แคว้นต้าหลี่
องค์ชายอี้หลงวัย15 ชันษา ร่างกายเพรียวบาง สูงโปร่งแต่แข็งแรงตามแบบเด็กหนุ่มน้อยอยู่นั่นเอง องค์ชายแต่งกายรัดกุมสีเข้ม กำลังฝึกอาวุธดาบโดยมีอาจารย์ผู้สอนยืนดูอยู่ใกล้ๆ อาจารย์ผู้นี้ อายุราว 40 ปีรูปร่างสูงใหญ่ผิวเข้ม หน้าผากกว้าง คิ้วเข้มหนา อาจารย์ผู้สอนร้องส่งเสียงเตือนให้ลูกศิษย์เร่งฝีเท้า ออกอาวุธเพียงครู่เดียวก็โถมตัวใช้ดาบเข้าประมือกับลูกศิษย์ อาจารย์ ลูกศิษย์ผลัดกันรุกรับ ปัดป้องอาวุธของคู่ต่อสู้อย่างดุเดือด เสียงอาวุธกระทบกันดังไม่ขาดสายเป็ที่น่าตื่นตายิ่งนัก
ไม่ไกลจากลานฝึกองค์หญิงอี้อันนั่งอยู่บนโต๊ะหินทรงกลม กายของนางห่อด้วยผ้าหนาหลายชั้นจนตัวกลมอากาศในระยะนี้เริ่มเย็นลง ห่อผ้าจึงกลมใหญ่ขึ้นตามสภาพอากาศ มองดูเผินๆเหมือนก้อนผ้ากลมๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะเพราะองค์หญิงน้อยนั่งนิ่งไม่ขยับกายไปมาดังเช่นเด็กทั่วไป มองบุรุษหนุ่มน้อยกับบุรุษวัยกลางคนกำลังประลองยุทธกัน ใบหน้าน้อยๆ ในห่อผ้ายิ้มแย้มอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา แม่นมเฉินยืนชิดโต๊ะเฝ้ามองดูศิษย์ กับอาจารย์ประลองฝีมือกันสลับกับมองมาที่องค์หญิงแม่นมเฉินปล่อยให้องค์หญิงน้อยนั่งตามลำพัง เพื่อฝึกองค์หญิงน้อยให้นั่งทรงตัวด้วยตนเอง
เวลาผ่านไป2 ชั่วยามองค์หญิงน้อยยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเพียงแค่ขยับศีรษะไปตามทิศทางการต่อสู้ แม่นมเฉินเฝ้ามองการขยับกายนั้นแววตามีแววยินดีเล็กน้อย อา...องค์หญิงน้อยมีการเคลื่อนไหวร่างกายได้บ้างแล้วแม้เพียงนิดหน่อยย่อมถือว่าน่ายินดีนักนับจากวันที่แม่ทัพเสวี่ยินำขบวนเสด็จเดินทางกลับต้าซ่งไป 1 เดือนแล้ว บัดนี้องค์หญิงน้อยเริ่มเสวยได้มากขึ้นแต่ทุกวันหมอหลวงไช่ผู้เฒ่าจะนำยามาให้องค์หญิงน้อยดื่มทุกวันต่อให้ยาขมเพียงใดนางก็ดื่มได้โดยไม่แสดงอาการงอแงร้องไห้เลยแม้แต่นิด บางครั้งหมอหลวงผู้เฒ่า ผสมน้ำหมักผลไม้นิดหน่อยเป็กระสายยาเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
“เป็อย่างไร เ้าลูกเต่าน้อย รอพี่นานไหมวันนี้ท่านอาจารย์สอนกระบวนท่าใหม่ให้พี่ ทำให้เ้ารอนานเลย” องค์ชายอี้หลง ฝึกซ้อมเสร็จเก็บดาบส่งให้ขันทีที่ยืนคอยรับใช้ แล้วเดินเข้ามาที่โต๊ะ เ้าลูกเต่าน้อยในห่อผ้าเงยหน้าส่งยิ้มกว้างให้
