Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 32 เหยียบถิ่นทมิฬ

            บทที่32

            “เรามาถึงแล้ว”

            ลูน่าพูดเสียงแผ่วราวกับเสียงกระซิบแต่เอเลนที่ใช้พลังเวทย์คอยช่วยฟังกลับได้ยินชัดเจนขณะที่พวกเขากำลังซ่อนตัวอยู่ในพงไม้ใกล้กับเหมืองแห่งหนึ่งที่ติดกับเทือกเขาเทียบสวรรค์กลิ่นฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของแร่เรบิดิสลอยเตะจมูกแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

            “เหมืองที่จักรวรรดิเข้าใจว่าร้างทำไมถึงมีคนงานอยู่เต็มไปหมด?”

            เอเลนถามขึ้นลอยๆไม่คาดหวังให้ใครตอบเนื่องจากฉากตรงหน้านั้นห่างไกลกับคำว่าเหมืองร้างไปไกลคนงานหลายร้อยชีวิตเบียดเสียดอัดแน่นกันอยู่เต็มไปซึ่งแต่ละคนมีสภาพไม่ดีซักเท่าไหร่บ้างผอมบ้างก็เด็กเกินไปราวกับถูกเกณฑ์แรงงานเถื่อนมายังไงยังงั้น

            ท่ามกลางกลุ่มคนอนาถาก็จะมีบุคคลร่างกำยำแข็งแรงคอยสั่งการอีกทีแต่ละคนล้วนแต่งกายคล้ายกับกลุ่มโจรเงาทมิฬที่เคยบุกรุกหมู่บ้าน

            “ไม่ผิดแน่กลุ่มโจรเงาทมิฬ”

            ลูน่ารำพึงก่อนที่จะมีเสียงระเบิดดังออกมาจากภายในถ้ำพร้อมคนงานที่ทยอยวิ่งหนีตายออกมาโดยมีเปลวเพลิงลุกไหม้ไล่หลังเสียงกรีดร้งครวญคราญดังขึ้นจนชายสวมชุดดำต้องรีบถลาเข้ามารับร่าง

            “อย่าให้พวกมันตายเด็ดขาดเราต้องรีบขุดให้ทันตามแผน”

            “ครับท่าน”

            สิ้นคำกลุ่มโจรชุดดำก็กระจายกันออกไปพร้อมน้ำยาฟื้นฟูคุณภาพต่ำในมือพวกมันไม่อาจปล่อยให้คนานตายก่อนได้แต่ก็เลือกที่จะรักษาแค่พอให้อีกฝ่ายทำงานได้เพื่อหลีกเลี่ยงการหลบหนีคนงานส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชายเท่านั้นคาดว่าพวกผู้หญิงคงถูกจับรวมกันไว้ที่รังโจร

            “เราโชคดีมากรีบใช้จังหวะที่กำลังวุ่นวายนี้จับพวกมันมาเค้นข้อมูลสักคน”

            ลูน่าพูดขึ้นด้วยคามตื่นเต้น

            “แล้วเชลยล่ะ?”

            เอเลนถามขึ้นเขาไม่ตัดสินใจโง่ๆอย่างบุ่มบ่ามบุกเข้าไปช่วยคนที่ไม่รู้จักลูน่านิ่งไปสักพักก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

            “เรายังช่วยพวกเขาตอนนี้ไม่ได้มันอันตรายเกินไปไว้เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเซลีนจะดีกว่า”

            เอเลนเห็นด้วยกับควานคิดนั้นลำพังพวกเขาสองคนสามารถดูแลตัวเองได้สบายๆแต่หากมีภาระที่อ่อนแอร่วมร้อยชีวิตเดินทางไปด้วยไม่ต้องถึงมือมอนสเตอร์ลำพังแค่พวกโจรก็น่าจะกวาดล้างพวกเขาได้ก่อนที่พวกเอเลนจะช่วยเหลือด้วยซ้ำ

            “ถ้างั้นแผนคือเข้าไปเอาตัวพวกมันมาซักคนแล้วลากออกมาให้สอบปากคำสินะ”

            เอเลนยิ้มกรุ้มกริ่มอดไม่ได้ที่จะเสนอตัวตลอดหลายวันที่ผ่านมาเอเลนมักถูกจำพวกวิชาที่ปกปิดตัวตัวเข้าเล่นงานบ่อยครั้งเมื่อผนวกความคิดสร้างสรรค์ที่อยากมีวิชาที่ทำหน้าที่ได้คล้ายๆกันซักอย่างนึงจึงเกิดเป็นวิชาฝีมือชุดหนึ่งที่มีแต่เขาในตอนนี้ที่ทำได้ทั้งยังไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของทักษะ

            “ให้ชั้นจัดการเอง”

            พยุหศาสตราจิตสังหาร ซ่อนตะเกียงกลางพายุ

            มองด้วยสายตาเอเลนเหมือนจะยังคงอยู่ที่เดิมแต่หากเปลี่ยนไปใช้พลังเวทย์ละก็เอเลนจะมีสภาพไม่ต่างไปจากก้อนหินริมทางที่ไม่ควรค่าแก่การมองกระทั่งลูน่าแม้จะยืนอยู่ต่อหน้ายังคิดว่าตัวเองตาฝาดไม่ทันได้ตระเตรียมกันเอเลนก็หายไปจากสายตาเธอซะแล้ว

