ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวแสงไฟสว่างตา คุณหมอวอนโฮผู้รับผิดชอบเคสเด็กหญิงที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลจากเหตุไฟไหม้ ได้ขอคุยกับผู้ปกครองทั้งสามของเด็กสาวที่ห้องทำงานของตนเอง
“แชยองเป็ยังไงบ้างครับคุณหมอ” ผู้เป็พ่อรีบเอ่ยถามคุณหมอทันทีที่นั่งลง ภรรยาของเขาที่นั่งข้าง ๆ จับมือสามีไว้แน่น มืออีกข้างก็จับมือน้องชายที่วางอยู่บนบ่าซ้ายของตัวเอง
“แชยองปลอดภัยแล้วครับตอนนี้ โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือเร็ว เธอยังสูดควันเข้าไปไม่มาก”
ผู้ฟังทั้งสามคนเมื่อได้ยินคำตอบจากคุณหมอก็แสดงท่าทางโล่งใจ ก่อนจะต้องเปลี่ยนสีหน้าเมื่อคุณหมอตรงหน้าถอนหายใจ ด้วยท่าทางที่หนักใจ
“หมอคงต้องแจ้งเื่นี้ให้คุณพ่อ คุณแม่ทราบอีกรอบนะครับ ดูเหมือนว่าเราจะตรวจพบการทำงานที่ผิดปกติแขนและมือด้านขวาของแชยองอีกแล้ว หมอคิดว่าอาจจะเผลอไปโดนตัวของซองซูเข้า่ที่เกิดเหตุ มีความเป็ไปได้สูงว่าคงจะกลับไปเป็อัมพาตอีกครั้ง เมื่อฟื้นคงต้องเข้าสู่กระบวนกายภาพอีกครั้งครับ แต่ครั้งนี้นอกจากเื่นั้นแล้วก็ยังมีเื่ของแผลที่ศีรษะด้านหลังของแชยอง มันค่อนข้างที่จะลึกและเธอเองก็เสียเืเยอะด้วย”
“ไหนคุณหมอบอกว่าเธอปลอดภัยแล้วไงครับ” ผู้เป็พ่อรีบถามสวนขึ้น
“ใช่ครับ หมอบอกว่าเธอปลอดภัย แต่เราก็ยังบอกไม่ได้ว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาตอนไหน ทางเราต้องขอโทษคุณพ่อ คุณแม่กับเื่นี้ด้วยจริง ๆ ครับ ในระหว่างที่แชยองยังไม่ได้สติจะมีพยาบาลเข้าไปช่วยยืดกล้ามเนื้อของเธอเป็ ระยะ ๆ เพื่อไม่ให้อาการแย่ลงไปกว่าเดิม”
ผู้เป็แม่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ด้วยความสงสารลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเองที่ต้องมาเจอเื่ร้าย ๆ แบบนี้
ผู้เป็น้องชายที่ยืนอยู่ด้านหลังพี่สาวทำได้เพียงตบบ่าให้กำลังใจพี่สาวเบา ๆ ก่อนคนที่นั่งอีกคนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปก่อน ชองชิลประคองร่างพี่สาวให้ลุกขึ้นตาม ทั้งสองพี่น้องโค้งให้คุณหมอเล็กน้อยเพื่อแทนคำขอบคุณก่อนจะออกจากห้องไป
จีซองชายวัยกลางคนผู้เป็พ่อของแชยองเดินตรงมาที่ห้องพักของเด็กชายผู้าเ็อีกคน ด้านในมีเพียงร่างของเด็กชายที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงผู้ป่วยและหญิงชราที่กำลังเช็ดตัวให้ผู้เป็หลาน
เมื่อหญิงชราเห็นคนที่เพิ่งเข้ามาเธอหยุดมือจากงานที่เธอกำลังทำอยู่และรีบเดินตรงเข้าไปหาพ่อของเด็กสาวทันที
“ขอโทษนะพ่อแชยอง ทั้งหมดเป็ความผิดฉันคนเดียว ฉันเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ จนทำให้แชยองต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ ขอโทษจริง ๆ นะ”
หญิงชราพูดขอโทษด้วยความจริงใจน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับเอื้อมมือไปจับมือทั้งสองข้างของคนตรงหน้า ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าและเสียใจ
“ไหน ๆ บ้านคุณก็เสียหายเกือบทั้งหลังแล้ว” ชายวัยกลางคนที่เพิ่งเข้ามาคุกเข่าลงต่อหน้าหญิงชราที่จับมือเขา ชองชิลและอินแจที่เดินตามหลังมาเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี
“ช่วยพาหลานของคุณไปจากที่นี่สักทีเถอะครับ อย่าให้เด็กทั้งสองคนเจอกันอีกเลย ถือว่าผมขอร้องล่ะ ผม...ผมมีลูกสาวคนเดียว ไม่ว่าจะห้าม จะป้องกันยังไง ผมก็ไม่สามารถดูแลเธอได้ตลอดเวลา เธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตตามที่เธอ้า แต่ถ้าหลานของคุณยังอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเกิดเื่เลวร้ายอะไร” จีซองใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาของตัวเองที่ไหลออกมาอยากห้ามไม่ได้ ความกลัวที่จะสูญเสียลูกสาวสุดที่รักทำให้เขายอมทำในสิ่งที่ยากจะให้อภัย
“แชยอง..แชยองเธอต้องทำแบบนี้อยู่เรื่อยไปแน่ พอเป็เื่ความปลอดภัยของซองซูแล้ว เธอมักจะลืมเื่ความปลอดภัยของตัวเองจนหมด ผมทนเห็นลูกสาวเจ็บตัวแบบนี้อีกไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ช่วยไปจากที่นี้ด้วยเถอะครับ” ผู้เป็พ่อร้องไห้อ้อนวอนคนตรงหน้าด้วยความสิ้นหวัง ทำให้หญิงชรายิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่
หญิงชรารับรู้ถึงหัวอกคนเป็พ่อแม่ดี สุดท้ายหญิงชราก็กลั้นน้ำตาของตัวเองไม่ไหวเช่นกัน น้ำตาแห่งความรู้สึกผิด น้ำตาแห่งความสงสารเด็กทั้งสองคน เธอทำได้แต่พยักหน้ารับคำขอร้องของคนที่คุกเข่า
ด้านหน้าห้องอินแจได้แต่ยืนร้องไห้โดยมีน้องชายประคองร่างอยู่ข้าง ๆ กาย เธอรู้ดีว่าสิ่งที่สามีของเธอทำมันใจร้ายกับหญิงชราและเด็กชาย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของทั้งสองคนเลย แต่เธอเองก็เห็นด้วยกับสิ่งที่สามีพูดเพราะถ้าเด็กชายยังอยู่ใกล้ลูกสาวของเธอ ลูกสาวเธอคงไม่ลังเลที่จะเสี่ยงชีวิตอีกเป็แน่ เธอเองก็ทนไม่ไหวอีกแล้วที่เห็นลูกตัวเองต้องนอนเป็ผักอยู่โรงพยาบาลแบบนี้
ในขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคุยกัน พวกเขาไม่รับรู้เลยว่าเด็กชายบนเตียงที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา เขาได้ยินเื่ราวทั้งหมดเพียงแต่เขายังคงแกล้งทำเป็ว่าหลับอยู่ เด็กชายเข้าใจทุกอย่างที่พ่อของแชยองสื่อสารออกมาเป็อย่างดี
ตอนนี้ภายใต้ร่างของเด็กชายที่นอนนิ่งบนเตียงในใจของเขากลับร้อนรนเมื่อรับรู้ว่าแชยองเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเขาอีกครั้ง เขากลัวว่าเธอจะเป็อัตรายมากกว่าคราวก่อน เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง เธอจะได้สติหรือยัง แค่คิดแบบนั้นเขาก็อยากจะไปดูให้เห็นกับตาว่าเธอเป็อะไรมากหรือไม่ แต่ก็ไม่สามารถขยับร่างกายได้มากเพราะความรู้สึกเจ็บตามร่างกายที่เกิดจากการทุบตีของผู้เป็พ่อ
‘1 เดือนผ่านไป’
“แชยอง แชยอง ตื่นแล้วเหรอลูก” ผู้เป็แม่ร้องขึ้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นเปลือกตาลูกสาวเริ่มขยับและค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
คนเป็พ่อรีบลุกขึ้นจากการงีบหลับที่โซฟาข้างเตียงลูกสาวทันทีที่ได้ยินเสียงของภรรยาดังขึ้น เขาเข้ามาประคองร่างเล็ก ๆ ของลูกสาวที่พยายามจะขยับลุกขึ้นมานั่ง