“มานี่ พี่จะพาเ้าไปเรียนหนังสือกับพี่อี้ฉือ และพี่อี้จิน” ว่าแล้วองค์ชายใหญ่ก็อุ้มก้อนห่อผ้าขึ้นมาเดินตัวปลิวเข้าไปในตำหนักด้านใน แม่นมเฉินเร่งฝีเท้าตามไป
ห้องสมุดพระราชวังต้าหลี่
เป็ห้องโถงกว้างแต่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ ทุกชั้นล้วนวางตำราไว้อย่างเป็ระเบียบ ตำรานับพันๆชิ้นมีทั้งบันทึกบนไม้ไผ่วางซ้อนเป็หมวดหมู่ อีกทั้งตำราที่บันทึกบนกระดาษมีเต็มทุกชั้นวาง ตรงกลางห้องสมุดมีโต๊ะไม้ทรงเตี้ยขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนโต๊ะมีเครื่องเขียนครบ มีกองหนังสือจำนวนหนึ่งวางอยู่ที่โต๊ะ องค์ชายรองอี้ฉือหนุ่มน้อยวัย 13 ปี กำลังบรรจงลากเส้นบางอย่างบนแผ่นหนัง ที่มีภาพเขียนสัญลักษณ์ูเาบางจุดเป็รูปกำแพง มีเส้นลากไปมา ส่วนองค์ชายสามอี้จิน หนุ่มน้อยอายุ 12 ปี นั่งฝั่งตรงข้ามกำลังพลิกตำราเหมือนกำลังค้าหาอะไรอยู่วันนี้องค์ชายทั้งสองแต่งกายลำลองเนื้อผ้าหนาขึ้นเล็กน้อยเพราะอากาศที่เย็นลงขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า ทั้งสองเงยหน้าขึ้นพร้อมกันลุกขึ้นทำความเคารพ
“คารวะพี่ใหญ่” องค์ชายอี้จิน ทำความเคารพพี่ชายและแถมด้วย“คารวะเ้าลูกเต่าน้อย” ทุกคนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี องค์ชายใหญ่ก้มวางก้อนห่อผ้าลงที่พื้นข้างๆตัวองค์ชายอี้ฉือ ถามว่า “อี้ฉือ เ้าวาดอะไรอยู่หรือ?”
“แผนที่เส้นทางการค้าในอาณาจักรต้าหลี่ อี้จินกำลังวางแผนว่าอนาคตจะออกไปทำการค้าให้ทั่วแคว้นต้าหลี่” พี่ใหญ่มองแผนที่แล้วยิ้ม มองหน้าน้องชายคนเล็กอย่างทึ่งๆ “อี้จิน เ้าเพิ่งอายุ 12 ปีมีความคิดจะค้าขายแล้วหรือ”
“โธ่ พี่ใหญ่ ..หม่อมฉันเป็คนไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นหรืออย่างไร”
“อึ่ม... พี่ใหญ่ผิดไปแล้ว” แล้วสามพี่น้องพลันหัวเราะเสียงดังประสานกัน “นอกจากไปทำการค้าแล้วหม่อมฉันอยากออกท่องเที่ยวยุทธภพหาประสบการณ์ เป็จอมยุทธ์ผู้เลื่องชื่อจากต้าหลี่”