            เอเลนที่เพิ่งเดินออกมาได้ห้าก้าวโดยหลบมายังข้างต้นไม้ไม่ห่างไปนักยิ้มด้วยความพึงพอใจลูน่าไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าเอเลนยืนอยู่ตรงนั้น

            พยุหศาสตราจิตสังหารคือเคล็ดวิชาที่ถือกำเนิดมาจาดการแปรรูปจิตสังหารให้แสดงผลออกมาตามปกติแล้วจิตสังหารมีประโยชน์เพียงแค่ใช้สะกดข่ม คุกคาม ทำให้เสียความคิดต่อสู้น้อยคนนักที่จะเอาวิชาที่เหมือนเห็นทางตันล่วงหน้ามาขยายต่อจนสำเร็จ

            ซ่อนตะเกียงกลางพายุนั้นมีหลักการตรงกันข้ามกับจิตสังหารปกติที่เน้นปล่อยออกไปสู้เป้าหมายแต่เคล็ดวิชานี้คือการดึงดูดจิตสังหารมากักเก็บไว้ในร่างระงับไม่ให้ไหลออกจิตใจจะต้องว่างเปล่าเพื่อลบตัวตนออกจากสัมผัสของฝ่ายตรงข้ามโดยสิ้นเชิง

            เทพีเซเลสเทียร์ย่อมไม่มีวิชาเช่นนี้เพราะหล่อนนิยมต่อสู่ซึ่งๆหน้าแบบตรงไปตรงมาซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเธอีความแข็งแกร่งชนิดที่เรียกว่าระดับเดียวกับภัยพิบัติไม่มีความจำเป็นต้องซุกซ่อนตัวตนแม้แต่น้อยแต่เอเลนสำนึกได้ว่ายังมีอีกหลายตัวตนที่เป็นภัยมากพอจะคุกคามชีวิตประจำวันของเขา

            พบกันคราวหน้าท่านเซเลสเทียร์จะต้องประหลาดใจแน่หุหุหุหุ

            เอเลนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยก่อนจะย่างสามขุมตรงไปยังเหมืองร้างพวกชายชุดดำหายเข้าไปในเหมืองหมดที่เขาทำก็มีแค่เดินส่ายก้นอาดๆตรงผลุบเข้าในถ้ำตรงๆโดยไม่มีคนงานคนไหนให้ความสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว

            โพรงถ้ำมีขนาดค่อนข้างใหญ่หากเทียบจากภายนอกร่องรอยการขุดตั้งแต่ปากถ้ำลึกเข้าไปน่าสงสัยเหลือเกินว่ามีใครต้องการแร่ขยะแบบนี้ไปใช้ในปริมาณมากในถ้ำนั้นค่อนข้างทึบแสงแต่เอเลนที่ครอบครองดวงตาแห่งภูติความมืดตามธรมชาติไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ

            เด็กหนุ่มเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นด้านหน้าเมื่อส่งพลังไปตามทางเพื่อตรวจสอบโครสร้างถ้ำโชคดีเหลืเกินที่ถ้ามีทางเดินทางเดียวทำให้เขาไม่ต้องระแวงจากทางด้านอื่นมากนักที่ต้องระวังก็คงจเป็นสะเก็ดแร่เรบิดิสที่นอกจากจะไวต่อพลังเวทมนต์แล้วยังสามารถระเบิดได้จากแรงกระแทก

            ไม่ทันขาดคำแร่เจ้ากรรมขนาดเท่ากับกระถางต้นไม้พลันหล่นลงมากลางศีรษะของเขาราวกับตั้งใจเอเลนไม่อยากให้เอิกเกริกมากนักจึงเลือกที่จะใช้ฝ่ามือรับมันแล้ววางลงเงียบๆที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นเพราะเหมืองแห่งนี้มักจะเกิดการระเบิดอยู่บ่อยครั้งเนเรื่องปกติ

            “เฮ้ยแร่ลอยได้”

            ไม่ถึงห้าวินาทีก็มีคนสังเกตถึงความผิดปกติพร้อมกับชี้มือชี้ไม้มาทางเขาและเริ่มเอะอะโวยวายใจจริงเอเลนอยากจะเอดพวกมันทิ้งแต่นี่คือคนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ใช้เวทมนต์เป็นแค่ชาวบ้านตาดำๆที่ถูกเอามาใช้แรงงานอย่างทารุณ

            เนื่องจากไม่มีใครมองเห็นเอเลนเลยเดินอ้อมคนพวกนั้นออกมาแบบเนียนๆแร่เจ้ากรรมรอบที่สองพลันหล่นลงมาใส่หัวของเขาอีกครั้งคราวนี้เอเลนไม่ยอมพลาดแบบเมื่อครู่แล้วตัดสินใจที่จะปล่อยให้มันรเบิดตอนแตะพื้นแต่สายตาดันเหลือบไปเห็นพวกตาสีตาสาที่ยังคงด้อมๆมองๆอยู่ไม่ไกลเอเลนรีบพุ่งมือไปคว้านั้นมาแต่ยังไม่ทันอะไรต่อเศษแร่ชิ้นเล็กๆสองสามชิ้นก็ร่วงลงสู้พื้น

