ซินเยวี่ยคิดว่าคำพูดเหล่านี้ของพ่อช่างยอดเยี่ยมจริงๆเธอให้คะแนนพ่อในใจอย่างเงียบๆ
ใบหน้าของย่าหลี่แดงก่ำ
แน่นอนว่าก่อนที่ไก่ตัวใหญ่จะกลับมาเองเธอก็คิดไปแล้วว่าซินอวี่ขโมยกลับไปบ้านแม่
ในเมื่อพ่อหลินเป็คนพูดแรงๆ ไปแล้วโดยธรรมชาติ แม่หลินก็ต้องออกมาพูดจาประนีประนอม เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของแม่สามีเธอก็รู้สึกสะใจ แต่สีหน้าของเธอก็ยังคงใจดีเช่นเคย “ในเมื่อเื่เข้าใจผิดคลี่คลายแล้วและแม่สามีก็มาขอโทษซินอวี่แล้ว งั้นซินอวี่ก็พาลูกกลับไปกับแม่สามีเถอะนะ”
เมื่อย่าหลี่เห็นว่าแม่หลินเปิดโอกาสให้เธอก็รีบตอบรับ “ซินอวี่ พาเจาตี้กลับกันเถอะอยู่บ้านแม่นานๆ มันไม่ดี”
ซินอวี่ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก
เธอพาเจาตี้ตามแม่สามีกลับบ้านไป
เื่ของครอบครัวซินอวี่ก็ถือว่าจบลงด้วยดี
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านเื่นี้ไปสองสามีภรรยาบ้านหลินต่างก็เห็นความสามารถของซินเยวี่ย พวกเขายอมรับว่าครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะซินเยวี่ยยืนกรานที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้ซินอวี่ในวันที่หลี่หยวนเหอมาที่บ้าน พวกเขาคงให้ซินอวี่พาลูกกลับไปกับสามีแล้ว
ตอนทำอาหารเย็นแม่หลินก็พูดกับซินเยวี่ยขณะก่อไฟว่า “เยวี่ยเยวี่ย่นี้แกเป็อะไรไป ทำไมถึงได้แข็งกร้าวขนาดนี้ แกยังไม่ได้แต่งงานเลยนะถ้าคนนอกรู้ว่าแกเป็คนอารมณ์ร้าย มันจะไม่ดีกับแกนะ”
ความหมายของแม่หลินก็คือลูกอารมณ์ร้ายเกินไป คนทั่วไปคงไม่อยากได้หรอก ใครๆก็อยากได้ลูกสะใภ้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ว่านอนสอนง่ายทั้งนั้น
ซินเยวี่ยยิ้มจางๆ พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า“แม่ไม่ต้องกังวล หนูรู้ตัวเองดี อีกอย่าง หนูไม่ได้อารมณ์ร้ายหนูแค่ยึดหลักการเท่านั้น พี่สาวคนโตของหนูขี้ขลาดเกินไปตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากแม่สามีกับพี่สาวสามีไปไม่น้อยเลย”
แม่หลินถอนหายใจเบาๆ“ที่แกพูดก็ถูก พี่สาวคนโตของแกเป็คนอ่อนแอแม่สามีถึงไม่เห็นเธออยู่ในสายตา แต่ก็อย่าแข็งกร้าวเกินไปเลยนะดูอาสะใภ้สองของแกสิ ั้แ่แต่งงานเข้ามาในบ้านหลินของพวกเราปู่ย่าของแกไม่เคยมีวันดีๆ เลย ชื่อเสียงของเธอข้างนอกมันแย่แค่ไหนบ้านอาสองของแกก็ใช่ว่าจะยากจนอะไร แต่ทำไมลูกชายทั้งสามของเขาถึงยังหาเมียไม่ได้ไม่ใช่เพราะอาสะใภ้ของแกร้ายกาจเกินไปเหรอ”
ลูกชายสามคนของบ้านอาสะใภ้สองของซินเยวี่ยลูกชายคนโตอายุยี่สิบกว่าแล้วถึงจะได้แต่งงาน แถมยังแต่งกับแม่ม่ายลูกติดลูกชายคนที่สองไปเป็ลูกเขยบ้านอื่น ลูกชายคนที่สามก็ถึงวัยแต่งงานแล้วแต่ก็ยังหาเมียไม่ได้
“แม่ อาสะใภ้ของหนูคนนั้นไม่มีการศึกษาไม่มีมารยาท แถมยังมีอารมณ์ร้าย เื่นั้นกับเื่ยึดหลักการมันคนละเื่กัน”ซินเยวี่ยรู้ว่าบางอย่างมันอธิบายให้แม่ที่ไม่มีการศึกษาของเธอฟังไม่ได้
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จซินเยวี่ยก็ออกไปเดินเล่น
ตอนเย็นในต้นฤดูใบไม้ร่วงเหมาะกับการออกไปเดินเล่นเป็อย่างมากสายลมในฤดูใบไม้ร่วงอ่อนโยนดุจไหม ดวงดาวระยิบระยับสวยงามดุจภาพวาดแมลงส่งเสียงร้องเบาๆ และมักจะเห็นหิ่งห้อยบินว่อน
ซินเยวี่ยเพิ่งเดินออกจากบ้านได้ไม่นานหลินเต๋อหัวพี่ชายของเธอก็เดินตามมา
เมื่อมาถึงที่เงียบสงบแห่งหนึ่งซินเยวี่ยก็หยุดฝีเท้า แล้วถามเบาๆ ว่า “พี่ตามฉันมามีเื่อะไรจะคุยกับฉันหรือเปล่า”
หลังจากกลับมาจากในเมืองซินเยวี่ยก็สังเกตเห็นว่าพี่ชายของตนมีอะไรผิดปกติ แต่เพราะมีเื่ของซินอวี่เธอจึงไม่มีเวลาถาม
หลินเต๋อหัวแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่กว้างใหญ่แล้วพึมพำว่า “เยวี่ยเยวี่ยเื่ของพี่กับไฉ่เหลียนคงเป็ไปไม่ได้แล้ว วันนั้นที่ไปตลาด เธอไม่ได้ไปด้วยพอกลับมาพี่ถึงได้ยินว่าแม่ของเธอจัดการให้ไปดูตัว”
มือของซินเยวี่ยสั่นเล็กน้อยเธอจำได้ว่าเื่แต่งงานของหวังไฉ่เหลียนเริ่มชัดเจนในวันที่หนึ่งกันยายนไม่เคยได้ยินว่าหวังไฉ่เหลียนไปดูตัวกับใครหรือว่าได้ไปดูตัวแล้วแต่เธอไม่รู้เื่เลย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งซินเยวี่ยก็พูดว่า “งั้นฉันจะหาเวลาไปถามไฉ่เหลียนถ้าเื่แต่งงานยังไม่แน่นอน พวกเราค่อยหาทางกันอีกที”
หลินเต๋อหัวพยักหน้า
ในวันรุ่งขึ้นซินเยวี่ยก็ไปบ้านหวังไฉ่เหลียน
บังเอิญหวังไฉ่เหลียนอยู่บ้านคนเดียว
“ไฉ่เหลียนฉันได้ยินจากพี่ชายว่าเธอไปดูตัวมาเหรอ?” ซินเยวี่ยไม่อยากพูดอ้อมค้อมกับหวังไฉ่เหลียนดังนั้นจึงไม่ได้เกรงใจ แล้วถามอย่างตรงไปตรงมา
หวังไฉ่เหลียนถูมือเบาๆ แล้วพูดตะกุกตะกัก“ซินเยวี่ย ฉันก็ช่วยไม่ได้ พี่สาวคนที่สี่ของฉันจัดการให้ถ้าฉันไม่ไป เธอคงโกรธ แต่ก็ไม่ได้ตกลงกัน พวกเราสองคนไม่มีใครถูกใจใคร”
เมื่อรู้ว่าการดูตัวไม่เป็ผลสำเร็จซินเยวี่ยก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“พี่ชายฉันรู้ว่าเธอไปดูตัว่นี้เขาก็ซึมเศร้ามาตลอด” ซินเยวี่ยพูดอย่างอ่อนโยน
เมื่อหวังไฉ่เหลียนรู้ว่าหลินเต๋อหัวไม่สบายใจเพราะเื่ที่เธอไปดูตัวแก้มของเธอก็แดงขึ้นและมีความสุขเล็กน้อยซินเยวี่ยมองออกว่าหวังไฉ่เหลียนจริงใจกับพี่ชายของเธอ
ซินเยวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดกับหวังไฉ่เหลียนว่า “ฉันอยากจัดการให้เธอเจอกับพี่ชายของฉันเป็การส่วนตัวมีอะไรในใจก็เปิดอกคุยกันต่อหน้าเลย”
สำหรับข้อเสนอแนะของซินเยวี่ยหวังไฉ่เหลียนก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล