ขุนศึก 'จตุรยมทูต' ทั้งสี่ยิ้มเยาะ .. อุทัยที่เบื้องหน้าเป็นชนชั้นปราณยุทธ์เพียงระดับ ‘อัคระปราณ' .. พวกยอดยุทธ์ที่เข้ามาก่อนหน้าคงอ่อนด้อยเกินไปจึงถูกสังหารไปเสียมากมาย
ฮา ฮา ฮา พวกมันหัวเราะกึกก้อง .. ชื่อเสียงขุนศึกจตุรยมทูตกระฉ่อนโด่งดัง ทั้งสี่คือขุนศึกในทัพหน้าแห่งแคว้นมหาการีย์ ออกศึกบดขยี้แคว้นเล็กแคว้นน้อยมาจนราบคาบ ได้รับการกล่าวขานให้เป็นดังยมทูตผู้นำพาความตายมาสู่กองทัพข้าศึกศัตรู
จตุรยมทูตแยกย้ายอยู่ทั้งด้านซ้ายขวาหน้าหลัง ทั้งยังมียอดยุทธ์และทหารตีวงโอบล้อมอุทัยไว้
.. 'ยมทูตพยัคฆ์ตาเดียว' ที่ด้านหน้า .. ขุนศึกในชุดเกราะสีเงินรูปร่างสูงใหญ่กว่าสี่ศอก ใบหน้าเหี้ยมเกรียมตาซ้ายบอดคาดปิดไว้ด้วยแผ่นหนัง ในมือถือขวานใหญ่ด้ามยาวเป็นอาวุธ
.. 'ยมทูตอสรพิษนิล' ที่ข้างซ้าย .. ยอดยุทธ์ในชุดศึกเป็นเกราะสีครามเข้มรูปร่างสูงเพรียว คาดผ้าปิดหน้าเห็นเพียงดวงตาเรียวยาวดังอสรพิษ มันก้าวเข้ามาสะบัดดาบยาวคู่สีนิลในมือซ้ายขวา
.. 'ยมทูตกระบือศิลา' ที่ข้างขวา .. มันผู้นี้มีศีรษะโล้นไว้เคราครึ้มดวงตาปูดโปน ตัวเตี้ยตันสูงเพียงสามศอกเศษแต่กำยำแข็งแกร่ง หน้าอกเปลือยเปล่าใส่เพียงเกราะอ่อนสีสนิมที่ไหล่และช่วงล่าง ในมือจับค้อนทองเหลืองหัวสี่เหลี่ยมอันเขื่องคอนพาดไว้บนบ่าซ้าย
.. 'ยมทูตเหยี่ยวนรก' ที่ด้านหลัง .. ขุนศึกร่างผอมปราดเปรียวในเกราะอ่อนสีเขียว ใบหน้าซูบดวงตาแหลมคม จมูกงองุ้มดังจะงอยปากของนกเหยี่ยว สองมือหมุนควงทวนสีเงินยวงยาวกว่าสี่ศอก เกิดเป็นกระแสลมพัดผ้าคลุมสีเขียวที่ด้านหลังสะบัดพลิ้ว
นายทหารผู้บัญชาการออกคำสั่ง "สังหารมัน .." พร้อมชี้กระบี่ไปยังอุทัยที่ยืนอยู่กลางวิหาร "ผู้ใดชิงตราหยกมาได้ .. จะได้สองขั้นพร้อมทองคำอีกยี่สิบชั่ง .."
สิ้นคำสั่งนายทหารผู้นั้น ทหารยอดยุทธ์ฝ่ายมหาการีย์ตาเป็นประกาย ความฮึกเหิมเพิ่มพูนกว่าสิบเท่า .. ทองคำลาภยศเป็นตัวกระตุ้นชั้นเลิศ .. ทหารยอดยุทธ์นับร้อยๆ เฮโลกรูตามกันเข้ามา
เฮ .. เฮ .. ฆ่า .. มานนนน .. เสียงโห่ร้องดังอึดอึง .. ซากศพที่อยู่ตามพื้นถูกเหยียบย่ำราวซากสุนัขไร้ค่า .. พวกมันต่างกวัดแกว่งดาบกระบี่วิ่งเข้าหาอุทัย ..
