**** สถานที่ บุคคล และเหตุการณ์ในเื่เป็เพียงจินตนาการของไรท์นะคะ ไม่มีอยู่จริงค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ
Chapter 9
รักแรกของคราม
(คราม Part)
ผมเดินจากญดาแล้วเดินตามดุจดาวไป ไม่รู้ทำไม่นี้ผมรู้สึกรำคาญญดาจังเลยวะ ยิ่ง่หลังๆ มานี้มันแสดงออกชัดเจนว่าแอบชอบผมอยู่ โคตรไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยว่ะอึดอัด
ผมเดินมาทางที่จุดที่ดุจดาวเดินมาเมื่อกี้แต่ก็ยังไม่เห็นเงาของร่างเล็กที่คุ้นเคย
ถอดใจเดินกลับไปที่ศาลาวัดหาแม่ดีป่ะวะครามเอ๊ย ผมตัดใจเตรียมจะกลับแล้วแต่ก็ชนเข้ากับผู้หญิงคนนึง
“อ๊ะ”
“อ่า.. ขอโทษครับ”
ผู้หญิงคนนี้เดินมาชมผมผมเลยต้องประคองเธอเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป แต่กลิ่นนี้...กลิ่นที่แสนจะคุ้นเคย
“อ๊ะ...คราม”
ใช่จริงด้วย
“ดาว..”
ผมไม่เจอเธอคนนี้นานมากแล้ว ั้แ่ ม. 5 เธอก็ย้ายไปเรียนที่อื่นซึ่งก็เป็จังหวะเดียวกันกับที่ไอ้ไทเกอร์ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ด้วยเช่นกัน ผมว่าจังหวะตรงนั้นคงจะทำให้ทั้งสองคนเลิกกัน
“คราม...ไม่เจอกันนานเลย”
เธอผละออกจากตัวผมแล้วยิ้มหวานให้เหมือนอย่างที่เคยเป็ ดาวเป็ผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเพอร์เฟคจริงๆ ผมยาวจนถึงกลางหลังสีน้ำตาลอ่อนพร้อมกับหน้าม้าซีทรู สวยน่ารักยังกะหลุดมาจากซีรี่ส์เกาหลี ผิวก็โคตรขาว ผมแอบชอบดาวมาั้แ่เรียนมัธยมปลาย...
“สบายดีไหมดาว?”
“อื้ม แล้วญดาล่ะ? ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ”
คงจะเห็นว่าปกติผมตัวติดกับญดาเลยถามขึ้นมาแบบนั้น นี่ชักจะแอบคิดแล้วว่าที่ผมไม่สมหวังเื่รักตอนมัธยมปลายเป็เพราะว่าตัวติดกับญดาไปหรือเปล่าวะ คนส่วนใหญ่เลยคิดว่าผมกับญดาเป็แฟนกัน
“ไม่ได้มาด้วยกันหรอก แล้วนี่ดาวกลับมาราชรีเหรอ จะอยู่นานไหม?”
“เราแค่กลับมาเยี่ยมคุณยายชั่วคราวอ่ะ ตอนนี้ครอบครัวเราย้ายไปอยู่กรุงเทพกันหมดแล้ว แล้วเราก็เรียนอยู่ที่กรุงเทพด้วย”
“จริงเหรอ เรียนอยู่มอไหนล่ะเราก็ไปเรียนมหาลัยในกรุงเทพเหมือนกัน”
บอกตามตรงว่าผมโคตรตื่นเต้นเลย จะไม่ตื่นเต้นได้ไงวะ...เจอรักแรกในรอบสามเกือบสี่ปี
“อยู่xxอ่ะ แล้วครามล่ะ”
“xz อยู่ไม่ไกลกันมากนะ ไว้ว่างๆ เราไปกินข้าวกันไหม?”
“เอ่อ ไว้ดูก่อนนะว่าจะว่างตรงกันหรือเปล่า”
ดาวพูดพร้อมกับยิ้มแหย
“งั้นเอาไลน์เราไปดิ รึจะเอาไอจีไว้ฟอลมาก็ได้นะ”
ผมยื่นโทรศัพท์ให้กับดาว ดาวเลยต้องยื่นโทรศัพท์มาแล้วแอดไลน์ผมเอาไว้
“เราแอดไลน์ไว้แล้วล่ะ ไว้เจอกันนะคราม เดี๋ยวเราไปหาแม่ก่อนนะ”
ดุจดาวยิ้มให้เป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินจากออกไป ส่วนผมก็ได้แต่อมยิ้มกับตัวเอง รู้สึกดีใจอย่างที่สุดที่ได้เจอดาวในวันนี้
(ญดา Part)
ฉันยืนกินลูกชิ้นรอคราม เพราะรู้ว่าหนีมันไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วเดี๋ยวจะโดนที่บ้านถามอีกว่าครามหายไปไหน ฉันเองก็ี้เีจะตอบก็เลยจำใจต้องยืนกินลูกชิ้นรออยู่อย่างนี้
เอาเถอะ...อย่างน้อยก็ได้กินลูกชิ้นร้านประจำสุดโปรดก็ยังดี ร้านนี้ฉันกินบ่อยมากเลยสมัยก่อนตอนที่คุณย่าชอบพามาทำบุญ
ฉันนั่งอยู่ตรงม้าหินอ่อนแล้วกินลูกชิ้นปลาจิ้มน้ำจิ้มชุ่มๆ จนกระทั่งครามเดินมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มขัดกับนิสัยมัน ครามมันเป็คนเ็า เืเย็น มั่วผู้หญิงไม่เลือกหน้า แต่พอเจอดุจดาวทีไรมันก็จะเป็อาการแบบนี้ทุกที เป็มาั้แ่ตอนมัธยมแล้ว
ฉันเห็นก็อดหมั่นไส้มันไม่ได้ เหอะๆ
“แดกอยู่นั่นแหละมึงอ่ะ อิ่มยังจะได้ไปหาแม่หาพ่อ”
พอเจอหน้าฉันปุ๊บก็ปรับสีหน้าเป็รำคาญในทันที
“มึงนี่มันเปลี่ยนสีเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าอีกนะ เมื่อกี้ทำเดินยิ้มแป้นมาพอเจอหน้ากูมาทำหน้าหงิก”
ฉันยัดไม้ลูกชิ้นลงในถุงหูหิ้วแล้วลุกขึ้นยืนมามองหน้าครามด้วยความหมั่นไส้ อดไม่ได้ที่จะแขวะจริงๆ
“มึงต้องเข้าใจด้วยว่ากูไปเจอรักแรก จะมีความสุขก็คงไม่แปลก”
“เออ”
เออกูรู้แล้วค่ะ เลิกตอกย้ำกูสักที จะให้ฉันเสียใจช้ำในตายเลยรึไงกัน
“ไปกันเหอะ ป่านนี้พ่อแม่คงจะรอเราอยู่”
มันบอกแล้วเดินมากอดคอฉันแล้วพาฉันเดินไปพร้อมกับเหลือบมามองถุงลูกชิ้นที่ถืออยู่
“มึงแดกลูกชิ้นร้านนี้อีกแล้วเหรอวะญดา”
ฉันก้มลงมองไปตามสายตามันก่อนจะโชว์ถุงลูกชิ้นขึ้นโชว์
“ก็ร้านโปรด กินไหมล่ะ”
“ป้อนทีดิ ไม่อยากมือเปื้อน”
ฉันหยิบไม้ลูกชิ้นที่เป็ฮอทดอกอันใหญ่สีแดงแล้วถือให้ครามกัดกิน แก้มขาวๆ มีสีแดงระเรื่อนิดๆ เนื่องจากอากาศร้อนพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้น แล้วแบบนี้จะไม่ให้ฉันรักมันได้ไง เพราะมันชอบทำแบบนี้ไง...ชอบทำให้ฉันคิดไปเอง
“อร่อยจริงร้านนี้”
ครามกินไส้กรอกจนหมดอัน ฉันเอาไม้เปล่าที่เหลือยัดใส่ถุงไว้
“ไปกันเถอะ ที่บ้านคงรอแล้ว” ฉันบอก
“อือ”
ครามเดินกอดคอฉันแล้วกลับไปหาพวกผู้ใหญ่ มันมักเป็อย่างนี้เสมอนะ ไม่ว่ามันจะใจร้ายกับฉันสักแค่ไหนแต่สุดท้ายฉันก็ใจอ่อนให้มันอยู่ดี
รักเขา หลงเขา จนแทบจะไม่เป็ตัวของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ครามฉันไม่ทำตัวแบบนี้หรอก ทั้งที่เพิ่งจะเสียใจไปขนาดนั้นแต่พยายามทำตัวให้เป็ปกติเพื่อให้ความสัมพันธ์ความเป็เพื่อนมันไปต่อได้
ฉันทนเก่งไหมคะทุกคน? ทนจนเหนื่อย ทนจนไม่อยากจะทน แต่เพราะรักจึงยอมทุกอย่างจริงๆ
หลังจากทำบุญกันจนเสร็จเราสองครอบครัวก็แยกย้ายกันกลับบ้านไม่ได้ไปไหนต่อ วันนี้เป็วันอาทิตย์ซึ่งเป็วันหยุดวันสุดท้ายเพราะพรุ่งนี้ฉันจะต้องกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้ว ที่บ้านคุยกันว่าคงจะให้ครามมารับฉันกลับมหาลัยด้วยพรุ่งนี้
ก็เป็อย่างนี้ตลอดแหละค่ะ ครอบครัวเราสองคนอยากให้เราสองครอบครัวดองกันมากจึงพยายามยัดเยียดให้ครามคบกับฉันแต่ครามก็ไม่ยอม มีแต่ฉันที่เต็มใจฝ่ายเดียว รู้นะว่าทำแบบนี้เหมือนผู้หญิงใจง่าย แต่ก็ห้ามตัวเองให้หยุดรักมันไม่ได้สักที
@ร้านโอ่งัศิริธารากุล
ฉันนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าร้านอย่างเซ็งๆ ได้แต่นั่งถอนหายใจกับตัวเองอย่างคนมีทุกข์ มองคนงานที่เข็นโอ่งขึ้นรถส่งลูกค้าซึ่งมีพ่อคอยคุมอยู่ ร้านของที่บ้านฉันขายโอ่งั มีพวกเครื่องเซรามิก ไห น้ำพุ ซึ่งมีหลากหลายสีสันต์
หน้าร้านจะขายเป็พวกสินค้าประมาณนี้ ส่วนทางด้านหลังร้านจะเป็โรงโอ่งซึ่งจะมีโซนสำหรับปั้นและกองดินเหนียวแดงสำหรับใช้ในการทำโอ่งั ที่โรงงานของพ่อฉันจะมีช่างฝีมือที่ทำงานกันมานานหลายสิบปี แต่ปัจจุบันธุรกิจก็ซบเซาลงและช่างฝีมือก็น้อยลงแต่ทางบ้านก็ยังพยายามประคองธุรกิจ ซึ่งตอนนี้ก็มียอดขายเรื่อยๆ ทำให้กิจการเรายังคงอยู่ไปได้
“เป็อะไรพี่ญดา นั่งหน้าเศร้าเชียว”
จุกเด็กชายวัยสิบขวบลูกชายของลูกน้องในร้านเอ่ยถามฉันเมื่อเห็นฉันนั่งเท้าคางเฝ้าโต๊ะมองพ่อคุมลูกน้องเข็นโอ่งขึ้นรถอย่างเซ็งๆ
“ก็นั่งคิดอะไรนิดหน่อย แล้วจุกจะไปไหนเนี่ย”
น้องมันเดินมาพร้อมกับเงินอีกยี่สิบบาทในมือ
“ไปซื้อขนมร้านป้าเทียนนี่เอง พี่จะไปด้วยกันป่ะล่ะ”
“ขนมร้านป้าเทียนน่ะเหรอ ไปสิ”
ไม่ไกลจากร้านร้านขายโอ่งของฉันมีร้านขายของชำเล็กๆ อยู่ซึ่งเป็ร้านประจำในวัยเด็ก แม้จะมีร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์มาเปิดมากมายแต่กลับมาทีไรก็ต้องไปซื้อขนมร้านป้าเทียนทุกที
ฉันเดินจูงมือเด็กชายวัยสิบขวบซึ่งเป็ลูกชายของคนงานในร้านไปที่ร้านขนม
“หนูญดา ไม่เจอนานเลยลูก”
เมื่อเจอหน้าก็เอ่ยทักทายในทันที ส่วนฉันก็ได้แต่ยิ้มแหยให้ป้าเทียน ที่ไม่กลับบ้านนานเพราะติดกับดักรักของไอ้เ้าครามเพื่อนรักอยู่
“พอดี่นี้หนูเรียนหนักค่ะเลยไม่ค่อยได้กลับมาบ้าน”
“เผลอแป๊บเดียวโตเป็สาวกันหมดแล้ว อีกหน่อยก็แต่งงานมีผัว เฮ้อ พูดแล้วก็เศร้า เด็กโตขึ้นทุกวันส่วนป้าก็แก่ขึ้นเรื่อยๆ”
ป้าเทียนพูดพร้อมกับหยิบขนมที่ฉันกับจุกเลือกใส่ถุงก๊อบแก๊บให้ ส่วนฉันก็ได้แต่ยิ้มแห้ง
“สมัยนี้คนนี้นิยมอยู่เป็โสดกันเยอะค่ะป้าเทียน เผลอๆ ก็ไม่แต่งงานกันหรอก”
อยู่เฝ้าร้านกับพ่อกับแม่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่อยากทุกข์ใจเื่ความรัก พี่ซันแฟนเก่าเอย ครามเอย ฉันไม่เห็นจะได้ลงเอยกับใครสักคน เหนื่อยที่จะต้องไขว่คว้าหาความรักแล้ว
“ก็เห็นพูดแบบนี้กัน สุดท้ายก็แต่งงานมีผัวกันหมด”
ป้าเทียนแซวยิ้มๆ ซึ่งฉันก็ไม่ได้ถือสาอะไรเพราะเป็ปกติของคนมีอายุในต่างจังหวัด
“มีผัวอะไรกันล่ะคะป้าเทียน แฟนยังไม่มีเลย”
ถ้าไม่นับไอ้พี่ซันแฟนเก่าจอมเ้าชู้อะนะ
“อ้าว แล้วเด็กที่ชื่อครามที่ชอบมาเล่นที่ร้านตอนเด็กล่ะ ลูกชายสวนมะพร้าวกับไร่สับปะรดเ้าใหญ่นั่นน่ะ เห็นเฮียวิเชียรเขาหมายมั่นปั้นมือกันไว้สองบ้านนี่ ป้าคิดว่าเรียนจบจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้ซะอีก”
ตายแล้ว ไปเอาข่าวลือแบบนี้มาจากไหนเนี่ย
“ไม่ใช่นะคะ หนูกับครามเป็แค่เพื่อนกัน”
“เพื่อนอะไรพี่ญดา เห็นเมื่อก่อนมาตามคอยรับส่งอยู่ตลอด”
เด็กชายจุกพูดขึ้นพร้อมกับเลียไอติมวนิลาในมือแล้วเลียขึ้นลง จนเลอะขอบปากไปหมด
“เงียบเลยนะจุก ถ้าพูดมากถึงครามอีกพี่ไม่เลี้ยงขนมแล้วนะ”
ฉันกระซิบบอกน้อง จุกทำหน้าเลิ่กลั่กแล้วรีบปฏิเสธ
“ไม่ใช่หรอกป้า พี่ญดาเขาโสด พี่ครามแค่เพื่อน”
คงจะกลัวฉันไม่เลี้ยงขนมก็เลยต้องรีบเปลี่ยนคำพูดสินะ ร้ายจริงไอ้เ้าเด็กคนนี้
“อ้าวเหรอ โทษที ป๊าก็แก่แล้วก็ฟังคนงานเขาพูดกันมาอีกทีนึง”
ป้าเทียนพูดก่อนจะรับเงินไปจากฉันแล้วทอนมา ส่วนฉันก็จูงมือจุกกลับไปยังร้านโอ่งของคุณพ่อคุณแม่
“พี่ญดาโกหกป้าเทียนทำไม ใครก็รู้กันว่าพี่กับพี่ครามเป็แฟนกัน”
ได้ยินแบบนั้นฉันถึงกับต้องก้มลงมองเด็กชายวัยสิบขวบที่กำลังเลียไอติม
“ไม่ได้เป็อะไรกันจ้ะ เป็แค่เพื่อนกันเนอะ”
“เพื่อนอะไรสนิทกันเหลือเกิน”
“อยากโดนยึดขนมในถุงนี่มั้ย”
ฉันทำตาเขียวปั๊ดแล้วยกถุงขนมขึ้นมาโชว์เด็กน้อย
“ม่ายยย ขอโทษค้าบบ เพื่อนก็เพื่อนครับพี่ญดา”
จุกพูดแล้วคว้าถุงขนมมากอดในอ้อมอกอย่างหวงแหน ฉันได้แต่ถอนหายใจแล้วไม่ได้ตอบอะไรออกไปเดี๋ยวพรุ่งนี้ครามก็จะต้องมารับฉันที่บ้านเพื่อกลับคอนโดด้วยกันแล้ว
มีแต่คนเข้าใจผิดว่าฉันคบกับคราม เฮ้อ ถ้าได้คบกันจริงๆ มันก็ดีสิ...