เธอกับย่าฟางสองคนต่างช่วยกันขายของไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเที่ยงวัน ลูกค้าที่นัดไว้ก็มาถึง ก็พอดีกับที่เธอขายของให้ลูกค้าคนสุดท้ายเสร็จ ย่าฟางจึงพาเธอออกจากตลาดมืด และเธอกับย่าก็ขายเพียงของเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่ได้ขายอะไรที่เยอะแยะมากมายจนดูวุ่นวาย จึงไม่มีใครให้ความสนใจพวกเธอ
เมื่อเดินมาถึงหน้าสหกรณ์ย่าฟางก็ให้ลูกค้ายืนรอ แล้วพาเธอมาที่ด้านหลังซึ่งเป็ซอยเล็กๆ จากนั้นก็ให้เธอเอาผ้าฝ้ายสีพื้น 1 พับ กับฝ้ายหนัก 3 ชั่งออกมาวางเตรียมให้ลูกค้า จนผ่านไปเกือบสิบนาทีย่าฟางก็ให้เธอเดินไปตามลูกค้ามา
ซึ่งพอลูกค้ามาถึงก็จ่ายเงินค่าผ้าพับ 10 หยวน และฝ้ายชั่งละ 5 หยวน จากนั้นอีกฝ่ายก็เอาใส่ตะกร้าแบกขึ้นหลังแล้วก็เดินแยกตัวไป พวกเธอก็ทำการถอดเสื้อที่สวมทับไว้กับผ้าปิดหน้าออก ส่วนหมวกพวกเธอถอดออกั้แ่ออกจากตลาดมืดแล้ว เพราะกลัวจะดึงดูดความสนใจจนเกินไป ส่วนการใช้ผ้าปิดหน้าชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มักจะทำกันเพราะแดดที่ร้อนเวลาลงงาน
เมื่อจัดการเอาของให้ลูกค้าเสร็จแล้ว หงอ้ายก็หยิบน้ำผลไม้กับแฮมเบอร์เกอร์ออกมาให้เธอกับย่ากินเป็มื้อเที่ยง จากนั้นก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้หน้าสหกรณ์เพื่อพักเหนื่อย
"เหนื่อยไหม" ย่าฟางเอ่ยถามพร้อมกับยื่นกระบอกน้ำที่ใส่ไว้ในตะกร้ามาให้เธอ ความจริงตะกร้าที่สะพายมาก็ไม่เชิงเป็ตะกร้าเปล่าเสียทีเดียว แต่มีกระบอกน้ำใส่มาไว้ด้วย ส่วนอาหารพวกเธอไม่ได้เตรียมมา เพราะหงอ้ายเอาของกินออกมาได้ตลอดจึงไม่ต้องกังวลในเื่นี้ และย่าฟางบอกกับคนที่บ้านว่าจะหาซื้ออะไรกินในอำเภอจะสะดวกกว่า
"ไม่เหนื่อยค่ะ สนุกดี" หงอ้ายส่ายหน้าพร้อมกับตอบกลับย่าฟางไปด้วยรอยยิ้ม เธอไม่เหนื่อยจริงๆ เพียงแต่ยืนนานก็มีเมื่อยบ้างนิดหน่อย ซึ่งวันนี้เธอยืนขายของั้แ่่ 9 โมงกว่าจนมาถึงเที่ยงก็สามชั่วโมงเชียวนะ
"งั้นจะกลับไปอีกรอบไหม หรือจะกลับบ้าน" นางหวังซื่อเห็นหลานสาวยังคงยิ้มแย้มดีก็โล่งใจ ส่วนนางก็มีเหนื่อยนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้มากอะไร พอๆ กับตอนทำงานอยู่ที่บ้านนั่นแหละ
"หนูว่าวันนี้เราไปตอนบ่ายอีกรอบเถอะค่ะ จะได้รู้ว่าตอนไหนที่คนเยอะกว่ากัน ต่อไปจะได้เลือกเวลามาไม่ต้องมายืนทั้งวันแบบนี้" หงอ้ายเสนอความคิดออกไป เพราะเธออยากรู้ว่า่ไหนที่น่าจะขายของดีกว่า แล้วต่อไปจะได้มาขายแค่่เวลานั้น ไม่ต้องมายืนทั้งวันเพราะนอกจากจะเหนื่อยเกินไปแล้วอาจจะเป็อันตรายได้ อย่าลืมว่าเธอเป็แค่เด็กผู้หญิงอายุ 10 ปี ส่วนย่าฟางก็เป็หญิงชราอายุ 50 กว่าปีแล้ว ถึงแม้จะยังแข็งแรงแต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ยากจะเอาตัวรอดกันไปได้
"อืมย่าก็ว่าดี งั้นนั่งพักกันก่อนพอใกล้บ่ายโมงแล้วค่อยไปกัน" นางหวังซื่อได้ฟังความคิดของหลานสาวก็รู้สึกเห็นด้วย นางกับหลานเป็ผู้หญิงทั้งคู่ ถึงแม้ตอนนี้จะเข้มงวดมากแค่ไหนแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยตลอดทุกที่
ซึ่งหลังจากการไปยืนขายของที่ตลาดมืดทั้งสอง่เวลา พวกเธอก็เลือกได้ว่าจะมาแค่ตอนเช้าเท่านั้น เพราะตอนบ่ายมีคนมาขายของเยอะกว่าตอนเช้ามาก อาจจะเพราะแต่ละคนต้องทำงานของตนเองให้เสร็จก่อนถึงจะออกมาได้ ส่วนคนซื้อก็พอๆ กับ่เช้า แต่ส่วนใหญ่จะมาหาซื้อของกับคนที่เคยซื้อขายกันประจำมากกว่า
สองย่าหลานยืนอยู่ในตลาด่บ่ายแค่ชั่วโมงเดียวก็พากันกลับ เพราะขายของไปได้คนเดียวเท่านั้น เทียบกับตอนเช้าที่แทบจะขายได้ตลอดก็เลยตัดสินใจไม่เสียเวลาอยู่ต่ออีก โดยก่อนกลับตอนที่เดินผ่านร้านขายเนื้อหมู ย่าฟางเห็นว่ายังมีกระดูกเหลืออยู่จึงซื้อกลับมาด้วย คนขายแทบจะยกให้ฟรีเพราะอยากจะปิดร้านแล้ว แต่ย่าฟางก็จ่ายเงินและให้คูปองเพราะไม่อยากให้มีปัญหาในภายหลัง
"กลับมากันแล้ว เป็ยังไงบ้างคะ" อินซื่อเห็นแม่สามีปั่นจักรยานกลับมาพร้อมบุตรสาวใน่บ่าย ก็รีบออกมารับตะกร้าสะพายหลังจากทั้งสองคนไปเก็บ และเอ่ยถามถึงเื่ที่ไปทำมาในวันนี้
"เข้าบ้านกันก่อนไว้เดี๋ยวค่อยคุยกัน" นางหวังซื่อเอ่ยตอบลูกสะใภ้ พร้อมกับจูงจักรยานเข้าไปเก็บในบ้าน จากนั้นก็ปิดประตูหน้าบ้านป้องกันคนมาสอดรู้สอดเห็น เพราะตอนที่นางขี่จักรยานกลับมา ก็มีหลายคนอยากจะถามเื่ที่นางเข้าไปในอำเภอ แต่นางรีบปั่นจักรยานกลับบ้านให้เร็วมากขึ้นไปอีก
"เ้าห้ากับเ้าเล็กล่ะ ยังนอนอยู่เหรอ" ย่าฟางเอ่ยขึ้น หลังจากนั่งพักเหนื่อยแล้ว
"ค่ะ แต่คงใกล้จะตื่นแล้ว คุณแม่กับหงอ้ายกินมื้อเที่ยงมาหรือยังคะ ให้ฉันทำอะไรให้ไหม" อินซื่อเอ่ยตอบแม่สามี และไม่ลืมถามว่าทั้งคู่ได้กินอาหารกันมาหรือยัง
"ไม่ต้องหรอก พวกฉันกินมาแล้ว อ๋อ ในตะกร้ามีนมสดของเย็นวันนี้กับพรุ่งนี้เช้าอยู่นะ หล่อนเอาไปแช่ไว้ในโอ่งน้ำก่อนเถอะ" นางหวังซื่อเอ่ยบอกลูกสะใภ้ ระหว่างทางหลานสาวเอานมสดออกมาให้สำหรับดื่มวันนี้กับพรุ่งนี้เช้า เพราะต่อไปคงไม่สามารถใช้วิธีเอาออกมาวางไว้ได้เหมือนเดิมแล้ว เพราะนางกับหลานสาวไม่ได้อยู่บ้านกันแค่สองคนอีกต่อไป