            กราวๆ

            ไม่มีการระเบิดเดิดขึ้นแต่อย่างใดแต่เสียงนั้นกลับดังมากพอที่จะดงดูดความสนใจ

            บัดซบ

            เอเลนสบถในใจรีบถีบเท้าขึ้นลอยบนอากาศด้วยท่าเท้าทะยานเมฆพร้อมเขวี้ยงแร่เจ้าปัญหาในมือออกไปอีกทางจะเกิดเสียงระเบิดคนชุดดำจำนวนมากรีบวิ่งไปดูในขณะที่เอเลนกำลังยืนปาดเหงื่ออยู่กลางอากาศ

            “อะไรกันนักหนาเนี่ย”

            เอเลนหงุดหงิดไม่ใช่น้อยเพราะแผนลอบเร้นอันแสนสมบูรณ์แบบ(ในความคิดของเจ้าตัว)กลับถูกขัดขวางโดยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มากที่สุดอย่างโชคหลังจากประสบความสำเร็จในการตีเหล็กมามากมายทำให้เขาไม่ได้สัมผัสโชคร้ายมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

            เด็กหนุ่มปลุกปลอบใจตัวเองที่ค่าโชคอันแสนต่ำเตี้ยเยดินดันมาแสดงผลในเวลาที่ไม่สมควรมากที่สุดก่อนที่จะวุ่นวายไปมากกว่านี้เขาต้องรีบลงมือโดยเร็วที่สุดเอเลนแผ่พลังแบบอ่อนกระจายไปทั่วอากาศไหลทวนกระแสลมก่อนจะพบเข้ากับห้องๆหนึ่งที่ถูกขัดอย่างประณีตและมีรูปทรงสี่เหลี่ยมอย่างผิดธรรมชาติ

            “เริ่มจากที่นี่ก็แล้วกัน”

            เอเลนมาโผล่ที่ห้องโกดังเก็บของที่ภายในคือลังไม้ที่บรรจุแร่เรบิดิสเอาจำนวนมากวางเรียงรายกันอยู่อย่างเป็นระเบียบเอเลนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะลอบไปสำรวจกล่องใบหนึ่งซึ่งมันมีกระดาษแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมืออย่างลวกๆว่าลูมินัส

            ไม่ใช่แค่กล่องเดียวมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยกล่องหนำซ้ำไม่ได้มีแค่ลูมินัสชื่อของหัวเมืองต่างๆทั้งภายในจักรวรรดิหรือแม้แต่อาณาจักรอื่นล้วนก็เช่นกันเมื่อมองลึกลงไปภายในลังไม้ไม่ได้มีแต่แร่เรบิดิสเพียงอย่างเดียวแต่ตามผนังกล่องยังมีอย่างอื่นเอาไว้อีกด้วย

            “วัสดุกักพลังเวทย์และป้องกันแรงระเบิดงั้นเหรอ...หรือว่าพวกนี้คือสินค้า?”

            เอเลนตั้งคำถามขึ้นมาลอยๆพลางคิดว่าใครกันนะที่อยากจะสะสมวัสดุไร้ราคาแบบนี้แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อเสียงฝีเท้าดังขึ้นไม่ไกลเอเลนรีบถีบเท้าใช้พลังยึดเกาะเพดานเมื่อกลุ่มคนชุดดำเดินผ่านไปดวงตาสีทับทิมพลันเหลือบไปเห็นกรงขังที่อยู่ด้านในสุดของห้อง

            เอเลนรีบรุดไปดูพบว่านักโทษที่ถูกขังอยู่ในนั้นได้เสียชีวิตไปหลายวันแล้วดูจากรูปพรรณสันฐานพบว่าศพเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างเล็กแต่ไม่ผอมแห้งตรงกันข้ามพวกเขามีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งกำยำที่มีผิวกายสีเขียวอ่อนที่มีผิวหยาบกร้านและจมูกแหลมสั้น

            “ก็อบลิน?ในที่แบบนี้เนี่ยนะ”

            เอเลนพึมพำก่อนจะเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้านของศพเด็กหนุ่มสวดขอขมาอยู่ในใจก่อนจะล้วงไปหยิบสมุดสันหนาเล่มหนึ่งที่เปรอะไปด้วยเลือดที่เจ้าของร่างพยายามซ่อนมันเอาไว้

            [ท่านได้รับสมุดบันทึกของกาลัน จำนวน 1 เล่ม]

            เสียงของโลกดังขึ้นตามปกติเอเลนรีบหามุมที่ลับสายตาคนก่อนจะเปิดสมุดบันทึกขึ้นอ่านสภาพภายในบัทึกช่วงแรกถูกเขียนด้วยปากกาและหมึกอย่างดีแต่ช่วงท้ายนั้นบั้นทึกกลับถูกเขียนด้วยเลือดบันทึกเล่มนี้เป็นสมบัติของกาลันบุตรชายหัวเผ่าก็อบลินไรเดอร์

            วันที่ 24 ของฤดูใบไม้ผลิ

            เป็นเวลา 3วันแล้วที่พวกเราต้านทานการโจมตีจากมนุษย์ปริศนาสองคน ไม่มีการบอกกล่าวไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนใดๆพวกมันสองคนจู่โจมพวกเราด้วยพลังศักดิ์ศิทธิ์อวดอ้างคุณธรรมเทพเจ้าของพวกมันในทีแรกพวกเรามองเป็นเรื่องตลกเพราะมีมนุษย์มากมายที่ชอบเอาคุณธรรมมาอ้างแล้วโจมตีแต่นั่นคือความคิดที่ผิดมหันต์สองคนนั่นร้ายกาจกว่าพวกโจรที่เราเยพบมาทั้งหมดพี่น้องมากมายต้องตายอย่างอนาถพวกมันกางเขตอาคมขังพวกเราเอาไว้ทำเหมือนพวกเราเป็นลูกไก่ค่อยๆเชือดพวกเราไปทีละคน

            วันที่ 27 ของฤดูใบไม้ผลิ

            พวกเราเหลือกันอยู่เพียงหยิบมือ ท่านพ่อที่อาสาออกไปรบพุ่งพวกมันก็หายตัวไปพร้อมกับสตรีทั้งสองโชคร้ายเหลือเกินที่พวกโจรอริเก่าของเราได้ยกพลมาโจมตีในเวลาที่เราอ่อนแอที่สุดความช่วยเหลือจากหมู่บ้านเบรูอินก็ริบหรี่เหลือเกิน

            “ก็อบลินไรเดอร์รู้จักกับหมู่บ้าน?”

            เอเลนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะเรื่องราวดังกล่าวไม่มีระบุเอาไว้ในรายงานแม้แต่น้อยถ้าหากนี่เป็นเรื่องจริงก็สมเหตุสมผลเอเลนจินตนาการไม่ออกเลยว่าเวลาที่ผ่านมาหมู่บ้านรอดพ้นจากการพวกโจรมาได้อ่างไรเป็นแรมเดือนที่แท้ก็เพราะมีพวกก็อบลินไรเดอร์คอยช่วยเหลือแต่ว่าทำไมหัวหน้าหมู่บ้านถึงไม่เคยพูดถึงวกเขาเลยแม้แต่น้อย

            เอเลนพลิกบันทึกไปหน้าต่อไปถัดจากนี้บันทกจะถูกเขียนด้วยเลือดลายมือของกาลันเริ่มกระท่อนกระแท่นไม่มั่นคงเหมือนกับช่วงแรกทั้งยังสับสนจนจับใจความได้ยากราวกับสติองผู้เขียนกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต

            ไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่หลังจากที่ถูกจับตัวมาพี่น้องของเราตายหมดความหวังที่จะรอดไปได้ช่างริบหรี่เหลือเกิน พวกโจรชั่วที่แท้มันร่วมมือกับสตรีที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์มาตลอดหลายปีเงินทุนมหาศาลที่ใช้หล่อเลี้ยงพวกโจรที่แท้มาจาก(เนื้อหาถูกลบจนอ่านไม่ได้)เจ้าพวกหน้าเนื้อใจเสือทำเป็นเอาคุณธรรมมาอวดอ้างแต่แท้จริงต้องการจะครอบงำจักรวรรดิได้ยินมาว่าพวกมันกำลังวางแผนบางอย่างกับแร่เรบิดิสน่าเสียดายที่ข้าไม่มีโอกาสได้ล้างแค้นให้ครอบครัว

            เนื้อหาของบันทึกจบลงตรงนี้เอเลนแอบถอนหายใจด้วยความเสียดายที่ชื่อของผู้บงการดันไม่สามารถอ่านได้ดูท่ากลับไปคงมีเรื่องที่ต้องคุยกับมาลรีคหายเรื่องโดยเฉพาะคำถามที่ว่าทำไมต้องปิดบังเรื่องก็อบลินไรเดอร์เอเลนเก็บบันทึกกลับเข้าไปในเสื้อด้วยสีหน้าดำมืดถึงจะยังไม่บรรลุจุดประสงค์แต่ข้อมูลที่ได้มาก็มีค่ามากแล้วที่เหือก็ต้องจับพวกมันมาเค้นข้อมูลสักคน

            “ทำยังไงดีนะ”

            เอเลนรำพึงเบาๆด้วยใบหน้าเคร่งเครียดพวกโจรมักจะไปไหนมาไหนเป็นคู่ๆยากแก่การจับตัวมาแบบเงียบๆเอเลนคิดหัวแทบระเบิดแต่ก็ไม่มีทางไหนเลยที่จะกระทำได้อย่างเงียบๆเพราะหากมีใครหายไปซักคนพวกมันจะต้องออกตามหาแถมไม่รู้ว่าจะกระทบกับพวกเชลยรึเปล่า

            ทันใดนั้นเองก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเอเลนในเมื่อจับคนมาเค้นถามไม่ได้ก็แค่ให้พวกมันนำทางไปเองซะก็สิ้นเรื่องด้วยการระเบิดถ้ำนี้ให้เป็นจุณแต่แล้วเขาก็ส่ายหน้า

            “ถ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับว่าที่ลอบเข้ามาก็ไร้ความหมายกันพอดี”

            เอเลนพยักหน้ากับตัวเองเพราะถึงแม้วิธีทำลายถ้ำจะทำให้พวกมันยกขโยงกันกลับไปแต่เท่ากับว่านั่นเป็นการแจ้งเตือนมันทางอ้อมข้อมูลที่พวกโจรมีในตอนนี้คือหมู่บ้านแค่เริ่มโจมตีกลับเท่านั้นหากแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าพวกมันใช้เหมืองแห่งนี้เพื่อกระทำการบางอย่างจะเป็นประโยชน์กว่าในอนาคต

            เมื่อไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วเอเลนก็ออกจากที่ซ่อนก่อนจะลงมือสำรจเหมืองแห่นี้โดยละเอียดอีกครั้งพร้อมทั้งลอบจดจำรูปแบบการเดินลาดตระเวณของพวกมันก่อนจะเริ่มวางแผนลักพาตัวอย่างรัดกุม

            เอเลนซุ่มรออย่างใจเย็นจากเขาอดทนเฝ้าสังเกตตลอดหลายชั่วโมงพวกโจรก็ไม่ได้มีระเบียบเท่ากับพวกอัศวินพวกมันบางคนยังมีการแอบออกไปอู้บ้าง หน่วยลาดตระเวนบางชุดจึงมีจำนวนไม่เท่ากันที่เขาต้องทำก็คือดักรอใครก็ตามที่หลงเดินมเพียงลำพังและเหยื่อของเขาก็ปรากฏตัว

            เด็กหนุ่มพยายามระงับความลิงโลดเพื่อไม่ให้หลุดจากเคล็ดวิชาเมื่อโจรหน้าตาเซ่อซ่าเดินเข้ามาในระยกวงแขนเอเลนก็คลายเคล็ดวิชาและปรากฏตัวฝ่ายโจรทำหน้าราวกับเห็นผีที่เอเลนโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า

            ยังไม่ทันที่มันจะได้ทันอ้าปากเอเลนก็กระแทกหมัดสั้นเข้าไปที่ลิ้นปี่จนมันไม่สามารถเปล่งเสียงได้แม้เพียงครึ่งคำก่อนจะใช้แขนคล้องคออีกฝ่ายจนมันตาเหลือกแล้วสลบไปเอเลนหอบร่างอีกฝ่ายขึ้นบ่าแผนการณ์ของเขาสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งที่เหลือก็คือการลอบออกไปโดยไม่ให้ใครเห็น

            เด็กหนุ่มนำเนื้อสัตว์กระดูกสัตว์และเข็มเย็บผ้าออกมาใช้ค่าความชำนาญระดับสูงสร้างศปลอมๆที่มีความสูงพอๆกับคนๆที่เขาลักพาตัวเวลาที่น้อยนิดไม่ส่งผลต่องานในมือแม้แต่น้อยเอเลนสามารถลงมือได้อย่างแม่นยำและประณีตก่อนจะรอให้โจรคนต่อมาเดินผ่านก่อนจะโยนศพปลอมๆเข้าไปในฝูงโจรพวกมันมีใบหน้าที่สับสน

            เอเลนใช้โอกาสนั้นผนึกพลังเวทย์ที่ปลายนิ้วแล้วดีดออกไปกระแทกแร่เบรูอินก้อนหนึ่งจะเกิดการระเบิดเศษถ้ำถล่มลงมาทับโจรผู้โชคร้ายที่กำลังถูกไฟไหม้เพราะเพิ่งดื่มสุรามาจนมันร้องเสียงดังลั่นศพปลอมๆถูกเผาจนเกรียมไม่มีทางที่พวกมันจะสงสัยเอเลนรีบนำโจรที่จับมาได้ไปซ่อนก่อนที่เสียงเอะอะโวยวายจะดังมาแต่ไกลเอเลนอาศัยช่วงเวลาชุลมุนแบกร่างเป้าหมายออกกไปโดยม่มีใครทันสังเกตุ

            เมื่อเห็นเอเลนแบกร่างของคนแปลกหน้าวิ่งหน้าตั้งตรงมาลูน่าก็รีบลดคันธนูลงเพื่อเตรียมถอนตัวทั้งสองมองตากันแวบหนึ่งก่อนจะเร่งรุดออกไปจากบริเวณปากเหมืองหนึ่งชั่วโมงต่อมาเมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครตามมาพวกเขาจึงค่อยวกกลับมายังจุดที่ใช้ตั้งค่ายพักเมื่อวานนี้โดยมีลืมกลบเกลื่อนร่องรอย

            “ตื่นได้แล้ว”

            เอเลนเอ่ยพลางเทน้ำใส่หน้าของโจรหนุ่มผู้โชคร้ายมันเปิดตาขึ้นด้วยความงัวเงียแต่เมื่อพบว่าตนกำลังอยู่ในสภาพที่ถูกมัดก็หน้าซีดเผือด

            “พพวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร”

