คำถามของเสี่ยวชี
ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นมองอี้เฟยหลงด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังแม้จะปนเปด้วยความไม่แน่ใจ “ท่านอ๋อง... แล้วท่านชอบสตรีแบบใดกันหรือคะ?” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงพยายามทำให้ดูสดใส แต่ก็แอบประหม่าเล็กน้อย“ข้าก็เรียบร้อยเหมือนกันนะคะ เดี๋ยวข้าทำให้ดูเลยดีไหม?”
นางขยับตัวเตรียมจะเริ่มแสดงท่าทางนุ่มนวลอ่อนช้อยตามแบบกุลสตรีดวงตาเปล่งประกายด้วยความตั้งใจจะพิสูจน์ตัวเอง แต่ก่อนที่นางจะได้ทำอะไรอี้เฟยหลงทอดพระเนตรมาอย่างนิ่งสงบ แล้วตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่แข็งกร้าวนักแต่ยังคงแฝงความเด็ดขาด “แม่นางน้อย… เราสองคนไม่มีสิ่งใดที่ต้องข้องเกี่ยวกันเ้าควรไปเสียเถอะ”
พระองค์โบกพระหัตถ์เบาๆเป็สัญญาณให้นางเดินจากไป คำพูดนั้นเหมือนไม้เรียวเล็กๆ ตีเบาๆลงบนใจนางอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ได้รุนแรงเสียจนทำให้นางแตกสลาย
ฮวาเสี่ยวซียืนนิ่งสักครู่ก่อนจะถอนหายใจเบาๆนางรู้สึกเจ็บแต่ก็พยายามไม่แสดงออก นางกะพริบตาแล้วยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองพลางคิดว่า “ก็ยังดีที่ท่านอ๋องไม่ได้พูดอะไรแย่มาก”
คำสอนอ่อนโยนแต่เด็ดขาด
แม้จะรู้สึกเ็ปอยู่ในใจฮวาเสี่ยวชีก็พยายามเก็บกดความอ่อนแอไว้ นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตั้งใจฟังคำพูดของท่านอ๋องที่ดูจริงจังแต่ซ่อนความห่วงใย
“สำนักศึกษาแห่งนี้มิได้มีไว้แค่เรียนวิชาการเท่านั้น ยังสอนเื่คุณธรรมด้วย เ้าควรตั้งใจศึกษาและเลิกทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเสียที เ้าคือเด็กสาววัยสิบห้าปีไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว”
น้ำเสียงของอี้เฟยหลงหนักแน่นแต่ยังแฝงด้วยความอ่อนโยนอย่างแ่เบา ทำให้เสี่ยวชีรู้สึกเขินอายเธอก้มหน้าพยักหน้าเล็กน้อย “เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
พระองค์ทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่แฝงความคุ้นเคยบางอย่างราวกับกำลังพยายามจดจำบางสิ่งในใจ “จงจำคำข้าไว้ ตั้งใจประพฤติตนให้ดี”
แล้วพระองค์ทรงหันไปสั่งองครักษ์“พาข้าไปพบอาจารย์ใหญ่” ก่อนจะเสด็จจากไปทิ้งให้นางยืนอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่เพียงลำพัง
ฮวาเสี่ยวซีกัดริมฝีปากแน่นความเ็ปผสมปนเปกับความอบอุ่นในคำพูดของท่านอ๋องทำให้หัวใจนางรู้สึกสับสนไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
แต่แล้วนางก็ยิ้มออกมาอย่างคนที่พร้อมจะเดินหน้าต่อไป
