Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 102 หยั่งเชิงหลังสร่างเมา

            ภายในห้อง เมื่อเห็นเว่ยซานเต๋อจ้องหยกชิ้นนั้นตาเขม็ง เว่ยอวี่เหอก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม


     

            “คุณปู่ก็คิดว่ามันยอดเยี่ยมมากใช่ไหม?”

            เว่ยซานเต๋อพยักหน้า น้ำเสียงเจือความประหลาดใจ “หยกอายุยืนชิ้นนี้ไม่ธรรมดาจริงๆเมื่อถือมันเอาไว้ก็รู้สึกเหมือนว่าร่างกายจะดีขึ้นเล็กน้อย”

            “เช่นนั้นก็ดีแล้ว หลังจากนี้คุณปู่ถือหยกอายุยืนชิ้นนี้บ่อยๆจะได้บำรุงร่างกาย” แม้เว่ยอวี่เหอจะไม่รู้ว่าคำพูดของคุณปู่นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็เพียงแค่อยากให้คุณปู่ปลอดภัย

            “พรุ่งนี้ผู้เฒ่าหยวนจะมาดูอาการของคุณปู่ ด้วยวิชาการแพทย์ของผู้เฒ่าหยวนเขาจะต้องรักษาคุณปู่ให้หายได้อย่างแน่นอน” 

            “อวี่เหอลำบากแล้ว” เว่ยซานเต๋อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะด้วยความยินดี

            “ไม่เลย!” เว่ยอวี่เหอเดินเข้ามาจับมือของเว่ยซานเต๋อเอาไว้แล้วถามอย่างสงสัยว่า “คุณปู่ ได้ยินหลงอีกับหลงเออร์พูดว่าเมื่อวานคุณได้พบกับอัจฉริยะจอมยุทธ์โบราณอย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่แล้ว เจ้าเด็กคนนั้นเป็นอัจฉริยะจอมยุทธ์โบราณจริงๆเขาที่มีพรสวรรค์ระดับต้น แต่กลับเอาชนะหลงอีกับหลงเออร์ที่มีพรสวรรค์ระดับกลางได้เขายังสามารถเข้าสู่ขอบเขตหลงลืมตัวตนได้ตลอดเวลา เขามีพรสวรรค์จนน่าตกใจแต่ที่ไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือ เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าๆ เท่านั้น”

            “อะไรนะ?” เว่ยอวี่เหอเบิกตากว้างด้วยความตกใจหัวใจเต้นกระหน่ำ 

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเอาชนะข้ามระดับเลยแต่คาดไม่ถึงว่าจะสามารถเข้าสู่ขอบเขตหลงลืมตัวตนที่เกือบจะเหยียบระดับเซียนเทียนได้?

            เธอตกใจจนมึนงง

            ขอบเขตหลงลืมตัวตนถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดในการต่อสู้ มีเพียงแค่คนที่ฝึกฝ่าด่านอรหันต์ที่เข้มงวดมาเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าใจวิถีการบำเพ็ญเพียรระดับสูงได้อย่างทะลุปรุโปร่งและสามารถอยู่ในขอบเขตหลงลืมตัวตนนี้ได้

            คาดไม่ถึงว่าผู้ชายวัยยี่สิบต้นๆ ก็สามารถเข้าสู่ขอบเขตหลงลืมตัวตนได้

            หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปเกรงว่าอาจจะทำให้โลกต้องเกิดความปั่นป่วนแล้ว?

            “ปู่เองก็เพิ่งเคยเห็นคนแบบนี้เป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงพูดคุยกับเขาอยู่นานและได้รู้จักชื่อของเขาแล้ว เหมือนเขาจะชื่อว่าซูฮ่าว” เมื่อเว่ยซานเต๋อพูดถึงเรื่องนี้เขาก็ยังคงตกใจอยู่เช่นเดิม

            “ซูฮ่าว?” เงาร่างของเว่ยอวี่เหอสั่นสะท้านมุมปากกระตุกขึ้น “คุณปู่บอกว่าเขาชื่อซูฮ่าวคงไม่ใช่คู่หมั้นของไป๋เหวินหลิงประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวใช่ไหม?”

