ผ่านไปครึ่งชั่วโมง
คณินเดินออกมาจากห้องทำงานอย่างทุลักทุเล พยายามอดทนกับความเจ็บที่กำลังแผ่กระจายไปทั่วลำตัวและแขนข้างซ้ายปรับสีหน้าเป็ปกติเพื่อไม่ให้นรินทร์กังวล
ผู้เป็พ่อเดินตามออกมาอย่างไม่รู้สึกรู้สาแล้วยิ้มให้นรินทร์ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้มีเื่อะไรเกิดขึ้นแล้วเอ่ยปากถามณิชาว่า “คุณแม่ไปไหนแล้วคะ”
ลูกสาวคนเล็กชี้ไปที่ห้องนอน โฆษิตจึงพึมพำสีหน้าเป็ห่วงเป็ใย“คงจะรู้สึกไม่สบายอีกแล้วละมั้ง เดี๋ยวลุงขอตัวไปดูก่อนนะ ส่วนณิชาลูกกลับหอพักที่โรงเรียนเถอะ พรุ่งนี้มีสอบไม่ใช่เหรอ”
เขาจัดแจงให้ทุกคนรีบออกจากบ้านเพื่อเป็การเตือนไม่ให้ใครหน้าไหนเข้ามายุ่งคณินจึงบอกนรินทร์ว่า “เราสองคนกลับกันเถอะ” แล้วหันไปหาณิชา“ให้คุณลุงคนขับไปส่งนะ”
น้องสาวพยักหน้ามองไปที่ห้องนอนของมารดาตาละห้อยอยากจะเข้าไปกอดสักครั้งก่อนที่จะต้องกลับเข้าโรงเรียนประจำแต่ไม่กล้าจึงได้แต่ถอนหายใจ
ครั้นคณินขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เขาก็ซบไหล่ของนรินทร์อย่างไร้เรี่ยวแรงเจ็บไปทั้งตัวจนแทบจะทนไม่ไหว
ครั้งนี้โฆษิตอารมณ์ฉุนเฉียวกว่าทุกครั้งจนเขานึกว่าจะถูกตีจนสลบคาห้องทำงานไปแล้ว
“คณิน เป็อะไร” ร่างบางเอ่ยถามคนข้าง ๆแล้วจับดูที่แขนด้านซ้ายพลันได้ยินเสียงร้องโอดโอยสายตาตกตะลึงเมื่อเห็นว่าแขนของเขาบวมช้ำ “นายไปโดนอะไรมา ทำไมเป็แบบนี้”
“...”
“คณิน บอกมานะ” น้ำเสียงร้อนรนห่วงใยปิดไม่มิดเขารีบบอกให้คนขับรถรีบพาไปส่งที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนก่อนจะมารู้ทีหลังว่านอกจากแขนแล้วสีข้างและชายโครงยังคงเป็รอยช้ำไม่ต่างกันสุดท้ายแล้วคณินต้องเข้าเฝือกแขนเพราะกระดูกหัก
ครั้นกลับมาถึงบ้านนรินทร์ร่างบางจึงเค้นถามเื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคณินจะโดนแบบนี้ทุกครั้งที่กลับบ้านใหญ่และเหตุผลที่เขาแยกออกมาอยู่ข้างนอกก็เป็เหตุผลเดียวกันกับที่โฆษิตส่งณิชาไปอยู่โรงเรียนประจำ
เหตุผลที่ว่าบ้านหลังนั้นควรจะมีเพียงโฆษิตและนิรมลสองคนแม่เลี้ยงของเขาถูกผู้ที่ชื่อว่าเป็สามีต้นแบบใช้ฟีโรโมนข่มขู่ทุกวี่วันจนไม่กล้าหืออือมีปากเสียงเหมือนเมื่อก่อน
นิรมลจึงเรียนรู้ว่าไม่ควรทำให้เขาโมโหแม้แต่นิดเดียว
“ทำไมนายไม่เคยบอกฉันเลย” นรินทร์แตะเฝือกที่แขนของเพื่อนสนิทน้ำตาคลอเบ้าเพราะสงสาร
“ถ้านายรู้ก็จะเป็แบบนี้ไง” คณินมองหน้ารับรู้ความห่วงใย“ทีนี้คงต้องรบกวนนายดูแลฉันจนกว่าจะหายแล้วล่ะ”
