้ายได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสามสิบหกชีวิตต่างก้าวออกจากที่เดิมด้วยสายตาแน่วแน่ สถานการณ์พลันแปรเปลี่ยน ลานประลองแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิ…เพื่อแย่งชิงอนาคต!
ศึกแห่งชะตา ระหว่างอัจฉริยะจากทั่วหล้ากำลังจะเริ่มต้น ณ บัดนี้!
ในพริบตาที่ชื่อของผู้เข้าสอบทั้งสามสิบหกคนปรากฏครบถ้วน สนามประลองอันกว้างใหญ่ของตำหนักเมฆามังกรก็ถูกแบ่งออกเป็นสิบแปดลานโดยอักขระเร้นลับบนพื้นหินผา พลังวิญญาณไหลเวียนวนสร้างกำแพงพลังบางเบาแยกเขตพื้นที่อย่างชัดเจน แต่ละลานมีศิษย์ระดับสูงของตำหนักเมฆามังกรนั่งประจำในชุดครามประดับลายเมฆ ปราณกล้าแกร่งซ่อนเร้นอยู่ใต้แววตาเงียบสงบ เป็นทั้งผู้ควบคุมและผู้ตัดสินการประลอง
เสียงประกาศเรียกชื่อเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับหมื่นที่เบียดเสียดแน่นบนอัฒจันทร์ ทุกสายตาจับจ้อง
“ลานประลองที่หนึ่ง... ไป๋หยุนเซิง แห่งดาราม่วงส่องฟ้า! คู่ประลองคือ หลินซาน แห่งสำนักหมอกเทียน!”
ชายหนุ่มชุดม่วงก้าวออกมาทีละก้าว แววตาดุจเหยี่ยวสะกดจิต มองคู่ประลองที่ร่างกายสะท้านเพียงแค่มองสบ พื้นใต้เท้าของเขาแตกระแหงเพียงเพราะแรงเหยียบ ฝ่ามือขวาสวมถุงมือคริสตัลยังไม่ทันขยับก็สั่นสะเทือนทั้งลาน คนทั้งสนามเงียบงัน
“ลานประลองที่สอง... เซี่ยชิงหลัว จากหิมะนิรันดร์! คู่ประลองคือ เฉินโยวอวี๋ แห่งพรรคหมื่นสำเนียง!”
ร่างบางชุดขาวเคลื่อนผ่านสายลม ราวเกล็ดหิมะที่ล่องลอยลงมาจากฟ้า นางยืนอยู่กลางลานประลอง ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านโดยมิจำเป็นต้องเอ่ยวาจาใด แววตาเรียบสงบปานผืนน้ำแข็ง ดั่งสตรีจากแดนเหนือที่ไม่รู้จักคำว่าเกรงกลัว
“ลานประลองที่สาม... จูซงเทียน แห่งหมื่นวิญญาณ! คู่ประลองคือ หวังจื้อ แห่งสำนักสิงห์ทอง!”
เพียงได้ยินชื่อ จิตวิญญาณของหวังจื้อก็พลันสั่นสะท้าน ดวงหน้าซีดขาวดั่งกระดาษ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เขากลั้นใจ สูดหายใจลึก ก่อนโค้งคำนับแล้วกล่าวเสียงสั่น
“ข้า...ขอยอมแพ้!”
เสียงฮือฮาดังทั่วอัฒจันทร์ แต่จูซงเทียนกลับไม่แสดงสีหน้าใด เพียงปรายตาไปยังคู่ประลอง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มแผ่วจาง
“รู้จักประมาณตน ก็ไม่เลวนัก”
“ลานประลองที่สี่... หลี่หมิง แห่งบูรพาวายุ! คู่ประลองคือ จางหลิง แห่งพรรคดาราดับ!”
กระบี่วายุครามสะพายอยู่หลังสะท้อนแสงเลือนราง หลี่หมิงย่างเท้าด้วยท่วงท่าราวอัสนี วูบเดียวร่างของเขาก็ไปยืนกลางลาน เสียงพายุแผ่วเบาเริ่มก่อตัว ทั้งที่ยังไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวของกระบี่ แต่แรงกดดันอันมหาศาลก็ดั่งพายุกลืนฟ้า
“ลานประลองที่ห้า... หลัวเทียนอี้ แห่งพันดาราไร้รูป! คู่ประลองคือ โจวเจี้ยน แห่งหอหมื่นเข็ม!”
บุรุษชุดดำยืนอยู่เงียบงัน ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเขาก้าวไปตั้งแต่เมื่อใด ร่างนั้นราวกับหลอมรวมกับเงามืด แววตานิ่งเย็นไร้ซึ่งอารมณ์ใด สะท้อนเพียงความว่างเปล่า
จากนั้น เสียงประกาศยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
“ลานประลองที่สิบเจ็ด... อวี้เหวิน ผู้บ่มเพาะอิสระ! คู่ประลองคือ หวังไป๋ แห่งสำนักเขามรกต!”
