
รัชศกตวนผิง ปีที่สาม แห่งราชวงศ์ซ่งใต้
เฉวียนโจว (ไซตัน) ... นครแห่งแสงสว่างที่เจิดจรัสที่สุดแห่งบูรพาทิศ เมืองท่าที่ซึ่งเสากระโดงเรือสำเภาเรียงรายแน่นขนัดดั่งป่าไผ่กลางทะเล ว่ากันว่าหากท่านโยนก้อนหินลงไปในฝูงชนที่ตลาดท่าเรือ ย่อมต้องตกใส่ศีรษะของเศรษฐีชาวอาหรับ หรือไม่ก็พ่อค้าเครื่องเทศชาวเปอร์เซียผู้มั่งคั่ง
กลิ่นกำยานหอมฉุนจากแดนตะวันตก กลิ่นพริกไทยจากชวา และกลิ่นคาวปลาจากท้องทะเล ลอยคลุ้งผสมปนเปจนแยกไม่ออก สร้างบรรยากาศแห่งความมั่งคั่งที่ชวนลุ่มหลงมัวเมา
ทว่า... เื้ัแสงสว่างย่อมทอดเงาอันดำมืด
ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตก หลังโกดังสินค้าของสำนักพาณิชย์นาวี คือที่ตั้งของ "ตรอกซากเรือ" (Chuan Hai Xiang) เขตสลัมที่สร้างทับถมกันด้วยไม้กระดานผุพังจากเรือเก่า ที่นี่ไม่มีกลิ่นเครื่องเทศหอมหวาน มีเพียงกลิ่นอับชื้นของราและกลิ่นโลหิตของคนยากไร้
วสันตฤดูปีนี้มรสุมกระหน่ำหนักกว่าปีก่อนๆ สายฝนโปรยปรายลงมาดุจน้ำตาฟ้าที่ไม่เคยแห้งเหือด ชะล้างคราบสกปรกบนทางเดินปูหิน แต่ไม่อาจชะล้างความเน่าเฟะที่หมักหมมอยู่ในใจคน
ท่ามกลางม่านฝนพรำและโคลนตมที่เฉอะแฉะ ลานดินหลังศาลเ้าแม่ทับทิมร้างกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิต
เงาร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางวงล้อม
จางเหว่ย ในวัยสิบหกปี ร่างกายกำยำล่ำสันเกินวัย ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามที่เกร็งเขม็ง ผิวสีทองแดงเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ทั้งเก่าและใหม่ รอยช้ำสีม่วงคล้ำปรากฏเด่นชัดที่ชายโครงขวา โลหิตสีแดงฉานไหลรินจากหางคิ้วที่แตกยับ อาบไล้ใบหน้าซีกหนึ่งจนดูคล้ายอสุรกาย
เบื้องหน้าเขา คือชายฉกรรจ์สามคนในชุดผ้าดิบสีดำ สวมทับด้วยเกราะหนังสัตว์เก่าคร่ำครึ ที่ต้นแขนผูกผ้าแถบสีเหลืองสัญลักษณ์ของ "พรรคพยัคฆ์ดำ" (เฮยหู่ปัง) แก๊งคุมท่าเรือเถื่อนที่ขึ้นชื่อเื่ความโเี้
"ไอ้ลูกเต่าแซ่จาง..." ชายร่างั์หัวหน้ากลุ่ม แสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อย ในมือกระชับกระบองไม้เหล็กที่เปื้อนคราบเื "บิดาเตือนเ้าแล้วว่าอย่ามาหากินข้ามถิ่น... ค่าคุ้มครองเดือนนี้เ้ายังติดค้างอยู่สามสิบอีแปะ คิดจะเบี้ยวรึ?"
จางเหว่ยมิได้ตอบวาจา เขาเพียงถ่มน้ำลายปนเืลงพื้นโคลน ดวงตาคมกริบดุจสุนัขป่าจนตรอกจับจ้องไปที่กระบองเหล็กนั้น สองเท้าแยกออกกว้างเพื่อทรงตัวบนพื้นลื่น สองมือที่ว่างเปล่ากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน
"ข้าไม่มีเงิน..." เสียงของจางเหว่ยแหบพร่าทว่าหนักแน่น "มีแต่ชีวิต หากพวกเ้า้า ก็เข้ามาเอาไป!"