            เธอจำได้อย่างแม่นยำวันนี้ตอนที่เธอเดินเล่นกับมู่หรงฉินที่ถนนแกะสลักฉวนโจวมู่หรงฉินก็ได้ชื่นชมซูฮ่าวคนนี้อย่างต่อเนื่อง

            หรือว่าทั้งสองคนนี้จะเป็นคนเดียวกัน?

            “หลังจากที่ปู่กลับมาแล้ว ปู่ก็ไปสืบเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นซูฮ่าวคนนั้นแหละ” เว่ยซานเต๋อตอบรับ ก่อนจะถามขึ้นว่า “หรือว่าอวี่เหอเคยเจอซูฮ่าวมาก่อนแล้วหรือ?”

            “ไม่เคยค่ะ แค่เคยได้ยินมาเท่านั้น!” เว่ยอวี่เหอส่ายหน้าภายในใจก็รู้สึกตื่นตระหนก 

            ลูกคนรวยที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทั้งมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในตอนแรกเป็นหมอเทวดารักษาคุณปู่ของมู่หรงฉิน ต่อมาก็กลายเป็นอัจฉริยะจอมยุทธ์โบราณจากคำบอกเล่าของคุณปู่นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

            เว่ยซานเต๋อกลอกตาขึ้น “อวี่เหอ หากหลานว่างๆก็ไปพูดคุยกับซูฮ่าวคนนี้ดูสิ หลายปีที่ผ่านมานี้ ปู่เห็นอัจฉริยะมามากมายแต่ส่วนใหญ่แล้วจะล้มเหลวกลางทาง มีเพียงส่วนน้อยที่สำเร็จแต่ปู่คิดว่าซูฮ่าวจะเป็นหนึ่งในส่วนน้อยนั้น อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้สูงมาก”

            “คุณปู่ แล้วทำไมต้องให้หนูไปด้วย?” เว่ยอวี่เหอกลอกตามองบนแล้วบ่นพึมพำ 

            “อวี่เหองดงามราวบุปผา รูปร่างอ้อนแอ้น แล้วยังอายุเท่ากับซูฮ่าวก็ต้องคุยกันได้ถูกคอแน่นอน ไม่แน่ว่าเขาอาจจะชอบหลาน” เว่ยซานเต๋อยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม 

            “นอกจากนี้ อวี่เหอก็ควรหาสามีที่เหมาะสมได้แล้วปู่อยากจะอุ้มเหลนเร็วๆ แล้ว”

            เว่ยอวี่เหอได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็แดงซ่าน “คุณปู่บ้าที่สุด!”

            “อะไรกัน ปู่พูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?”

            “ปู่ยังจะพูดอีก ครั้งที่แล้วปู่เพิ่งแนะนำฉันให้กับคนที่ชื่อไมตงแล้วบอกว่าคนคนนั้นยอดเยี่ยมมาก แต่นอกจากบ้านของเขามีอำนาจแล้วอย่างอื่นก็ไม่เห็นมีอะไรดีเลย แม้กระทั่งฝาขวดน้ำยังเปิดไม่ออก ถ้าหนูชกเขาเบาๆก็อาจจะทำให้เขาเข้าโรงพยาบาลได้เลย เขาอ่อนแอชะมัด”

            “ฮ่าๆ ๆ … ”

            เสียงหัวเราะของสองปู่หลานดังก้องไปทั่วห้องหนังสือบรรยากาศอบอุ่นอย่างหาได้ยาก 

            ชื่อของซูฮ่าวค่อยๆ สลักภายในใจของเว่ยอวี่เหออย่างชัดเจนมากขึ้น

            ………………..