อุทัยสายตาเจิดจ้าแดงฉาน มันโยนตราหยกนพเทพขึ้นสู่ด้านบน ปากกล่าวว่า "เจ้าจ๋อ .. รับไว้ .."
เจี๊ยกกก .. ร่างสีขาวแอบซุ่มอยู่บนเสาสะดุ้งตื่น มันกระโจนวูบรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าพุ่งตรงเข้ามา .. เจ้าเวรุงกะฉีกยิ้มให้อุทัยแล้วยื่นนิ้วมือยาวๆ ของมันฉกฉวยตราหยกที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นเอาไว้
จั๊กกก .. จั๊กกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะกระโดดหายขึ้นเสาวิหารไป ..
อุทัยแผ่พลังปราณผ่านสองมือดูดรั้งดาบยาวที่พื้นมาสองเล่ม มันสะบัดดาบทดสอบสมดุลน้ำหนักดัง .. ขวับ .. ขวับ
แล้วจึงระเบิดพลังปราณออกจากจุดชีพจรจักระ 'มณีปุระ' ตรงกลางสะดือตัดกับกระดูกสันหลัง และจักระ 'อะนาหตะ' ตรงแนวหัวใจ พลังปราณเชื่อมต่อภายในเกิดเป็นแกนพลังที่กลางลำตัวแล้วบิดหมุน ร่างกายหมุนวนตอบสนองส่งพลังปราณเข้าสู่เส้นชีพจรแขนที่กระชับดาบทั้งสองดังกังหันประหารชีวิต .. 'เพลงดาบเทพสงคราม' กระบวนท่านี้ ..
.. วิปลาสจักรา !!!
.. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! .. ท่าร่างอุทัยหมุนวนกลายเป็นกงจักรสังหาร ..
.. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! .. ปราณดาบวูบวาบฟาดฟัน .. ดาบกระบี่ของทหารยอดยุทธ์มหาการีย์แถวด้านหน้าหักสะบั้น
.. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! .. ปราณดาบสังหารสีทองสลับสีดำกระจายเชือดเฉือน .. ซากร่างอวัยวะแขนขามนุษย์ถูกฟันขาดกระเด็นลอยปลิดปลิวไปทั่ว
ยิ่งได้สังหาร .. อุทัยยิ่งบ้าระห่ำ .. ท่ามกลางม่านโลหิตสาดกระเซ็น ดวงตาของมันสาดแสงแดงฉานดังอสูรร้ายหวนคืนสู่พื้นพิภพ
.. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! .. ปราณดาบหมุนวนไปถึงที่ใด ความตายก็ไปถึงที่นั่น .. ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานไว้ได้
อุทัยปล่อยดาบออกจากมือทั้งสอง .. ใช้พลังปราณไร้สภาพเข้าควบคุมราวถือดาบไว้กับมือ
.. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! .. รัศมีของกงจักรสังหารไม่ถูกจำกัดที่ระยะแขนของอุทัยอีกต่อไป อุทัยหยุดยืนมั่นคงมือซ้ายขวากวัดแกว่งใช้พลังปราณบังคับดาบทั้งสองหมุนบินกลางอากาศ แผ่ปราณดาบสังหารยืดขยายออกเข่นฆ่า ..
อ๊ากกก อ๊ากกกก อั๊กกกกก .. เสียงร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด ฝ่ายมหาการีย์มันล้มตายระเนระนาด
อ่า .. นายทหารผู้บัญชาการถึงกับเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง .. มันกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดกัน ..
เพียงชั่วครู่ทัพมหาการีย์ถูกสังหารเพิ่มอีกมากมาย .. จตุยมทูตจ้องมองอุทัยอย่างไม่วางตา .. ยมทูตพยัคฆ์ตาเดียวกล่าว "ฮึ .. ไอ้เจ้านี้ .. ไม่เลว .." มันขยับหวานใหญ่ในมือตั้งท่าเตรียมพร้อม
ยมทูตเหยี่ยวนรกเห็นยอดยุทธ์มหาการีย์ตกตายมากมาย มันสบถด่า "จิ จิ .. หาที่ตาย .." นำปลายหอกแหลมชี้จดจ้อง
ยมทูตกระบือศิลาถ่มถุยใส่พื้นด้วยความกักขฬะ "เคกกก .. ถุยยย .. ไอ้มัธยาขี้ครอก .." สองมือจับค้อนทองเหลืองเตรียมพร้อม
ยมทูตอสรพิษนิลจ้องมองท่าร่างของอุทัยไม่กะพริบตา มันขยิบตาส่งสัญญาณมือให้ยมทูตทั้งสาม ..