“อืม ได้สิ นายไม่ต้องห่วงนะ”นรินทร์รับปากเป็อย่างดีแล้วช่วยเขาขยับตัวนั่งบนโซฟา
“โอ๊ย!” คนเจ็บสีหน้าเหยเกเพราะแขนของนรินทร์ชนสีข้างที่บวมช้ำ
“อือ ขอโทษ เจ็บมากไหม” นรินทร์เลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก “ขอโทษนะ”
หลังจากวันนั้นเป็ต้นมา
คณินหยุดเรียนไปหลายวันเพื่อรักษาตัวส่วนนรินทร์ที่มีตารางเรียนติดกันทุกวันจึงรีบเรียนรีบกลับบ้าน
ระหว่างนั้นจึงห่างจากสายนทีไปด้วยเพราะอีกฝ่ายก็ลาเรียนไปหลายวันแต่ยังคงติดต่อกันผ่านข้อความไม่ขาดหรือไม่ก็โทรศัพท์คุยกันเพราะทนคิดถึงเสียงของอีกฝ่ายไม่ไหว
“พี่ไม่สบายเหรอ” นรินทร์ถามเพราะได้ยินเสียงแหบแห้งของสายนที
“อืม” เขาตอบสั้น ๆ ไม่อยากให้นรินทร์เป็ห่วง ทั้ง ๆที่เวลานี้นอนให้น้ำเกลืออยู่ในโรงพยาบาลมาได้สองสามวัน
สายนทีลังเลมาตลอดว่าจะบอกกับนรินทรอย่างไรดีว่าตอนนี้ผลตรวจเืออกมาแล้ว
“พี่ ทำไมเงียบไป...”
“อืม... ผลตรวจตอนนั้นออกมาแล้วนะ”เขาตั้งใจว่าจะบอกต่อหน้าแต่พอรู้ว่านอกจากนรินทร์กลัวเวลาฝนตกแล้วอัลฟ่ายังเป็ปัญหาอีกด้วย การบอกทางโทรศัพท์อาจจะดีกว่าเผื่อให้อีกฝ่ายได้คิดและตัดสินใจ
“ผลว่ายังไงบ้างครับ” นรินทร์ถามด้วยความอยากรู้ใจเต้นตึกตักรอฟังคำตอบจากปลายสาย
“อัลฟ่ายีนเด่นน่ะ” เขาตอบเพียงเท่านี้แล้วรอฟังสิ่งนรินทร์กำลังจะบอก
“อืม งั้นเหรอ” เสียงเรียบเฉยของนรินทร์ทำให้สายนทีรู้สึกสงสัยคิดว่าเ้าตัวจะใมากกว่านี้
“ไม่ว่านายจะตัดสินใจยังไง พี่จะทำตาม”เขาเอ่ยปากบอกในใจคิดอยู่สองทาง
“ตัดสินใจอะไร” นรินทร์ท้วงเพราะรู้ว่าคนเป็พี่คิดอะไร“อัลฟ่ายีนเด่นเหรอ ไม่เป็ไรหรอกนะเพราะว่าพี่เป็คนพิเศษไง”
ครั้นได้ยินดังนั้น สายนทีจึงยิ้มกว้างสีหน้าของคนป่วยดูดีขึ้นราวกับว่าความกังวลหลายวันที่ผ่านมาหายเป็ปลิดทิ้งจึงบอกร่างบางว่าดีขึ้นเมื่อไหร่จะนัดมาเจอให้สมกับที่คิดถึง
สองอาทิตย์ผ่านไป
อาการจากเปลี่ยนผ่านเพศรองของสายนทีได้ทุเลาลงแล้วแพทย์เ้าของไข้จึงสั่งให้รับยากลับไปกินต่อที่บ้านได้ กำชับให้หมั่นสังเกตตัวเองอยู่บ่อยๆ หากมีอะไรผิดปกติให้รีบมาที่โรงพยาบาลทันที
วันนั้น นรินทร์พาคณินไปหาหมอเพื่อติดตามอาการด้วยเช่นกันระหว่างที่นรินทร์กำลังไปรอรับยาคณินที่รออยู่ด้านนอกจึงบังเอิญพบกับสายนทีพอดิบพอดี
เขารู้แล้วว่าคนตรงหน้าคืออัลฟ่ายีนเด่นคนที่มีฟีโรโมนเหนือกว่าเขาก็รู้สึกเป็ห่วงเพื่อนสนิทขึ้นมา
