วิถียุทธ์สิบขั้น สามขั้นแรกฝึกหนังกระดูกเส้นเลือดลม สามขั้นตรงกลางฝึกเนื้อฝึกโลหิตฝึกอวัยวะภายในทั้งห้า สามขั้นหลังเชื่อมกรุยเอ็น ละลายกระดูก ผลัดเปลี่ยนไขสันหลัง ก้าวสู่จุดสูงสุดขั้นสิบ
ผลของยาลูกกลอนหลอมกายได้ผลดียิ่งในสี่ขั้นแรก
ศิษย์ฝ่ายนอกของสี่สำนักใหญ่ในแคว้นเทียนสุ่ยเหมือนสำนักชิงอวิ๋นจะแจกจ่ายให้แค่หนึ่งเม็ดต่อเดือน มูลค่าล้ำค่าอย่างยิ่ง หากไม่ใช่ศิษย์ในสำนัก ต่อให้มีเงินก็ยากจะได้มาครอบครอง
ตอนแรกที่เฉินเซียวแพ้แล้วเสียยาลูกกลอนหลอมกายไปสามเม็ด เขาจึงได้ใจสลายไปหมด
ตอนนี้ยาลูกกลอนหลอมกายห้าเม็ดในมือหลินอวิ๋นเท่ากับบำนาญเกือบครึ่งปีของศิษย์ฝ่ายนอกเลย
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยผจญภัยในเทือกเขาเหิงอวิ๋นมาก่อน แล้วเป็นจังหวะบังเอิญที่ได้พบปรากฏการณ์พิลึกพิลั่นกำเนิดสมบัติล้ำค่า เหนี่ยวนำพลังวิญญาณฟ้าดินทำให้ก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นสี่ทันที
ทำให้เขาต้องปูรากฐานวิถียุทธ์ขั้นสี่ให้มั่นคง ทั้งยังมาประมือกับสัตว์อสูรติดต่อกันหลายวัน ประสบการณ์ความเป็นตายเช่นนี้ คนอื่นแค่คิดก็มิกล้าคิดแล้ว
ขอบเขตพลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน ผ่านเหตุการณ์ไปอีกไม่กี่วันจู่ ๆ ก็ทะลวงวิถียุทธ์ขั้นสี่ถึงจุดที่เงื่อนไขพร้อม ทว่าเวลานี้กลับต้องทะลวงพลังก่อนเวลาอันควร
การจะรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์วิถียุทธ์ขั้นหกสองคนด้วยขอบเขตวิถียุทธ์ขั้นสี่นั้นยังต้องพะวงอยู่บ้าง ต่อให้เทียบกับศิษย์ในสำนักไม่ได้ แต่ด้วยขั้นพลังของสองคนนั่น หลินอวิ๋นเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสู้ไหว
ไม่ลงมือก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าลงมือแล้วต้องห้ามพลาดเด็ดขาด
หลินอวิ๋นนั่งขัดสมาธิลง กลืนยาลูกกลอนหลอมกายหนึ่งเม็ดไปก่อนโดยไม่ลังเลเลย
พลังแห่งโอสถมหาศาลจากยาลูกกลอนหลอมกายละลายหายไปในร่างกายอย่างรวดเร็ว
แขนขากระดูกทั่วร่าง อวัยวะภายในและกล้ามเนื้อทั่วร่างดูดกินด้วยความละโมบอย่างยิ่ง
เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าร่างกายตนกำลังแกร่งขึ้นทีละนิดทั้งยังรู้สึกว่ากล้ามเนื้ออบอุ่นไปทั้งตัวเหมือนกับได้ผิงไฟอุ่น ๆ สุขสบายยิ่งนัก
ยาหลอมกายที่ซื้อมาก่อนหน้านี้เมื่อเทียบประสิทธิผลกับยาลูกกลอนหลอมกายแล้วแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ทว่ายังไม่พอ!
ถ้าทะลวงพลังเงียบ ๆ แบบนี้ก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นห้า ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน
เวลาผ่านไปสองวัน ตระกูลอวิ๋นสองคนนั่นคงชิงดอกไป่เหอโลหิตไปก่อนแล้ว ซ้ำยังไปไกลแล้วด้วย
ด้วยความว้าวุ่นใจ หลินอวิ๋นเลยกลืนยาลูกกลอนหลอมกายห้าเม็ดที่เหลือเข้าไปพร้อมกัน
ตึง!
