ก๊อก ๆ
“สวัสดีค่ะพี่ไนน์คุณธีร์ไม่อยู่เหรอคะ” ของขวัญเปิดประตูเข้ามาก่อนจะหันซ้ายหันขวามองหาเจ้าของห้อง
“ไปประชุมน่ะมานั่งก่อนสิ” ณัฐธิดาลุกจากเก้าอี้ย้ายไปนั่งยังโซฟารับแขก
“ห้องทำงานคุณธีร์สวยมากเลยนะคะ”ของขวัญเดินตามไปนั่งลงข้างรุ่นพี่สาว
“ใช่พี่ธีร์ดูจะชอบศิลปะเลยมีภาพวาดสวย ๆ ตกแต่งไว้เยอะแยะเลย ที่คอนโดก็เหมือนกัน”
“พี่ไนน์เคยไปคอนโดคุณธีร์แล้วเหรอคะ”
“พี่ย้ายไปอยู่กับพี่ธีร์แล้วน่ะขอโทษที่ไม่ได้บอกนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะเรื่องปกติของคนเป็นแฟนกัน ขวัญเข้าใจ” เธอรู้ดีว่าใคร ๆก็ย่อมอยากอยู่ข้างกายคนรัก
“แล้วขวัญล่ะ ตอนนี้มีแฟนรึยัง”ณัฐธิดาได้โอกาสจึงค่อย ๆ แยบถาม
“ไม่มีเลยค่ะ ขวัญอยากโฟกัสเรื่องงานก่อน”
“อืม งั้นเหรอ”
“แล้วนี่พี่ไนน์มีเรื่องอะไรจะคุยกับขวัญเหรอคะ”
“ขวัญคิดว่าพี่คินเป็นคนยังไง”ณัฐธิดามองสบตาคนข้างตัว
เมื่อได้ยินชื่อของภาคินทร์ก็ทำเอาของขวัญชะงักหลบสายตาไปโดยอัตโนมัติตามประสาคนมีชนักติดหลัง
“ก็ดูเป็นคนดีมั้งคะ”
“แล้วขวัญรู้จักเขาเป็นการส่วนตัวรึเปล่า”
“พี่ไนน์สนใจพี่คินเหรอคะ”ของขวัญพยายามเบี่ยงประเด็น แต่ก็ต้องกลั้นหายใจลุ้นกับคำตอบถ้าณัฐธิดาสนใจภาคินทร์เหมือนกันเธอคงทำอะไรไม่ได้ เพราะตามกฎของเพื่อนนอนแล้วถ้าอีกฝ่ายมีแฟนก็ต้องยุติความสัมพันธ์นี้ลงแม้จะเข้าใจสถานะของตัวเองดีแต่เพียงแค่คิดว่าเขาคบกับคนอื่นในใจเธอกลับรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมายิ่งเป็นคนใกล้ชิดที่ต้องเจอหน้ากันทุกวันอย่างณัฐธิดาเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนไหวแค่ไหน
“พี่คิดว่าพี่เริ่มชอบพี่ธีร์แล้วน่ะ”ณัฐธิดายิ้มอย่างขัดเขิน แม้จะเพิ่งคบกันแต่เขาก็เป็นแฟนที่ดี คอยดูแลและสนับสนุนจนเธอมีวันนี้ใครจะไม่หวั่นไหวบ้างล่ะ
“ฮะ เห็นพูดถึงพี่คินนี่คะ”ของขวัญมองคนตรงหน้าอย่างงุนงง สีหน้าของณัฐธิดาตอนนี้เป็นสีหน้าของคนที่กำลังตกหลุมรักเพราะเป็นแบบเดียวกับเธอเมื่ออยู่ต่อหน้าภาคินทร์เช่นกัน
“พี่แค่อึดอัดน่ะไม่อยากให้เขาทำแบบนี้เพราะยังต้องร่วมงานกันอีก ถ้าขวัญรู้จักเขาพี่ก็อยากปรึกษาว่าถ้าปฏิเสธไปตรงๆ เขาจะเสียใจไหม”
คำพูดของณัฐธิดาทำเอาของขวัญยิ้มได้ในรอบหลายวันแม้จะรู้ว่ารุ่นพี่มีแฟนแล้วแต่เธอก็รู้ว่าณัฐธิดาเคยแอบชอบภาคินทร์มาก่อนจึงทำให้เธอกังวลพอสมควรแต่ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าหัวใจของคนตรงหน้าได้เปลี่ยนไปแล้ว
“ขวัญว่าพูดตรง ๆไปเลยน่าจะดีที่สุดค่ะ”
“โอเค ถ้ามีโอกาสพี่จะลองดู”
