ครั้นเจียวอวี๋เห็นใบหน้าเขาชัดเจนในคลองจักษุ ดวงตากลมโตพลันเบิกโพลง ภาพว่าวกระต่ายที่ถูกโยนทิ้งจนฉีกขาดปรากฏขึ้นในห้วงสมองโดยฉับพลัน คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
ส่วนหลี่หลิวหยาง เมื่อเห็นคิ้วงามขมวดแน่นเข้าหากัน ภาพหญิงสาวที่กรีดร้องเสียงดังลั่นป่า ก็ฉายชัดขึ้นในห้วงความทรงจำของเขาเช่นกัน
“เ้า!” เจียวอวี๋ชี้หน้าเด็กหนุ่ม
“เ้า!” หลี่หลิวหยางเองก็ชี้หน้านางดุจเดียวกัน เจียวอวี๋รำพึงในใจ ในที่สุดนางก็เจอ ‘คนเลวบัดซบ’ ผู้นี้
“ข้าเป็องครักษ์วังหลวง มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเชื้อพระวงศ์ เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น? แล้วเ้าทำอันตรายอันใดกับองค์หญิง?” หลี่หลิวหยางถามนางด้วยความแปลกใจปนสงสัย ใบหน้าเคร่งขรึมจับจ้องบนดวงหน้าผุดผาดไม่วางตา
“ข้าจะบอกเ้า ก็ต่อเมื่อเ้าเอ่ยคำขอโทษต่อข้าเื่ว่าวก่อน” เด็กสาวเห็นว่าตนเองเป็ต่อจึงถือโอกาสเอาคืน ความพอใจเล็กๆ น้อยๆ ทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
“ท่านตาข้ามักสอนเสมอว่า สุภาพชนเมื่อได้รับการสั่งสอนมาดีแล้ว ยามกระทำผิดก็ต้องกล่าวขอโทษ กล่าวขออภัย จึงจะนับได้ว่าเป็ผู้จิตใจดีมีคุณธรรม” เจียวอวี๋กล่าววาจาเสียดสีประชดประชันแกมตำหนิ คิ้วเรียวงามข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นพร้อมกับยกมือกอดอกเป็เชิงท้าทาย
หลี่หลิวหยางเพ่งพินิจหญิงสาวราวกับจะมองทะลุถึงิญญา ดวงตาคมปลาบจับจ้องยังดวงหน้าโฉมสะคราญ มิอาจละสายตาออกไปได้ ครู่หนึ่งผ่านไปไร้ถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ย ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์บาง ๆ
“ได้ ข้าขอโทษเ้า… เจียวเจียว” เขาเน้นเสียงหนักคำสุดท้ายพร้อมกับลากเสียงยาวหยอกเย้านาง หลี่หลิวหยางจำได้แม่นว่าบนว่าวกระต่ายตัวนั้น มีอักษรที่ถูกเขียนไว้ด้วยลายมือประณีตว่า ‘เจียวเจียว’
ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น เด็กสาวผู้นี้ร้องตวาดใส่เขาด้วยความโกรธเกรี้ยวเคี้ยวฟัน นับเป็เื่ยืนยันชัดเจนว่า ว่าวกระต่ายตัวนั้นเป็ของนางไม่ผิดแน่
เจียวอวี๋เมื่อได้ยินชื่อเล่นของตนหลุดออกจากปากชายหนุ่ม ดวงตากลมโตของนางฉายแววตกตะลึงแกมประหลาดใจ ทว่าในชั่วพริบตา ความประหลาดใจก็ผันแปรเป็เพลิงโทสะที่พร้อมปะทุ ชื่อเล่นนี้มีเพียงท่านพ่อ ท่านแม่ และคนในครอบครัวเท่านั้นที่ใช้เรียกนาง การที่คนแปลกหน้าเอ่ยชื่อเล่นนางออกมาอย่างง่ายดายเช่นนี้ ประหนึ่งเป็คนสนิทชิดเชื้อ เห็นได้ชัดเขาว่ามีเจตนาแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่นาง ทำให้ไฟในใจของเจียวอวี๋ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
เจียวอวี๋เดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม นางหยุดยืนตรงหน้าหลี่หลิวหยาง ดวงตากลมโตแข็งกร้าว ทว่าเรียวปากอิ่มกลับยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงสวย ตัดกับริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ สายลมเย็นยามราตรีพัดพาชายอาภรณ์ปลิวไสว หอบเอากลีบบุปผาลอยละล่องในอากาศ โปรยปรายดุจม่านบางเบา
พริบตานั้นเองสายตาของเด็กหนุ่มพลันหยุดนิ่ง คล้ายสิ่งรอบตัวหยุดเคลื่อนไหว หัวใจเต้นสะท้านรัวโดยมิทันรู้ตัว รอยยิ้มของนางประดุจดั่งแสงตะวันที่สาดส่องในยามต้นฤดูใบไม้ผลิ สดชื่นและอบอุ่นในคราเดียว ความงามที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยยิ้มนั้น ขับให้ทุกสิ่งรอบกายดูหม่นหมองลงในทันที หมู่มวลบุปผาที่เบ่งบานทั่วอุทยานอับแสงลงฉับพลัน ขนตางอนยาวสีดำขลับของนางกระพือขึ้นลงราวขนนกแ่เบาแต่กลับสะกิดต้องหัวใจเขาเข้าอย่างจัง ยิ่งยามริมฝีปากคู่นั้นยกยิ้ม ช่างน่ามองยิ่งนัก
อย่างไรก็ตามความสุขมักตั้งอยู่ไม่นาน ทันใดนั้นเองความเ็ปพลันแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากปลายเท้า ดึงชายหนุ่มให้ได้สติออกจากภวังค์ ปรากฏว่าเจียวอวี๋กำลังเหยียบเท้าของเขาอยู่และกำลังบดขยี้อย่างไม่ปราณี ดวงตาของนางฉายแววแข็งกร้าวแน่วแน่ ในที่สุดนางก็ได้แก้แค้นให้กับว่าวกระต่ายของนางเสียที
“เจียวเจียว ลูกอยู่ไหน?” เหลียนซื่อเห็นว่าเจียวอวี๋หายไปนานแล้ว จึงอดเป็ห่วงบุตรสาวไม่ได้ นางจึงออกเดินตามหาพร้อมนางกำนัล
เมื่อหลี่หลิวหยางได้ยินเสียงฝีเท้าของคนใกล้เข้ามา เขาไม่้าให้ผู้ใดสังเกตเห็นตนในชุดทหารองครักษ์ จึงผละออกห่างจากเจียวอวี๋อย่างรวดเร็ว ทว่าแรงเจ็บจากการถูกนางเหยียบย่ำเท้ายังคงแล่นซ่านอยู่ไม่หาย ราวระลอกคลื่นซัดซ้ำไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ ความคิดเอาคืนจึงผุดขึ้นในใจหลี่หลิวหยางทันที
“ชำระแค้นสิบปีก็ไม่สาย เจียวเจียว!” มือใหญ่ฉวยโอกาสดึงปิ่นปักผมเพียงด้ามเดียวออกจากศีรษะนาง เส้นผมดำขลับจึงสยายร่วงลงปกคลุมเต็มแผ่นหลัง ก่อนที่หลี่หลิวหยางจะเร่งฝีเท้าวิ่งหายไปในความมืดรวดเร็วราวภูติผี พร้อมปิ่นปักผมที่อยู่ในมือ
เหลียนซื่อเห็นบุตรสาวยืนนิ่งตามลำพัง จึงรีบสาวเท้าเข้ามา
“เจียวเจียว! เกิดอะไรขึ้น ทำไมผมลูกถึงสภาพเป็เยี่ยงนี้ แล้วปิ่นปักผมหายไปไหนหมดเล่า!?” เหลียนซื่อยกมือขึ้นถอดปิ่นทองบนศีรษะตนเองออก พร้อมกับเกล้าผมเจียวอวี๋ขึ้นทำเป็มวย แล้วจึงค่อยๆ เสียบปิ่นด้ามใหม่ลงไป
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะท่านแม่ แค่อุบัติเหตุเล็กน้อยเท่านั้น ท่านแม่อย่าได้ใส่ใจเลยเ้าค่ะ ข้าหิวแล้ว” เจียวอวี๋รีบเปลี่ยนเื่พร้อมคล้องแขนเหลียนซื่อกลับเข้างานเลี้ยง เหลียนซื่อยังคงอดสงสัยในตัวบุตรสาวไม่ได้ นางกวาดสายตามองร่างอรชรนั้นั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เสื้อผ้าทุกชิ้นยังคงเรียบร้อย มีเพียงแต่ผมที่หลุดร่วงสยายและปิ่นปักผมพวกนั้นที่หายไป ในเมื่อบุตรสาวไม่อยากเอ่ยความ นางจึงไม่ซักไซ้ไร่เรียงต่อ ขอเพียงนางปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง หลี่หลิวหยางซึ่งแฝงกายในคราบทหารองครักษ์ก็กำลังเดินกลับตำหนักของตนด้วยอารมณ์แจ่มใส ไม่บ่อยนักที่เขาจะกลับเข้าวังหลวง ส่วนใหญ่แล้วมักใช้ชีวิตอยู่ในจวนท่านตาผู้เป็แม่ทัพใหญ่แดนอุดร หรือไม่ก็ค่ายทหารนอกเมือง
ระหว่างทางกลับตำหนัก เบื้องหน้าปรากฏสตรีนางหนึ่งรูปร่างบอบบาง ใบหน้าเรียวยาว ริมฝีปากแดงสด อิริยาบถอ้อนแอ้นอรชร เป็หญิงงามผู้หนึ่งที่กำลังมุ่งเดินตรงมาทางเขา
หลินเต๋อเฟย สังเกตเห็นหลี่หลิวหยาง ปากบางพลันยกยิ้มอย่างอดไม่ได้ นางเร่งฝีเท้าเข้ามาทักทาย พร้อมด้วยขบวนขันทีและนางกำนัลที่ติดตามมาเป็แถวอยู่เื้ั
เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มกลับไม่ได้ยั้งฝีเท้า เขาเดินผ่านนางไปโดยทันทีทำราวกับหลินเต๋อเฟยเป็อากาศธาตุ ไม่แม้จะกล่าวทักทายสักคำ
หลี่หลิวหยางองค์ชายสาม เป็องค์ชายรองที่ประสูติจากฮองเฮา มีพี่ชายเป็องค์รัชทายาทและองค์หญิงแปดหลี่เฟยเซียนเป็น้องสาวร่วมอุทร
หลี่หลิวหยางรู้สึกเกลียดชังและเบื่อหน่ายเหล่าพระสนมของเสด็จพ่อเป็อย่างยิ่ง ตัวเขาเองมีอายุสิบหกปี ทว่าพระสนมบางคนกลับมีอายุน้อยกว่าเขา หรือไม่ก็มากกว่าเขาเพียงปีสองปีเท่านั้น
อย่างเช่นหลินเต๋อเฟยผู้นี้ หลังสกุลหลินส่งบุตรสาวเข้าร่วมคัดเลือกพระสนม ราวสามเดือนก่อนนางยังอยู่ตำแหน่ง กุ้ยเหริน[1] แต่หลังปรนนิบัติหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้เสด็จพ่อของเขา ก็เป็ที่โปรดปรานอย่างมาก ทุกค่ำคืนล้วนเสด็จไปยังตำหนักของนาง หาได้เว้นว่างแม้แต่ราตรีเดียว มิช้านางก็ได้รับพระราชทานเลื่อนขั้นขึ้นเป็ เต๋อเฟย [2] อย่างรวดเร็ว ดุจลูกธนูที่ออกจากคันศร
หากในอนาคตนางมีวาสนาตั้งครรภ์ั ตระกูลหลินคงสยายปีกบินขึ้นฟ้า แข่งกับเหล่าสกุณาบนท้องนภาเป็แน่ พวกพระสนมและสกุลใหญ่ทั้งหลายของพวกนางล้วนปรารถนาในลาภยศ อำนาจและชื่อเสียง เด็กหนุ่มเหยียดหยันพวกสกุลกระหายอำนาจเหล่านี้อยู่ในใจ ตัวเขาเองก็คร้านจะสนใจ
เมื่อหลินเต๋อเฟยเห็นว่าองค์ชายสามมิได้ให้เกียรตินางต่อหน้าข้าราชบริพาร นางกำนัล และขันที สีหน้ายิ้มที่ประดับอยู่จึงฝืดเฝื่อนลง นางได้แต่กล้ำกลืนความโกรธเกรี้ยวและความอับอายเอาไว้ภายในใจ
เชิงอรรถ^กุ้ยเหริน (贵人) คือ ตำแหน่งพระสนมระดับต้น หญิงที่ได้รับตำแหน่ง กุ้ยเหริน มักเป็นหญิงงามที่เพิ่งได้รับความโปรดปราน มีศักดิ์ศรีเหนือกว่านางกำนัลธรรมดา แต่ยังต้องชิงไหวชิงพริบและช่วงชิงความโปรดปรานอย่างหนัก หากหวังจะเลื่อนขั้นขึ้นเป็น ผิน หรือ เฟย^เต๋อเฟย คือ ตำแหน่งพระสนมที่อยู่ในระดับสูง ถือว่ามีอำนาจและเกียรติยศมาก มีตำหนักเป็นของตนเอง มีนางกำนัลคอยปรนนิบัติจำนวนมาก และสามารถมีบทบาทในการดูแลฝ่ายในได้ หากเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ก็อาจมีอิทธิพลเทียบเท่าฮองเฮาเลยทีเดียว โดยเฉพาะหากตั้งครรภ์พระโอรส