ขุนศึกยมทูตกรัมศึกมาด้วยกันจนรู้ใจ ต่างระเบิดพลังปราณพุ่งเข้ามาประเคนคมอาวุธเข้าใส่โดยพร้อมเพรียง
.. ยมทูตพยัคฆ์ตาเดียว ที่ด้านหน้า .. กระโดดสูงยกสองแขนเงื้อขวานใหญ่จามลงมา เกิดเป็นปราณอัคคีผ่าลงที่กลางกบาลของอุทัย
.. ยมทูตอสรพิษนิล ที่ข้างซ้าย .. ก้าวสามขุมอย่างรวดเร็วสะบัดดาบคู่ใหญ่ยักษ์ฟาดฟัน เห็นเป็นปราณดาบสีดำฟันเข้าที่ลำตัว
.. ยมทูตกระบือศิลา ที่ข้างขวา .. วิ่งเข้ามาแล้วหยุดร่างปักหลั่นเหวี่ยงค้อนทองเหลืองด้ามยาวตัดลงเฉียงๆ พลังปราณดังภูเขาทั้งลูกกดทับเข้าใส่สะโพก
.. ยมทูตเหยี่ยวนรก ที่ด้านหลัง .. ห้อตะบึงพุ่งทวนปลายแหลมยาว พลังปราณแหวกอากาศดังซี่ๆ ใส่ที่กลางหลัง
ขณะถูกจู่โจมจากรอบด้าน .. อุทัยพลันได้คิด มิต้องใช้มือถือดาบก็สามารถควบคุมดาบได้ด้วยพลังปราณ ทำให้มันเข้าใจเพลงดาบเทพสงครามอีกกระบวนท่าหนึ่ง ..
ร่างกายแผ่พลังปราณรั้งดูดกระบี่ดาบที่ตกอยู่เกลื่อนพื้น ดาบกระบี่กว่าสิบๆ ด้ามเหล่านั้นต่างสั่นสะท้านลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วเข้ามาห้อมล้อมอุทัยไว้ตรงกลาง .. ดวงตาของอุทัยฉายแสงแดงฉานเจิดจ้า
.. ดารามาศสังหาร !!!
.. ตู้มมมมม !!! โดยมีอุทัยเป็นศูนย์กลาง .. ปราณทมิฬมรณะระเบิดออกจากจักระชีพจรทั้งแปดผลักดันดาบกระบี่พุ่งไปรอบทิศทางดังรัศมีดวงดารา พลังปราณที่แผงมากับดาบกระบี่รุนแรงอย่างเหลือเชื่อ
ตาที่เหลือข้างเดียวยมทูตพยัคฆ์เบิกโพลง .. กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างเร็วจนมองไม่ทัน .. เป็นเส้นสายสีดำทมิฬตรงเข้าท้องน้อยของมัน
.. เปรี้ยงงงง !!! เส้นสายปราณกระบี่ทะลวงผ่านปราณคุ้มกันกายทะลุร่างอันแข็งแกร่ง ทูตพยัคฆ์ตาเดียวผงะหงายโลหิตสาดกระจาย
ยมทูตกระบือศิลาปากโบ๋ตาถลน .. เส้นสายสีดำทมิฬเรียวเล็กวูบวาบ เป็นหอกสั้นอันแหลมคมแผงพลังปราณรุนแรงพุ่งเข้ามาหา
.. เปรี้ยงงงง !!! หอกสั้นนั้นพุ่งทะลุผ่านหน้าออกออกไปด้านหลัง .. สายตาของมันพร่าเลือน .. ร่างที่กำลังเหวี่ยงค้อนทองเหลืองหยุดนิ่ง
ยมทูตเหยี่ยวนรกตระหนกสุดขีดทำการหยุดท่าร่างโดยฉับพลัน .. ทวนสีเงินถูกรั้งกลับมาสะบัดใส่เส้นสายสีดำที่กำลังพุ่งตรงมา
.. เปรี้ยงงงง !!! เปรี้ยงงงง !!! ปลายทวนกระแทกใส่ดาบสองเล่ม มือของมันสั่นสะท้านง่ามนิ้วมือฉีกขาด พลังปราณประหลาดชำแรกทำร้ายเส้นชีพจรปราณและอวัยวะภายใน
ยมทูตอสรพิษนิลรับเหตุเปลี่ยนแปลงในทันใด .. มันนำดาบใหญ่ทั้งสองไขว้ตั้งรับเส้นสายสีดำทมิฬที่พุ่งมานั้นอย่างรวดเร็ว
.. เปรี้ยงงงง !!! เป็นดาบเล่มหนึ่งกระแทกดาบคู่ของยมทูตอสรพิษนิลจนบิดเบี้ยว .. ร่างของมันถูกกระแทกลอยค้าง .. มือแขนซ้ายขวาชาด้านถูกพลังปราณทมิฬกระแทกจนลมปราณปั่นป่วน
.. เปรี้ยงงงง !!! เปรี้ยงงงง !!! เปรี้ยงงงง !!! เปรี้ยงงงง !!! เปรี้ยงงงง !!! ดาบกระบี่หอกที่เหลือพุ่งกระจายออกเป็นเส้นสายรอบทิศ แต่ละเส้นสายเสียบทะลุร่างของยอดยุทธ์นับสิบๆ ร่าง ทั้งยังพุ่งผ่านประตูหน้าต่างของปราสาทออกไปทำร้ายทหารที่เบื้องนอก
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว .. ขณะที่ร่างจตุรยมทูตชะงักลอยค้าง ดวงตาแดงฉานของอุทัยเกิดประกายเย็นเยียบสีดำทมิฬวิบวับ ปราณอสูรบรรพกาลระเบิดออกจากจุดชีพจรหลักทั้งแปด
.. อสูรแยกกายา !!!
ร่างของอุทัยแยกออกเป็นสี่ร่างราวปาฏิหาริย์ แต่ละร่างพุ่งเข้าหาขุนศึกยมทูตทั้งสี่พร้อมกัน
อุทัยพุ่งมาปรากฏอยู่ด้านหน้ายมทูตกระบือศิลา หนึ่งศอกหนึ่งเข่าแหวกอากาศพุ่งลอยเข้ามาอย่างสุดแรง
.. หอกฟ้าปราบมาร !!!
.. เปรี้ยงงง !!! เสียงดังสนั่น เข่าศอกบรรจุพลังอสูรประทับใส่หน้าอกเปลือยเปล่าของยมทูตกระบือศิลา อกของมันถูกพลังปราณกระแทกจนแหลกเหลวเนื้อหนังกระดูกกระจุยกระจาย ..
อุทัยยังหยิบฉวยค้อนทองเหลืองกระหน่ำฟาดใส่ .. ป๊าบบ ! ป๊าบบ ! เสียงดังราวก้อนเนื้อถูกบดทุบกระแทกลงพื้น
อุทัยร่างที่สองลอยล่องอยู่ด้านบนยมทูตพยัคฆ์ตาเดียว มันทิ้งตัวลงนำหัวเข่าทั้งคู่ดิ่งเข้าใส่หน้าอก
.. ประทับล้มคชสาร !!!
.. เปรี้ยงงง !!! เข่าคู่ทิ้งดิ่งกระแทกหน้าอกของยมทูตพยัคฆ์จนจมยุบ พลังปราณอสูรฉีกกระชากเนื้อหนังอวัยวะภายในเป็นเลือดเนื้อปลิวกระเด็น .. ดวงตาอีกข้างของยมทูตพยัคฆ์ปูดโปนจนกระเด็นหลุด ตอนนี้มันสูญเสียดวงตาอีกข้างกลายเป็นตาบอดโดยสมบูรณ์
อุทัยอีกร่างยื่นนิ้วดีดที่ปลายทวนดัง .. กิ๊งงง ! .. พลังปราณอสูรวิ่งสู่ทวนโลหะของยมทูตเหยี่ยวนรกจนสั่นสะท้าน ขุนศึกยมทูตรู้สึกเสียวปร๊าบจนต้องปล่อยมือออกจากทวน .. อุทัยกระโดดมุดเข้าไปหมุนศอกขวาฟาดใส่
.. จักราผ่าพสุธา !!!