พลานุภาพโอสถทรงพลังจากยาลูกกลอนหลอมกายห้าเม็ดรวมอยู่ในร่างเดียว ก่อนปะทุขึ้นในร่างกายทันใด
ประสิทธิผลของยาอันน่าสะพรึงกำลังคำรามด้วยความฉุนเฉียวประหนึ่งมหาสมุทรกว้างใหญ่ ถาโถมใส่ร่างหลินอวิ๋นอย่างคลุ้มคลั่ง กายหยาบที่เดิมทีอบอุ่นพลันแดงฉ่าขึ้นมา ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกย่างอยู่บนเตาไฟ
ควันดำลอยขึ้นมาจากเหนือศีรษะหลินอวิ๋น แม้จะดูผิดปกติอยู่บ้างแต่ในเมื่อหลินอวิ๋นกล้าทำเช่นนี้ เขาจะต้องมีความมั่นใจอยู่แน่นอน
วิชาตะวันบริสุทธิ์!
ไม่ผิด เป็นวิชาที่ผู้ดูแลหยางคิดว่าป่าเถื่อนบ้าอำนาจ ฝึกฝนช้าและไม่เหมาะให้หลินอวิ๋นฝึกนี้เอง ตอนนี้กลับเป็นมันที่เป็นตำรับยาดีช่วยชีวิต
ยาลูกกลอนหลอมกายห้าเม็ดผสานรวมกัน พลานุภาพโอสถคุ้มคลั่งประดุจม้าป่าพยศ จนไม่ว่าจะใช้วิชาใดก็ปราบมันไม่อยู่
ทว่าสำหรับวิชาตะวันบริสุทธิ์ที่มีพลังหนาแน่นและป่าเถื่อนคุ้มคลั่งเช่นเดียวกันนี้ ถือว่ามันมาได้จังหวะพอดี
เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ
วิชาตะวันบริสุทธิ์โคจรแล้วดูตื่นเต้นอย่างชัดเจน วิชาโคจรพลังภายในล้วนมีความพิเศษต่าง ๆ บ้างชอบฉาบฉวย บ้างชอบนุ่มนวลดั่งหยก แต่บางวิชาก็ชอบความบ้าคลั่งเฉกเช่นม้าป่าแบบนี้
วิชาตะวันบริสุทธิ์ก็คือผู้โดดเด่นในด้านนั้น
พลานุภาพโอสถอันบ้าคลั่งปะทะกับวิชาตะวันบริสุทธิ์บ้าบิ่นจึงเกิดเป็นปฏิกิริยาอันรุนแรงขึ้น
ร่างกายหลินอวิ๋นกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงผิวพรรณที่แดงเหมือนเหล็กร้อนอ่อนแสงลงทีละน้อย
วิชาตะวันบริสุทธิ์แค่ขั้นสองของเขาในตอนแรกเองก็รุดก้าวหน้าอย่างฉับไวกว่าเดิม การฝึกฝนรวดเร็วแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ปัง!