"เป็ยังไงบ้างลูก เหนื่อยไหม รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า" อินซื่อหลังจากเอาขวดนมไปแช่เย็นไว้ในโอ่งน้ำในครัว ก็เดินกลับมาหาบุตรสาวที่กำลังนั่งอยู่กับแม่สามี พร้อมกับเอ่ยถามและมองสำรวจบุตรสาวไปด้วย
"ไม่ค่ะ หนูสบายดี เหนื่อยนิดหน่อยเพราะแดดร้อน แต่เข้าไปในอำเภอกับย่าสนุกมากเลยค่ะ" หงอ้ายเอ่ยตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เพราะเธอรู้ว่ามารดาถามด้วยความเป็ห่วง
"สนุกก็ดีแล้ว ไม่ได้ดื้อกับคุณย่าใช่ไหม" อินซื่อได้ฟังคำตอบจากบุตรสาวก็ยิ้ม และเอ่ยถามต่อ
"ไม่ต้องห่วงหรอก หงอ้ายฉลาดช่วยงานฉันได้เยอะเลย จริงสิ เราเข้าไปในห้องกันดีกว่า" นางหวังซื่อได้ยินที่ลูกสะใภ้ถามก็รีบบอกให้อีกฝ่ายสบายใจ และไม่ลืมชวนหลานสาวเข้าห้องไปนับเงินที่ขายของได้ในวันนี้ นางอยากจะรู้แล้วว่าวันแรกนี้จะได้เงินสักเท่าไร
"ขายของได้มาทั้งหมด 345 หยวนค่ะ เพียงแต่ไม่มีใครเอาคูปองมาแลกของเลย" หงอ้ายเข้าที่มาห้องของย่าก็นำเงินที่เก็บไว้ในระบบออกมานั่งนับกับย่าสองคน ส่วนแม่ของเธอไปดูน้องชายที่น่าจะใกล้ตื่นแล้ว ซึ่งยอดเงินที่ได้ก็เป็ที่น่าพอใจ ขนาดเธอขายของแบบค่อยเป็ค่อยไป ยังได้มากขนาดนี้ มากขนาดไหนถ้าเทียบกับเงินเดือนของคนที่ทำงานให้รัฐหรือโรงงานจะอยู่ประมาณ 30 หยวนต่อเดือนเท่านั้น นี่คือที่ย่าฟางเคยบอกกับเธอ
"ไม่แปลกหรอกถ้าคนมีคูปองเขาจะเสี่ยงเข้ามาซื้อของในตลาดมืดกันทำไมล่ะ แต่ได้มาถึงสามร้อยกว่าหยวนเลย…แล้วนี่ยื่นเงินมาให้ย่าทำไม" นางหวังซื่อพยักหน้าพอใจกับรายได้ของการค้าขายวันแรกมาก แล้วก็เอ่ยถามเมื่อหลานสาวส่งเงินมาให้นาง
"หนูให้ย่าเก็บเอาไว้สร้างบ้านใหม่ค่ะ" หงอ้ายยื่นเงินทั้งหมดไปให้ย่าฟาง และเมื่ออีกฝ่ายถามก็เอ่ยตอบกลับไปตอนนี้สิ่งที่เธออยากทำเป็อย่างต่อไปก็คือสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว
"อืม…ถ้าอย่างนั้นย่าเอาแค่สี่สิบห้าหยวนก็พอ อีกสามร้อยหยวนหลานก็เก็บเอาไว้เป็ค่าของที่เอาออกมาขาย" นางหวังซื่อได้ยินที่หลานสาวตอบก็ยิ้มด้วยความพอใจที่หลานสาวรู้จักคิดถึงครอบครัว แต่นางไม่ใช่คนที่ชอบเอาเปรียบใครถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็หลานสาวของตนเองก็ตาม และก็ไม่ใช่พวกที่มัวแต่คิดเกรงใจในเมื่อนางเองก็ลงแรงไปเช่นกัน เพราะฉะนั้นนางจึงคำนวณเงินที่ควรจะได้เอาไว้แล้ว
"แต่ของพวกนั้นหนูได้มาเปล่าๆ ไม่ต้องเสียเงินเลย ย่าเก็บเงินทั้งหมดไปได้เลยค่ะ" หงอ้ายรีบบอกพร้อมกับยื่นเงินทั้งหมดส่งไปให้อีกครั้ง
