แคว้นต้าหลี่ 5 ปีผ่านไป
องค์ชายใหญ่ต้วนอี้หลง 20 ชันษา บัดนี้เป็หนุ่มฉกรรจ์ มีรูปร่างเพรียวสูงขึ้น รูปหน้าเรียวผิวขาวเกลี้ยงเกลา ดูละม้ายฮองเฮาม่านลี่ผู้งดงามแต่ที่สะดุดตากว่าคือคิ้วเข้มหนาเหนือดวงตาดำขลับ ขนตาเป็แผง รับกับจมูกเป็สันหากแต่ริมฝีปากมักเม้มอยู่เสมอ องค์ชายใหญ่มิใช่ผู้ที่ช่างเจรจาผิดกับชายหนุ่มที่ยืนนิ่งประจันหน้าอยู่ องค์ชายสามต้วนอี้จิน17 ชันษา เขาเป็หนุ่มหน้าใส ผิวขาวเกลี้ยงเกลามุมปากสองข้างยกขึ้นดูราวกับกำลังแย้มยิ้มตลอดเวลา คิ้วหนาเข้มดวงตาดำขลับดูมีแสงระยิบระยับในลูกตานั้นเป็นิจสาวน้อยสาวใหญ่ที่ได้เห็นวงหน้านี้มักนิยามใบหน้าเช่นนี้ว่า “หนุ่มหน้าหวาน” เวลานี้ทั้งสองหนุ่มสวมชุดรัดกุมทะมัดทะแมงสีเข้ม สวมรองเท้ารัดรูปมือขวาต่างถือกระบี่ยืนในท่าเตรียมพร้อม
องค์หญิงอี้อันบัดนี้ 7 ชันษาแล้ว นางมีรูปร่างสูงขึ้นมากแต่ยังผอมบางดังเดิม ผิวที่เคยขาวเผือดกลับเข้มขึ้นกว่าเดิมผมหยิกเป็คลื่น ถูกรัดรวบสูงที่กระหม่อมด้วยผ้าไหมยาวสีอ่อน มีรัดเกล้าเงินสวมครอบไว้ ใบหน้าเรียวไม่งามโดดเด่นนัก แต่ที่โดดเด่นเสมอมาก็คือ ใบหน้าที่มีรอยยิ้มใสตลอดเวลา ดรุณีน้อยแต่งกายรัดกุมเช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองนางนั่งหลังตรงบนโต๊ะทรงกลมตัวเดิม เท้าวางที่เก้าอี้ มีกระบี่ไม้วางพาดที่ตักมือข้างหนึ่งวางที่ด้ามจับ อีกข้างวางที่ปลายกระบี่มองไปที่พี่ชายทั้งสองที่กำลังประลองฝีมือกัน สายตานางเริ่มจับจ้องสิ่งต่างๆ ได้แล้วไม่เลื่อนลอยดังแต่ก่อน มีแม่นมเฉินยืนข้างกายอี้อัน
การประลองเริ่มขึ้น สององค์ชายผลัดกันรุกรับ ฝีมือใกล้เคียงกันการต่อสู้ติดต่อกันยาวนานกว่าครึ่งชั่วยาม ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำให้แก่กันเป็เพราะพลังลมปราณที่เสด็จพ่อทรงสอนไว้ องค์หญิงน้อยเห็นช่องว่างระหว่างการต่อสู้พลันจับกระบี่ไม้ในมือแล่นเข้าไปก่อกวนพี่ชายองค์ชายทั้งสองชายตาแลปราดหนึ่งต่างสะบัดกระบี่มือในมือตนปัด กระบี่ไม้ออกไปแล้วประลองกันต่อ แล้วองค์ชายใหญ่อี้หลงพลันตวัดกระบี่ไม้กระเด็นตกไปน้องสาววิ่งไปเก็บกระบี่ไม้ แล้ววิ่งกลับมาแทงกระบี่สู้กับพี่ชายต่อเป็เช่นนี้