“ค่ะขวัญเป็นกำลังใจให้นะคะ”
“แล้วขวัญมีอะไรอยากปรึกษาพี่บ้างไหม”
“ก็...ไม่มีนะคะ”
“เรารู้จักกันมาสองปีแล้วกินนอนด้วยกันมาหลายครั้ง พี่รู้สึกว่าช่วงนี้ขวัญไม่ค่อยร่าเริงเลย ถ้าอึดอัดใจตรงไหนบอกพี่ได้นะพี่ยินดีรับฟังเสมอ” ณัฐธิดาสบสายตารุ่นน้องอย่างจริงจังเธอไม่มีพี่น้องจึงมองของขวัญเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งที่ผ่านมาเวลาเจอเรื่องไม่ดีอะไรน้อง ๆ ก็มักจะเอามาปรึกษาเธอประจำในฐานะพี่ใหญ่แต่ช่วงหลังนอกจากมินตราแล้วก็มีของขวัญที่เริ่มทำตัวเหินห่างจากคนในวงณัฐธิดาจึงอยากรักษาความสัมพันธ์ของทุกคนให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมจะได้ไม่มีใครต้องเดินทางผิดอีก
“คือ...มีเพื่อนของขวัญคนนึงเขาหลงรักเพื่อนนอนของตัวเองค่ะขวัญก็ไม่รู้จะช่วยพูดยังไงดี พี่ไนน์คิดว่ายังไงเหรอคะ” ของขวัญเสมองไปทางอื่นขณะพูดเรื่องความสัมพันธ์แบบนี้เธอไม่กล้าบอกให้ใครรู้จริง ๆไม่ว่าจะครอบครัวหรือเพื่อนสนิท
“พี่ว่าเราลองออกมาจากความสัมพันธ์แบบนั้นก่อนดีไหมมาพักรักษาใจของตัวเองก่อน” ณัฐธิดามองคนตรงหน้าอย่างเห็นใจ
“เดี๋ยวขวัญจะลองไปบอกเพื่อนแบบนี้ละกันค่ะขอบคุณนะคะ”
“จ้ะในอนาคตถ้ามีเรื่องอะไรขวัญสามารถคุยกับพี่ได้ทุกเรื่องเลยนะ”แม้จะไม่ได้รับสารภาพจากปากแต่ณัฐธิดาก็เข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้เธอจึงทำได้แค่เอาใจช่วยอยู่ห่าง ๆ
“งั้นขวัญขอตัวก่อนนะคะ”
“จ้ะ พรุ่งนี้เจอกันนะ”ณัฐธิดาเดินไปส่งรุ่นน้องสาวหน้าห้องก่อนจะโบกมือลากัน อย่างน้อยตอนนี้สีหน้าของขวัญก็เปลี่ยนไปดูกลับมามีความมั่นใจเหมือนปกติต่างจากตอนเดินเข้ามาในห้องที่เหมือนมีอะไรในใจตลอดเวลา
ครืดดด
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานที่สั่นเสียงดังทำให้ณัฐธิดารีบเดินไปรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
(สวัสดีครับคุณณัฐธิดาใช่ไหมครับ)
“ใช่ค่ะ”
(ผมเป็นตำรวจที่ได้รับแจ้งความเรื่องที่คุณถูกทำร้ายร่างกายนะครับผมโทรมาแจ้งว่าเราจับตัวคนร้ายได้แล้ว คุณณัฐธิดาสะดวกมาที่สถานีตอนนี้ไหมครับ)
“สะดวกค่ะ”
(ครับสามารถเดินทางมาได้เลยนะครับ)
“ขอบคุณค่ะ”
หลังวางสายณัฐธิดาก็ส่งไลน์ไปบอกธีร์ว่าเธอกำลังจะเดินทางไปยังสถานีตำรวจก่อนจะเรียกแกร็บแล้วเดินลงไปรอที่หน้าบริษัท
เมื่อมาถึงสถานีที่เคยแจ้งความไว้ณัฐธิดาก็ถูกพาไปยังหน้าห้องขังที่มีคนร้ายที่เคยทำร้ายเธอนั่งอยู่ในนั้นสองคนเธอจำหน้าคนที่แทงได้แม่นจึงหันไปพยักหน้าให้กับตำรวจในทันทีเป็นเชิงว่าจับมาไม่ผิดตัวหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพาเธอไปนั่งคุยถึงขั้นตอนการดำเนินคดี