.. เปรี้ยงงง !!! เปรี้ยงงง !!! ศอกขวาฟาดเข้ากกหูของยมทูตเหยี่ยวนรกอย่างแรงถึงสองครั้ง ปราณอสูรระเบิดฉีกร่างกายขุนศึกมหาการีย์จนศีรษะยุบ ร่างยมทูตเหยี่ยวลอยคว้างราวลูกข่างโลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว
อุทัยร่างที่สี่กระโจนเข้าใส่ยมทูตอสรพิษนิลที่ลอยอยู่กลางอากาศ แล้วหมุนตัวปล่อยแข้งซ้ายฟาดใส่สุดแรง .. ยมทูตอสรพิษรั้งสติปล่อยสองดาบทิ้ง ทำการหดแขนขาขดตัวเป็นลูกกลมปลดปล่อยพลังปราณคุ้มกันร่างกาย
.. ประหารพยัคฆา !!!
.. เปรี้ยงงง !!! แข้งซ้ายระเบิดพลังปราณอสูรฟาดใส่ส่วนหลังของยมทูตอสรพิษ .. พลังปราณที่คุ้มกันร่างกายถูกทำลายแหลกสลาย ร่างปลิวกระเด็นดังลูกหนังละลิ่วลอยชนข้างผนังวิหารดังสนั่น
ขุนศึกจตุรยมทูตทั้งสี่ต้องมาสิ้นเกียรติประวัติพ่ายแพ้ภายในปราสาทหงส์ทะยานแห่งนี้ เหล่ายอดยุทธต่างชะงักจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตา
ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! เสียงกลองศึกดังระรัว .. ดูท่าทัพมหาการีย์ไม่กลัวความตาย ต่างระดมกำลังเข้ามาเพิ่มพร้อมจัดขบวนบุกเข้ามาอีกครั้ง
.. ฆ่ามานนนน .. ฆ่ามานนนน เสียงร่ำร้องอย่างโกรธแค้น ไม่เคยมีคราใดทัพมหาการีย์ต้องเสื่อมเสียเกียรติถึงเพียงนี้ .. ยอดยุทธ์ทัพมหาการีย์กว่าร้อยๆ กรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
แต่อุทัยบ้าคลั่งกว่า !!! ร่างทั้งสี่กลับมารวมเป็นหนึ่ง ตาทั้งสองของมันแดงฉานเจิดจ้าสองมือชุ่มไปด้วยโลหิต .. มันแสยะเขี้ยวอย่างดุร้ายสติความนึกคิดของมันไม่เหลืออยู่แล้ว
"เข้ามา .. เข้ามาอีก .. เข้ามารับความตายจากข้า" ดวงจิตของมันดิ่งลึกสู้ด้านมืด มีแต่ความตายเท่านั้นที่มันต้องการมอบให้
เพลงดาบเทพสงครามอีกกระบวนท่าหนึ่งผุดขึ้นมาในดวงจิต .. อุทัยแผ่กระจายพลังปราณอสูรบรรพกาลออกโดยรอบ ..
กึกก .. กึกก .. กึกก .. ศาสตราวุธตามพื้นสะท้านสั่นไหว .. กระบี่ ดาบ ทวน ง้าว นับร้อยลอยขึ้นจากพื้นเข้ามาล้อมรอบกายอุทัย
วิ๊งง .. วิ๊งง .. วิ๊งงงง .. พลังปราณถูกบรรจุเข้าศาสตราวุธเหล่านั้นจนมันร้องคำราม .. เมื่อเข้าใจกระบวนท่า 'วิปลาสจักรา' และ 'ดารามาศสังหาร' ก็สามารถใช้กระบวนดาบท่านี้ .. กระบวนท่า ..
.. วายุเทพถล่มมาร !!!
.. ตู้มมมมมมมม !!! .. อุทัยระเบิดพลังปราณ .. ศาสตราวุธนับร้อยพุ่งกระจายออกไปรอบทิศทั่วทาง
.. ว๊าบบบ .. ว๊าบบบ .. ว๊าบบบ .. ยอดยุทธ์ที่กรูเข้ามาถูกศาสตราวุธเสียบทะลุร่าง .. ศาสตราวุธเหล่านั้นยังบินคว้างส่ายวูบวาบราวมีชีวิต
.. ว๊าบบบ .. ว๊าบบบ .. ว๊าบบบ .. ศาสตราวุธนับร้อยหมุนควงเป็นกงจักรบิน ตัดผ่านร่างกายของเหล่ายอดยุทธ์ทัพมหาการีย์ราวเป็นตุ๊กตาดินเหนียว
.. ว๊าบบบ .. ว๊าบบบ .. ว๊าบบบ .. ศาสตราวุธบินวนไปทั่ววิหาร ศีรษะอวัยวะแขนขาปลิวกระเด็นว่อน โลหิตพุ่งกระฉูดน่าหวาดเสียว
กระบวนท่าดาบสังหารยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง อุทัยบังคับศาสตราวุธบินหมุนวนเป็นกงจักรสังหาร ปราณอสูรบรรพกาลและปราณอรุณโรจน์ถูกปลดปล่อยออกอย่างรุนแรงไปทั่ว
อ๊ากกกกก !!! เสียงร่ำร้องตื่นตระหนกของฝ่ายมหาการีย์
อ๊ากกกกก !!! อ๊ากกกกก !!! ดาบกระบี่บินว่อนตัดเฉือนร่างกายของพวกมัน
อ๊ากกกกก !!! อ๊ากกกกก !!! อ๊ากกกกก !!! ทัพมหาการีย์ตกตายรวดเร็วราวใบไม้ร่วง
การไล่สังหารดำเนินอยู่ฝ่ายเดียวไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานได้ .. เหล่าทหารบ้างหลบซ่อนอยู่ตามเสาตามมุมมืด .. บ้างวิ่งเตลิดหนีออกจากปราสาทไป
.. โลหิตสาดกระเซ็นเป็นละอองราวสายฝนในวสันตฤดู
.. ซากร่างปลิดปลิวขาดกระเด็นเป็นภาพที่สยดสยองสุดที่จะพรรณนา
.. เป็นกระบวนท่าสังหารอันโหดเหี้ยมเสียสติของมารอสูรโดยแท้จริง
พยุหะศาสตราปราณสังหารสงบลง .. ดาบกระบี่ร่วงหล่นลงพื้น กลายสภาพเป็นเศษเหล็กหงิกงอบิดเบี้ยว .. อุทัยยืนนิ่งตาแดงฉานอยู่กลางวิหารเพียงผู้เดียว
.. พันสุธาหมอบซ่อนอยู่ในกองซากศพหลังเสาหินต้นหนึ่ง มันผงกหัวขึ้นมาพบเห็นอุทัยยังคงอยู่ ..
.. หวา !!! .. พันสุธารีบมุดกลับเข้าไปในกองซากศพทำเป็นแกล้งตายอย่างว่องไว
.. ยมทูตอสรพิษนิลเป็นผู้เดียวในจตุรยมทูตที่ยังมีชีวิตรอด .. มันคุกเข่านั่งนิ่งตัวสั่นงันงกสายตาเหม่อลอยไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งยังได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งภายนอกและภายในโลหิตทะลักออกจากบาดแผลไม่หยุด ..
.. โครมมม ! ยมทูตอสรพิษนิลหน้าคะมำล้มลง .. ยอดยุทธ์แกร่งของทัพมหาการีย์เกือบพันนาย นอนทอดร่างกลายเป็นซากศพไม่สมประกอบอยู่ภายในปราสาท
ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! เสียงกลองศึกดังขึ้นจากนอกปราสาทหงส์ทะยาน เป็นสัญญาณให้ส่งกองกำลังเข้าไปอีก
ยอดยุทธ์อีกนับร้อยกรูกันเข้ามาอีกครั้ง .. แต่พวกมันต้องชะงักกึก .. ขนแขนชูชันขนหัวลุกตั้งด้วยความสยดสยอง
แสงสาดส่องจากคบเพลิงมองเห็นยอดยุทธ์มากมายกลายเป็นซากศพสุมทับ ส่วนใหญ่เป็นซากศพไม่สมประกอบอวัยวะถูกตัดแยกเป็นส่วนๆ โลหิตไหลเจิ่งนองท่วมพื้นสูงถึงครึ่งแข้ง ผนังเพดานวิหารถูกโลหิตสาดเปรอะไปทั่ว
ดาบกระบี่ปักฝังอยู่ทั่วผนังเพดาน ทั้งยังมีร่องรอยเชือดเฉือนเป็นแนวคล้ายคมดาบยาวบ้างสั่นบ้าง กระจัดกระจายเจาะลึกตามพื้นเสาและผนังศิลาจนไม่เหลือสภาพวิหารอันงดงามอีก
กึ๊กกกก .. เสียงเดิมดังมาจากบันไดวนของปราสาทปลุกทั้งหมดตื่นจากภวังค์ .. แถบแสงสีเหลืองลดลงเหลือสิบแถบ .. แล้วแปรเปลี่ยนเป็นสีส้ม
ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! เสียงกลองศึกดังระรัว .. บุกเข้าไป .. บุกเข้าไป .. เสียงสั่งการมาจากภายนอก
หัวใจของยอดยุทธ์มหาการีย์เต้นระรัวตามเสียงกลองศึก .. เสียงโห่ร้องอื้ออึงของทหารนับพันๆ ที่ด้านนอกดังกึกก้องฮึกเหิม .. แต่ทหารภายในยังยืนขาแข็งมิสามารถก้าวเดินต่อไป
เจี๊ยกกกก .. เจ้าเวรุงกะกระโดดลงมาเกาะที่บ่าของอุทัย ในมือของมันถือตราหยกนพเทพโยนเล่นไปมา
อุทัยรู้สึกโปร่งโล่ง .. โทสะที่มีถูกระบายใส่ยอดยุทธทัพมหาการีย์เหล่านี้ แต่กระบวนดาบ 'วายุเทพถล่มมาร' ทำมันสิ้นเปลืองพลังปราณและพลังจิตเป็นอย่างมาก
พบเห็นทางทัพมหาการีย์ส่งกองกำลังนับร้อยๆ เข้ามา .. พวกมันช่างมากมายราวฝูงมดเข่นฆ่าเท่าไรก็ผุดโผล่ออกมาอีก
จั๊กกก .. จั๊กกก .. เจ้าวารุงกะยื่นตราหยกขึ้นชี้นิ้วไปยังข้างบน กล่าวอย่างรู้ใจว่า "ชั้นสามนายท่าน .. ชั้นสาม .."
อุทัยนึกอันใดขึ้นได้ มันแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ".. มหาการีย์เอ๋ย พวกเจ้าก็เป็นสาเหตุการตายของบิดามารดาข้า .." ดวงตาของมันเปล่งแสงแดงสุก "ตายกันให้หมดแสนนี้แหละ .. ฮี ฮี"
คิดได้เช่นนั้นอุทัยพุ่งทะยานไปยังบันไดวนที่กลางวิหารโดยทันใด .. กึ๊กกกก เสียงเดิมดังขึ้น แถบแสงสีส้มลดลงเหลือเก้าแถบ
ขณะจะถึงบันไดวนเพียงสามก้าวบรรยากาศรอบข้างเกิดการเปลี่ยนแปลง ..
.. ภายในวิหารเกิดแสงสีม่วงระยิบระยับแปลกประหลาดคล้ายภาพหลอนของดวงดาวบนท้องฟ้า ทุกที่เวิ้งว้างว่างเปล่าราวล่องลอยอยู่นอกพื้นพิภพ .. ปราณพลังบางเบาห่อรอบบันไดวนเอาไว้
.. โครมมม !!! อุทัยพุ่งชนม่านพลังนั้นอย่างจังจนร่างกระดอนกลับมา
.. อุทัยเอะใจหันกลับมา สายตาจ้องมองบุคคลผู้หนึ่ง .. คนผู้นั้นเป็นผู้เฒ่าสวมชุดยาวสีขาวหนวดเคราพัดพลิ้ว .. ให้อารมณ์ดุจพบเจอเทพเซียนลอยลงมาจากสรวงสวรรค์ ..