สามชั่วยามต่อมาก็เกิดเสียงระเบิดดังภายในร่างหลินอวิ๋น ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดขึ้น
เสียงระเบิดดังซ้อนกันสองครั้ง พลังในกายหลินอวิ๋นเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
ตอนนี้ทั้งวิชาและขอบเขตพลังพัฒนาขึ้นพร้อมกัน
วิชาตะวันบริสุทธิ์ทะลวงสู่ขั้นสามสำเร็จ ขณะเดียวกันขอบเขตพลังของหลินอวิ๋นก็ก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นห้าเช่นกัน
หลินอวิ๋นลืมตา หยัดกายขึ้น
ก่อนจะพบว่าร่างผอมบางในตอนแรกกำยำขึ้นส่วนหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงภายนอกนี้ยังแค่ผิวเผินเท่านั้น ภายในต่างหากที่เปลี่ยนไปมากกว่า
กายหยาบเขาผ่านการขัดเกลาจากยาลูกกลอนหลอมกายห้าเม็ดจนพลิกโฉมใหม่ทั้งหมด
และที่มากไปกว่านั้นคือวิชาตะวันบริสุทธิ์ขั้นสาม พลังภายในเขาทรงพลังและหนักแน่นเพิ่มมากขึ้นอีกชั้น
เมื่อก่อนต้องเสริมพลังภายในกวัดแกว่งกระบี่บุปผามรณะที่กินพลังมาก แต่ตอนนี้การกวัดแกว่งกระบี่ในมือกลับเป็นเรื่องง่ายดาย สามารถใช้กระบี่นี้ได้อย่างอิสรเสรี
ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มไม่ได้เปลี่ยนไปมาก มีเพียงดวงตาสีดำใสสะอาดราวกับสายน้ำภูเขาที่มีความมั่นใจในตนเองเพิ่มมาอย่างเด่นชัด
“สามชั่วยามไปแล้ว สองคนนั่นน่าจะกลับไปแล้ว”
หลินอวิ๋นมองทอดไกลพลางพึมพำกับตัวเอง
ณ ทางออกหุบเขาร้อยบุปผา
ชายร่างกำยำตระกูลอวิ๋นสองคนปกปิดความดีใจและตื่นเต้นไว้ไม่ไหว ตื่นเต้นไม่ไหวแล้ว
“สุดยอด! ครั้งนี้กำไรงามจริง ๆ ทำภารกิจที่นายน้อยให้มาสำเร็จได้สบาย ๆ เลย”
“เหอะ ๆ ถ้าเอางูเพลิงโลหิตนี่ไปแลกเป็นทรัพยากร มันพอจะให้เราสองคนฝึกได้สักระยะเลยนะ”
“สัตว์อสูรก็คือสัตว์อสูรวันยันค่ำ สังหารงูเพลิงโลหิตนี่เป็นเรื่องลำบากจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเราสองคนมีระดับพลังสูงกว่ามันหนึ่งขั้นคงพูดยากจริง ๆ ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าไอ้ขยะสำนักชิงอวิ๋นนั่นยังมีหน้ามาบอกว่ามันเจอก่อนอีก”
“ก็ถือว่ารู้จักเอาตัวรอดดี ไม่อย่างนั้นคงฆ่ามันไปด้วยแล้ว พวกศิษย์ในสำนักต้องมียาลูกกลอนหลอมกายไว้กับตัวเองแน่ ตอนนี้มาคิด ๆ ดู ตอนนั้นปล่อยมันไปก็น่าเสียดายจริง ๆ”
สองคนสนทนากันอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย ดูสนุกสนานกันยิ่งนัก
ฟิ้ว!
ทันใดนั้นเองมีร่างเงาคนกระโดดออกมาจากข้าง ๆ
เงียบเชียบเสียจนบุรุษร่างกำยำตระกูลอวิ๋นสองคนตกใจสะดุ้ง หุบปากเงียบไปทันที
ผู้มาเยือนย่อมเป็นหลินอวิ๋นที่มาตามเสียง
ครั้นเห็นหน้าหลินอวิ๋นแล้ว บุรุษร่างกำยำตระกูลอวิ๋นสองคนคลายสีหน้าตึงเครียดลง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ดอกไป่เหอโลหิตอยู่ในมือใคร”
หน้าตาหล่อเหลาของหลินอวิ๋นไร้คลื่นอารมณ์ สองมือยันกระบี่ไว้กับพื้น
ขณะกล่าวยังใช้ฝ่ามือกดด้ามกระบี่อยู่นิ่ง ๆ ทักษะวายุเชี่ยวสั่งสมพลังรอสำแดงฤทธิ์
เมื่อเห็นหลินอวิ๋นทำหน้าเย็นชาและเรียบเฉยแล้ว สองคนนั้นก็อดรู้สึกแปลกใจนิด ๆ มิได้
“เจ้าคิดจะทำอะไร? ดอกไป่เหอโลหิตอยู่ในมือปู่ของเจ้าอย่างข้านี่ไง เจ้าคิดจะมาแย่งคืนอย่างนั้นรึ!”
บุรุษร่างกำยำชุดคลุมดำทางซ้ายเห็นหลินอวิ๋นทำหน้าเรียบนิ่ง เหมือนไม่ยอมนิด ๆ จึงแค่นยิ้ม “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์สำนักแล้วจะวิเศษวิโสอะไร นอกทุ่งกว้างชานเมืองในเขาแบบนี้ ข้าฆ่าเจ้าไปก็ไม่มีใครรู้หรอก!”
