บทที่ 8
ขบวนเดินทางของตระกูลหลิว
“ ขบวนเดินทางของตระกูลหลิว ”
“ ตระกูลหลิวจากไหน ” จางอี้ถาม ในตอนนี้ยังแสดงท่าทีไม่ไว้วางใจคนพวกนี้
แม้ว่าจะรับเงินจากพวกมันแต่ก็ไม่รู้ที่มาที่ไปจำเป็จะต้องถามให้อย่างแน่ชัด พวกนี้เดินทางมาจากไหนแล้วพวกมันนั้นเป็ใคร
หญิงรับใช้วัยกลางคนเอ่ยขึ้น “ ตระกูลหลิวจากเมืองหลวง ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจางอี้ก็พยักหน้า “ ที่แท้ก็เป็ตระกูลใหญ่จากเมืองหลวง ตระกูลหลิวจากเมืองหลวงมีอำนาจภายในราชสำนัก ”
“ แถมยังถือว่าเป็ตระกูลขุนนางใหญ่เหตุใดเดินทางมาที่ห่างไกลแบบนี้และก็มีพวกผู้คุ้มกันเพียงแค่นี้กัน ”
“ ด้วยอำนาจของตระกูลหลิวก็จะหาผู้คุ้มกันที่มีฝีมือมากกว่านี้น่าจะเป็ไปได้ ” จางอี้ไม่ใช่คนโง่
ก่อนหน้านี้ที่เป็ขอทานเดินทางไปกับเหล่ากุ้ยยมากมายภายในดินแดนแห่งนี้ แล้วก็ภายในดินแดนอื่นเพราะแบบนั้นการเดินทางไปหลายเมืองต่อหลายเมือง
ทำให้ตนเองมีข้อมูลมากมาย จึงรู้ว่าตระกูลหลิวจากเมืองหลวงของอาณาจักรเปลวเพลิงแห่งนี้เป็ตระกูลใหญ่
ถ้ามองถึงว่าเป็ตระกูลใหญ่เพียงใดพวกมันเองก็เป็ตระกูลที่มีอำนาจภายในราชสำนัก ตระกูลนี้ไม่เพียงแค่มีความมั่งคั่งแถมยังมีกำลังมากมาย
แต่ทำไมขบวนเดินทางของตระกูลหลิวถึงเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผู้คุ้มกันที่ไม่ได้มีฝีมือ
คนพวกนี้โดนสังหารตายอย่างง่ายดายพวกมันไม่ได้เป็ผู้คุ้มกันที่มีฝีมือของตระกูลหลิว
เื่นี้มีข้อสงสัยอยู่มากมายยิ่งรู้ข้อสงสัยพวกนี้จางอี้ยิ่งขยับตัวถอยหลังมารักษาระยะห่างมากขึ้น
หญิงรับใช้วัยกลางคนผู้นั้นเริ่มอธิบาย “ อันที่จริงแล้วการเดินทางในครั้งนี้เป็ความประสงค์ของคุณหนู ”
“ ภายในตระกูลนั้นผู้คนมากมายไม่รู้การเดินทางในครั้งนี้ ”
“ เพราะแบบนั้นไม่อยากให้ผู้คนภายนอกล่วงรู้ด้วยเช่นเดียวกัน จึงได้แต่ทำการหยิบยืมกำลังและก็จ้างวานพวกผู้คุ้มกันที่ไม่ได้โดดเด่นมากนัก ”
“ ก่อนหน้านี้ก่อนที่จะเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ก็มีพวกคนที่ดักโจมตีอยู่หลายคน ”
“ คนที่พอมีฝีมือก็สละชีวิตไปแล้วจากการต่อสู้ในการเดินทางก่อนหน้านี้ ”
“ เพราะแบบนั้นพอที่จะเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ก็เป็อย่างที่เห็นเหลือผู้คุ้มกันที่ไม่ได้มีฝีมือมากนัก ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ก็พอจะเข้าใจอยู่ สำหรับพวกที่ทำการเคลื่อนไหวอย่างลับๆ แน่นอนว่าจุดประสงค์ของพวกเขาคงจะไม่อยากให้ผู้คนนั้นรู้การเคลื่อนไหว
