.......ในโลกแห่งการต่อสู้ หากไม่นับลมปราณอันแข็งแกร่งแล้ว ‘อาวุธ’ ย่อมถือเป็คู่หูคู่กายของเหล่าจอมยุทธ์อยู่เสมอ ยอดฝีมือมากมายสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้ด้วยอาวุธวิเศษ ไม่ว่าจะเป็กระบี่ ดาบ หอก ทวน ง้าว โซ่ ไม้เท้า ขวาน หรือมีดสั้น
อาวุธวิเศษเหล่านี้ถูกแบ่งระดับความแข็งแกร่งออกเป็ 7 ขั้น ได้แก่ ระดับธรรมดา > ระดับกลาง > ระดับสูง > ระดับสมบูรณ์แบบ > ระดับาา > ระดับ์ > ระดับเหนือสรรพสิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนมากมายจึงเสาะหาอาวุธที่ทรงพลังมา จนก่อให้เกิดศึกแย่งชิงนองเืมาั้แ่ยุคโบราณ...
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปสองพันห้าร้อยปี การแย่งชิงเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากอาวุธวิเศษมากมายถูกทำลายและสูญหายไปตามกาลเวลาจากการต่อสู้อันรุนแรง คงเหลือเพียงอาวุธวิเศษบางชิ้นที่ตกทอดอยู่กับเหล่าสืบทอดเชื้อสายโบราณเท่านั้น
นอกจากนี้ แผ่นดินยังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดินแดนถูกแบ่งออกเป็ 3 อาณาจักร และ 1 เมืองศักดิ์สิทธิ์โบราณที่ตั้งคั่นอยู่ตรงกลาง ทั้งสามอาณาจักรมีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่
อาณาจักรนภา์: ดินแดนที่ใหญ่ที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็ูเาและเทือกเขาสลับซับซ้อน
อาณาจักรประกายวารี: ดินแดนแห่งหมู่เกาะน้อยใหญ่นับร้อยเกาะ
อาณาจักรอัคคีเหมันต์: ดินแดนสุดขั้ว ตอนล่างเป็เทือกเขาูเาไฟ ส่วนตอนบนเป็เทือกเขาหิมะอันเหน็บหนาว
ส่วน เมืองศักดิ์สิทธิ์โบราณ นั้นดำรงอยู่มาั้แ่มนุษยชาติเริ่มก่อตั้ง แผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และแข็งแกร่งอันเป็ปริศนาออกมาตลอดเวลา
ในบรรดาสามดินแดน อาณาจักรนภา์จัดเป็อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุด เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมและปราณธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบล้านคน ปกครองโดยหนึ่งราชวงศ์ มีเมืองใหญ่ประจำทิศทั้งสี่ และมีสำนักยุทธ์หลักอีก 5 สำนัก คอยฝึกสอนศิษย์มากมาย ได้แก่
สำนักกระบี่ะ – เน้นวิชากระบี่
สำนักดาบหยกศิลา – เน้นวิชาดาบ
สำนักหอกเมฆา – เน้นวิชาหอกและง้าว
สำนักทมิฬลี้ลับ – เน้นใช้อาวุธลับ โซ่ และแส้
สำนักใจพิสุทธิ์ – เน้นวิชาไม้เท้า
ทั้งห้าสำนักต่างแข่งขันและผลัดกันรุ่งเรืองมาโดยตลอด ทว่าเมื่อสามสิบปีก่อน สำนักกระบี่ะได้ให้กำเนิดอัจฉริยะด้านกระบี่ในรอบสามร้อยปีขึ้นมา ศิษย์ผู้นี้มีความสามารถสูงส่ง เพียงอ่านเนื้อหาวิชากระบี่แค่ครั้งเดียวก็เข้าใจได้ถ่องแท้ เขาสามารถเอาชนะทั้งสี่สำนักในการประลองศึกเบญจยุทธ์ จนได้รับการยกย่องเป็มือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งยุค
ทว่าเมื่อสิบปีก่อน ศิษย์อัจฉริยะผู้นี้กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย การขาดหายไปของเขาทำให้สำนักกระบี่ะตกต่ำลงจนร่วงไปอยู่อันดับสาม พ่ายแพ้ให้แก่สำนักดาบหยกศิลาและสำนักทมิฬลี้ลับ จนแทบจะสูญเสียอำนาจในอาณาจักรไป...