“เ้าลูกเต่า อย่าก่อกวนพี่” กล่าวแล้วองค์ชายสามปัดกระบี่นางออกแล้วผลักเบาๆน้องสาวหน้าคะมำ แต่นางไม่ได้ร้องไห้แม่นมเฉินเห็นดังนั้นจะวิ่งเข้ามาประคองแต่นึกขึ้นได้ว่าต้องให้นางฝึกฝนด้วยตนเองดังนั้นแล้วจึงก้าวเท้าถอยหลังมายืนที่จุดเดิมปล่อยให้องค์หญิงลุกขึ้นเองแล้ววิ่งเข้าร่วมประมือกับพี่ชายต่อไปอีก
สุดท้ายองค์ชายใหญ่จึงเปลี่ยนมาเป็ผู้ฝึกสอนเพลงกระบี่ให้น้องสาวแทนเสียงองค์ชายอี้หลงสั่ง ยกแขนตรง แล้วสะบัดข้อมือก่อนแทงกระบี่ไปข้างหน้ามีเสียงกระบี่ไม้หล่นกระทบพื้น “หยิบขึ้นมาใหม่ ยกแขนขึ้น.....” องค์ชายสามอี้จินเก็บกระบี่แนบกายเดินตรงมาที่โต๊ะทรงกลมหยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วย นั่งลงจิบชาถ้วยนั้นมองไปยังพี่ชายกับน้องสาวแล้วกล่าวกับแม่นมเฉินว่า “อย่าวิตกไปเลยท่านอาซือ ซือ อี้อันต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง” แม่นมเฉินพยักหน้ารับ แต่ ...อย่างไรก็ห่วง!!
พระตำหนักฮองเฮา พระราชวังต้าหลี่
“อายุป่านนี้แล้ว อี้อันยังพูดไม่ได้ท่านหมอหลวงไช่ท่านคิดว่าหลานสาวข้าจะเป็ใบ้หรือไม่” ฮองเฮาม่านลี่เอ่ยถามหมอหลวงผู้เฒ่า จากสีหน้าที่ดูสบายใจเมื่อสักครู่ แต่เพราะคำปรารภของตนเองฮองเฮาม่านลี่พลันเปลี่ยนเป็สีหน้าเป็ใทันที หมอหลวงผู้เฒ่าค้อมกายกล่าวกับฮองเฮาว่า “ปีนี้อากาศไม่เย็นนักพระพลานามัยขององค์หญิงน้อยแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ โรคหอบหืดที่เคยเป็แต่กำเนิดขณะนี้ทุเลาลงจนไม่มีอาการนับได้ 3 ปีแล้วพ่ะย่ะค่ะแต่จะทรงอ่อนแอเมื่อถูกอากาศหนาวเย็นจัดกระหม่อมปรุงยาสมุนไพรฤทธิ์ร้อนเพื่อเตรียมให้องค์หญิงเสวยยามที่มีอาการกำเริบ”
ฮองเฮาพยักหน้าช้าๆรับทราบความคืบหน้าอาการป่วยของหลานสาวแต่หมอหลวงไช่ผู้เฒ่ากลับตอบไม่ตรงคำถามพระนาง
“ข้าสงสัยอยู่ว่า อี้อันจะเป็ใบ้หรือไม่? ท่านหมอหลวงท่านตอบไม่ตรงคำถามข้านะ” ฮองเฮาถามเสียงเข้มกลับหมอหลวงสะดุ้ง
“เอ้อ... กระหม่อม เชื่อว่าหากองค์หญิงน้อยฝึกลมปราณสม่ำเสมอและฝึกยุทธ์กับสององค์ชาย บ่อยๆ พระวรกายแข็งแรงขึ้นเชื่อว่าอีกไม่นานจะทรงพูดได้ดังเช่นเด็กปกติทั่วไป ส่วนโรคต่างๆจะหายขาดหรือไม่นั้นล้วนเป็ลิขิต์พ่ะย่ะค่ะ” ฮองเฮาพยักหน้าช้าๆ แล้วถอนหายใจนี่เป็ปัญหาเดียวจริงๆ ที่สมาชิกทุกคนในราชวงศ์ต่างช่วยกันแล้ว แต่ยังแก้ไม่ตก
หอดูดาว พระราชวังต้าหลี่