            “พวกเราไม่จำเป็นต้องตอบคำถามตรงกันข้ามนายต่างหากที่ต้องตอบคำถามเรา”

            ลูน่าเอ่ยขึ้นโจรหนุ่มที่เห็นใบหน้าของหญิงงามก็ตะลึงงันหากกล่าวกันตามตรงทั้งลูน่าและเซลีนต่างจัดอยู่ในบุคคลประเภทหญิงงามล่มเมืองบุรุษหลายคนหากได้ใกล้ชิดต้องมีหลบสายตาด้วยความขวยเขินกันบ้างคงจะมีแต่เอเลนที่ตายด้านเท่านั้นที่ไม่รู้สึกอะไรแบบนี้เลยซํกนิด

            โจรหนุ่มนิ่งงันไปซักพักก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

            “มไม่ว่าพวกแกจะถามอะไรชั้นก็ไม่มีทางตอบหรอกว้อย”

            ลูน่าเห็นดังนั้นก็เงียบไปเล็กน้อยก่อนจะหันมาสบสายตากับเด็กหนุ่มผมดำเอเลนยักไหล่ประมาณว่าอยากจะทำอะไรก็เชิญ

            “ค่ายของพวกนายยู่ที่ไหน”

            ลูน่าถามขึ้นพร้อมหยิบมีดออกมาโบกไปมาเป็นนัยๆว่าถ้าไม่บอกเอ็งตายจนโจรหนุ่มพลันหน้าซีดเป็นกระดาษขาวก่อนที่เอเลนยิ้มขำก่อนจะเดินมาจับไหล่ของโจรแล้วพูดเสริม

            “ไม่เอาน่าชีวิตของนายสำคัญกว่าเพื่อร่วมอาชีพงั้นเรอะ”

            เอเลนพยายามพูดหว่านล้อมแต่ดูเหมือนเขาจะคิดง่ายไปหน่อยเมื่อโจรหนุ่มพลันยิ้มเยาะออกมา

            “เห็นชั้นเป็นเด็กอมมือรึยังไงอีกไม่นานพวกข้าจะมาช่วยแล้วพวกแกได้โดนดีแน่โดยเฉพาะแกนังหนูเอลฟ์พวกข้าคงสนุกกับเรือนร่างของแกอย่างเต็มที่”

            ไม่พูดเปล่ามันพลันแลบลิ้นเลียริมฝีปากทั้งยังพยายามบังคับสีหน้าไม่ให้ซีดเผือดในขณะที่กล่าวยั่วยุลูน่าที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มขำกับท่าทีของอีกฝ่าย

            “ถ้าอย่างนั้นไหนล่ะเพื่อนๆของนายน่ะผ่านมาหลายชัวโมงแล้วไม่มีใครระแคะระคายที่นายหายไปเลยซักนิด”

            เมื่อได้ยินดังนั้นโจรหนุ่มพลันคิ้วกระตุกเอเลนเลยกล่าวเสริม

            “พวกมันน่าจะคิดว่านายตายเพราะศพปลอมๆที่ชั้นทำเอาไว้น่ะ”

            “เหอะที่แท้พวกแกก็แค่มือสมัครเล่น”

            โจรหนุ่มที่ได้ฟังก็ถอนหายใจอ่างโล่งอกแม้ฝีมือของคนทั้งสองจะน่ากลัวแต่พวกมันไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพวกตนเลยซักนิด

            “พวกข้าแต่ละคนมีเครื่องหมายติดตามอยู่กับตัวทั้งนั้นป่านนี้พวกข้าคงจะรู้แล้วว่าข้าหายไป”

            พอได้ยินแบบนั้นสองหนุ่มสาวก็มีสีหน้ามืดมนลง เอเลนถ่ายทอดพลังเวทย์เข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเงียบๆก่อนจะพบเข้ากับขุมพลังชุมหนึ่งบริเวณหัวใจเขารีบเลิกเสื้อของโจรขึ้นพบว่าที่บริเวณหน้าอกนั้นมีอักขระเขียนเรียงกันเป็นวงกลมเมื่อพิจารณาจากรูปแบบผนวกเข้ากับความรู้ที่เขามีคำพูดของโจรจึงมีน้ำหนักขึ้นไม่น้อย

            “เหมือนแผนสอบปากคำจะเป็นหมันแล้วล่ะลูน่า”

            เอเลนเอ่ยขึ้น

            “ถ้าพวกเราเชือดมันทิ้งตรงนี้หรืออัดมันจนมันบาดเจ็บรุนแรงตรานี่จะส่งสัญญาณออกไปคนเขียนอักขระชุดนี้มีฝีมือน่าดู”

            เอเลนกล่าวชมเชยอีกฝ่านลูน่าแหวใส่

            “มันใช่เวลามาชมมั้ยคะเนี่ยเอเลนพอจะมีวิธีแก้ไขการทำงานของมันมั้ย”

            “หมดหวังอักขระนี่เชื่อมต่อกับหัวใจของมันโดยตรงที่ทำได้ดีที่สุดคือทำลายมันแต่ถ้าทำนั้นเจ้านี่จะตายทันที”