เมื่อเสร็จธุระก็เป็นเวลาบ่ายโมงกว่าณัฐธิดาจึงแวะห้างสรรพสินค้าใกล้บริษัทเพื่อหาอะไรรองท้องก่อน แต่ยังเดินไปไม่ถึงศูนย์อาหารก็มีบรรดาแฟนคลับเข้ามาขอถ่ายรูปตลอดทางปกติเวลาอยู่ข้างนอกเธอไม่เคยมีใครมาขอถ่ายรูปหรือขอลายเซ็นมาก่อนจึงไม่ทันระวังตัวพอไม่ได้ใส่แมสก์หรือหมวกปิดบังใบหน้าคนจึงจำได้ง่ายแล้วยิ่งตอนนี้แต่งหน้าเต็มจากเมื่อเช้าก็ยิ่งไปสะดุดตาคนที่เดินผ่านไปมาจนบางคนสะกิดเพื่อนข้างๆ ให้หันมามองเธอด้วย
ณัฐธิดายิ้มให้กับทุกคนที่มาขอถ่ายรูปอย่างเต็มใจในที่สุดก็รู้สึกได้ว่าตัวเองมีคนรู้จักจริง ๆ ก็วันนี้เธอเปลี่ยนใจไปยังร้านอาหารที่มีคนไม่เยอะแทนเพราะศูนย์อาหารน่าจะคนแน่นจนอาจจะรบกวนคนที่นั่งกินอาหารโต๊ะอื่นเธอเดินเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วรีบเข้าไปนั่งในมุมที่ลึกที่สุด
ในร้านมีลูกค้าบางโต๊ะแอบมองณัฐธิดาเป็นพักๆ แต่ก็ยังไม่มีใครเข้ามาขอถ่ายรูป เมื่ออาหารมาเสิร์ฟเธอก้มหน้าก้มตาจัดการกับชามตรงหน้าจนแทบไม่ได้เงยขึ้นมองใครหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วณัฐธิดาจึงเรียกแท็กซี่กลับบริษัททันที
เธอเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของธีร์เขายังไม่กลับจากประชุม หญิงสาวเดินตรงไปยังเก้าอี้ทำงานของเขาก่อนจะนั่งลงแล้วเข้ารหัสคอมพิวเตอร์นิ้วเล็กคลิกเข้าไปดูประวัติการค้นหาดวงตากลมโตกวาดมองอย่างตื่นเต้นแต่ไม่นานก็ต้องพบกับความผิดหวังนอกจากเข้าอีเมลแล้วเขาก็ไม่ได้ค้นหาอะไรเลย
ณัฐธิดาเลือกที่จะไม่เข้าไปส่องดูในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างโซเชียลมีเดียหรืออีเมลเธอเปิดยูทูบหาเพลงที่ชอบฟังแล้วตั้งเป็นเพลย์ลิสต์ของตัวเองไม่นานก็เข้าเริ่มสู่ภวังค์ตามสุภาษิตที่ว่าหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนเมื่อไม่อาจฝืนทนต่อความง่วงได้แล้วร่างเล็กจึงถอดรองเท้าแล้วยกขาขึ้นมานอนขดบนเก้าอี้ตัวใหญ่
“เรากลับกันเถอะ”เสียงทุ้มนุ่มกระซิบอยู่ข้างหูทำให้ณัฐธิดาลืมตาขึ้นมา ดวงตากลมโตค่อย ๆ ปรับโฟกัสใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างกันแค่คืบกำลังทอดมองมาที่เธออย่างอ่อนโยน
“โอ๊ย เจ็บตา”ลืมตาได้ไม่นานเธอก็รู้สึกถึงอาการเคืองไม่น้อยจนต้องกะพริบตาถี่ ๆ
“ใครเขาใส่คอนแทกต์เลนส์นอนกันอันตรายจะตาย รีบไปถอดออกเร็ว” ธีร์ดุแฟนสาวแต่น้ำเจือความห่วงใยชัดเจน
“ห้องน้ำอยู่ทางไหนคะ”