แม่นมเฉินที่นั่งอยู่นอกวงสนทนา มองดูสามองค์ชายแห่งต้าหลี่คุยกันแล้วมีรอยยิ้มบางๆบนใบหน้า อดปลาบปลื้มใจแทนพระบิดา พระมารดาไม่ได้ ลูกๆครอบครัวนี้เขาช่างรักกันดีเหลือเกิน สงสารก็แต่ต้วนฮองเฮา ที่พระโอรสพระธิดารักกันก็จริง แต่สุดท้ายพระธิดาองค์เล็กต้องพลัดพรากจากอกแม่มาอยู่แสนไกลปานนั้นส่วนพี่น้องต่างมารดาอื่นๆ ก็ล้วนแต่คอยหาเื่กลั่นแกล้งสองพระองค์เสมอๆเพราะความริษยา
“เอาหละ พี่ส่งอี้อันต่อให้เ้านะ อี้ฉือ ..... พี่จะไปฝึกต่อ”
“น้อมส่งเสด็จพี่” องค์ชายใหญ่ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ส่วนเ้าลูกเต่าน้อยในห่อผ้านั่งอยู่ตรงนั้นไม่พูดไม่ซนอะไรเลย เฮ้อ.. องค์หญิงน้อยเอ๋ยแม่นมเฉินนั่งพับเพียบอยู่ไม่ไกลจากสามพี่น้องมีเสียงพี่ชายผลัดกันอ่านตำราที่จริงเป็ตำราที่องค์ชายทั้งสองต้องร่ำเรียน แต่จะอ่านเสียงดังเพื่อให้น้องสาวฟังด้วย แต่ว่าน้องสาวที่นั่งบนพื้นข้างๆ พี่ชาย เงยหน้ามองพี่ชายที่กำลังผลัดกันอ่านตำรา.... ส่วนอี้อัน นางจะฟังเข้าใจละหรือ?.
พระตำหนักฮองเฮา แห่งต้าหลี่
ภายในตำหนักฮองเฮาม่านลี่องค์หญิงน้อยนั่งนิ่งๆ บนเตียง เงยหน้าส่งยิ้มให้ฮองเฮาม่านลี่ผู้เป็เสด็จป้า ส่วนผู้เป็เสด็จป้าเองเริ่มมีอาการร้อนใจจนนั่งไม่ติด ใบหน้ามีแวววิตกกังวล ขมวดคิ้วครุ่นคิดข้างกายฮองเฮาม่านลี่ มีองค์ชายสามอี้จินยืนมองน้องสาว สีหน้ากังวลไม่แพ้กันถัดออกไปมีหมอหลวงไช่ผู้เฒ่า ยืนค้อมตัวอยู่ในมือถือถ้วยยาเปล่า แสดงให้เห็นว่าองค์หญิงน้อยดื่มยาแล้ว “ซือซือ นี่ 3 เดือนแล้วนะอี้อันยังไม่ลุกเดินบ้างเลยหรือ” น้ำเสียงของฮองเฮาแฝงด้วยความวิตกกังวลโดยแท้
“ทั้งไม่พูด ไม่หัวเราะ แล้วไม่ร้องไห้อีก ... โถ!!! .. อี้อันหลานรักเ้าจะรู้บ้างไหมป้าทุกข์ใจมากจริงๆ นะ” น้ำเสียงพระนางเริ่มสั่นเครือมากขึ้น ที่สุดผู้ใหญ่ 3 คนเด็กชายอายุ 12 ขวบ 1 คนยืนล้อมรอบแล้วมองมาที่องค์หญิงอี้อันเป็จุดเดียวกันทุกคนล้วนมีสีหน้าวิตกไม่ต่างกันองค์ชายใหญ่อี้หลงเดินเข้ามาในตำหนักตั้งใจจะมาคารวะเสด็จแม่ดังเช่นทุกวัน กลับได้เห็นภาพที่ทุกคนกำลังล้อมวงมองไปที่ก้อนห่อผ้าเป็จุดเดียวกันจึงถามออกไปด้วยความงุนงงว่า “เสด็จแม่ มีเหตุอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อี้อันน่ะสิ สามเดือนแล้ว นางยังไม่ลุกเดิน ไม่พูดไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ใดๆ เลย น้องจะเป็อย่างนี้ต่อไปไม่ได้นะอี้หลงเราจะทำอย่างไรกันดี” ฮองเฮาตรัสแล้วตั้งท่าจะร่ำไห้
องค์ชายใหญ่มองไปยังก้อนห่อผ้าที่นั่งนิ่งไม่ขยับกายใดๆครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายสาวเท้าเข้าไปคว้าก้อนห่อผ้าแล้วก้าวออกจากห้องไปทันที มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทุกคนตกตะลึงงัน องค์ชายอี้หลงออกไปจากห้องนานแล้ว องค์ชายสามเงยหน้ามองดูพระมารดา “เสด็จแม่ พี่ใหญ่จะเอาเ้าลูกเต่าไปทิ้งหรือเปล่า”
ฮองเฮาม่านลี่พระนางเพิ่งได้สติ “อี้จินตามพี่เ้าไปเร็ว ดูซิพี่เ้าจะทำอะไร” องค์ชายอี้จินวิ่งตามออกไป ฮองเฮาม่านลี่ รีบสาวเท้าตามออกไป พลางร้องเรียก “อี้หลง ลูกอย่าตีน้องนะน้องยังไม่รู้ความ” ขณะเดินตามออกไปอย่างไม่รู้ทิศทางเพราะไม่รู้ว่าลูกชายตัวดีอุ้มน้องสาวออกไปทางไหนประจวบกับพบนางกำนัลนางหนึ่งเดินสวนทางมา ” เ้าเห็นองค์ชายใหญ่บ้างหรือไม่?”
“เห็นเพคะ”
“อี้หลงไปทางไหน?”
“องค์ชายใหญ่กำลังมัดองค์หญิงน้อยห้อยไว้ที่ต้นท้อใหญ่ในอุทยานหลังพระตำหนักเพคะ”
“ฮ๋า...... อี้ - หลง.... หยุดนะ อี้หลง” พอได้ยินว่าพระโอรสคนโตกำลังมัดหลานสาวกับต้นไม้ ฮองเฮาม่านลี่ ถึงกับร้องเสียงหลง คราวนี้ไม่แค่เดินแล้วฮองเฮาวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เร็วเท่าที่พระวรกายอวบจะพาเร็วได้ ไปอุทยานหลังตำหนักทันที
“อี้หลง... หยุ........... “ ฮองเฮาชะงัก อ้าปากค้าง คำสุดท้ายยังกล่าวออกมาไม่ทันครบภาพที่เห็น ฮองเฮาถึงกับตะลึงค้าง อึ้ง..
“อะไรน่ะ!!”
อุทยานหลวงแคว้นต้าหลี่
ต้นท้ออายุร้อยปีลำต้นสูงใหญ่บนต้นท้อเริ่มออกดอกประปรายส่วนใหญ่ยังตูมอยู่ กิ่งใหญ่ที่สุดอยู่สูงจากพื้นราว 6 เชี๊ยะมียางเส้นใหญ่ผูกมัดกับกิ่งไม้ ด้านปลายเส้นยางผูกกับห่อผ้าก้อนหนึ่งในห่อผ้ามีมือสองข้าง เท้าสองข้าง โผล่พ้นห่อผ้าออกมาโบกไหวๆมองดูคล้ายลูกเต่าก็ไม่ปาน ที่พื้นด้านล่างมีเตียงผ้าดิบทรงกลมขึงตึงอยู่ความยืดหยุ่นของเส้นยางส่งให้เ้าเต่าน้อยกระเด้งขึ้นลง เมื่อเท้าแตะถึงผ้าดิบความตึงของเตียงผ้าพลันดีดเ้าลูกเต่าที่ผูกไว้เมื่อดีดขึ้นสูง เ้าลูกเต่าน้อยก็ตกลงมาเท้าถึงเตียงผ้าดิบพลันเด้งขึ้นไป สลับขึ้นลงอยู่เช่นนี้