รวมกระบี่เป็นวายุ!
อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ ฝ่ามือขวาหลินอวิ๋นก็ดูดด้ามกระบี่ดึงขึ้นมา พร้อมกระโดดตัวขึ้นสูงในฉับพลัน
กระบี่บุปผามรณะออกจากฝักเหมือนสายธารใบไม้สายหนึ่งสะท้อนออกไป กระบี่ยาวหมุนวนใต้ฝ่ามืออย่างบ้าคลั่ง ยามนี้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวที่สั่งสมพลังรอสำแดงเดชพลันมีพลานุภาพสูงสุด
ฝ่ามือกำด้ามกระบี่พุ่งแทงไปทางคนที่พูดด้วยพลานุภาพสูงสุด
ฟิ้ว!
บุรุษร่างกำยำชุดคลุมดำทางซ้ายไม่มีเวลาตั้งตัวก็ถูกหลินอวิ๋นแทงกระบี่เข้ากลางใจ
ปึง!
โลหิตสดสาดกระจายมาจากตรงหน้าอก บุรุษร่างกำยำชุดคลุมดำสิ้นใจไปเดี๋ยวนั้น ร่างไร้วิญญาณนั่นยังโดนกำลังมหาศาลอัดปลิวไปร้อยเมตร
หลินอวิ๋นบรรลุถึงวิถียุทธ์ขั้นห้าแล้ว พลานุภาพของทักษะกระบี่วายุเชี่ยวเพิ่มขึ้นสองเท่าตัว โดนเขาชิงลงมือก่อนในระยะประชิดเช่นนี้ด้วย วิถียุทธ์ขั้นหกเองก็รอดยาก
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เร็วจนสติตั้งรับไม่ทัน
คนทางซ้ายตกใจตาค้างอ้าปากกว้าง ร้องตกใจทีหนึ่งก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีหางจุกตูดไปแบบไม่ลังเลใด ๆ
การหนีมาเป็นการช่วยชีวิตเขาแล้ว หากมัวแต่ตะลึงค้างไปอีกครู่หนึ่ง คนต่อไปที่ตายต้องเป็นเขาแน่
“น่าเสียดาย”
หลินอวิ๋นแอบพูดกับตนเอง คนขอบเขตพลังวิถียุทธ์ขั้นหกหนีไปต่อหน้าเขา ถ้าจะตามไปก็คงเสียเวลา ถ้ามีวิชาติดกายอีกสักวิชาก็คงจะดี
หนีก็หนีไปเถอะ บรรลุเป้าหมายก็ดีแล้ว
หลินอวิ๋นเดินหน้าหนึ่งก้าว ก่อนหยิบกล่องสีสันสวยงามที่บรรจุดอกไป่เหอโลหิตตรงหน้าอกบุรุษร่างกำยำชุดคลุมดำคืน
ชิ้นส่วนสัตว์อสูรงูเพลิงโลหิตอยู่ในตัวเขาด้วยจึงถูกค้นเอามาหมด
“แปลก ไม่มีเส้นโลหิตนั่นหรือ?”
วัตถุดิบล้ำค่าจากงูเพลิงโลหิตอย่างดีงูและเขี้ยวพิษมีครบ แต่หาเส้นโลหิตบนหลังงูไม่เจอเพียงอย่างเดียว
บางทีอาจจะอยู่กับอีกคน ไม่ว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ
หลินอวิ๋นไม่ได้คิดอะไรมาก เขารวบรวมดอกไป่เหอโลหิตสิบดอกครบแล้ว สำเร็จภารกิจศิลาวิญญาณหนึ่งในสามแล้ว
ถ้าจะทำภารกิจศิลาวิญญาณอีกงานให้เสร็จก็ต้องสังหารมหาโจรขวงเยี่ยน
หลินอวิ๋นเก็บกระบี่เข้าฝัก สะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนที่ร่างเขาจะลับหายไปกลางหุบเขาไป่ฮวาที่ค่อย ๆ ถูกม่านรัตติกาลปกคลุม
เสร็จงานใหญ่ปัดกายมุ่งไป หนึ่งก้าวสังหารหนึ่งคน!
- โปรดติดตามตอนต่อไป -