"ถึงมันจะเป็ของที่หลานได้มาเปล่าๆ แต่การค้าขายก็ต้องมีต้นทุน เพราะฉะนั้นย่าจะเอาแค่ในส่วนที่เป็เศษเกินในแต่ละวันก็พอ ที่เหลือหลานก็เก็บเอาไว้ใช้เป็ทุนในอนาคตเข้าใจไหม" นางหวังซื่อเห็นท่าทางของหลานสาวก็อดภูมิใจไม่ได้ แต่ก็เอ่ยตอบกลับไปตามที่ตนเองได้คิดเอาไว้ ถึงแม้หลานสาวจะบอกว่าของทั้งหมดได้มาโดยไม่เสียเงิน แต่ก็ถือว่าเป็ของที่หลานสาวต้องลงมือทำขึ้นมาเช่นกัน เพราะฉะนั้นนางไม่มีทางเอาเปรียบหลานสาวเด็ดขาด
"ย่า~ ฮือๆ" หงอ้ายพอได้ฟังที่ย่าฟางพูดน้ำตาก็คลอตาในทันที และพอฟังย่าพูดจบก็เหมือนความรู้สึกของเธอมันได้รับการปลอบประโลม ความรักความห่วงใยของครอบครัวที่เธอไม่เคยได้ััมาก่อน พอได้รับมันก็เลยทำให้รู้สึกเป็สุขจนห้ามน้ำตาเอาไว้ไม่ได้
"เอ้า! หลานร้องไห้ทำไม" นางหวังซื่อถึงกับใที่อยู่ๆ หลานสาวก็ร้องไห้ออกมา
"หนู…อึก รักย่า…ค่ะ" หงอ้ายเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงติดสะอื้น
"เด็กโง่ รักย่าแล้วร้องไห้ทำไมกัน ไม่ร้องๆ นั่นแม่ของหลานคงได้ยินเสียงร้องไห้วิ่งมาแล้ว" นางหวังซื่อพอได้ยินว่าหลานสาวร้องไห้เพราะอะไรก็ทั้งดีใจและรู้สึกขบขันไปพร้อมกัน จนกระทั่งได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังเดินมาที่ห้องด้วยความรีบร้อนก็เอ่ยบอกหลานสาว
"หงอ้ายเป็อะไรไปลูก ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า" อินซื่อที่กำลังทำความสะอาดแปลงผักหลังบ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องของแม่สามี อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของบุตรสาวก็รีบเดินมาดูในทันที เมื่อเห็นว่าบุตรสาวร้องไห้อยู่จริงๆ ก็รีบเอ่ยถามด้วยความใ
"แม่~ ฮือๆ" หงอ้ายที่เห็นว่ามารดาพอได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอก็รีบมาหาด้วยความเป็ห่วง น้ำตาที่ใกล้จะหยุดไหลก็กลับไหลออกมาอีกครั้ง ยิ่งมารดาดึงตัวเข้าไปกอดปลอบโยนด้วยความรักของคนเป็แม่ ก็เหมือนความรู้สึกที่เคยขาดหายไปได้ถูกเติมจนเต็มในตอนนี้เอง
"ทีนี้ก็ร้องไห้จนหลับเลย หล่อนก็ให้หลานนอนลงเถอะ ฉันก็จะพักเหมือนกัน" นางหวังซื่อนั่งมองหลานสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ครู่ใหญ่พอเสียงเบาลง มองดูอีกทีก็เห็นว่าอีกฝ่ายหลับคาอกของมารดาไปแล้ว ก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยความขบขัน
ตกเย็นทุกคนในบ้านกลับมาจากทำงานกันแล้ว ย่าฟางก็เรียกประชุม เื่ที่ไปขายของในวันนี้ เหล่าพี่ชายก็ถูกเรียกมาฟังด้วยเช่นกันเพราะถือว่าโตพอจะช่วยเหลือครอบครัวได้แล้ว ยกเว้นน้องชายสองคนที่ถูกพาไปไว้ในห้อง
"เอาล่ะวันนี้ฉันไปขายของได้ค่าจ้างมาสี่สิบห้าหยวน และต่อไปจะแบ่งให้ครอบครัวละหนึ่งหยวนเก็บไว้เป็เงินของตนเอง ที่เหลือฉันจะเก็บไว้สร้างบ้านใหม่" นางหวังซื่อเอ่ยขึ้น พร้อมกับเอาเงิน 45 หยวนมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ส่งให้ลูกสะใภ้ทั้งสามคนๆ ละ 1 หยวน และของตนเองกับสามีอีก 1 หยวน ที่เหลือเก็บไว้สร้างบ้าน อาจจะดูเหมือนนางแบ่งให้น้อยแต่ถ้าคำนวณดูว่าวันละ 1 หยวนเดือนหนึ่งแต่ละครอบครัวก็จะมีเงิน 20-30 หยวนแล้ว อีกอย่างนางคือคนที่ต้องออกไปเหนื่อย เพราะฉะนั้นก็เป็สิทธิ์ของนางที่จะให้หรือไม่ให้ก็ได้
"แม่ไม่ต้องแบ่งให้พวกผมก็ได้ครับ เก็บเอาไว้สร้างบ้านใหม่เถอะ" ฟางไป่เอ่ยบอกมารดา พร้อมกับมองไปยังเงินที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าของภรรยา โดยมีพี่ชายพยักหน้าสนับสนุนว่าเห็นด้วยกับเขา
"ทำไมหรือพวกแกดูถูกว่าเงินหนึ่งหยวนมันน้อยเกินไปอย่างนั้นเหรอ" นางหวังซื่อปรายตามองบุตรชายทั้งสองคน พร้อมกับเอ่ยถามไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ไม่ใช่นางไม่พอใจบุตรชาย กลับกันนางพอใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายบอกมาก เพียงแต่นางคิดว่าอย่างไรบ้านก็ต้องได้สร้างอย่างแน่นอน ดีไม่ดีถ้ายังขายของได้อย่างวันนี้ปีหน้าก็อาจจะเริ่มลงมือได้แล้ว และนางคิดว่าแต่ละครอบครัวก็ควรมีเงินไว้สำรองกันเองด้วย ถึงแม้ทุกปีหลังจากได้ส่วนแบ่งเงินค่าแรงนางจะแบ่งให้อยู่แล้ว แต่เงินพวกนั้นมันก็น้อยมากเหลือเกิน เพราะพวกนางก็ต้องรับส่วนแบ่งที่เป็เสบียงอาหารมาเก็บไว้กินด้วย
"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ" ฟางไป่ได้ยินที่มารดาพูด ก็รีบเอ่ยตอบด้วยท่าทางเลิ่กลั่กพร้อมกับมองไปทางพี่ชายคนโตอย่างคนที่ไม่รู้จะทำอย่างไร
"ไม่ใช่ก็เก็บเงินแล้วก็เก็บปากของแกไปเสีย บ้านอื่นได้เงินหนึ่งหยวนนี่แทบจะรีบตะครุบ บ้านนี้ได้เงินหนึ่งหยวนกลับอยากส่งคืน" นางหวังซื่อเอ่ยตอบบุตรชาย ถึงแม้คำพูดอาจจะฟังดูร้ายกาจไปบ้าง แต่นางก็ไม่คิดเปลี่ยนนางเลี้ยงบุตรชายทั้งสามคนมาแบบนี้ั้แ่แรก อีกฝ่ายเป็ผู้ชายก็ควรจะมีน้ำอดน้ำทนให้มาก ถ้าคำพูดแค่นี้ยังทนไม่ได้ แล้วถ้าต้องไปเจอคนข้างนอกบ้านพูดจาร้ายกาจกว่านี้จะทนได้อย่างไร
**********
ไรต์ : ย่าฟางปากร้ายกับคนอื่นทั้งบ้าน แต่ดีกับหลานสาวคนเดียว อารมณ์เหมือนพระเอกที่ร้ายกับคนทั้งโลก แต่ดีกับเธอคนเดียวงี้...