“ข้าจะตั้งใจประพฤติปฏิบัติตนให้ดี...แต่ก็ยังอยากเป็ฮวาเสี่ยวซีคนเดิมที่ซุกซนและร่าเริงอยู่เสมอ” นางบอกกับตัวเองพลางะโโลดเต้นเล็กน้อยก่อนจะวิ่งไปหาเพื่อน ๆด้วยใบหน้าที่แจ่มใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ในที่สุดเสี่ยวชีได้เรียนรู้ว่า แม้คำพูดของท่านอ๋องจะดูเข้มงวดแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความหวังดีและความปรารถนาดีที่คอยชี้ทางให้เธอ
สายลมยามเย็นพัดผ่านอาคารไม้เก่าแก่ของสำนักศึกษาหุบเขาเมฆาท้องฟ้าครึ้มคล้ายจะร้องไห้หรือบางที...อาจแค่กลัวว่าเสี่ยวซีจะปีนขึ้นหลังคาไปแข่งร้องเพลงลาอีกครั้ง
การเตรียมตัวกลับบ้านและอนาคตที่รออยู่(ในสำนักศึกษา)
สายลมยามเย็นพัดผ่านอาคารไม้เก่าแก่ของสำนักศึกษาหุบเขาเมฆาท้องฟ้าครึ้มคลึ้มด้วยเมฆหม่นคล้ายกับบ่งบอกถึงความรู้สึกของทุกคนที่กำลังจะจากกันฮวาเสี่ยวซีเดินอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าหน้าสำนักศึกษาดวงตาของนางเปล่งประกายแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าลึกๆ
บรรยากาศรอบตัวดูสงบเงียบสลับกับเสียงนกร้องเล็กน้อย ฮวาเสี่ยวซีเดินอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าหน้าสำนักดวงตาเปล่งประกาย แต่แฝงไว้ด้วยความว้าวุ่นและเศร้าเบาๆ
“เ้าจะจากไปจริงๆแล้วหรือ?” เสียงนุ่มของอาจารย์ใหญ่ดังขึ้นเบาๆพร้อมรอยยิ้มที่...ดูโล่งใจเล็กๆ ถ้ามองดีๆ
“ข้าจะกลับบ้านแล้วเ้าค่ะท่านอาจารย์”
“เ้าผ่านอะไรมาเยอะสำนักนี้เป็บ้านหลังที่สองของเ้า...ถึงแม้บางครั้งเ้าจะจุดไฟเผาครัวกลางไปสองรอบ...”
อาจารย์ใหญ่พูดด้วยรอยยิ้มที่ปนความหวาดระคนอาลัย
หลิวหยิ่งเดินเข้ามา“ข้าคิดว่าเ้าจะอยู่ที่นี่จนกลายเป็ตำนาน...”
“ตำนานหรือเื่เล่าสยอง?”เสียงใครบางคนกระซิบจากด้านหลัง
“เ้าไม่อยากให้ข้าอยู่ที่นี่เหรอ?”เสี่ยวซีถามยิ้มๆ
“อืม...ที่นี่ไม่เหมาะกับเ้าเท่าไหร่หรอก”
“หมายถึงอะไร?”
“หมายถึง...เ้าควรไปป่วนโลกให้กว้างกว่านี้ไง!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบตัวบางคนยิ้ม บางคนแกล้งทำเป็เช็ดน้ำตา 'ด้วยผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมไว้สำหรับ‘วันอิสรภาพแห่งชาติ’ นี้โดยเฉพาะ'
ภายในห้องพักของนางข้าวของกระจัดกระจายอย่างเป็ระบบ...ในแบบของเสี่ยวซี
นางหันไปยิ้มให้หม้อที่เคยใช้ต้มสมุนไพรแต่เผลอใส่พริกแทนพืชยา
“ข้าจะไม่ลืมเ้า...แม้เ้าจะทำให้อาจารย์กลิ้งไปรอบลานหลังจากดื่มมันเข้าไป”
นางพูดพลางเก็บมันลงกระเป๋าอย่างภาคภูมิ
รุ่งเช้าฮวาเสี่ยวซีขึ้นม้า เพื่อนๆ มายืนส่ง บางคนยื่นผ้าเช็ดหน้า บางคนยื่นตะกร้าขนมบางคนยื่นมือโบก...เร็วๆ แบบอยากให้ไปไวๆ
“โชคดีนะเสี่ยวซี”
“ขอให้เ้าค้นพบตัวเองและอย่าเผาโรงเรียนไหนอีกเลย...นะ”
อาจารย์ใหญ่ยื่นห่อผ้าใบเล็ก“นี่ของจากใจข้า”
“ขอบคุณเ้าค่ะอะไรหรือ?”
“ของที่เ้าลืมไว้ตอนไฟไหม้ห้องสมุดคราวนั้น...เราเก็บไว้เผื่อวันจะได้คืน”
นางขี่ม้าออกจากประตูใหญ่หันกลับไปมองพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าจะไม่ให้ใครควบคุมชีวิตข้าอีก...ต่อไปนี้ โลกจะได้รู้จัก ฮวาเสี่ยวซี ตัวจริง!”
ด้านหลัง...
เมื่อเงาหลังม้าจางหายไปขณะที่ภาพหลังม้าเลือนหายไปในสายหมอกบรรยากาศรอบลานกว้างกลับเงียบงัน ไม่มีใครกล่าวคำอำลาอีก
หลิวหยิ่งยังยืนเหม่อมองทางเดิมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เพื่อนสนิทอีกคนจะเดินมากระซิบข้างหูเบาๆ
“ไปแล้วจริงๆสินะ...”
หลิวหยิ่งถอนหายใจยาวพร้อมยกมือปาดน้ำตาออกอย่างเงียบๆ น้ำตาที่ไม่รู้ว่าเป็ความเศร้าหรือโล่งใจกันแน่
กลุ่มนักเรียนและครูต่างมองหน้ากันเงียบๆ...หนึ่งวินาที... สองวินาที...
“เย่!!!”
เสียงปรบมือโห่ร้อง ดนตรีฉลองดังขึ้นในทันที คนเริ่มขยับตั้งโต๊ะเลี้ยง บ้างแบกหม้อไฟออกมาบ้างเปิดหม้อเพลงโบราณ
ปุ ปุ ปุปุ!!
เสียงปรบมือกลายเป็เสียงโห่ร้อง“ในที่สุด!!!”
เพื่อนร่วมชั้นทั้งหลายค่อยๆปรากฏตัวออกมาจากมุมต่างๆ ของสนาม บางคนถือพัด บางคนแบกถาดขนมบางคนโบกผ้าเช็ดหน้าอย่างร่าเริง
“เก้าปี!พวกเราอยู่กันมาได้ยังไง!”
“เ้าจำตอนที่เธอเอาน้ำหมึกไปเทใส่น้ำชาท่านรองอาจารย์ได้มั้ย?”
“จำได้สิ!แล้วตอนที่ขี่ม้าหนีออกไปจากห้องสอบฤดูใบไม้ผลิ! ข้าจะไม่ลืมเลย!”
เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นปนกับเสียงเพลงแ่เบามีใครบางคนแอบจุดพลุเล็กๆ ที่ส่งเสียงเป๊าะแป๊ะกลางอากาศ
“ข้าเตรียมขนมนี่ไว้ั้แ่หกปีที่แล้ว!”
“เก้าปีที่ข้ากลั้นใจไม่ร้องไห้ตอนเธอเอาปลาหมึกหมักไปวางใต้หมอนข้า...”
“นางคือหายนะที่มีชีวิตแต่น่ารักดีนะ... บางครั้ง... เวลาหลับอยู่”
มีคนแอบจุดพลุไฟดอกไม้ไฟกระจายบนฟ้าเป็คำว่า “ลาก่อนตัวป่วน”
หลิวหยิ่งหัวเราะพลางเอ่ยว่า
“เ้ารู้ไหมข้าคิดว่านางจะกลับมาอีกนะ”
เพื่อนตอบ“อย่าพูดแบบนั้น ข้ายังไม่ได้ทำประกันบ้านเลย...”
อาจารย์ใหญ่มองลงมาจากระเบียง
“นางมีแวว...”
“แววอะไรหรือขอรับ?”
“แววจะเป็ตำนานที่เราไม่มีวันลืม...แม้จะพยายามลืมก็เถอะ”
ตัดภาพกลับมาที่เสี่ยวซีบนหลังม้า
นางพูดเบาๆกับตัวเอง “พวกเขาต้องคิดถึงข้าแน่ ๆ...”แล้วก็หัวเราะเบาๆเหมือนจะตอบตัวเอง “ก็แน่ล่ะ ข้าทิ้งรอยไว้แทบทุกที่ ผนังหอพัก ชั้นหนังสือ ลานซ้อม...และห้องน้ำหญิง!”