            เอเลนส่ายหน้าก่อนจะเสนอขึ้น

            “เอาแบบนี้ดีมั้ยทิ้งมันให้โดนมอนสเตอร์แถวนี้กินแล้วเราหาทางอื่นดีกว่า”

            “นั่นสินะคะ ดูเหมือนครั้งนี้เราะคิดง่ายไปจริงๆ”

            “ไม่เอาน่าอย่างน้อยเราก็ได้เบาะแสมาบ้าง”

            เอเลนปลุกปลอบใจในขณะที่โจรหนุ่มได้แต่หน้าซัดเผือดอีกรอบพร้อมทั้งโวยวายเสียงดังจนเอเลนต้องเข้ามาทำให้มันสลบเหมือดอีกครั้งพวกเขาทิ้งโจรเอาไว้ตายยถากรรมแล้วรีบลบร่องรอยก่อนจะถอนตัวออกมา

            “เอาไงต่อจะย้อนกลับไปที่เหมืองรึเปล่า”

            เอเลนถามขึ้นเขายังไม่ได้บอกเรื่องก๊อบลินไรเดอร์กับลูน่าเพราะปัญหาเฉพาะหน้าของพวกเขาตอนนี้คือการจะทำยังจึงจะสามารถหารังโจรพบ

            “คงต้องใช้วิธีแกะรอยแบบดั้งเดิมแล้วละ”

            ลูน่าถอนหายใจดเหมือนงานนี้จะไม่ง่ายและเต็มไปด้วยอันตรายจากข่าวลือดูเหมือนพวกเธอจะต้องรุกล้ำเข้าไปในเขตเทือกเขาเทียบสวรรค์สักครานับเป็นงานที่โหดหินเกินกว่าที่จะทำโดยคนสองคน

            ลูน่าและเอเลนลอบเร้นกลับไปที่เหมืองอีกครั้งแต่คราวนี้พวกเขาไม่อาจลอบเข้าไปได้อีกแล้วเป็นอย่างที่โจรคนนั้นบอกแผนการใช้ศพปลอมๆของเอเลนถูกล่วงรู้ในเวลาไม่นานพวมันจึงกระจายตัวกันตามหาพวกพ้องทำให้พวกเอเลนต้องล่าถอยไปเพื่อรอดูท่าที

            การค้นหาใช้เวลาหลายชั่วโมงจนกระทั่งพวกมันยอมถอดใจตอนนั้นเองที่พวกเอเลนเริ่มเคลื่อนไหวใช้วิธีการติดตามแต่พวกมันก็ฉลาดใช่ย่อยชิงแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่มกระจายไปหลายๆทางเพื่อทำให้ผู้ที่ติดตามสับสนทำให้พวกเอเลนหัวหมุนกันไปพักหนึ่ง

            ยังดีที่ลูน่ามีความสามารถในการแกะรอยที่สูงมากเธอบอกว่าทางที่ถูกต้องมักจะเป็นเส้นทางเดิมๆซึ่งจะมีร่องรอยการเดินทางของกลุ่มอื่นๆแฝงอยู่ทำให้การแกะรอยดำเนินไปได้ด้วยดีโดยมีเอเลนให้ความร่วมมือในด้านการคุ้มกันมอนสเตอร์ทุกตัวที่เข้าใกล้จะตายภายในสิบวินาทีที่เข้าใกล้พวกเขาส่วนตัวที่อ่อนแอก่าจะรับรู้ได้โดยสัญชาติญาณว่าไม่วรเข้าใกล้

            หลังจากที่ทิ้งวกโจรเอาไว้พวกเขาก็ไม่เคยได้ตั้งค่ายพักอีกเลยมีหลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาเสี่ยงที่จะถูกจับได้แต่ก็รอดตัวไปได้ทุกครั้งส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยที่ยากแก่การควบคุมอย่างโชคชะตา

            สามวันมาแล้วในที่สดหลังจากผ่านความยากลำบากในที่สุดพวกเขาการาเดินทางของพวกโจรก็จบลงค่ายโจรขนาดใหญ่เท่ากับเมืองเล็กๆตั้งอยู่ต่อหน้าพวกเขาห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตรแต่ด้วยขนาดที่ใหญ่จนสามารถทำให้มองเห็นได้จากระยะเท่านี้ช่วยยืนยันความยิ่งใหญ่ของพวกมันได้เป็นอย่างดี

            ตัวค่ายตั้งอยู่ในโพรงถ้ำขนาดใหญ่ตีนเขาเทียบสวรรค์แม้ถ้ำจะมีขนาดใหญ่แต่ก็ไม่ได้เสี้ยวของเทือกเขาเทียบสวรรค์กล้องส่องทางไกลถูกหยิบออกมาใช้ดูแทนการสัมผัสด้วยพลังพิเศษจำนวนโจรมากมายเหลือคณานับปรากฏขึ้นในคลองจักษุ

            “...หนึ่งพันคนได้เลยมั้งเนี่ย”

            เอเลนพูดเลยๆพลางลืนน้ำลายฝืดลงคอนอกจากพวกโจรแล้วยังมีพวกเชลยอีกจำนวนมากที่พวกมันจับมาใช้แรงงาน