“อัลฟ่ายีนเด่นงั้นเหรอ” คำถามที่เหมือนไม่ใช่คำถามถูกเอ่ยขึ้น คณินไม่อยากให้เพื่อนของเขาต้องมายุ่งเกี่ยวกับอัลฟ่ายีนเด่นแม้แต่น้อย
สายนทีพยักหน้าไม่ได้คิดอะไรมากมาย “แขนนายดีขึ้นไหม”เขาถามด้วยความเป็ห่วง แต่อีกฝ่ายกลับไม่สบอารมณ์
“นายรู้ไหมว่านรินทร์กลัวพวกอัลฟ่า” เขาเข้าประเด็นที่สงสัย“ไม่รู้สึกเหรอว่าต้องทำยังไง”
สายนทียิ้มมุมปากคิดในใจว่าโดนหาเื่เข้าแล้ว จึงตอบแบบกวน ๆ ไปว่า“ไม่เห็นต้องทำอะไร นรินทร์บอกว่าฉันเป็คนพิเศษ”
“เฮอะ”เขาแสยะยิ้มแล้วปล่อยกลิ่นฟีโรโมนอย่างรุนแรงออกมาข่มขู่คนตรงหน้า“ถึงนายจะเป็อัลฟ่ายีนเด่นแต่ถ้านายทำให้นรินทร์กลัวฉันจะทำทุกอย่างให้นายต้องเสียใจจนสำนึกผิดไม่ทัน”
“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก...”สายนทีรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากฟีโรโมนของอีกฝ่ายจนเืกำเดาไหลออกจากจมูก
สัญชาตญาณของอัลฟ่าเมื่อเจอฝ่ายตรงข้ามปะทุขึ้นสายนทีเผลอปล่อยกลิ่นฟีโรโมนของตัวเองออกมาอาการป่วยที่ยังไม่คงที่ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมมันได้
คณินเลิกคิ้วแปลกใจ “อัลฟ่ายีนเด่นกลิ่นฝน เฮอะนายนี่มีครบจบในคนเดียวเลยสินะ”
จู่ ๆ นรินทร์รีบวิ่งเข้ามาหาสายนทีเพราะเห็นเืไหลจากจมูกของเขา“พี่!!!” แต่สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวของสายนที
ขนแขนลุกตั้งตัวสั่นเทาเล็กน้อยเพราะััฟีโรโมนของสายนทีที่คละคลุ้งได้ความเครียดถาโถมเข้ามาทันใด
“นรินทร์...”สายนทีไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ากลิ่นฟีโรโมนของเขาเป็อย่างไรเพราะนี่เป็ครั้งแรก
และเขาไม่อาจควบคุมมันได้จนฟีโรโมนที่ข่มขู่อัลฟ่าตัวอื่นเมื่อครู่กลายเป็สิ่งที่กำลังบังคับโอเมก้าคนหนึ่งให้หวาดหวั่นเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าเป็ความกลัวทั้งสองอย่างในชีวิตและสิ่งเ่าั้มาจากคนที่เขารัก
“นรินทร์...” เสียงของสายนทียังคงเรียกร่างบางให้ได้สติ
“อย่ามายุ่ง”คณินผลักเขาออกไปแล้วปล่อยกลิ่นฟีโรโมนของตัวเองปลอบนรินทร์“นายไม่รู้เหรอว่ามันกำลังทำร้ายนรินทร์อยู่ ถอยไปไกล ๆ”
เขาพยายามแล้วแต่ว่านี่เป็ครั้งแรกจึงไม่อาจควบคุมฟีโรโมนได้ดังใจ“นรินทร์ พี่ขอโทษ” สายนทีพูดเพียงเท่านั้นแล้วรีบถอยห่างออกไปทันทีกลัวว่าจะทำร้ายน้องไปมากกว่านี้
คิดในใจว่า ทำไมต้องเป็อัลฟ่า ทำไมต้องเป็อัลฟ่ากลิ่นฝนด้วยแค่เป็อัลฟ่ายังไม่พอหรือไง