ฮองเฮาตะลึงกับความสูงของกิ่งต้นท้อแต่ที่ตะลึงกว่านั้นอีก
....อี้อันหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะของนางเริ่มมีลูกคอเอิ๊กอ๊ากอย่างเด็กน้อยที่มีความสุข... นานแค่ไหนแล้วที่วังต้าหลี่ขาดเสียงหัวเราะของเด็กเล็กๆ ั้แ่อี้จินองค์ชายเล็กเติบโตจนเข้าเรียนตำรากับอี้ฉือก็ไม่มีเสียงหัวเราะของเด็กน้อยอีก และยิ่งตะลึงมากกว่านั้นอีก เท้าเล็กๆทั้งสองข้างขยับถีบเตียงผ้าดิบเพื่อดีดตัวเองให้โดดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าถึงการดีดตัวจะสะเปะสะปะ แต่นี่มันเป็สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอีกครั้งกับหลานสาวผู้นี้นับั้แ่วันที่นางหยุดหายใจแล้วกลับมาหายใจอีกครั้งหนึ่ง
ฮองเฮาม่านลี่มีอาการเซเล็กน้อยเพราะวิ่งเหนื่อย แต่องค์ชายอี้หลงรีบเข้ามาโอบไหล่ประคองพระมารดาไม่ให้ล้ม
“ขอบใจมากนะ อี้หลง” ฮองเฮามองภาพข้างหน้าอย่างตื้นตันใจยิ่งนัก น้ำตาคลอเบ้าองค์ชายก้มมองพระมารดาไม่กล่าวอะไร ต่างยิ้มให้กันอย่างมีความหมายเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึกอย่างไร...
องค์ชายสามอี้จินกล่าวกับพี่ใหญ่“เช่นนั้นก็ปล่อยให้เ้าลูกเต่าน้อยเล่นจนเหนื่อยก่อนแล้วค่อยพากลับ” แม่นมเฉินปลื้มใจกับภาพนี้ยิ่งนักนานกว่า 4 เดือนแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเช่นนี้นางจำได้ว่า ได้ยินหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสนุกสนานที่สุดครั้งสุดท้ายที่อุทยานฮวาเยวี๋ยนแผ่นดินต้าซ่ง แต่นั่นเกือบครึ่งปีมาแล้ว
นับแต่วันนั้นมาองค์ชายใหญ่เปลี่ยนสถานที่ฝึกยุทธกับอาจารย์จากลานประลอง มาฝึกใต้ต้นท้ออายุร้อยปี ผูกโยงเ้าลูกเต่าน้อยไว้กับกิ่งท้อขนาดใหญ่เพื่อให้นางได้ฝึกกำลังขา เพราะอาการป่วยทำให้นางไม่ได้ก้าวเดินมานานจึงต้องให้อี้อันแกว่งขาแกว่งแขนให้มากที่สุด แต่…
ทว่า.. อนิจจา ... แต่ละวันเส้นยางจะหดสั้นขึ้นเรื่อยๆ ร่างองค์หญิงจะถูกดึงขึ้นวันละ 1 ชุ่น (1นิ้ว) เพื่อให้นางใช้กำลังขาดีดแรงขึ้น และทิ้งน้ำหนักลงให้สุดตัว แม่นมเฉินดูจะหวั่นๆ ไม่น้อยกับการฝึกโหดแบบนี้แอบกระซิบถามองค์ชายอี้หลงว่า “จะดีหรือเพคะ องค์ชายใหญ่?”