กล้องค่อยๆเลื่อนขึ้นไปบนท้องฟ้า
เสียงเพลงจากหุบเขาเมฆาลอยตามลมมา...
????ส่งนางฟ้าตัวป่วนไปไกล~ ให้โลกได้ไหวหวั่นต่อไปแทนเรา~????
ป่วนแรกในป่า—แค่ช่วยคนทำไมวุ่นขนาดนี้!
'ห่างจากสำนักศึกษาไปเพียงครึ่งชั่วยาม'
เสียงกีบม้าดังแ่เบาบนเส้นทางเล็กๆที่ตัดผ่านแนวป่าริมหุบเขาฮวาเสี่ยวซีอยู่ในชุดเดินทางเรียบง่ายแต่พกความมั่นใจเต็มเปี่ยมแววตาเปล่งประกายเหมือนจะประกาศกับโลกว่า
“ข้ามาแล้ว!”
นางกำลังฮัมเพลงในลำคอด้วยความอารมณ์ดีก่อนจะสะดุดเสียงร้องเบาๆ แทรกออกมาจากพุ่มไม้
“อ๊ะ… เ้า…อย่าขโมยของข้านะ…”
เสี่ยวซีรีบควบม้าเข้าไปดูพบชายชราผู้หนึ่งนอนหอบอยู่ข้างรถเข็นที่ล้อหัก ของมากมายกระจัดกระจายตามพื้นทั้งถุงข้าว สมุนไพร ผ้าห่ม แถมมี เด็กหนุ่มหน้าตาลูกเ้าของโรงเตี๊ยมแน่ ๆกำลังจะล้วงถุงเงินจากหลังรถ!
“ข้าเห็นนะ!วางถุงนั้นลงเดี๋ยวนี้!” เสี่ยวซีะโพร้อมชักเชือกมัดมือประจำตัวออกมาจากอานม้า
หนุ่มคนนั้นหันมาจะอธิบายอะไรสักอย่างแต่ไม่ทันไร เชือกของนางก็ฟาดมัดรอบตัวเขาจนแน่นหนึบ ราวกับฝึกจากค่ายทหาร
“เ้าลักเล็กขโมยน้อยกับผู้เฒ่าใจดีแบบนี้หรือ!อับอายบ้างเถอะ!”
ชายชราอ้าปากค้างส่วนชายหนุ่มดิ้นพล่าน
“ข้าเป็หลานเขา!ข้าแค่จะช่วยเข็นรถ! ข้าช่วยตลอดทางมาแล้ว!”
เสี่ยวซีหยุดชะงัก...“หา?”
เวลาผ่านไปไม่ถึงสองเค่อ…
เสี่ยวซีนั่งหน้าจ๋อยอยู่ใต้ต้นไม้ข้างๆ หลานชายที่ยังถูกมัดไว้อย่างงดงาม และคุณตาผู้กำลังจิบชาสมุนไพรอย่างสบายใจ
“เฮ้อ...ขอโทษเ้าด้วยนะ หลานข้าเขาหน้าตาเหมือนหัวขโมยจริงๆ แหละเ้าไม่ได้ผิดเสียทีเดียวหรอก ฮ่า ๆ ๆ”
หลานชายมองหน้าคุณตาเหมือนจะร้องไห้
“ท่านตา!ข้าช่วยเข็นรถั้แ่ในเมือง!”
เสี่ยวซีรีบแก้มัด“ข้า… ข้าเข้าใจผิด แต่ข้าก็ช่วยตานะ! อย่างน้อยข้าก็ช่วยจัดของกลับใส่รถไง!”
กลับกลายเป็เื่เล่าลือ
เมื่อทั้งสามเดินทางต่อเข้าเขตหมู่บ้านใกล้ๆชาวบ้านได้ยินเื่ “หญิงสาวลึกลับผู้จับขโมยกลางป่าแล้วช่วยคนแก่”ก็พากันซุบซิบกันใหญ่
“เป็ผู้กล้าหญิงแน่ๆ!”
“ข้าเห็นนางมัดโจรแน่นยิ่งกว่าทหารหลวง!”
“ใครก็ไม่รู้…แต่ได้ข่าวว่านามว่าสาวน้อยนามว่า… ฮวาเสี่ยวซี!”