"รนหาที่ตาย!" หัวหน้ากลุ่มตวาดลั่น ฟาดกระบองไม้เหล็กแหวกอากาศเสียงดังขวับ หมายจะตีแสกหน้าให้กะโหลกแตกดับดิ้นในคราเดียว
ทว่าจางเหว่ยมิใช่เป้านิ่งให้ทุบตี เขาย่อกายลงต่ำหลบวิถีกระบองอย่างเฉียดฉิว สัญชาตญาณสัตว์ป่าตื่นตัวถึงขีดสุด เขาพุ่งตัวสวนเข้าไปในระยะประชิดดุจลูกธนูหลุดจากแหล่ง หมัดขวาอัดกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของหัวหน้ากลุ่มเต็มแรง
พลั่ก!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้อง หัวหน้ากลุ่มตัวงอเป็กุ้ง สองตาเบิกโพลงด้วยความเ็ปจุกเสียด
แต่ทว่า... น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ สองมือยากต้านทานสี่หมัด
สมุนอีกสองคนที่เหลืออาศัยจังหวะทีเผลอ รุมจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งเตะเข้าที่ข้อพับขา อีกคนเหวี่ยงสันขวานทื่อๆ เข้าที่กลางหลัง
ตุบ! ผัวะ!
จางเหว่ยเสียหลักทรุดฮวบลงคุกเข่า ความเ็ปแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย แต่เขากัดฟันกรอด ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องครวญครางแม้แต่แอะเดียว เขาคว้าข้อเท้าของสมุนคนที่เตะเขา แล้วออกแรงกระชากจนมันล้มหน้าฟาดโคลน จากนั้นจึงโถมตัวขึ้นคร่อม รัวหมัดใส่ใบหน้าคู่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง
หนึ่งหมัด... สองหมัด... สามหมัด...
เืสดๆ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกำปั้น
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างทุลักทุเลและป่าเถื่อน ไร้ซึ่งกระบวนท่างดงาม ไร้ซึ่งจริยธรรมยุทธภพ มีเพียงการแลกเืด้วยเื แลกเนื้อด้วยเนื้อ เพื่อความอยู่รอด
ในที่สุด จางเหว่ยก็ถูกรุมสกรัมจนลงไปนอนกองกับพื้น สภาพสะบักสะบอม ลมหายใจรวยริน หัวหน้ากลุ่มที่ฟื้นตัวแล้ว เดินโซเซเข้ามาเตะเข้าที่ชายโครงเขาซ้ำอีกครั้ง
"จำใส่กะลาหัวไว้... พรุ่งนี้ถ้าไม่มีเงินมาวาง... บิดาจะหักขาเ้าไปโยนให้ฉลามกิน!"
กลุ่มอันธพาลถ่มน้ำลายรดร่างของเด็กหนุ่ม แล้วเดินหัวเราะร่าจากไป ทิ้งให้จางเหว่ยนอนจมกองโคลนท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
มือข้างหนึ่งของเขายังคงกำแน่น... ในมือนั้นมีเพียง "เหรียญอีแปะบุบเบี้ยว" เพียงเหรียญเดียวที่เขาเพิ่งแย่งชิงคืนมาได้จากการรับจ้างแบกหาม
บนขอบกำแพงพังๆ เหนือศีรษะขึ้นไป
บุรุษหนุ่มอีกผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาั้แ่ต้น สายตาของเขาเรียบเฉย เ็า และอ่านไม่ออก ราวกับกำลังมองดูมดปลวกกัดกัน มิใช่เพื่อนมนุษย์
เฉินมู่ ในวัยสิบหกปี รูปร่างผอมบางกว่าจางเหว่ย ใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษ ตัดกับชุดสีดำมอซอที่สวมใส่ ดวงตาเรียวรีฉายแววฉลาดเฉลียวแต่แฝงความหม่นหมอง เขาเคี้ยวหญ้าแห้งเล่นอย่างเบื่อหน่าย มือข้างหนึ่งลูบคลำที่หน้าอกเสื้อเบาๆ ... ััถึง "เศษปิ่นไม้หัก" ที่ซ่อนอยู่ภายใน
เขาดีดก้อนหินลงไปกระทบไหล่จางเหว่ยเบาๆ
"เลิกแกล้งตายได้แล้ว อาเหว่ย..." เฉินมู่เอ่ยเสียงเนิบนาบ
"พวกมันไปไกลแล้ว"
จางเหว่ยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เขาปาดเืออกจากตาข้างซ้าย หันมามองเฉินมู่ด้วยสายตาขุ่นเคือง
"เ้ามาั้แ่เมื่อไหร่?"
"ั้แ่ตอนที่เ้าเริ่มปล่อยหมัดแรก... และข้าเห็นเ้าเพลี่ยงพล้ำั้แ่กระบวนท่าที่สอง" เฉินมู่ะโลงจากกำแพง ท่าทางคล่องแคล่วดุจวิฬาร์
เขาเดินเข้าไปใกล้จางเหว่ย มิได้ยื่นมือเข้าช่วยพยุง แต่กลับก้มลงมองเหรียญอีแปะในมือเพื่อนรัก
"เสี่ยงชีวิต แลกหมัด แลกเจ็บ... เพื่อเงินหนึ่งอีแปะ?" เฉินมู่ส่ายหน้า ถอนหายใจยาวเหยียด
"เป็การลงทุนที่โง่เขลาที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา"
"มันเป็เงินของข้า..." จางเหว่ยตอบเสียงแข็ง กำเหรียญแน่น "ข้าหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง"
"น้ำพักน้ำแรง?" เฉินมู่แค่นหัวเราะ หยิบผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ (ที่คงขโมยมา) โยนใส่หน้าจางเหว่ย
"ค่ายารักษาแผลที่คิ้วเ้า ราคาห้าอีแปะ... ค่าหมอนวดกระดูกสันหลังที่เ้าเพิ่งโดนขวานทุบ ราคาอย่างต่ำสิบอีแปะ... เ้าลงทุนลงแรงจนร่างกายพังยับเยิน เพื่อปกป้องเงินหนึ่งอีแปะ"
เฉินมู่ย่อตัวลง นั่งยองๆ ตรงหน้าจางเหว่ย สายตาของเขาเปลี่ยนจากเย้ยหยันเป็จริงจัง และเ็ปลึกๆ
"ขาดทุนย่อยยับ... หากเ้ายังทำธุรกิจแบบนี้ ต่อให้มีเก้าชีวิตก็ตายเปล่า... เหมือนที่พวกเราเคยสูญเสียมาแล้ว"
จางเหว่ยชะงักเมื่อได้ยินประโยคนั้น เขารู้ดีว่าเฉินมู่หมายถึงใคร... ภาพของหญิงสาวผู้เป็รักแรกของเฉินมู่ผุดขึ้นในความทรงจำ
"ข้าไม่ยอมให้ใครมาหยามพวกเรา... ข้าสู้เพื่อศักดิ์ศรี" จางเหว่ยตอบเสียงเบาลง
"ศักดิ์ศรี..." เฉินมู่ทวนคำคำนี้ราวกับเป็คำหยาบคาย
เขาชี้ไปที่กองอุจจาระสุนัขข้างทาง
"ศักดิ์ศรีของเ้า กินได้ไหม? เอาไปแลกข้าวสารได้กี่ถัง? หรือเอาไปช่วยคนที่เ้ารักได้หรือไม่?"
เฉินมู่ยื่นมือออกไป ดึงเหรียญอีแปะจากมือจางเหว่ยมาถือไว้
"โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหมัด หรือศักดิ์ศรีหรอกนะ สหายเอ๋ย..."
"มันขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้" เขาดีดเหรียญขึ้นกลางอากาศ รับมันไว้ แล้วกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
"หากเ้าอยากเลิกเป็สุนัขข้างถนน... เ้าต้องเลิกใช้หมัดแลกเศษเงิน"
"แต่ต้องใช้หมัด... สร้างอำนาจ"
ฟ้าแลบแปลบปลาบ ส่องกระทบใบหน้าของเฉินมู่ ขับเน้นแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นและความทะเยอทะยาน ทำให้ดูคล้ายปีศาจจำแลงชั่วขณะ
"ลุกขึ้น... ข้าจะพาเ้าไปดูวิธีหาเงินที่แท้จริง วิธีที่เืทุกหยดของเ้าจะมีราคาค่างวดดั่งทองคำ"