เมื่อชื่อของอวี้เหวินถูกเรียกขึ้น เสียงฮือฮาก็พลันดังขึ้นอีกครั้งในหมู่ผู้ชม
“นั่นเขาเองรึ! เด็กหนุ่มที่หาญกล้าต่อกรกับนายน้อยหลี่หมิงเมื่อวันก่อน!”
“ข้าได้ยินว่าเขาอยู่เพียงขั้นกำเนิดกายตอนต้น…จะเอาอะไรมาสู้เล่า!”
ทว่าอวี้เหวินกลับไม่สะทกสะท้าน เขาเพียงทอดสายตามองไปยังลานประลองที่สิบเจ็ด แล้วสาวเท้าออกไปด้วยจิตใจมั่นคง ปราณร้อนผ่าวจากเตาอัสนีวิบัติแผ่ซ่านเบาๆ ยามพลังหลั่งไหล
ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มการประลอง เสียงเคร่งขรึมของชายชราผู้ควบคุมเวทีหลักก็ดังขึ้นทั่วสนาม
“การประลองครั้งนี้...เป็นเพียงเพื่อรู้แพ้รู้ชนะ มิใช่ประสงค์ชีวิตกัน หากผู้ใดเอ่ยปากยอมแพ้ ถือว่าแพ้โดยสมบูรณ์ และห้ามผู้ใดโจมตีผู้ที่เอ่ยถ้อยคำนั้นโดยเด็ดขาด มิฉะนั้น...จะถูกตัดสิทธิ์ทันที!”
คำประกาศนั้นดังก้องคล้ายสลักตรึงลงกลางใจผู้เข้าสอบทุกคน พลันนั้น..
“เริ่มการประลอง!”
ลานประลองที่หนึ่ง – ไป๋หยุนเซิง
หลินซานแห่งหมอกเทียน สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยปราณออกมาจนแผ่ไอหมอกบาง
“เชิญ!”
ไป๋หยุนเซิงไม่กล่าววาจา เพียงยกมือขวาช้าๆ ถุงมือคริสตัลเปล่งประกายวูบหนึ่ง
ปัง!
พื้นหินใต้เท้าหลินซานแตกร้าวในเสี้ยววินาที ลำตัวเขาถูกแรงลมกระแทกกระเด็นไถลไปยังขอบลาน แม้ไม่ทันได้เข้าใกล้ศัตรูแม้แต่วาเดียว
เสียงประกาศดังขึ้นทันที
“ผู้ชนะ! ไป๋หยุนเซิง!”
ลานประลองที่สอง – เซี่ยชิงหลัว
เฉินโยวอวี๋ขยับนิ้วเรียกเสียงพิณออกมาหลายสาย หมายปั่นป่วนจิตศัตรูด้วยเสียงสะท้อน ทว่า..
เพี๊ยะ!
ระลอกเย็นยะเยือกแผ่กระจายเพียงนางยกมือ สายลมกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง พิณแข็งตัวในพริบตา ข้อมือของเฉินโยวอวี๋ถูกตรึงในชั่วพริบตา
“เจ้าพ่ายแล้ว” นางเอ่ยเสียงเบา
เสียงประกาศพลันตามมา
“ผู้ชนะ! เซี่ยชิงหลัว!”
ลานประลองที่สี่ – หลี่หมิง
จางหลิงกัดฟันตวัดกระบี่ประกายทอง สร้างเงากระบี่เก้าสายโจมตีใส่หลี่หมิงจากรอบทิศ
ทว่า..
ชิ้ง!
สายลมพัดวูบหนึ่ง กระบี่วายุครามถูกชักเพียงครึ่ง ปรากฏเสียงหอนเบาๆ
เงากระบี่ทั้งเก้าแตกกระจาย จางหลิงทรุดลงคุกเข่าด้วยสายตาตกตะลึง ลำคอมีรอยเฉียดแดงราง
“ผู้ชนะ! หลี่หมิง!”
ลานประลองที่ห้า – หลัวเทียนอี้
โจวเจี้ยนตวัดเข็มนับสิบจากปลายแขน แข็งแกร่งดุจเกราะเหล็ก หมายจู่โจมจุดตายหลัวเทียนอี้ ทว่า..
เงาร่างของเขากลับหายไปจากสายตา ราวกับละลายไปกับเงา!
“อยู่ไหน...?”
คำถามยังไม่ทันจบ เสียงลมเบาๆ ดังขึ้นที่หลังต้นคอ ก่อนเขาจะทรุดลงทั้งยืน ไม่รู้ว่าหลัวเทียนอี้โจมตีเมื่อใด
“ผู้ชนะ! หลัวเทียนอี้!”
และในขณะเดียวกันนั้นเอง...
สายตาหลายคู่เริ่มเบนมองไปยังลานประลองที่สิบเจ็ด
...ที่ซึ่งการต่อสู้ของ อวี้เหวิน กำลังจะเริ่มต้นขึ้น