“เดี๋ยวพี่พาไป”ร่างสูงเดินจูงมือเล็กออกจากห้องเพราะเห็นว่าคอนแทกต์เลนส์ของเธอเคลื่อนออกจากลูกตาดำขืนปล่อยให้เดินหาห้องน้ำเองคงใช้เวลาพอสมควร
เมื่อออกจากห้องทำงานธีร์จึงอุ้มเธอขึ้นมาในอ้อมแขนต่อหน้าเลขาสาวของเขาที่นั่งอยู่หน้าห้องก่อนจะพาเดินเข้าห้องน้ำหญิงไปห้องน้ำชั้นนี้มีสองห้องแต่คนที่ใช้มีเพียงสี่คน คือเขา พี่ชายและเลขาของเขากับพี่ชาย ที่นี่จึงค่อนข้างเป็นส่วนตัว ธีร์วางร่างเล็กหน้าอ่างล้างหน้าแล้วคอยจับผมให้เธอ
ณัฐธิดาล้างมือแล้วค่อยๆ ดึงคอนแทกต์เลนส์เจ้าปัญหาออก เมื่อถอดทั้งสองข้างออกแล้วเธอก็รู้สึกโล่งขึ้นมาทันทีอาการระคายเคืองก่อนหน้านี้ได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง
“หายเคืองตาแล้วขอบคุณนะคะ” ณัฐธิดาบอกกับคนข้างหลังแล้วเดินไปทิ้งคอนแทกต์เลนส์ที่ถังขยะ
“งั้นเรากลับบ้านกัน”ธีร์ใช้ปลายนิ้วซับน้ำตาออกให้เธอก่อนจะเดินโอบเอวร่างบางกลับไปยังห้องทำงาน แต่ทั้งคู่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นธามกำลังจะเดินสวนเข้าห้องน้ำชายข้างๆ
“สวัสดีค่ะคุณธาม” ณัฐธิดารีบแกะมือใหญ่ทิ้งแล้วยกมือไหว้ประธานบริษัทอย่างนอบน้อมถึงจะไม่เคยคุยกันมาก่อนแต่เธอก็รู้จักเขาเพราะเวลาไปร่วมงานเลี้ยงของบริษัทพิธีกรจะเชิญคนใหญ่คนโตขึ้นไปพูดบนเวทีเพื่อเปิดงานบ่อยๆ
“สวัสดีครับน้องสะใภ้”คำพูดของธามทำเอาณัฐธิดายิ้มค้าง
เขาว่าอะไรนะ
“พี่ยังไม่กลับอีกเหรอ”ธีร์เอ่ยทักพี่ชายประชุมใหญ่เลิกมาได้สักพักบอร์ดบริหารส่วนใหญ่คงกลับบ้านไปกันหมดแล้ว แต่เขาเห็นแฟนสาวกำลังหลับสบายจึงปล่อยให้เธอได้นอนต่ออีกครึ่งชั่วโมงก่อนจะเดินไปปลุก
“วันนี้ทำโอทีน่ะ ว่าแต่แกเถอะคราวหน้าคราวหลังก็อย่ามาทำอะไรประเจิดประเจ้อในห้องน้ำอีกเดี๋ยวคนอื่นไม่กล้าเข้า” ธามเห็นน้องชายเดินโอบแฟนสาวออกมาจากห้องน้ำพร้อมกันก็อดคิดดีไม่ได้เพราะเขารู้ว่าธีร์คลั่งรักแฟนคนนี้มากขนาดไหน แม้กระทั่งในที่ประชุมน้องชายของเขาก็เอาแต่ดันวงเธอไม่เลิกจนเขาอยากจะปิดไมค์มันให้รู้แล้วรู้รอดด้วยซ้ำ
“เปล่านะคะ” ณัฐธิดาเบิกตากว้างใบหน้าแดงก่ำเมื่อได้ยิน
“งั้นพวกเรากลับก่อนนะครับ”ธีร์ไม่สนใจจะแก้ไขความเข้าใจผิด เขาเดินจูงมือแฟนสาวกลับไปเอาของในห้องทำงาน
“น้องสะใภ้อะไรกันคะ”เมื่ออยู่ด้วยกันสองคนในห้องณัฐธิดาจึงเอ่ยถามแฟนหนุ่ม
“ไม่ชอบเหรองั้นเดี๋ยวพี่บอกพี่ธามให้ว่าอย่าเรียกแบบนี้” ปกติธามเองก็ไม่เคยเรียกแฟนของเขาว่าน้องสะใภ้เหมือนกัน
“ไม่เป็นไรค่ะ ไนน์ไม่ได้ว่าอะไร”ถึงจะคิดว่ายังเร็วไปแต่เธอก็ไม่อยากทำตัวเรื่องมาก ท่านประธานอยากเรียกเธอว่าอะไรก็เอาที่เขาสะดวกแล้วกัน