ณ ป่าทางใต้ของอาณาจักรนภา์
ชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบปีและเด็กน้อยวัยแปดขวบกำลังเดินหาสมุนไพรด้วยกัน ทันใดนั้น เด็กน้อยก็หันไปหากระซิบเสียงเบา
“ท่านพ่อ... ข้าหิวข้าวแล้วขอรับ”
พูดไม่ทันขาดคำ เสียงท้องก็ร้องประจานออกมาดัง จ๊อก!
ผู้เป็พ่อก้มลงมองลูกชายด้วยสายตาอ่อนโยน เขายิ้มบางๆ พลางสั่นหัวอย่างเอ็นดู
“เ้าเด็กคนนี้นี่น้า ก่อนออกจากบ้านก็เพิ่งกินไปแท้ๆ ตอนนี้หิวอีกแล้วหรือ... เอาเถอะ ไปหาถ้ำพักกันก่อน เดี๋ยวพ่อจะออกไปหาอะไรมาให้กิน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กน้อยก็ดีใจจนะโโลดเต้น วิ่งนำหน้าพลางดึงแขนผู้เป็พ่อไปหาถ้ำทันที ไม่นานนัก ทั้งสองก็พบถ้ำขนาดเล็กที่พออาศัยอยู่ได้สองสามคน จึงช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่
“ฟงเอ๋อ เ้ารอพ่ออยู่ที่นี่อย่าออกไปไหนเด็ดขาด เดี๋ยวพ่อจะกลับมาพร้อมอาหาร” ผู้เป็พ่อเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ขอรับท่านพ่อ” เด็กน้อยพยักหน้ารับคำ ผู้เป็พ่อจึงหมุนตัวเดินออกจากปากถ้ำไป
เด็กน้อยนั่งรออยู่นานจนเริ่มเบื่อ จึงเดินออกมานอกถ้ำเพื่อยืดเส้นยืดสาย แต่พอเดินไปได้สักพัก เสียงบางอย่างจากผืนป่าลึกก็ลอยมาตามลม
หืม! เสียงอะไรกัน? เหมือนคนกำลังต่อสู้กันเลย... ข้าจะไปดูดีหรือเปล่านะ?
เด็กน้อยลังเลใจ สายตามองสลับระหว่างทางไปกับปากถ้ำ แต่สุดท้าย ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กวัยแปดขวบก็เป็ฝ่ายชนะ
“ข้าตัดสินใจแล้ว! ข้าจะไปแอบดูแป๊บเดียวเท่านั้น แล้วจะรีบกลับมา!”
คิดได้ดังนั้น เด็กน้อยนาม ‘ฉิวฟง’ ก็รีบซิ่งเท้าวิ่งตรงไปตามเสียงทันที!
ยิ่งเข้าใกล้ เสียงการปะทะก็ยิ่งดังสนั่น เมื่อฉิวฟงแหวกพุ่มไม้ไปถึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาเขาตาค้าง!
ชายวัยกลางคนสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ลมปราณอันมหาศาลที่ทะลักออกมาทำลายต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อยเมตรจนกลายเป็ลานโล่งในพริบตา!
ชายชุดขาวถือกระบี่ใสกระจ่าง กำลังฟาดฟันอยู่กับชายชุดแดงที่ถือโซ่สีแดงฉาน ทั้งคู่ต้านรับและรุกไล่กันอย่างดุเดือด
ชิ้ง! เปรี้ยง!
ทันใดนั้น ชายชุดขาวก็คำรามเสียงเ็า “กระบี่ใจกระจ่าง!”
ลมปราณสีใสราวกับกระจกทะลักออกจากร่าง ไหลเอ่อเข้าสู่ตัวกระบี่ราวกับคลื่นแม่น้ำ ก่อนจะซัดพุ่งออกจากปลายคมกระบี่ตรงเข้าหาชายชุดแดง!
ชายชุดแดงตาเบิกกว้างด้วยความใ แต่สัญชาตญาณยังตอบสนองได้ทันควัน “โซ่ทมิฬกำบังกาย!”
ลมปราณสีแดงฉานไหลเข้าสู่โซ่เหล็ก มันตอบรับด้วยการหมุนพันรอบร่างของชายชุดแดงจนเหลือเพียงส่วนหัว ทันเวลาที่ปราณกระบี่ทะลวงเข้ามาพอดี!
ปั้ง!!
อ๊อก!
เสียงร้องด้วยความเ็ปดังลอยออกมา ร่างของชายชุดแดงกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตร แม้จะยันกายลุกขึ้นมากระอักเืได้ แต่สายตาที่มองชายชุดขาวก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เ้าเป็ใคร? เหตุใดจึงลอบติดตามข้ามา? ตอบมา!” ชายชุดขาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสายตาเ็า
ชายชุดแดงเค้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆ! ท่านประมุขหลง วรยุทธ์ของท่านน่านับถือจากใจจริง ข้าไม่ใช่คู่มือของท่านเลย... แต่ที่ข้าตามมา เพราะมีคน้าให้ท่านหายไปจากโลกใบนี้ยังไงล่ะ! ส่วนจะเป็ใครนั้น ข้าไม่อาจบอกได้!”
ชายชุดขาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง “ใครบางคนงั้นรึ? คงจะรู้จักข้าไม่น้อยสินะ... หึ! แต่วันนี้ไม่ว่าเ้าจะมาจากไหน บังอาจลอบสังหารข้า เ้าก็ต้องตายอยู่ดี!”
สิ้นคำ บรรยากาศรอบกายชายชุดขาวก็แปรเปลี่ยนเป็โเี้ ลมปราณแหลมคมขยายทะลักจนเสื้อผ้าสีขาวพัดโบกสะบัดอย่างรุนแรง ชายชุดแดงหน้าเสีย รีบะโขู่
“ท่านประมุขหลง! ท่านจะฆ่าข้าไม่ได้! หากข้าตาย เื้ัของข้าต้องตามล่าท่านแน่!”
ชายชุดขาวแสยะยิ้มเย็น “งั้นรึ? คนตายไม่มีสิทธิ์พูดต่อหน้าข้า!”
เขายกกระบี่ขึ้นชี้ไปข้างหน้า ก่อนจะปล่อยมือออกอย่างน่าอัศจรรย์! กระบี่ไม่ตกพื้น แต่กลับลอยค้างอยู่กลางอากาศ ชายชุดขาวใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางตั้งขึ้นชี้ฟ้า พร้อมกล่าวคำเบาๆ
“กระบี่ที่เจ็ด... ประกาศิต์!”
ครืนนน!
ลมปราณสีใสเอ่อล้นออกจากร่างเข้าไปห่อหุ้มตัวกระบี่ มันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงก่อนจะ ‘แยกออกเป็เจ็ดเล่ม’ ลอยเรียงรายหันปลายคมเข้าหาชายชุดแดง!
“นั่นมัน... เ้าบรรลุวิชาขั้นธรรมชาติแล้วหรือ?! ไม่จริง! ข้าไม่เชื่อ!” ชายชุดแดงตะกุกตะกัก ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “ข้อมูลบอกว่าเ้ายังไม่บรรลุขั้นนี้ไม่ใช่หรือไง! ไอ้บ้านั่นมันหลอกข้า! บัดซบเอ๊ย!”
ชายชุดแดงจ้องมองด้วยความเคียดแค้น กำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง แต่ชายชุดขาวกลับเอ่ยคำสุดท้ายออกมาสั้นๆ
“ทำลาย”
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
กระบี่ใสทั้งเจ็ดพุ่งผ่านอากาศดุจสายฟ้า พุ่งแทงเข้าใส่จุดสำคัญบนร่างของชายชุดแดงพร้อมกัน!
“อ๊ากกกกก!”