ในครั้งนี้ถ้าเกิดว่ามีผู้คุ้มกันมากมายติดตามผู้คนส่วนใหญ่เองก็คงจะล่วงรู้ถึงคนที่มีฐานะสูงส่งภายในขบวนการเดินทาง
และก็จะเป็เป้าสายตามากขึ้นคนพวกนี้เลยเลือกจ้างผู้คุ้มกันที่ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นเพื่อหวังจะอำพรางและปิดบังการเดินทาง
จางอี้ยืนกอดอกยังพอมองไปที่หญิงรับใช้ผู้นั้น “ แล้วเงินค่าจ้างอีกครึ่งหนึ่งที่บอกว่าจะให้ก่อนหน้านี้ ”
หญิงรับใช้ผู้นั้นส่งถุงเงินอีกถุงนึงให้กับผู้คุ้มกันข้างกาย คุ้มกันผู้นั้นรีบรับมันแล้วก็เดินมาส่งให้กับจางอี้อย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ได้รับมันแล้วก็ลองมองดูด้านในเป็เงินอีกจำนวนหนึ่งที่เป็ค่าจ้างที่เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้
เห็นเงินแน่นอนว่าจางอี้นั้นยิ่งพึงพอใจพยักหน้าตอบรับ “ พวกตระกูลใหญ่นี่มั่งคั่งจริงๆ ”
“ ให้เงินค่ามากมายขนาดนี้ ”
“ เอาล่ะถ้าแบบนั้นทุกอย่างก็เสร็จสิ้นข้าก็ต้องเดินทางต่อแล้ว ” จางอี้กลมร่างกายของตนเองลงนำเอาห่อผ้าที่เก็บพวกสมบัติของพวกคนเหล่านี้เอาไว้ยกขึ้นมาบนหลัง เตรียมตัวที่จะเดินทางต่อ
แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวเท้าจากไปเสียงของหญิงวัยกลางคนที่เป็ข้ารับใช้ผู้นั้นเอ่ยถาม “ ขอถามผู้มีฝีมือท่านจะเดินทางไปที่ใดอย่างนั้นหรือ ”
จางอี้ที่กำลังจะก้าวเท้าชะงักลงหันมาแล้วก็กล่าว “ ข้าได้ยินว่าถ้าเดินทางไปที่ใจกลางของอาณาจักรทั้ง 5 จะมีสำนักกระบี่์อยู่จะเดินทางไปที่สถานที่แห่งนั้น ”
หลังจากที่ทำการศึกษาตำราที่เหล่ากุ้ยทิ้งเอาไว้ให้ ในนั้นมันเขียนเอาไว้ว่าถ้าเกิดว่าอยากจะพัฒนาให้การบ่มเพาะนั้นก้าวหน้าควรจะเข้าร่วมกับสำนักกระบี่์
สำนักกระบี่์กล่าวว่าเป็สำนักขนาดใหญ่ภายในดินแดนเบื้องล่างแห่งนี้ ภายในดินแดนเบื้องล่างแบ่งเป็ 5 อาณาจักรที่ปกครองโดย 5 ราชวงศ์
แน่นอนว่าราชวงศ์ต่างๆภายในอาณาจักรต่างๆล้วนแล้วมีสำนักภายในอาณาจักรของตน สำนักขนาดใหญ่พวกนั้นล้วนแล้วเป็สำนักที่มีอำนาจ
แต่ถ้ากล่าวว่าจะกล่าวถึงสำนักอันดับหนึ่งภายในโลกเบื้องล่างก็คงจะหนีไม่พ้นสำนักกระบี่์
สำนักกระบี่์ผู้คนมากมายยกย่องว่าเป็สำนักอันดับหนึ่งของดินแดนโลกเบื้องล่างแห่งนี้ โดยสำนักไม่ขึ้นตรงกับราชวงศ์ใดมีฐานะสูงส่ง
ตำแหน่งที่ตั้งของสำนักก็จะตั้งอยู่ใจกลางของดินแดนทั้ง 5 ของโลกเบื้องล่างแห่ง ที่สำนักกระบี่์ถูกเรียกว่าเป็สำนักที่แข็งแกร่งที่สุด