ยามไฮ่(21.00-22.59) ค่ำคืนนี้ ตำหนักเทียนซิง (ท้องฟ้าและดวงดาว) องค์ชายรองอี้ฉือบัดนี้ 18 ชันษา เป็องค์ชายที่ได้ชื่อว่ารูปงามไม่แพ้พี่ชายกับน้องชาย รูปร่างสูงโปร่งอยู่ในชุดคลุมยาวดังเช่นบัณฑิตองค์ชายรองไม่ชำนาญวิชายุทธ์แต่สนใจด้านอักษรศาสตร์และยุทธศาสตร์มากกว่าขณะนี้องค์ชายรองอี้ฉือยืนอยู่ลานโล่งหน้าตำหนัก ในมือกางแผนผังตำแหน่งดวงดาวขนาดใหญ่ แหงนหน้ามองท้องฟ้าสักครู่ แล้วชี้ไปที่ดาวกลุ่มหนึ่งให้น้องสาวดู
“อี้อันเ้าเห็นดาวสามดวงที่เรียงกันอยู่ในกลุ่มดาวเล็กๆ หรือไม่?” อี้อันมองไปตามที่นิ้วนั้นชี้
“ดาวกลุ่มนี้เรียกชื่อว่า ดาวเต่า มีดาวดวงใหญ่ 4 ดวงล้อมดาว3 ดวงเรียงกันชัดเจนตรงกลางตัว มีดาวดวงเล็ก 1 ดวงเป็หัวเต่า อยู่้าสี่เหลี่ยม ดาวใหญ่ 4 ดวงเปรียบได้กับขาเต่าเ้าเห็นดาวดวงสุกสว่างสามดวงเรียงต่อกันหรือไม่ เรียกมันว่าเข็มขัดนายพรานและมีดาวเล็กใหญ่อยู่รอบๆ เรียกว่า กลุ่มดาวนายพราน ดาวกลุ่มนี้อยู่ทางทิศตะวันออกแล้วลับไปทางทิศตะวันตกจะมองเห็นได้ชัดใน่ฤดูหนาว ที่เราเห็นได้นี่แสดงว่าเวลานี้กำลังใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว”
จากนั้นองค์ชายอี้ฉือชี้ไปที่ดาว3 ดวงที่เรียงต่อกันโดดเด่นในกลุ่มดาวนายพราน “เ้าเห็นกลุ่มดาวส่องสว่าง7 ดวงเชื่อมต่อกันเป็รูปกระบวยใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากทิศเหนือหรือไม่ เราเรียกมันว่า “กลุ่มดาวปั๊กเต้า”ดาวปั๊กเต้าทั้ง 7 ดวงยังมีความหมายถึงเทพทั้ง7 องค์ที่ปกป้องนักษัตรทั้ง 12 ดาวกลุ่มนี้ขึ้นจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตกในทิศตะวันตกเฉียงใต้”
องค์ชายรองชี้ไปกลุ่มดาวอีกกลุ่ม “เ้าเห็นกลุ่มดาว 14 ดวงตรงนี้ไหมจะมีดวงใหญ่สว่างสุด 5 ดวง มีดาวที่สว่างรองลงมาอีก 9 ดวงกลุ่มดาวนี้จะเห็นชัดที่สุดทุกวันที่ 23 เดือน10 ของทุกปี ในวันนี้กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ฉะนั้นในวันนั้นดาวดวงใหญ่ทั้ง5 ดวงจึงยังไม่สว่างสุกใสที่สุด”
“ดวงดาวบนฟ้าที่มีผลต่อน้ำขึ้นน้ำลงบนแผ่นดินของเราคือ ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ น้ำในแม่น้ำจะเอ่อสูงขึ้นทุก 15 วันในคืนสว่างที่สุด กับคืนมืดที่สุด เ้ารู้ไหม ปราชญ์ซุนวูเคยกล่าวไว้ว่าในการทำศึกา ไม่เพียงรู้ชัยภูมิ รู้ภูมิประเทศ รู้ภูมิอากาศรู้ทำเลที่ตั้งแล้ว ผู้ที่รู้จักใช้และควบคุมน้ำกับไฟได้จะมีชัยในที่สุด หากเรารู้่เวลาน้ำขึ้น น้ำลง ่เวลาของทิศทางลมเราจะสามารถบังคับทิศทางของไฟได้ เราจะได้เปรียบคู่ต่อสู้” อี้อัน มองดูแผนผังดวงดาวในมือพี่รองสลับกับดูดาวบนท้องฟ้าหูได้ยินสิ่งที่สอน แต่จะเข้าใจหรือไม่นั้น ยากจะคาดเดา