เสียงร้องสุดท้ายดับลงพร้อมกับร่างที่ไร้ิญญา ความเงียบสงบกลับคืนสู่อีกครั้ง ชายชุดขาวสะบัดมือเบาๆ “กลับมา”
กระบี่ทั้งเจ็ดถอนออกจากศพ รวมตัวกลับเป็กระบี่เล่มเดิมแล้วลอยเข้าฝักอย่างหมดจด ชายชุดขาวเดินเข้าไปมองศพด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะมองโซ่สีแดงด้วยความหยามเหยียด
“กะอีแค่ของกระจอก ยังกล้าเอามาใช้กับข้า... หึ”
ทว่าในตอนที่กำลังจะทำลายศพ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นจี้หยกสีแดงสดที่เอวของศพ จึงก้มลงกระชากมาดู
จี้หยกทรงห้าเหลี่ยมมีรูปหัวกะโหลกถูกดาบเสียบอยู่ตรงกลาง เมื่อพลิกดูด้านหลัง ก็พบอักษรสองคำประทับไว้... ‘สังหาร’
ชายชุดขาวกำจี้หยกแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน จิตสังหารขุมใหญ่แผ่ทะลักออกมาอย่างกดดัน!
“หอสังหารยุทธ์นี่เอง... อีกไม่นาน ข้า ‘หลี่หลงเทียน’ จะไปเยี่ยมพวกเ้าแน่! ข้าต้องสืบให้ได้ว่าไอ้บ้าตัวไหนมันกล้าจ้างพวกเ้ามา!”
พรึ่บ!
ในตอนนั้นเอง หลี่หลงเทียนก็เอะใจ เขาสะบัดหน้าหันไปทางพุ่มไม้ที่ห่างออกไปสองร้อยเมตรทันที!
“ผู้ใดแอบอยู่ตรงนั้น!”
สิ้นเสียง ร่างของหลี่หลงเทียนก็หายวับไป พร้อมๆ กับร่างของชายชุดแดงและอาวุธที่สลายกลายเป็ควันหายไปในพริบตา!
หลังพุ่มไม้ห่างออกไปสองร้อยเมตร...
ฉิวฟงที่แอบซ่อนอยู่รู้สึกได้ถึงจิตสังหารอันน่ากลัว เขาขนลุกซู่และสั่นสะท้านไปทั้งตัว ทว่าความกลัวนั้นกลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ก่อนจะมีพลังบางอย่างภายในร่างช่วยสกัดกั้นจิตสังหารนั้นไว้จนเขากลับมาเป็ปกติ
สิ่งนี้คืออะไรกัน? เหตุใดจึงน่ากลัวเช่นนี้... แล้วทำไมข้าถึงหายกลัวได้รวดเร็วนัก?
ขณะที่เด็กน้อยกำลังสับสน สายลมสายหนึ่งก็พัดผ่านหน้าพุ่มไม้ พร้อมเสียงเ็าที่ดังขึ้นชิดใบหู!
“ผู้ใดซ่อนอยู่ จงออกมา... ไม่งั้นตาย!”
สะดุ้ง!
ฉิวฟงรีบก้าวออกจากพุ่มไม้ทันที เบื้องหน้าของเขาคือชายชุดขาวที่ยืนทำหน้านิ่งดุจกระบี่ไร้จิตใจ เด็กน้อยประสานมือคารวะด้วยมือที่สั่นเทา
“ทะะ... ท่านาุโขอรับ ผู้น้อยไม่ได้ตั้งใจแอบดูนะขอรับ! ผู้น้อยได้ยินเสียงเลยเดินตามมาดู หากทำให้ท่านไม่พอใจ ผู้น้อยขออภัยด้วยขอรับ!”
หลี่หลงเทียนนิ่งเงียบ เขาส่งสายลมปราณสายหนึ่งเข้าไปตรวจสอบร่างกายของเด็กน้อย ทว่าเมื่อสำรวจเสร็จสิ้น ดวงตาของประมุขหนุ่มกลับส่องประกายตกตะลึง!
เด็กน้อยตรงหน้ามีใบหน้าคมคาย คิ้วตรงดั่งคมกระบี่ ดวงตาใสกระจ่างดุจพญาอินทรีจ้องมองเหยื่อ แม้จะไม่ได้หล่อเหลาลดเลี้ยว แต่โครงหน้ากลับดูโดดเด่นอย่างน่าประหลาด
เด็กคนนี้... มีจิตใจและโครงสร้างที่เหมาะแก่การฝึกกระบี่อย่างยิ่ง! หากได้จับกระบี่ จักต้องกลายเป็มือกระบี่ที่ยิ่งใหญ่แน่!
ความคิดนั้นทำให้ความเ็าบนใบหน้าของหลี่หลงเทียนลดลง เขาเอ่ยถามเสียงนุ่มขึ้น
“เมื่อกี้นี้... เ้าเห็นอะไรบ้าง?”
“ผู้น้อยเห็นท่านใช้วิชากระบี่อันงดงามและงดงามมากขอรับ! อานุภาพรุนแรง แม่นยำ จนสยบชายชุดแดงได้!” ฉิวฟงตอบด้วยความตื่นเต้น
หลี่หลงเทียนยิ้มอย่างพอใจ “เ้าอยากเรียนวรยุทธ์หรือไม่ เ้าหนุ่มน้อย?”
“อยากเรียนขอรับ! ผู้น้อยอยากเป็มือกระบี่ที่เก่งกาจเหมือนท่านาุโ!” ฉิวฟงตอบทันควัน ดวงตาส่องประกายวาววับ
“เ้าอายุกี่ขวบ? แล้วมาทำอะไรในป่าแห่งนี้?”
“ผู้น้อยมาจากหมู่บ้านใกล้ป่าหยกดำแห่งนี้ขอรับ มาเก็บสมุนไพรกับท่านพ่อ ปีนี้ผู้น้อยอายุแปดขวบขอรับ”
หลี่หลงเทียนนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบตำราปกสีน้ำเงินเล่มหนึ่งออกมา
“อาจเป็โชคชะตาที่ทำให้เราได้พบกัน... ตำราเล่มนี้คือวิชากระบี่ที่ข้าเรียนรู้มาั้แ่เด็ก ซึ่งปู่ของข้าได้มอบไว้ให้ ข้าเก็บรักษาไว้เพื่อตามหาผู้สืบทอดที่คู่ควร... และเ้าก็คือคนผู้นั้น”
เขายื่นตำราให้เด็กน้อย “วิชานี้มีชื่อว่า ‘กระบี่เจ็ดประกาศิต’ มีทั้งหมดเจ็ดกระบวนท่า ท่าสุดท้ายคือท่าที่ข้าเพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ จงรับไป และหมั่นฝึกปรือให้ชำนาญ... หากมีโชคชะตา เราคงได้พบกันอีก”
ฉิวฟงยื่นมือสองข้างไปรับตำราด้วยความตื่นตัน “ผู้น้อย ‘ฉิวฟง’ ขอสัญญาว่าจะฝึกฝนเป็มือกระบี่ที่เก่งกาจให้ได้ขอรับ! ขอบพระคุณท่านาุโ!”
หลี่หลงเทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าจะรอวันนั้น... และรับสิ่งนี้ไว้ หาก้าพบข้า จงนำมันไปหาข้าที่นี่”
สะบัดมืออีกครั้ง ร่างของหลี่หลงเทียนก็สลายหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงวัตถุชิ้นหนึ่งในมือของฉิวฟง
มันคือป้ายหยกยาวสีขาว ตรงกลางแกะสลักรูปหัวัทองกำลังคำรามอย่างทรงอำนาจ สลักอักษรคำว่า ‘หลงเทียน’ ส่วนด้านหลังสลักคำว่า ‘อาญาสิทธิ์’
ฉิวฟงพิจารณาป้ายในมือด้วยความงุนงง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขารีบซุกตำราและป้ายไว้ในอกเสื้อ แล้วสับเท้าวิ่งกลับไปยังถ้ำเพื่อรอผู้เป็พ่อทันที
ไม่นานนัก ผู้เป็พ่อก็แบกกวางตัวใหญ่กลับมาถึงถ้ำ ทั้งสองจัดแจงย่างเนื้อกินกันจนอิ่มหนำ
ในระหว่างที่นั่งพักย่อยอาหาร ผู้เป็พ่อก็สังเกตเห็นท่าทางของลูกชายที่ดูแปลกไป ฉิวฟงนั่งยิ้มแฉ่ง สายตามองออกไปไกลคล้ายกำลังจินตนาการถึงบางอย่าง
หากข้าฝึกวิชากระบี่ของท่านาุโจนชำนาญ ข้าต้องเก่งกาจแบบท่านแน่ๆ ฮิฮิ!
“ฟงเอ๋อ... ตอนที่พ่อออกไป เ้าไม่ได้แอบออกจากถ้ำใช่หรือไม่?” ผู้เป็พ่อเอ่ยถามขึ้นมาทันที
ฉิวฟงสะดุ้งโหยง รีบปรับสีหน้า “ทะะ... ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ไปไหนเลยนะขอรับ! นั่งรอท่านอยู่ในถ้ำตลอดเลย!”
ผู้เป็พ่อนิ่งมองลูกชาย พยักหน้ารับรู้แต่สายตายังเต็มไปด้วยความสงสัย “ปีนี้เ้าก็อายุแปดขวบแล้ว... อยากฝึกวรยุทธ์บ้างหรือไม่?”
ดวงตาของฉิวฟงส่องประกายวาววับทันที “ท่านพ่ออยากให้ข้าฝึกจริงหรือขอรับ? ข้าอยากเรียนวรยุทธ์ขอรับ!”
“ทำไมถึงอยากเรียนล่ะ?”
ฉิวฟงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าอยากเป็จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งขอรับ... จะได้ปกป้องท่านพ่อกับท่านแม่ได้!”
คำตอบนั้นทำเอาผู้เป็พ่ออึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ
“หากเ้าอยากเรียนจริงๆ พ่อสอนให้ได้ แต่การฝึกยุทธ์ห้ามเกียจคร้านเด็ดขาด หากอยากแข็งแกร่งกว่าผู้อื่น เ้าต้องพยายามมากกว่าเขาเป็สิบเท่า และที่สำคัญที่สุด... จอมยุทธ์ที่แท้จริงต้องไม่ประมาท การตัดสินใจต้องเฉียบขาด ห้ามลังเลหรือใจอ่อนเด็ดขาด มิเช่นนั้นเ้าจะพาตัวเองไปสู่ความตาย... เข้าใจหรือไม่ ฟงเอ๋อ?”
“ข้าเข้าใจขอรับท่านพ่อ!” ฉิวฟงตอบเสียงหนักแน่น “ข้าสัญญาว่าจะขยันฝึกฝน ไม่เกียจคร้านแน่นอน!”
“ดี! แล้วเ้าอยากเรียนวรยุทธ์แขนงใดล่ะ?”
“กระบี่ขอรับ!” ฉิวฟงตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
ผู้เป็พ่อชะงักไปเล็กน้อย “เหตุใดจึงเป็กระบี่?”
“ข้าคิดว่าข้าเหมาะกับกระบี่ขอรับ”
ผู้เป็พ่อพยักหน้าช้าๆ “เส้นทางแห่งกระบี่นั้นฝึกยากกว่าอาวุธอื่นมากนัก ผู้ฝึกต้องมีจิตใจเที่ยงตรงดั่งตัวกระบี่ มีไหวพริบเฉียบคมดั่งคมกระบี่ และต้องตัดสินใจเด็ดขาดดั่งปลายกระบี่ที่พร้อมทำลายทุกสิ่ง!”
ขณะที่กล่าวประโยคสุดท้าย บรรยากาศรอบกายของผู้เป็พ่อก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! ลมปราณสายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างอย่างไม่ตั้งใจ มันคมกล้าและกดดันจนฉิวฟงถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว!
เมื่อเห็นลูกชายสั่นกลัว ผู้เป็พ่อก็ใ รีบสลายลมปราณแล้วคว้าตัวลูกมาโอบกอดไว้ด้วยความรู้สึกผิด
“ฟงเอ๋อ! พ่อขอโทษ... เมื่อครู่พ่อเผลอปล่อยปราณออกมา ไม่เป็ไรแล้วนะลูก”
ฉิวฟงยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยถาม “ข้าไม่เป็ไรขอรับท่านพ่อ... แต่ว่า ท่านพ่อก็ฝึกวิชากระบี่ด้วยหรือขอรับ?”
ผู้เป็พ่อถอนหายใจอย่างจนใจ “ใช่แล้ว... พ่อเคยฝึกกระบี่มาก่อน แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เป็เพียงจอมยุทธ์ธรรมดาทั่วไปเท่านั้นแหละ”
ทว่าในตอนที่กำลังถอนมือออก มือของผู้เป็พ่อกลับไปชนเข้ากับวัตถุแข็งๆ สองชิ้นในอกเสื้อของลูกชาย!
เขาสะดุ้ง รีบถอยออกมามองลูกชายด้วยสายตาจริงจังเข้มงวด
“ฟงเอ๋อ! เ้าไปไหนมากันแน่?! อย่ามีความลับกับพ่อ บอกมาให้หมด!”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของพ่อ ฉิวฟงก็หน้าเสีย ได้แต่สารภาพออกมา “ทะะ... ท่านพ่อขอรับ คือว่า... ลูกได้ยินเสียงคนสู้กัน เลยแอบไปดูมาแป๊บเดียวขอรับ”
“แล้วของในเสื้อคืออะไร เอาออกมาให้พ่อดู เร็ว!”
ฉิวฟงค่อยๆ ยื่นมือซุกเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบวัตถุสองชิ้นออกมาส่งให้ผู้เป็พ่อ
ทันทีที่เห็นของสองสิ่งนั้น ผู้เป็พ่อก็ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด! มือของเขาสั่นระริกขณะยื่นไปรับมันมาพิเคราะห์ใกล้ๆ
“ตำรากระบี่ประกาศิต... กับป้ายอาญาสิทธิ์แห่ง สำนักเมฆาหยก?!”
ผู้เป็พ่อนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าจ้องลูกชาย “เ้าไปได้ของสองสิ่งนี้มาจากใครกันแน่?! บอกพ่อมาให้หมด!”
ฉิวฟงถอนหายใจยาว ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง “...ผู้าุโชุดขาวมอบมันให้ข้าขอรับ ข้าไม่รู้ว่าทำไมท่านถึงมอบให้ แต่หลังจากได้เห็นวิชากระบี่อันยอดเยี่ยมของท่าน ข้าก็อยากจะเป็ยอดจอมยุทธ์ที่เก่งกาจเช่นท่านผู้าุโขอรับ!”
ผู้เป็พ่อฟังจบ สีหน้าที่ตึงเครียดก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
“เอาล่ะ... พ่อเชื่อเ้า แต่เื่นี้ห้ามนำไปบอกใครเด็ดขาด แม้แต่แม่ของเ้าก็ห้ามบอก! ตอนนี้ยามบ่ายแก่แล้ว เรากลับบ้านกันก่อน วันพรุ่งนี้พ่อจะเริ่มสอนวรยุทธ์ให้เ้า ส่วนของสองสิ่งนี้... พ่อจะเก็บรักษาไว้ให้ เมื่อใดที่เ้าแข็งแกร่งพอจะปกป้องตัวเองได้ พ่อจึงจะคืนให้ เ้าตกลงหรือไม่?”
“ตกลงขอรับท่านพ่อ!”
สองพ่อลูกช่วยกันทำความสะอาดถ้ำให้อยู่ในสภาพเดิม ก่อนจะออกเดินทางกลับบ้านพร้อมกวางตัวใหญ่
ในขณะเดียวกัน... ณ หุบเขาเร้นลับอันมืดมิดดั่งหมึกจีน
ใจกลางหุบเขาเป็ที่ตั้งของหอคอยสูงเก้าชั้น แต่ละชั้นส่องแสงสว่างไสวจากศิลาเวท
ณ ชั้นบนสุด... ชายร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหลี่ยมคม รวบผมปักปิ่น ใส่ชุดสีดำสนิท กำลังนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ด้านหลังของเขามีตะเกียงดวงไฟสีขาวตั้งเรียงรายอยู่หลายสิบดวง แต่ละดวงมีตัวเลขกำกับไว้ด้านล่าง
พรึ่บ!
ทันใดนั้น ดวงไฟดวงหนึ่งส่องแสงลุกโชนขึ้นมาวูบหนึ่ง... ก่อนจะดับมืดลงไปถาวร!
ชายชุดดำไหวตัวทันที เขาลุกเดินไปตรวจเช็กตะเกียงด้านหลัง และพบว่าดวงไฟหมายเลข 5 ได้ดับลงไปแล้ว!
“ไม่อยากเชื่อเลย... โซ่โลหิต หมายเลข 5 ถูกสังหารแล้วรึ?!” ชายชุดดำกำหมัดแน่น น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเ็า “วรยุทธ์ของเขาอยู่อันดับต้นๆ ของหอสังหารยุทธ์แท้ๆ... มันผู้ใดกันที่มีฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้? แล้วใครกันที่มาจ้างวานภารกิจนี้ ข้าต้องรู้ให้ได้!”
ตบ! ตบ!
ชายชุดดำปรบมือสองครั้ง ไม่นานนัก ร่างของชายวัยกลางคนหนวดเครายาวสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาประสานมือคารวะ
“ท่านผู้นำหอ เรียกข้ามามีสิ่งใดให้รับใช้ขอรับ?”
“ผู้คุมภารกิจถัง... เ้าไปตรวจสอบมาทีว่า ใน่สิบวันที่ผ่านมา มีใครมาจ้างวานภารกิจที่หอของเราบ้าง?”
ชายเคราขาวพยักหน้า ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ เรียกหนังสือเล่มหนาสีดำออกมาเปิดดู
“เรียนท่านผู้นำหอ... ่สิบวันที่ผ่านมา มีการจ้างวานรวม 25 ครั้ง โดย 15 ครั้งเป็การจ้างนักสังหารหมายเลข 20-30 อีก 9 ครั้งเป็นักสังหารหมายเลข 10-20... และมี 1 ครั้ง ที่จ้างวานนักสังหารระดับติดอันดับ 5-10 ขอรับ”
“ใครเป็คนจ้างวานภารกิจนั้น?” ผู้นำหอเอ่ยถามเสียงเข้ม
“เป็ชายสวมชุดคลุมสีน้ำเงินปกปิดใบหน้าขอรับ ข้าไม่อาจทราบตัวตนที่แท้จริงได้ แต่จากสายตาของข้า วรยุทธ์ของเขาน่าจะพอๆ กับนักสังหารหมายเลข 5... และเขาจ่ายค่าจ้างสูงถึง สิบล้านตำลึง ขอรับ!”
“สิบล้านตำลึงงั้นรึ...” ผู้นำหอสีหน้าเครียดขรึมขึ้น “ค่าจ้างมหาศาลถึงเพียงนี้ เป้าหมายย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน... ผู้คุมถัง ตอนนี้ดวงไฟชีวิตของโซ่โลหิต หมายเลข 5 ดับลงแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะขอรับ?!” ชายเคราขาวตาเบิกกว้าง หน้าซีดเผือด “หมายเลข 5 ถูกสังหารแล้วหรือขอรับ?! ใครกัน..."
“แล้วเป้าหมายของภารกิจสิบล้านตำลึงนั้นคือใคร?” ผู้นำหอตัดบทถาม
ชายเคราขาวรีบเปิดหนังสือดูอีกครั้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
“เป้าหมายมีนามว่า... หลี่หลงเทียน ขอรับ! ข้อมูลระบุว่าเขาคือ... ประมุขสำนักเมฆาหยก แห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์โบราณ!”
“อะไรนะ?!” ผู้นำหอลุกพรวด สายตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง “ประมุขสำนักเมฆาหยกงั้นหรือ?! นี่ไม่ใช่เื่เล็กๆ แล้ว!”
“พวกเราควรทำอย่างไรดีขอรับท่านผู้นำ?”
ผู้นำหอนิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เื่นี้ใหญ่หลวงนัก... ตอนนี้เ้าจงไปแจ้งแก่ยอดฝีมือทุกคนที่ออกไปทำภารกิจ ให้รีบถอนตัวและกลับมาที่หอภายในสามวัน! ใครฝ่าฝืนคำสั่ง... จัดการสังหารอย่าให้เหลือซาก!”
“รับทราบขอรับ!” ชายเคราขาวประสานมือ ก่อนจะเร้นกายหายไปจากห้องทันที
บรรยากาศภายในชั้นเก้ากลับคืนสู่ความเงียบสงบ ผู้นำหอสังหารยุทธ์ยืนเครียดขรึมอยู่เพียงลำพัง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความกังวล...
โดยที่เขาไม่อาจรู้เลยว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า หอสังหารยุทธ์แห่งนี้จะต้องสั่นะเืครั้งใหญ่ยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่านัก!