มันเองก็คงจะหนีไม่พ้นการบ่มเพาะเหล่าผู้ฝึกฝนจนสำเร็จและขึ้นไปสู่โลกเบื้องบน สำนักกระบี่์ถือว่าเป็สำนักที่มีผู้ฝึกฝนในสำนักขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนได้เยอะที่สุด
เพราะแบบนั้นมันเลยกลายเป็สถานที่ที่ผู้ฝึกตนมากมายต่างพากันเดินทางไปที่สถานที่แห่งนั้น เพื่อที่จะบรรลุสู่วิถีบ่มเพาะและขึ้นสู่โลกเบื้องบน
“ ในเมื่อผู้มีฝีมือจะเดินทางไปที่สำนักกระบี่์ ”
“ ถ้าเช่นนั้นรบกวนท่านเดินทางไปกับพวกเราได้หรือไม่ ”
“ พวกเราจะเดินทางไปทางเดียวกันแต่ว่าจะถึงก่อนสำนักกระบี่์ประมาณ 3 วัน ”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นจางอี้พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ จะหาผู้คุ้มกันสินะ.. ”
“ ไม่ขอปิดบังพวกเรา้าหาผู้คุ้มกันจริงๆ ในตอนนี้ผู้คุ้มกันของขบวนรถม้านี้เหลืออยู่เพียงแค่นี้การเดินทางไปด้วยตนเองนั้นเป็เื่ที่อันตราย ”
“ พวกเราทั้งสองเดินทางไปทางเดียวกันไม่ขอปฏิเสธว่าอยากให้ท่านร่วมทางไปด้วยแน่นอนพวกเรานั้นมีค่าจ้างอีกส่วนหนึ่งให้กับท่านด้วยการคุ้มกันครั้งนี้ ” หญิงวัยกลางคนที่เป็สาวรับใช้เอ่ยขึ้น
จางอี้ครุ่นคิดในใจ ‘ จะเอายังไงดี มองดูนี่มันเื่วุ่นวายชัดๆถ้าเดินทางไปกับพวกนี้ไม่รู้ว่าพวกมือสังหารพวกนั้นจะเข้ามาโจมตีหรือเปล่า ’
‘ ตระกูลใหญ่มีศัตรูมากมายแถมไม่รู้ว่าการโจมตีครั้งหน้าจะหนักหนากว่านี้หรือไม่ ’
การเดินทางไปกับพวกนี้จากที่รู้สึกว่าไม่ต่างจากการเดินทางโดยที่มีดาบประชิดคอเอาไว้ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะโดนโจมตีเมื่อไหร่
จางอี้กำลังขบคิดอยู่ในใจพร้อมกับมองและประเมินสถานการณ์ในตอนนี้จริงๆถ้าเกิดว่ารับงานนี้ก็คงจะได้เงินจำนวนมาก
“ ข้าเองก็ขอร้องท่านด้วย ” เสียงอันไพเราะดังแว่วมาจากด้านในรถม้าพร้อมกับร่างของสตรีผู้หนึ่งที่ก้าวลงมา
สตรีวัยแรกรุ่นนางน่าจะมีอายุราวสิบแปด โฉมสะคราญผู้นี้ยามก้าวเท้าลงมาจากรถม้าสวมใส่อาภรณ์สีขาวลวดลายงดงาม ผิวกายขาวดุจหยกขาว ผมสีดำขลับงดงาม ดวงตากลมโตริมฝีปากแดงน่าหลงไหล ใบหน้านั้นงดงามหาผู้เปรียบแต่กลับมีแววตาที่แฝงเร้นความคิดบ่งบอกถึงผู้มีสติปัญญา
หญิงวัยแรกรุ่นที่ก้าวลงมาจากรถมาผู้นี้จะกล่าวว่าเป็โฉมงามที่สามารถงามล่มเมืองได้เลยก็ไม่ผิด
จางอี้ก็เคยพบเห็นหญิงสาวมามากมายตามท้องถนนแต่ไม่มีผู้ใดเทียบนางผู้นี้ได้เลย จึงรู้ได้ในทันทีกลิ่นของความสูงศักดิ์ที่มาจากสตรีผู้นี้นี่คงจะเป็คุณหนูหลิวจากตระกูลหลิวของเมืองหลวง อีกฝ่ายลงมาขอร้องจางอี้ด้วยตนเอง
จบบท