“ต้องดีสิ” องค์ชายใหญ่อี้หลงปกติพูดน้อยอยู่แล้วคำตอบสั้นๆ ทำเอาแม่นมเฉินมองอย่างหวาดๆ ไปที่เส้นยางที่นับว่าจะหดสั้นลงแต่ตัวลอยสูงขึ้นไปทุกทีๆ จนลอยเท้งเต้งบนอากาศ
ที่ใต้ต้นท้อใหญ่ทุกวันองค์หญิงน้อยจะฝึกดีดตัวอย่างมีความสุขเสียงหัวเราะของนางย่อมเป็พยานได้ว่านางมีความสุขจริงๆ นั่นแหละ ส่วนอาจารย์และลูกศิษย์จะมีการฝึกกระบวนท่าใหม่เพิ่มขึ้นปล่อยให้เ้าลูกเต่าน้อยะโของนางไปครั้นเวลาเที่ยงก็หยุดพักกินข้าว ค่อยปลดนางลงมากินข้าวด้วย วิธีการนับว่าได้ผลนางกินข้าวได้มากขึ้น คงเพราะะโเล่นจนหิวนั่นเอง
การฝึกวิชายุทธ์ขององค์ชายใหญ่บางคราจะมีเสียงบุรุษสองคนสนทนาโต้ตอบวิชาไปมาสลับกับเสียงอาวุธกระทบกันบางคราจะมีเสียงสตรีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเสียงร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้การใช้กระบวนท่ากระบี่สลับกับเสียงอาวุธสามชิ้นที่ดังกระทบกันเป็ระยะๆ
....การฝึกของสองพี่น้องใต้ต้นท้ออายุร้อยปี....เป็เช่นนี้ทุกวันแล.....
สิบวันมานี้องค์หญิงน้อยดูสูงขึ้นมาเล็กน้อยนางเริ่มคลานได้ แล้ว จากนั้นเริ่มฝึกยืนตั้งไข่จับสองมือนางเดินเตาะแตะระยะสั้นๆพบเจอสิ่งใดที่ถูกใจนางจะตบมือหัวเราะชอบใจเสียงดัง ฮองเฮาม่านลี่จะเสด็จมาเยี่ยมองค์หญิงน้อยบ่อยๆชื่นชมกับพัฒนาการของหลานสาว หากวันใดที่ฮองเฮาไม่ว่าง แม่นมเฉินจะนำองค์หญิงน้อยไปเข้าเฝ้าฮองเฮายังพระตำหนักและยังคงฝึกห้อยโหนกับเส้นยางใต้ต้นท้อต่อไป
ห้องทรงพระอักษรแคว้นต้าหลี่
ฮ่องเต้ต้วนกว่างจงนั่งฝึกปฏิบัติสมาธิบนพระแท่น พระองค์นั่งตัวตรงนิ่ง มือประสานที่ตัก แสงสว่างเรืองรองที่ลอดช่องหน้าต่างเข้ามาส่องกระทบพระวรกายองค์ฮ่องเต้ ทำให้ร่างนั้นดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ฮ่องเต้ต้วนกว่างจงนั่งสมาธิเพื่อฝึกบำเพ็ญตบะอยู่เสมอๆ ทั้งยังสอนให้พระโอรสทั้งสามฝึกด้วย
จุดประสงค์เพื่อฝึกจิตใจให้นิ่ง สำหรับองค์ชายใหญ่อี้หลงและองค์ชายสามอี้จิน ทรงแนะนำการฝึกสมาธิเพื่อประโยชน์ต่อการฝึกวิชายุทธ์ ส่วนองค์ชายรองทรงเน้นให้ฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดความนิ่งการเข้าถึงจิตของตนเอง เพราะทรงเห็นอุปนิสัยและความสนใจของพระโอรสทั้งสาม แนวทางสอนของพระองค์จึงต่างกันไป