            ห้องของซูฮ่าวภายในคฤหาสน์

            ในตอนนั้นลำแสงแห่งจิตวิญญาณสายแล้วสายเล่าพวยพุ่งมาจากท้องฟ้าและถ่ายเทเข้าไปในร่างกายของตันเถียนอย่างต่อเนื่อง  

            ภายใต้อิทธิพลของลำแสงแห่งจิตวิญญาณควบคู่กับการฝึกฝนทางจิตวิญญาณพวกมันเกื้อหนุนกัน ทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น 

            หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง ซูฮ่าวก็ลืมตาขึ้นมาก่อนหยุดบำเพ็ญเพียรวิชาชิงแสงนำพลัง

            เมื่อเขาหันไปมองนาฬิกา เขาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มครึ่งแล้วเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในแววตามีแสงสว่างพาดผ่าน “เพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเองแต่ฉันกลับรู้สึกได้ถึงผลลัพธ์ของการบำเพ็ญเพียรมาครึ่งเดือน เกรงว่าหากฉันฝึกวิชาชิงแสงนำพลังอีกครั้งอาจจะทำให้เลื่อนขั้นสู่พรสวรรค์ระดับกลาง ด้วยความเร็วในการบำเพ็ญเพียรระดับนี้มันช่างน่าตกตะลึงจริงๆ ”

            หากคนทั่วไปต้องการเลื่อนขั้นจากเซียนเทียนระดับต้นสู่ระดับกลางต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูง ก็ไม่สามารถใช้เวลาแค่หนึ่งถึงสองเดือนในการเลื่อนขั้นได้เลยส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับต่ำ หากใช้เวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีก็อาจจะไม่สำเร็จ

            แต่ตัวเขาเองกลับใช้เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งชั่วโมงกลับมีผลลัพธ์เทียบเท่าคนที่ฝึกมาครึ่งเดือน ซึ่งนี่เป็นความเร็วที่น่าตกใจมาก 

            คุณภาพของวิชาเป็นตัวกำหนดความสามารถสูงต่ำของจอมยุทธ์โบราณ 

            ซูฮ่าวยักไหล่แล้วเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะออกไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ 

            แต่ในตอนนั้นรถปอร์เช่ที่อยู่ด้านนอกคฤหาสน์ก็ดึงความสนใจของเขาไป 

            คนที่ขับรถคันนั้นขับเบี่ยงไปเบี่ยงมาราวกับกำลังเมา

            ก่อนจะขับมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์อย่างยากลำบากจากนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งลงมาจากรถ ผู้หญิงคนนั้นก็คือไป๋เหวินหลิงนั่นเอง

            เหมือนว่าเธอจะเมาแล้ว และพยายามใช้ลายนิ้วมือกดเปิดประตูคฤหาสน์อยู่นานแต่ก็ไม่สามารถเปิดได้สักที

            “ผู้หญิงโง่คนนี้นี่… ” ซูฮ่าวหัวเราะอย่างขื่นขมก่อนจะเปิดหน้าต่างแล้วกระโดดลงไป จากนั้นปลายเท้าก็แตะพื้นอย่างนุ่มนวล ราวกับว่าความสูงสามสี่เมตรของตึกไม่อยู่ในสายตาเขาเลย

            เขารีบเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว แล้วเปิดประตูคฤหาสน์ออก 

            ในตอนนั้นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งก็โถมตัวใส่อ้อมกอดของเขา 

            ในตอนนี้ไป๋เหวินหลิงเมาจนหมดสติไปแล้ว ใบหน้าแดงก่ำแต่ความงดงามยังคงอยู่ ร่างกายของเธออ่อนยวบเลื้อยไปมาราวกับงู 

            ซูฮ่าวคว้าตัวเธอพลาดอยู่หลายครั้ง จนเกือบจะทำให้เธอล้มลงไปที่พื้นเขาจึงยื่นมือทั้งสองข้างออกไปอุ้มตัวของเธอไว้อย่างจนปัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เธอเลื่อนตกลงไป 

            ใบหน้าของไป๋เหวินหลิงเป็นสีแดงระเรื่อ ผมที่ปรกหน้าผากปลิวสยายตามสายลมสายตาหันมามองทางซูฮ่าวอย่างขุ่นมัว ก่อนจะยื่นมือออกมาลูบใบหน้าของเขา “ซู… ซูฮ่าว ฉัน… เหมือนว่าฉันจะเมาแล้ว… ”