“น้ำ...ขอน้ำให้หนูหน่อยได้ไหมคะ” เด็กสาวพูดด้วยท่าทางอ่อนแรง เธอค่อย ๆ กระพริบตาเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงของห้องที่ค่อนข้างสว่าง
เด็กสาวค่อย ๆ ได้สติภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ก็โผล่เข้ามาในหัว ภาพของซองซูที่สลบอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ หญิงสาวมองไปรอบ ๆ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ เห็นบรรยากาศเธอก็พอเดาออกว่าที่นี่คือห้องของโรงพยาบาล
“พ่อ แม่ หนูมาอยู่ที่นี่ยังไง อ๊ะ!” แชยองพูดไม่ทันจบเธอก็รู้สึกเจ็บบริเวณศีรษะด้านหลังของตัวเอง ก่อนจะเอื้อมมือซ้ายไปลูบบริเวณนั้น มือของเธอััได้ถึงเทปและผ้าก๊อต เธอก็จำขึ้นได้ว่าก่อนจะหมดสติไปเธอเหมือนถูกฟาดด้วยอะไรบางอย่าง เมื่อใช้เวลาทบทวนเื่เรากับตัวเองสักพักเธอก็รีบลดมือลงมาจับมือของผู้เป็พ่อ
“ซองซู ซองซูเขาเป็ยังไงบ้างคะ เขาเป็อะไรมากไหม” เมื่อพูดจบเด็กสาวก็ปล่อยมือพ่อ ก่อนจะใช้มือซ้ายดึงผ้าห่มออกทำท่าทางจะลุกจากเตียง ผู้เป็พ่อเห็นรีบยกมือขึ้นห้ามลูกสาวทันที เขาพอจะเดาออกว่าลูกสาวต้องร้อนใจจะออกไปตามหาเด็กชายแน่นอน
“ใจเย็นก่อนแชยอง อย่าพึ่งไปไหนเลย ลูกเพิ่งฟื้นหลังจากหลับไปนาน ตอนนี้ร่างกายลูกคงต้องกลับไปทำกายภาพอีกครั้งถึงจะกลับมาเป็เหมือนเดิม”
เมื่อได้ยินคำพูดของคนเป็พ่อ แชยองเริ่มรับรู้ความผิดปกติของร่างกายบางส่วน แขนขวาของเธอมันไม่ทำตามคำสั่ง ก่อนจะก้มมองที่ฝ่ามือขวาและลองพยายามจะขยับนิ้ว แต่กลับขยับได้ช้ามาก เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเป็ผลมาจากอะไร จีซองเห็นสีหน้ากังวลของลูกสาว
“แต่ครั้งนี้ไม่นานหรอก ลูกพ่อร่างกายแข็งแรงมากกว่าครั้งก่อน ทำกายภาพกับคุณพยาบาลคงไม่เกิน 1 เดือน ก็น่าจะกลับไปเป็ปกติ ลูกพ่อเก่งเื่ทำกายภาพอยู่แล้วนี่” ผู้เป็พ่อลูบหัวปลอบใจลูกสาว ก่อนที่แม่จะยื่นน้ำมาให้แชยอง
“แล้วเื่ซองซูล่ะคะ เขาเป็ยังไงบ้าง” เด็กสาวรับน้ำจากแม่แต่ก็ยังไม่ยอมยกดื่ม เธอยังคง้ารู้เื่ของเด็กชาย
“ซองซูเขาไม่เป็อะไรแล้วจ้ะ เขาออกโรงพยาบาลไปสักระยะแล้ว ไม่ต้องห่วงขนาดนั้นก็ได้ ลูกควรห่วงตัวเองมากกว่านะ” ผู้เป็แม่รีบช่วยสามีตอบ เมื่อคนที่เป็สามีทำท่าทางอึดอัดใจที่ลูกสาวถามหาแต่ซองซู
“ลูกนั่งพักก่อนอย่าออกไปไหน พ่อกับแม่จะไปตามคุณหมอมาดูอาการลูก เข้าใจไหม” ผู้เป็พ่อที่จะเดินออกจากห้องอดไม่ได้ ต้องหันมากำชับลูกสาวของตน
“ค่ะ” เด็กหญิงเมื่อรู้ว่าซองซูหายดีแล้ว เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง แต่ในใจของเธอก็อยากเจอเขา เธอ้าเห็นกับตาว่าเขาสบายดี แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็ทำไม่ได้ แชยองทำได้แค่ยิ้มให้พ่อกับแม่ที่จูงมือกันออกจากห้องไป
“เราจะบอกลูกยังไงดีคะ”
“ผมเป็คนต้นคิดเื่นี้ ผมจะเป็คนบอกแกเอง คุณไม่ต้องคิดมากนะ” จีซองใช้สองมือปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของภรรยา
“ลูกจะเกลียดเราไหม ถ้ารู้ลูกต้องเสียใจมากแน่ ๆ”
“ลูกจะต้องเห็นถึงความเป็ห่วงของเรา แกจะต้องเข้าใจ ผมเชื่อแบบนั้น” ผู้เป็สามีได้แต่ดึงภรรยาเข้ามากอดไว้ พร้อมกับลูบหลังภรรยาเบา ๆ เป็การปลอบใจภรรยา ภายในใจของจีซองเองเขาก็ยังไม่รู้จะบอกลูกสาวด้วยวิธีไหน ให้เธอเสียใจน้อยที่สุด