            “แบบนี้มันเกินกำลังของพวกเราไปแล้วต้องรีบแจ้งกลับไปที่สมาคม”

            ลูน่าพึมพำก่อนจะรีบบันทึกพิกัดของรังโจรจำนวนมากขนาดนี้สามารถบุกยึดเมืองขนาดเล็กได้สบายๆแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมพวกมันจึงยังยอมอุดอู้อยู่ในค่ายเล็กๆนี่แต่นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว ที่น่ากลัวคือค่ายโจรสามารถตบตาจักรวรรดิมาได้เป็นปีๆว่าเป็นเพียงโจรกลุ่มเล็กๆ

            แม้จะมองจากระยะไกลแต่กลุ่มโจรพวกนี้ใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีทั้งยังมีรูปร่งคล้ายๆกันหมดราวกับมาจากแหล่งที่มาเดียวกันทั้งยังมีการฝึกปรือวิชาราวกับกำลังฝึกฝนทหารพวกที่เคยบุกโจมตีหมู่บ้านเบรูอินมีจำนวนไม่ได้แม้แต่เสี้ยวของจนวนคนที่อยู่ตรงหน้าหนึ่งร้อยคนที่ตายไปไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมของกองโจร

            น่ากลัวว่าหากวันใดที่มันส่งกำลังพลมาเต็มอัตราศึกจักรวรรดิจะตกอยู่ในความลาหลจนยากจะตั้งตัวไม่ต้องพูดถึงหมู่บ้านเบรูอินที่อาจจะราบคาบในการบุกโจมตีระรอกเดียวสิ่งเดียวที่ทำให้หมู่บ้านยัคงอยู่รอดปลอดภัยนั่นก็คือทำเลที่ตั้งภูมิประเทศระหว่างค่ายโจรกับหมู่บ้านค่อนข้างทุรกันดารจึงไม่แปลกที่หัวหน้าจะไม่ส่งกองกำลังจำนวนมากเคลื่อนที่ผ่านป่าเบรูอินที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์

            เหนือสิ่งอื่นใดคือพลังเวทมนต์มหาศาลในระดับเดยวกับภัยธรรมชาติที่ปลิวพัดออกมาจากค่ายโจรราวกับจะป่าวประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของผู้เป็นเจ้าเพียงแค่สัมผัสโดนเบาๆก็รู้สึกแสบผิวกายราวกับกำลังแมลงกัดกินความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มเกิดขึ้นทำให้พวกเขาจำเป็นต้องถอนตัว

            “รีบไปกันเดีกว่าค่ะนานไปจะอันตรายเปล่าๆ”

            ลูน่าสะกิดเอเลนที่ดูจะไม่สะทกสะท้านกับแรงกดดันมหาศาลนี้เลยเอเลนที่เคยแบกรับจิตสังหารของเทพมาแล้วแรงกดดันของหัวหน้าโจรจึงไม่ต่างอะไรกับสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านร่างเท่านั้นดวงตาสีทับทิมถอนสายตากลับออกมาจากค่ายโจรก่อนจะพูดว่า

            “นั่นสินะไปกัน...ลูน่าระวัง!”

            น้ำเสียงของเอเลนเปลี่ยนไปพร้อมกับซัดฝ่ามือด้วยความเร็วเท่ากับสายฟ้าฟาดเสียงกระแทกดังลั่นขึ้นพรอ้มๆกับที่ศรที่สร้างจากแร่เรบิดิสแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงลงสู่พื้นในขณะที่แร่เรบิดิสกำลังจะระเบิดเอเลนจึงแค่นเสียงดูแคลน

            “ใช้กลเดิมๆ? ดูถูกกันมากไปแล้วมั้ง”

            แร่เรบิดิสที่เปล่งแสงสีส้มราวกับกำลังจะระเบิดอยู่ๆพลันสงบลงอย่างน่าประหลาดพลซุ่มยิงที่เป็นคนแผลงศรพลันขมวดคิ้วพลังเวทมนต์ที่มันใช้อาบลงบนหัวลูกศรพลันสลายหายไปเสียดื้อๆด้วยพลังเวทมนต์สีเงินของเอเลนหนำซ้ำเอเลนยังมองกลับมายังทิศทางที่มันกำลังซุ่มอยู่ด้วยสายตาเย็นชา


    ********************************************************************************************************

    ช่วงบ่นท้ายตอน

    วันนี้มาบ่นสั้นๆช่วงนี้สถานการณ์โควิดเข้าขั้นย่ำแย่ เพื่อนที่ไม่สามารถ WFH ได้โปรดรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

    ในส่วนของผมทางบริษัทไม่มีนโยบาย WFH มาแต่ไหนแต่ไร(เศร้า) เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโดย พนักงานอย่างเราๆก็ทำได้เพียงระวังตัวเองด้วยการล้างมือบ่อยๆ แต่ที่น่ากลัวกว่าคืออาหารที่หาได้ค่อนข้างยาก จะไปซื้อมาทำก็ไม่มีเวลา จะพึ่งพาร้านอาหารก็แพงเหลือหลายเป็นช่วงชีวิตที่ลำบากใช้ได้

    Zero Times