ร้านค้าเครื่องประดับในตลาดเมืองต้าหลี่
องค์ชายอี้จินกำลังเพ่งพิจารณาเนื้อหาในสมุดบัญชีหนาๆ ที่กองอยู่บนโต๊ะล้วนเป็รายการสินค้าที่มีอยู่ในร้านค้าเล็กๆ ขององค์ชายในนครต้าหลี่เขามาเปิดกิจการค้าในนามเถ้าแก่จิน พ่อค้าหนุ่มวัย17 ปี
“พระบิดาท่านช่างใจกว้างจริงๆ ท่านไม่ค่อยจะเข้าประชุมขุนนาง แถมยังแอบมาเปิดร้านค้า ขายเครื่องประดับแพรพรรณ อัญมณี อยู่นอกวังอีกต่างหาก แต่ฝ่าากลับไม่ตีท่านให้ขาหัก ข้าละนับถือฝีมือท่านจริงๆ” หนุ่มหน้าใส พระสหายสนิทขององค์ชายสามเอนกายพลางจิบน้ำชาเอ่ยขึ้นลอยๆ
“เสด็จพ่อตามใจข้าเสมอดั่งเ้าพูดมา ขอแค่ข้ายังเข้าประชุมขุนนางบ้าง ไม่ค้าขายโกงราษฎรของพระองค์ ไม่เลี่ยงภาษีเข้าท้องพระคลัง นอกนั้นข้าจะทำอะไรพระองค์อนุญาตทั้งนั้นแหละ”
พระสหายหัวเราะกับคำตอบขององค์ชายอี้จินแล้วถามต่อ “ว่าแต่วันนี้องค์ชายรูปงามจะไปเจรจาการค้าที่ใดหรือ?”
“หอถงเหยา …ข้านัดพ่อค้าชาวโมกก์ เมืองมัณฑะเลย์ ดินแดนพุกาม เจราจาซื้อขายพลอยแดง” องค์ชายสามตอบ ยังคงพลิกเปิดสมุดบัญชีอยู่
“จะไปกี่คน” พระสหายถามขึ้น องค์ชายสามอี้จินเงยหน้าจากสมุดบัญชีมองหน้าสหายของตน
“สองคน ข้ากับเ้า งัย”
“คงไม่ใช่แล้วกระมัง”
“ทำไม” สหายสนิททำหน้าบุ้ยใบ้ไปทางด้านหลังองค์ชายอี้จิน มีสีหน้าสงสัยยิ่งนักหันหลังไปตามอาการบุ้ยใบ้ พลันสายตาไปปะทะกับใบหน้าเด็กหญิงนางหนึ่งผมหยิกยุ่งเหยิงกำลังนั่งแทะเม็ดแตงอยู่ด้านหลังเงียบๆ อ้อ... ลืมเสียสนิทว่าวันนี้อี้อันตามมาที่ร้านด้วย
“เฮ่อ..... เ้าเป็ผู้หญิงจะไปได้งัย” เมื่อองค์ชายอี้จินกล่าวเช่นนี้องค์หญิงน้อยเริ่มหน้าม่อยลงเรื่อยๆมีทีท่าจะร้องไห้
“เฮ่อ ... ก้อได้ ... ก้อได้ ... เฮ้อ”
ตลาดในนครต้าหลี่
หนุ่มน้อยรูปงามทั้ง3 เดินนวยนาดมาหยุดที่หน้าหอถงเหยา ร้านสุราครบวงจรของนครต้าหลี่ ราตรีนี้คราคร่ำด้วยผู้คน ถนนนอกหอถงเหยาสว่างไสวมีโคมจุดตามอาคารร้านค้ารอบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในหอสว่างไสวยิ่งกว่าภายนอกด้านหน้าหอตกแต่งด้วยโคมและผ้าแพรสีสันสดใส สาวน้อยงดงามชดช้อยแต่งกายด้วยอาภรณ์สีเจิดจ้าไม่แพ้โคมที่ติดไว้ อี้อันในชุดเด็กชายรวบผมมัดเป็มวยเดินข้างๆพี่ชายที่กำลังโบกพัดในมาดของเถ้าแก่จิน พ่อค้าหนุ่มน้อยเ้าเสน่ห์