            “เธอไม่ได้ดูเหมือนหรอก แต่เธอเมาแล้วจริงๆ ” ซูฮ่าวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก จากนั้นก็รีบปิดประตูคฤหาสน์ลง ก่อนจะพยุงเธอเข้าไปในห้องโถง 

            “ซู… ซูฮ่าว ฉัน… ฉันกับเพื่อนสนิทดื่มเหล้าด้วยกันนิดหน่อย… เธอ… เธอบอกว่าฉันหน้าตาน่าเกลียดขึ้นแต่ฉัน… ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันก็ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดไม่ใช่หรือ?” กลิ่นอายที่คุ้นเคยทำให้ไป๋เหวินหลิงผ่อนคลายริมฝีปากแดงของเธองดงามราวเชอร์รีสุก 

            ซูฮ่าวส่ายหน้าแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่น่าเกลียดเธอสวยมาก!”

            “จะ… จริงหรือ? ห้าม… ห้ามหลอกฉันนะ!” ร่างกายของไป๋เหวินหลิงร้อนดั่งเปลวเพลิงดวงตางดงามมองไปทางซูฮ่าวพร้อมเสน่ห์ที่ยั่วเย้า

            ซูฮ่าวรู้สึกร้อนรน

            เดิมทีไป๋เหวินหลิงก็เป็นคนที่สวยมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีท่าทางเย้ายวนหากเป็นชาติที่แล้วเขาคงไม่สามารถอดทนได้อย่างแน่นอน 

            แต่ในตอนนี้ เขาเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งหากบอกว่าเขาได้เปรียบที่อยู่ใกล้ไป๋เหวินหลิงมากกว่าและให้เขาจัดการอีกฝ่ายก่อนแล้วค่อยว่ากัน แบบนั้นก็เป็นเส้นทางของตัวร้ายไม่ใช่หรือ? 

            เขาระงับความกระวนกระวายในใจ แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย “ฉันไม่ได้โกหก เธอสวยมากจริงๆ ”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ฉัน… ฉันบอกแล้วว่าสายตาของเพื่อนฉันนั้นมีปัญหา… ” ไป๋เหวินหลิงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ดวงตาเหม่อลอยไม่รู้ว่ากำลังมองไปที่ไหน 

            “เอ๋ ทำไมถึงมีมือมาติดกับตัวของฉันได้ ซูฮ่าว มีมือติดกับตัวฉันอยู่ รีบ… รีบมาช่วยฉันที!”

            ซูฮ่าวเกือบจะหลุดหัวเราะออกเสียง “เหวินหลิงนั่นคือมือของฉันเอง เธอดูให้ดีๆ สิ!”

            “อ่า มือของนายเองหรือ… ” ไป๋เหวินหลิงมองหน้าซูฮ่าวด้วยความสับสนก่อนจะพูดด้วยความตกตะลึงว่า “1… 2… 3… ซูฮ่าวทำไมนายถึงมีสามคนล่ะ นายคือคนไหน?”

            ซูฮ่าวรู้สึกจนปัญญา 

            เหมือนว่าไป๋เหวินหลิงจะเมามาก อีกทั้งเมาหนักขนาดที่มองเขาแล้วตาลาย

            “ทั้งสามคนนี้ก็ฉันทั้งหมดแหละ มา ฉันจะอุ้มเธอกลับไปพักที่ห้อง”

            หลังจากพูดจบ เขาก็อุ้มไป๋เหวินหลิงขึ้นแล้วพาไปที่ห้องของอีกฝ่ายอย่างมั่นคง

            ตลอดทุกการกระทำนั้น ไป๋เหวินหลิงไม่ได้ขัดขืนเลยแขนทั้งสองข้างโอบรอบคอของซูฮ่าวไว้ เหมือนกับกำลังกอดของเล่นสุดรักสุดหวง

            หลังจากนั้นไม่นานซูฮ่าวก็มาส่งไป๋เหวินหลิงถึงห้องพักภายในห้องมีเครื่องใช้ครบครัน กลิ่นหอมของผู้หญิงอบอวลอยู่จางๆ 

            เมื่อเข้ามาในห้อง ซูฮ่าวก็วางไป๋เหวินหลิงลงบนเตียงสีชมพูอย่างนุ่มนวลก่อนจะเดินไปที่ห้องครัว และต้มน้ำแกงแก้เมาค้างให้เธออีกชาม