“แชยอง ~ ฮือออ ~ เธอเป็ยังไงบ้าง รู้ไหมว่าเราเป็ห่วงเธอแค่ไหน” คังซูที่รู้ข่าวว่าเพื่อนสนิทฟื้นแล้วหลังจากนอนเป็ผักมาเป็เวลากว่า หนึ่งเดือน เด็กสาวรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดคนบนเตียงทันที
“ร้องไห้ทำไม ไม่มีอะไรร้ายแรงสักหน่อย อีกไม่กี่วันก็กลับไปเรียนได้แล้ว”
“เธอก็พูดได้สิ เธอไม่ใช่พวกเรานี่ เธอรู้ไหมว่ากี่วันกี่คืนที่พวกเรามาหาเธอ คุยกับเธอ แต่เธอกลับนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด ไม่ตอบกลับพวกเราแม้แต่ครั้งเดียว เธอไม่รู้หรอกว่าพวกเรากลัวแค่ไหน กลัวว่าเธอจะไม่ตื่นมาตอบพวกเราอีก”
จองวอนที่เดินตามคังซูเข้ามา ตอนนี้เขามาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ เตียงของแชยอง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า พูดไปแล้วก็เงยหน้ามองเพดาน แชยองรับรู้ว่าเพื่อนชายกำลังฝืนไม่ให้ร้องไห้ตามคังซูไปอีกคน
“ขอโทษนะทุกคน ต่อไปฉันจะดูแลตัวเองให้ดีกว่าเดิม ไม่ให้ทุกคนต้องเป็ห่วงอีกดีไหม” คนป่วยพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แชยองรับรู้ถึงความเป็ห่วงจากทั้งสองคนที่มีให้เธอดี
แชยองเอื้อมมือซ้ายไปจับมือของจองวอนที่ยืนอยู่ แล้วใช้มือขวาลูบหลังคังซูที่ยังกอดเธอเบา ๆ แทนคำขอบคุณเพื่อน ๆ
“ไม่ต้องเลย ครั้งที่แล้วเธอก็พูดแบบนี้” คังซูผละตัวออกจากอ้อมแขนเพื่อนพร้อมกับมองค้อนคนป่วย
“ว่าแต่พวกเธอรู้ไหมซองซูเขาพักอยู่ที่ไหน บ้านเขาคงเสียหายไปเยอะแน่นอนหลังจากไฟไหม้ ทำไมฉันติดต่อเขาไม่ได้เลย เขาไม่มาเยี่ยมฉันเลยด้วย พวกเธอได้เจอเขาบ้างไหมที่โรงเรียน”
“เอ่อ...คือ...คุณครูยังให้เขาพักให้หายดีก่อนน่ะ เขายังไม่มาเรียน เราก็ไม่ได้เจอเขาเหมือนกัน” คังซูตอบเพื่อนสาวไปอย่างตะกุกตะกัก
“เธอเป็ยังไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่ไหม กินยารึยัง พ่อกับแม่เธอล่ะไปไหน” จอนวอนรีบถามคำถามรัว ๆ เพื่อเบี่ยงประเด็นการคุยของแชยอง
“ฉันต้องตอบอะไรก่อนเนี่ย ฉันก็แค่สงสัยทำไมเขาไม่มาเยี่ยมฉันบ้าง เขาคงไม่ได้กลับไปเป็เหมือนครั้งก่อนใช่ไหม คงไม่กลับไปหลบหน้าฉันอีกใช่ไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะรีบออกไปคุยกับเขาให้รู้เื่”
“ตอนนี้คนที่ยังไม่หายดีก็คือเธอ เพราะฉะนั้นเธอต้องให้ความสำคัญกับตัวเองก่อน ถ้าเธอออกไปทั้งแบบนี้คิดว่าซองซูเค้าจะไม่ยิ่งรู้สึกผิดเหรอ ดูสภาพเธอสิไม่เหมือนคนเพิ่งฟื้นเลย เหมือนคนใกล้ตายมากกว่า” คังซูพยายามดึงสติเพื่อน
“ก็จริงของเธอ ต่อให้เขาจะหนีหน้าฉันอีก ฉันก็แค่ตามตื้อเขาเหมือนเดิม เดี๋ยวเขาก็ใจอ่อนเองแหละ เขามันเดาง่ายจะตาย”
จองวอนและคังซูได้แต่มองเพื่อนที่พูดด้วยทำท่าทางมั่นใจ ด้วยแววตาที่เศร้าแต่คนป่วยไม่ได้สังเกตแววตาของเพื่อนทั้งสองเลย
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า สุดท้ายพ่อและแม่ของเด็กสาวก็ไม่ได้บอกเล่าเื่ราวอะไรให้ลูกสาวรับรู้ จนกระทั้งหมออนุญาตให้แชยองออกจากโรงพยาบาลได้