สาวๆที่เดินผ่านหน้าเถ้าแก่น้อยจิน ต่างต้องเหลียวหลังมองซ้ำมองไม่พอยังแอบกระซิบต่อกันแล้วพากันส่งสายตาหวานเท่าที่จะหวานได้ส่งไปให้เถ้าแก่น้อยรูปงามพระสหายคนสนิททำหน้าที่ยิ้มตอบให้พวกนางแทนเพียงครู่เดียวคุณชายทั้งสามเดินมาถึงประตูหอถงเหยา สาวๆหน้าหอกรูกันเข้ามาเชื้อเชิญแขกรูปงามทั้ง 3เป็พัลวัน เถ้าแก่เนี้ยสาววัยกลางคนนางตกแต่งใบหน้าได้อย่างงดงามไร้ที่ติ แต่งกายด้วยแพรสีสันสดใสไม่น้อยหน้าสาวๆด้านหน้าหอ ทักทายเสียงแหลมมาแต่ไกล สาวๆ ที่กำลังกลุ้มรุมกัน พากันหลีกทางให้เ้าของเสียงนั้นทันที
“นายท่านทั้งสาม เชิญด้านในเลยเ้าค่า” ว่าแล้วทำท่าจะเข้ามาประคองเถ้าแก่จินที่รูปงามกว่าใคร ไหนเลยนางจะไม่ฉวยโอกาสนี้แตะตัวหนุ่มรูปงามบ้างเล่าเถ้าแก่จินเพียงขยับกายนิดหน่อยสามารถเบี่ยงหลบมืออวบอิ่มของเถ้าแก่เนี้ย... “พาข้าไปพบแขกที่นัดไว้”
“เ้าค่ะ” เถ้าแก่เนี้ยทำท่าค้อนให้เถ้าแก่น้อยที่หลบพ้นมือนางไปเสียได้แล้วเดินนำทางไป เถ้าแก่จินผ่านหน้าสาวๆ ไปพร้อมกับกวาดสายตายิ้มกรุ้มกริ่มใช้ด้ามพัดเชยคางสาวน้อยแต่ละนางก่อนที่จะเดินผ่านไป องค์หญิงน้อยมองรอบๆโถงสีหน้าดูว่ากลัวอยู่บ้าง ใช้สองมือจับเสื้อคลุมพี่ชายแน่นส่วนพี่ชายเอี้ยวมามองยิ้มๆ แล้วโอบไหล่น้องชายตัวเล็กพาเดินตามเถ้าแก่เนี้ยไป
ในห้องพิเศษของหอถงเหยาภายในตกแต่งด้วยผ้าม่านสีสดตระการตา เครื่องเรือนจัดแต่งครบครันใจกลางห้องพิเศษนี้มีโต๊ะใหญ่ตั้งอยู่บนโต๊ะมีอาหารและเหล้าเลิศรสตั้งรับรองแขกพิเศษ ชายร่างสันทัด ผิวคล้ำสองคนคนหนึ่งมีหนวดเหนือริมฝีปาก มีผ้าไหมโพกคลุมศีรษะปิดมวยผมปล่อยชายผ้าลงมาด้านข้างเล็กน้อยทั้งสองแต่งกายคล้ายกัน คนหนึ่งเป็พ่อค้าพลอยอีกคนเป็ผู้คอยแปลภาษาให้กับสองฝ่าย เถ้าแก่จินและพ่อค้าชาวโมกก์ อี้อัน และสหายเถ้าแก่จินร่วมนั่งโต๊ะเจรจา การเจรจาน่าจะเป็ไปอย่างราบรื่นเพราะมีเสียงหัวเราะของผู้ขายและผู้ซื้อดังเป็ระยะ บนโต๊ะมีหินเนื้อสีชมพูหลายขนาดกองอยู่บางชิ้นมีเข้มจัด “พลอยแดงของท่านดูแล้วน้ำงามมิใช่น้อย”เถ้าแก่จินหยิบหินสีชมพูเข้มบางชิ้นขึ้นมาพิจารณา
ผู้แปลอธิบายว่า “พลอยพวกนี้ขุดจากเหมืองเมืองโมกก์ ย่อมต้องดีที่สุดอย่างที่ท่านกล่าว”พ่อค้าโมกก์บอกผ่านผู้แปล
“น่าเสียดายนิดเดียว จำนวนชิ้นเล็กๆ มีมากเกินไปท่านเก็บชิ้นใหญ่ไว้ให้พ่อค้าคนอื่นอยู่เช่นนั้นหรือ?” พ่อค้าชาวโมกกยิ้มเล็กน้อย “เราคนค้าขาย ท่านอยากได้พลอยชิ้นใหญ่ ท่านสู้ราคาของเราได้หรือไม่”
“ท่านให้เราชมสินค้าทั้งหมดก่อน แล้วเราจึงจะตัดสินใจ” องค์ชายอี้จินหรี่ตามองพ่อค้าชาวโมกก์ อย่างรู้ทันการเจรจาต่อรองชิงราคาที่ได้เปรียบแก่กันยังดำเนินต่อไป องค์หญิงอี้อันนั่งฟังเงียบๆ แล้วเอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งสองมือหยิบพลอยขึ้นมาสองเม็ดเม็ดหนึ่งส่องแสงแวววาว อีกเม็ดเป็หินสีชมพูเข้ม เพ่งมองอย่างพินิจสหายสนิทองค์ชายเอนกายกระซิบใช้ด้ามพัดชี้
“นี่เรียกว่าพลอยแดง ชิ้นนี้มีความแวววาว คือเจียระไนแล้วส่วนชิ้นนี้เป็เหมือนก้อนหิน คือยังไม่ได้เจียระไน” นางพยักหน้ารับรู้สายตาจับจ้องเม็ดหนึ่งนิ่งนานแล้วไปจับที่เม็ดหนึ่ง สลับไปมาช้าๆไม่สนใจกับสี่คนที่กำลังเจรจาต่อรองราคากันอย่างเคร่งเครียด
ห้องประชุม พระราชวังต้าหลี่
ที่ห้องประชุมท้องพระโรงแห่งต้าหลี่เหล่าขุนนางทุกกรมเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ฮ่องเต้ต้วนกว่างจงประทับบนแท่นที่ประทับด้านหน้ามีโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านซ้ายของพระองค์ฮองเฮาม่านลี่ ประทับบนพระแท่นชั้นถัดลงมาด้านล่างท้องพระโรงองค์ชายทั้งสามพระองค์ยืนเรียงตามลำดับาุโถัดไปเป็ขุนนางกรมต่างๆ “ทูลฝ่าากระหม่อมเสนาบดีกรมกลาโหม มีเื่ขอกราบทูล”
“ท่านกล่าวมา”
“มีรายงานจากด่านเมืองเทาปิงว่า มีโจรูเาจากเผ่าถู่ฟานเข้ามาปล้นชิงทรัพย์และฆ่าราษฎรต้าหลี่ที่อยู่นอกด่าน5 ครั้งแล้ว แม่ทัพด่านส่งทหารไปปราบทุกครั้งเสียกำลังทหารไปจำนวนมาก ยังไม่สามารถกำราบโจรกลุ่มนี้ได้จึงกราบทูลขอให้ราชสำนักส่งกำลังทหารไปช่วยปราบด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ทัพด่านแจ้งไหมว่าโจรมีจำนวนเท่าไหร่”
“ประมาณ 100 คนพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรกัน โจร100 คน? .. ด่านเมืองเทาปิงมีทหาร 2 หมื่นนายยังทำอะไรโจรไม่ได้” ฮ่องเต้ต้วนตรัสเสียงดังอย่างขัดเคืองพระทัย
“ทูลฝ่าาทุกครั้งที่ปล้น โจรพวกนี้จะหลบขึ้นูเาหลอกล่อทหารของเราให้กระจายออก ที่หลงเส้นทางไปก็มีจำนวนมาก แล้วพวกมันลอบฆ่าทหารของเราพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้นิ่งครู่หนึ่งก่อนตรัสขึ้นว่า “อี้หลง เ้าคิดว่าอย่างไร?”
“กระหม่อมอาสาไปปราบโจรูเากลุ่มนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ...เรามอบทหารหนึ่งพันนายให้ไปกับเ้าช่วยแม่ทัพด่านปราบโจรให้หมด” องค์ชายต้วนอี้หลงคำนับ “น้อมรับพระบัญชา”
…“หม่อม ฉัน ไป ด้วย นะ เพ คะ”…
เสียงเล็กๆดังแทรกออกมาเบาๆ ทุกคนในห้องประชุมพระราชวังต้าหลี่ ต่างหันไปทางเ้าของเสียงองค์หญิงอี้อันยืนแอบอยู่ หลังเสาใหญ่ในโถงท้องพระโรง ฮ่องเต้ต้าหลี่ตกตะลึงฮองเฮาผุดลุกขึ้นทันที อี้อันพูดได้แล้ว โถหลานรักของป้า ฮองเฮาสุดกลั้นน้ำตาหลานสาวกลับมาพูดได้อีกครั้งแต่ครั้นหายตกตะลึงกัน ฮ่องเต้กล่าวคัดค้าน “เ้าจะไปได้อย่างไรเด็กน้อย พี่ชายเ้าไปสู้รบกับโจรป่า ไม่ได้ไปเที่ยวนะ”
องค์หญิงค่อยๆเดินออกจากด้านหลังแล้วมาอยู่หน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ กล่าวออกเสียงช้าๆ ทีละคำ “ให้ หม่อม ฉัน ไป ช่วย เสด็จ พี่ นะ”
“อี้อัน ป้าดีใจที่หลานพูดได้แล้ว แต่หลานจะไปสนามรบกับพี่เขาไม่ได้นะมันเสี่ยงอันตรายมากนะหลานรัก”
องค์หญิงน้อยไม่ตอบทำท่าจะร้องไห้ค่อยๆ ขยับกายมาหลบหลังองค์ชายอี้หลงที่ยืนรับคำสั่งอยู่ด้านหน้า เงยหน้าขึ้นมองตาพี่ชายอย่างอ้อนวอน
“หม่อม..ฉัน..ไป..ด้วย..นะ..พี่..ใหญ่” ทุกคนในท้องพระโรงพากันนิ่งงันไม่มีรับสั่งใดๆ จากฝ่าา จึงไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากทุกคนในท้องพระโรงเช่นกัน... ที่สุด “เ้าดูแลน้องไหวหรือไม่?อี้หลง”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายอี้หลงตอบในทันทีองค์หญิงอี้อันเงยหน้ายิ้มให้พี่ชายกอดเอวพี่ชายแน่น แต่ฮองเฮาม่านลี่ทำท่าจะเป็ลม ทรุดนั่งลงตบอกผาง “ฝ่าานะฝ่าา ตามใจกันเกินไปแล้วจริงๆ” ว่าจบพลันเป็ลม ล้มพับลงไปเหล่านางกำนัล ขันทีน้อยใหญ่พากันเข้ามาปฐมพยาบาลฮองเฮาเป็พัลวัน เหล่าขุนนางหน้าระที่นั่งหันมองหน้ากันสับสนวุ่นวาย