            ตอนที่เขากลับมาในห้องอีกครั้ง ไป๋เหวินหลิงก็นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงชายเสื้อเลิกขึ้น ซูฮ่าวที่เห็นภาพนี้ลำคอก็แห้งผากทันที

            “ผู้หญิงคนนี้นี่ ทำให้คนเป็นห่วงตลอดเลย” ซูฮ่าวพยายามไม่มองไป๋เหวินหลิงแล้วช่วยถอดรองเท้าของอีกฝ่าย ก่อนจัดท่าทางให้ฝ่ายตรงข้ามจากนั้นก็ป้อนน้ำแกงให้เธอ สุดท้ายก็ห่มผ้าให้เธอด้วย 

            ตอนที่หันกลับไปมองเธออีกครั้ง เหมือนว่าอีกฝ่ายได้หลับไปแล้วเขาจึงไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อ เขาเหลือบสายตามองอีกครั้ง ก่อนจะปิดประตูจากไป 

            ซูฮ่าวเพิ่งจะจากไป ไป๋เหวินหลิงที่นอนอยู่บนเตียงก็ลืมตาขึ้นมา 

            เธอพลิกตัวลงจากเตียง ก่อนจะสวมรองเท้าแตะ แล้วเปิดประตูยื่นหน้าออกไปสายตาของเธอจดจ้องอยู่ที่แผ่นหลังกว้างของซูฮ่าว

            “การพนันครั้งนี้ ฉันเป็นฝ่ายชนะ!” มุมปากของไป๋เหวินหลิงยกยิ้มขึ้นรอยยิ้มงดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม 

            แสงจันทร์ส่องสะท้อนบนใบหน้าเธอใบหน้าของเธอยังดูแดงระเรื่อจากอาการมึนเมาอยู่ 

            เมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว เพื่อนสนิทของเธอพาเธอมาผ่อนคลายที่ร้านเหล้าช่วงนี้พวกเธอดื่มกันไปไม่น้อยแล้ว

            ระหว่างทางกลับเธอได้พนันกับเพื่อนสนิทของเธอเอาไว้ว่าถ้าเธอเมากลับมาที่คฤหาสน์หากซูฮ่าวเห็นแบบนั้นจะต้องไม่สามารถควบคุมตัวเองได้แล้วมาจู่โจมเธออย่างแน่นอน

            ในตอนนั้นเธอไม่เชื่อ แล้วบอกว่าซูฮ่าวไม่ใช่คนอย่างนั้น 

            แต่ความประทับใจของเพื่อนสนิทเธอที่มีต่อซูฮ่าวนั้นย่ำแย่มากเมื่อได้ยินดังนั้น เพื่อนสนิทของเธอก็แค่นหัวเราะขึ้นจมูกแล้วพูดว่า ให้เธอกลับมาทดลองเอง

            เพื่อเป็นการพิสูจน์ เธอจึงแกล้งทำเป็นเมาแล้วกลับมาที่คฤหาสน์ 

            ตั้งแต่ซูฮ่าวมาเปิดประตูบ้านจนถึงตอนนี้เธอมีสติดีและไม่ได้เมาหัวราน้ำอย่างไร้ทางเยียวยา 

            ความจริงแล้วเธอก็อยากจะทดสอบความหนักแน่นของซูฮ่าวด้วยจริงๆเธออยากรู้ว่าซูฮ่าวควรค่าแก่การไว้ใจหรือไม่ 

            หากซูฮ่าวฉวยโอกาสตอนที่เธอเมา บีบบังคับฝืนใจเธอเธอก็จะไม่มีทางเชื่อใจซูฮ่าวอีกต่อไปและในขณะเดียวกันเธอก็จะไม่สานสัมพันธ์กับซูฮ่าวอีกต่อไป

            เพราะว่าแค่ผู้ชายคนหนึ่ง ต่อให้ปกติจะมีท่าทางดีขนาดไหนความจริงแล้วพวกเขาก็เป็นผู้ชายเลวได้ทุกคน 