“ลูกต้องเข้าใจนะว่า การฝึกยุทธ์ อย่าฝึกแต่ร่างกายเท่านั้นแต่ต้องเริ่มด้วยการฝึกจิตให้หนักแน่น สงบ เยือกเย็นก่อนพร้อมกับการฝึกหายใจที่ถูกวิธี การโคจรพลังในร่างกายที่สมดุลกับจิตเราเรียกว่าเดินลมปราณการเดินลมปราณจะช่วยส่งเสริมให้พลังภายในกายแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถส่งออกไปขับสู้กับศัตรูได้ผลดีและต่อสู้ได้ยาวนานขึ้น”
“ฉะนั้นพวกเ้าจะฝึกวิชาแขนงใดๆ จะทั้งการใช้อาวุธหรือการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ล้วนจำเป็ต้องใช้จิตที่นิ่ง และแน่วแน่ทุกครั้ง”
วันนี้เ้าลูกเต่าน้อยที่ห่อหุ้มด้วยผ้าหนาหลายชั้นนางคลานเข่าต้วมเตี้ยมมาอย่างช้าๆ จากประตูห้องทรงพระอักษร ค่อยๆคลานตรงมาหาเสด็จลุงที่นั่งสมาธิอยู่ที่พระแท่น เมื่อมาหยุดตรงหน้าเสด็จลุงแล้ว ทารกน้อยได้เอามือแตะมือเสด็จลุง ทารกน้อยเงยหน้าขึ้นมองเสด็จลุงที่นั่งหลับตาอยู่
ขณะที่ฮ่องเต้นั่งปฏิบัติอยู่นั้นพลันรู้สึกเหมือนมีมือเล็กๆ มาแตะที่พระหัตถ์ของพระองค์ทรงรู้สึกถึงััจากมือเล็กๆ จึงเรียกจิตกลับมาอยู่ที่กาย ภายหลังผ่อนคลายลมหายใจแล้วค่อยๆลืมพระเนตรขึ้น ก้มลงทอดพระเนตรเห็นเ้าลูกเต่าน้อยคลานสี่ขาเบื้องหน้า มือเล็กๆ ของนางอยู่บนหลังพระหัตถ์ ฮ่องเต้ต้วนกว่างจงทรงแย้มพระสรวลให้หลานสาวย่างตื้นตัน
ฮ่องเต้ต้าหลี่พยักหน้าน้อยๆ อย่างพอใจแล้วทรงหันพระพักตร์ไปที่หน้าประตูห้องทรงพระอักษร ที่นั่นฮองเฮาม่านลี่ยืนทอดพระเนตรสองลุงหลานอยู่อย่างเอาใจช่วย พระนางแย้มพระสรวลดีใจ เห็นเช่นนั้นฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ก้มพระพักตร์แทบจรดใบหน้าหลานสาวตัวน้อย ตรัสว่า “เ้าคลานมาเองสินะลุงดีใจจริงๆ”
“เ้าอยากเรียนเหมือนลุงบ้างหรือไม่?”
องค์หญิงน้อยเงยหน้าอยู่ดวงตาใสแจ๋วยิ้มใส ไม่มีคำตอบใดๆ ..... แต่เสด็จลุงถือเสียว่าหลานสาวได้ตอบตกลงไปแล้ว ...
ทุกวันแม่นมเฉินจะสอนหนังสือให้องค์หญิงน้อยโดยอ่านออกเสียงและชี้ตัวหนังสือให้ดู องค์หญิงน้อยนิ่งมองตามอักษรที่ถูกชี้ บางครั้งทั้งองค์ชายรองอี้ฉือ และองค์ชายสามอี้จินสลับกันอุ้มองค์หญิงน้อยบนตักแล้วอ่านตำราที่ตนกำลังศึกษาให้นางฟังด้วย ผู้สอนเองแม้นไม่รู้ว่าองค์หญิงน้อยจะเข้าใจสิ่งที่อ่านให้ฟังบ้างหรือไม่ แต่ทุกคนยังคงเต็มใจทำต่อไป ถึงนางยังพูดไม่ได้แต่ทุกคนเชื่อว่าสักวันหนึ่งองค์หญิงน้อยจะพูดได้เหมือนเดิม
แต่...ไม่มีใครทันได้สังเกต แม้แต่แม่นมเฉินผู้ใกล้ชิดองค์หญิงน้อยมากที่สุดเอง ..ก็ไม่ทันเห็น
บัดนี้...แววตาขององค์หญิงน้อยเริ่มจับจ้องไปยังตัวอักษรทีละตัว.. ทีละตัว ..ตามที่ผู้สอนชี้ ได้แล้ว