            ยังดีที่ซูฮ่าวไม่ได้ทำแบบนั้น 

            เมื่อเห็นแผ่นหลังของซูฮ่าวค่อยๆ ห่างไกลออกไป ไป๋เหวินหลิงก็ยิ้มออกมาใบหน้างดงามราวกับดอกกล้วยไม้ขาว รอยยิ้มที่ประดับใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขและความยินดี 

            รอยยิ้มนี้เปรียบเสมือนกับแสงตะวันในฤดูร้อน อบอุ่นแต่ไม่แสบตา

            ส่วนซูฮ่าวที่เดินกลับห้องนอนของตัวเองไปนั้น บริเวณมุมปากก็ยกโค้งขึ้น

            ในฐานะที่เป็นยอดฝีมือเขาจะแยกไม่ออกได้อย่างไรว่าไป๋เหวินหลิงแกล้งเมาหรือเมาจริง?

            ความจริงแล้วตั้งแต่ไป๋เหวินหลิงโถมตัวเข้ามาในอ้อมกอดของเขา เขาก็รู้ความคิดของอีกฝ่ายแล้ว

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ไป๋เหวินหลิงเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงสุดของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวแม้ว่าเธอจะยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่ภายในใจของเธอก็ยังโหยหาผู้ชายที่สามารถปกป้องเธอได้ 

            เธอฝากความหวังไว้ที่เขาแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย 

            การทดสอบในครั้งนี้ เพราะเธออยากรู้ว่าเขานั้นเป็นหมาป่าห่มหนังแกะหรือไม่ 

            หากพูดตามตรงแล้ว เขาอยากจะเปิดโปงแผนการของไป๋เหวินหลิงมาก

            เขาไม่อยากให้ไป๋เหวินหลิงเชื่อใจเขามากเกินไป และคาดหวังกับเขามากจนเขากลายเป็นแค่ที่พึ่งเดียวของเธอ 

            หลังจากเกิดใหม่อีกครั้ง แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะอยู่ในสถานที่เดียวกันแต่หัวใจนั้นไม่ได้ติดรวมกันอีกแล้ว

            เรื่องของความรู้สึกต้องการเวลาที่เหมาะสม รักกันเร็วไม่สู้รักกันในเวลาที่พอดี

            สำหรับไป๋เหวินหลิงแล้ว ตอนนี้เขาได้อยู่กับเธอ เขาก็จะปกป้องเธอให้เต็มที่ดังนั้นแม้ว่าจะมีคนที่ดีกว่าปรากฏตัวขึ้นมา เธอก็จะเลือกเขา

            แต่สำหรับเขานั้น ไป๋เหวินหลิงเป็นเพียงแค่คนผ่านทางไม่ได้ทำให้จิตใจของเขาสั่นไหว 

            ความรักของเขาได้มอบให้กับผู้หญิงคนนั้นแล้ว

            และจะมีแค่ผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ความรักนี้ไป 

            มีบางครั้งที่เขาเลือกรักษาระยะห่างกับไป๋เหวินหลิง ไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจแต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนของเขา

            ไป๋เหวินหลิง ผู้น้อยแซ่ซูไร้ความสามารถ ไม่อาจจะมอบอนาคตให้ได้หวังว่าเธอจะเข้าใจ 

            และหวังว่าเธอจะเก็บกักความรู้สึกทั้งหมดนี้ลงไป ไม่เปิดเผยออกมา 

            หลังจากนี้อย่ารักจนมากเกินไป อย่านอนดึก1

            ขอให้ความรักนี้ของเธอมีเจ้าของ และไม่ต้องเดียวดายต่อไปขอให้ทุกสิ่งที่เธอรอคอยสมปรารถนา!

            ซูฮ่าวเงยหน้ามองแสงจันทร์แล้วยิ้มออกมาด้วยความเศร้า ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องหลังจากอาบน้ำแล้วเขาก็ปิดไฟเข้านอนทันที 

            ………………..

    1เพลง 别爱太满 别睡太晚 ‘อย่ารักจนมากเกินไป อย่านอนดึก’ ของ 任夏 เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นห่วงแฟนเก่า

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน