ภายในห้องสอบสวนตกอยู่ในความเงียบสงัด หลินเฟิงก้มหน้าลงพลางเหม่อมองพื้นด้วยแววตาที่ไร้ประกายชีวิต ในขณะที่ฉู่อิ๋งอิ๋งทำเพียงแค่นั่งจ้องมองหลินเฟิงเขม็งอยู่อย่างนั้น เธอไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาเป็เวลานานสองนาน
"นายแน่ใจนะว่าโจวเหล่ยคือโจรขโมยชุดชั้นในตัวจริง แถมของกลางพวกนั้นก็ยังซ่อนอยู่ในห้องของเขาด้วย?" จู่ ๆ ฉู่อิ๋งอิ๋งก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
ฟึ่บ! หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน พร้อมกันนั้น ั์ตาของเขาก็เปล่งประกายแห่งความหวังออกมาอย่างปิดไม่มิด
"ผมขอเอาชีวิตเป็เดิมพันเลย! ถ้าของกลางไม่ได้ซ่อนอยู่ในห้องของเขา ผมยอมตัดหัวตัวเองให้คุณเอาไปเตะเล่นแทนลูกบอลเลยเอ้า!" หลินเฟิงเอ่ยคำสาบานอย่างหนักแน่น
"ฉันไม่้าหัวของนาย!" ฉู่อิ๋งอิ๋งถลึงตาใส่หลินเฟิงวงหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ถ้าเื่นี้มันไม่ได้เป็อย่างที่นายพูด ไม่ใช่แค่นายคนเดียวหรอกนะที่จะซวย แม้แต่ฉันเองก็ต้องรับผลที่ตามมาอย่างสาหัสเหมือนกัน นายเข้าใจหรือเปล่า?"
"ได้โปรดเชื่อผมเถอะครับ!" หลินเฟิงจ้องมองฉู่อิ๋งอิ๋งด้วยสายตาที่อ้อนวอนและจริงใจถึงขีดสุด "ผมไม่ได้โง่นะครับ!"
ฉู่อิ๋งอิ๋งจ้องมองหลินเฟิงอย่างพิจารณาอีกครั้ง จากนั้นเธอก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า "ตามฉันมา!"
"รับทราบครับผม ผู้กอง!" หลินเฟิงะโโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ
...
ฉู่อิ๋งอิ๋งไม่ได้เรียกเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ให้ตามมาด้วย เธอเพียงแค่พาหลินเฟิงขึ้นรถตำรวจของเธอไปตามลำพัง หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็รีบมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านหลานหยวนอย่างรวดเร็ว
หลินเฟิงไม่รู้เลยว่าในใจของฉู่อิ๋งอิ๋งกำลังคิดอะไรอยู่? เขาไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงต้องทำแบบนี้? และยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าการกระทำของพวกเขาทั้งสองคนในตอนนี้มันถือว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า?
สรุปก็คือ การที่ฉู่อิ๋งอิ๋งพาหลินเฟิงออกมาตามลำพัง ดูจากท่าทางของเธอแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเธอกำลังวางแผนที่จะลงมือปฏิบัติการอย่างลับ ๆ
หลินเฟิงไม่ใช่คนโง่ ท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัยในตัวตนของฉู่อิ๋งอิ๋ง วิธีการทำงานของหัวหน้าหน่วยสืบสวนคนนี้ มันไม่เห็นจะเหมือนกับวิถีทางที่ตำรวจปกติเขาทำกันเลยสักนิด
แต่ถึงอย่างนั้น บัตรประจำตัวตำรวจของเธอก็ไม่น่าจะเป็ของปลอม แถมเธอยังสามารถเดินเข้าออกสถานีตำรวจได้อย่างเปิดเผย หลินเฟิงจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปสงสัยในสถานะของเธอเลยนี่นา?
ช่างมันเถอะ! ตอนนี้ต้องไปจับตัวไอ้โจวเหล่ยโจรขโมยชุดชั้นในโรคจิตนั่นให้ได้ซะก่อน เื่อื่นค่อยว่ากัน!
...
เวลา 22.15 น.
หลินเฟิงและฉู่อิ๋งอิ๋งเดินทางมาถึงหน้าประตูหมู่บ้านหลานหยวน ฉู่อิ๋งอิ๋งจอดรถทิ้งไว้ริมถนนอย่างลวก ๆ จากนั้นเธอกับหลินเฟิงก็รีบจ้ำอ้าวเดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
เมื่อทั้งสองคนรีบเร่งมาจนถึงใต้ตึกของอพาร์ตเมนต์ตึก 4 หลินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาด้วยความตื่นเต้น "เยี่ยมไปเลย! ไฟในห้องของหมอนั่นยังสว่างอยู่ คราวนี้ฉันจะรอดูสิว่าแกจะหนีไปไหนรอด?"
ฉู่อิ๋งอิ๋งปรายตามองหลินเฟิงแวบหนึ่ง บนใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มแปลก ๆ พาดผ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะก้าวเท้ายาว ๆ เดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ตึกนี้ ส่วนหลินเฟิงย่อมต้องเดินตามหลังเธอไปติด ๆ ชนิดที่ว่าก้าวต่อก้าวเลยทีเดียว
เพียงไม่นาน ทั้งสองคนก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้อง 203 เมื่อมองดูบานประตูห้องที่ตัวเองเพิ่งจะใช้การ์ดตาทิพย์แอบสอดแนมมาหมาด ๆ หลินเฟิงก็รู้สึกได้เลยว่าเืในกายของเขามันกำลังสูบฉีดจนเดือดพล่านไปหมด
ขอแค่พังประตูบานนี้เข้าไปได้ พวกเขาก็จะได้ชื่นชมกับภาพฉากอันแสนจะน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าถึงตอนนั้นฉู่อิ๋งอิ๋งจะแสดงสีหน้าแบบไหนออกมากันนะ? ชักจะตั้งตารอไม่ไหวแล้วสิ!
หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาเพิ่งจะตั้งท่าเตรียมพุ่งชนประตู ทว่ากลับถูกฉู่อิ๋งอิ๋งคว้าคอเสื้อแล้วดึงตัวกลับมาเสียก่อน
"คุณจะทำอะไรเนี่ย?" หลินเฟิงกดเสียงต่ำเอ่ยถาม
"นายถอยไป ฉันจัดการเอง!" ฉู่อิ๋งอิ๋งออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนไม่อาจโต้แย้งได้
"คุณเนี่ยนะ? จะไหวเหรอ?" หลินเฟิงเผลอปรายตามองรูปร่างของฉู่อิ๋งอิ๋งตามสัญชาตญาณ แขนก็เล็ก ขาก็เรียว เอวก็คอดบาง นอกเหนือจากบั้นท้ายที่ดูจะอวบอั๋นขึ้นมาหน่อยแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอก็แทบจะไม่มีเนื้อหนังมังสาอะไรเลย ร่างกายบอบบางขนาดนี้จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปพังประตูห้องได้ล่ะ?
ฉู่อิ๋งอิ๋งไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด เธอเลือกที่จะใช้การกระทำเป็คำตอบให้กับหลินเฟิงแทน ร่างระหงเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูห้อง 203 ก่อนจะยกขาข้างหนึ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และในวินาทีต่อมา เธอก็ยันโครมเข้าที่บานประตูอย่างสุดแรงเกิด!
ปัง!
สิ้นเสียงกัมปนาทดังกึกก้อง ประตูห้อง 203 ก็กระเด็นเปิดออกไปราวกับสปริงที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด บานประตูกระแทกเข้ากับกำแพงด้านในอย่างรุนแรง!
'พระเ้าช่วยกล้วยทอด! แรงเยอะชะมัดยาด ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โตมาด้วยการกินอาหารสัตว์หรอกใช่ไหมเนี่ย?'
ในวินาทีนี้ หลินเฟิงถึงกับถูกความแข็งแกร่งของฉู่อิ๋งอิ๋งทำให้สะพรึงจนแทบจะหยุดหายใจไปเลย...
"อ๊าก! ใครวะ?" เสียงร้องอุทานด้วยความใของโจวเหล่ยดังแว่วมาจากในห้อง และฉู่อิ๋งอิ๋งก็ไม่รอช้า เธอพุ่งพรวดเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!
จู่ ๆ ใบหน้าของหลินเฟิงก็ปรากฏรอยยิ้มพิลึกพิลั่นขึ้นมา เขาอยากจะหัวเราะให้ลั่นแต่ก็ไม่กล้า สรุปก็คือเขาต้องกลั้นขำเอาไว้จนหน้าดำหน้าแดงไปหมด
"ไอ้โรคจิตเอ๊ย! น่าขยะแขยงที่สุด!" เป็ไปตามคาด เพียงไม่นาน เสียงก่นด่าด้วยความขยะแขยงจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของฉู่อิ๋งอิ๋งก็ดังลั่นออกมาจากในห้อง
หลินเฟิงกลั้นรอยยิ้มเอาไว้อย่างสุดความสามารถ แล้วรีบพุ่งตัวตามเข้าไปในห้องของโจวเหล่ยทันที และแล้วภาพฉากที่แสนจะบาดตาบาดใจขั้นสุดก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตาของเขา
ภาพที่เห็นคือโจวเหล่ยกำลังเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกใ และจากการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงของเขานี้เอง ทำให้บรรดากางเกงในและชุดชั้นในผู้หญิงที่กองอยู่เต็มเตียงปลิวกระจายเกลื่อนกลาดตกลงสู่พื้น ราวกับนางฟ้าโปรยปรายบุปผาลงมาจากสรวง์ก็ไม่ปาน!
สีสันฉูดฉาดละลานตาไปหมด ทั้งแดง เขียว เหลือง ม่วง ราวกับนกยูงรำแพนหาง หรือไม่ก็ขนนกที่ปลิวว่อนไปทั่วห้อง...
มิน่าล่ะฉู่อิ๋งอิ๋งถึงได้หลุดสบถคำหยาบออกมา คนปกติที่ไหนมาเห็นสภาพแบบนี้ ก็คงจะควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาไว้ไม่อยู่เหมือนกันนั่นแหละ!
"โจวเหล่ย ฉันขอประกาศว่า นายถูกจับแล้ว!"
น้ำเสียงอันเยียบเย็นของฉู่อิ๋งอิ๋งทำเอาแม้แต่หลินเฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลังยังอดไม่ได้ที่จะสะท้านะเืไปทั้งตัว ในทางกลับกัน โจวเหล่ยที่นิ่งอึ้งไปหลายวินาที กลับยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองแล้วแหกปากร้องโวยวายออกมาลั่นห้อง
"รนหาที่ตายชัด ๆ "
ฉู่อิ๋งอิ๋งพุ่งพรวดเข้าไปประชิดตัวโจวเหล่ยภายในชั่วพริบตา เธอทำท่าทียกขาขึ้นมาแบบเดิมเป๊ะ แล้วก็ประเคนฝ่าเท้าถีบออกไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ได้ยินเพียงเสียง 'ปึ้ก' ดังทึบ ๆ จากนั้นร่างของโจวเหล่ยที่กำลังคุ้มคลั่งก็ลอยละลิ่วไปกระแทกกับเตียงนอน นอนแผ่กางแขนกางขา สลบเหมือดไปในทันที...
"เกิดเื่อะไรขึ้นน่ะ?"
"ใครกำลังแหกปากโวยวายวะ?"
"ที่นี่มีเื่อะไรกัน?"
"ทำไมตำรวจถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
"เอ๊ะ? หลินเฟิง ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?" ...
เหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้สร้างเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว บรรดาผู้คนที่พักอาศัยอยู่ในชั้นเดียวกันต่างก็ถูกทำให้ตื่นใจนต้องแห่กันออกมาดู และด้วยนิสัยความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขานี่เอง ทำให้ทุกคนรีบวิ่งกรูกันมาตามเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย ผลสุดท้าย พวกเขาก็ได้มารับชมฉากละครอันสุดแสนจะเร้าใจเข้าให้เต็ม ๆ
"อ๊าย! รีบดูโจวเหล่ยเร็วเข้า!"
"นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย?"
"เวรเอ๊ย แบบนี้มันจะเกินไปหน่อยหรือเปล่าวะ?"
"มัวยืนอึ้งอะไรกันอยู่เล่า? รีบถ่ายคลิปเอาไว้สิ! ฉากเด็ดดวงซี้ดซ้าดขนาดนี้ รับรองว่าต้องมีคนกดไลก์เพียบแน่!"
"ฮี่ ๆ ฉันเริ่มถ่ายไปแล้วโว้ย!"
"บ้าเอ๊ย! อุจาดตาสิ้นดี!" ...
ในระหว่างที่ฉู่อิ๋งอิ๋งกำลังโทรศัพท์แจ้งศูนย์ตำรวจอยู่นั้น เพื่อนบ้านหลายต่อหลายคนต่างก็เบียดเสียดกันเข้ามาภายในห้องของโจวเหล่ย พวกเขาพากันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจดจ่อ เล็งกล้องไปที่พระเอกของงานแล้วกดถ่ายวิดีโอกันอย่างเมามันส์
หลินเฟิงทำเพียงแค่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ มุมปากของเขากระตุกยิ้มเ็าออกมาบาง ๆ เื่ราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้เป็คนโง่ก็ยังดูออกเลยว่า ไอ้ท่อเหล็กที่ไปโผล่อยู่บนระเบียงห้องของเขานั้น มันคือฝีมือของไอ้สารเลวโจวเหล่ยที่แอบโยนข้ามไปให้เพื่อใส่ร้ายเขานั่นแหละ!
ใส่ร้ายป้ายสี โยนความผิดให้พ้นตัว แผนการตบตาคนทั้งโลกของมันช่างเืเย็นอำมหิตนัก!
ถ้าหากว่าหลินเฟิงไม่มีการ์ดตาทิพย์คอยช่วยเหลือล่ะก็ คดีนี้ต่อให้เขาะโลงแม่น้ำหวงเหอเพื่อชำระล้างมลทิน ก็คงไม่สามารถลบล้างความผิดไปได้แน่ ๆ
"ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่ ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกรุณาออกไปให้หมด!"
ฉู่อิ๋งอิ๋งที่เพิ่งจะวางสายโทรศัพท์ขมวดคิ้วมุ่น เธอหันไปะโขับไล่บรรดาฝูงชนที่นั่งกินแตงโมที่เอาแต่ยืนมุงดูเื่สนุกชาวบ้านโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเสียงดังลั่น
"คุณตำรวจครับ ตกลงว่าที่นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ครับ?" ชายหนุ่มคนหนึ่งทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถามขึ้น
ฉู่อิ๋งอิ๋งปรายตามองหลินเฟิงที่ยืนหลบอยู่ตรงมุมห้องแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า "พวกคุณไม่มีตาหรือไง? กางเกงในและชุดชั้นในผู้หญิงหล่นกระจายเกลื่อนพื้นซะขนาดนี้ ยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่ามันเกิดอะไรขึ้น?"
"หา? คุณหมายความว่า โจวเหล่ยต่างหากที่เป็โจรขโมยชุดชั้นในตัวจริงงั้นเหรอ?"
"อะไรนะ! โจวเหล่ยคือโจรขโมยชุดชั้นใน?"
"แม่เ้าโว้ย! ข่าวช็อกวงการเลยนะเนี่ย!"
"ฉันยังนึกว่าหลินเฟิงคือโจรขโมยชุดชั้นในซะอีก!"
"ที่แท้หลินเฟิงก็ถูกใส่ร้ายนี่เอง!" ...
ความจริงกระจ่างชัดในที่สุด หลินเฟิงได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา ทว่าภายในใจของเขากลับไม่ได้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงบรรดาเพื่อนบ้านเหล่านี้จนเข้ากระดูกดำ!
ในจังหวะหนึ่ง หลินเฟิงเหลือบไปเห็นร่างของซูเม่ยยืนปะปนอยู่ทางด้านหลังสุดของฝูงชน เมื่อซูเม่ยได้เห็นสภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างชัดเจน เธอก็รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที ภายในดวงตาของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึง
หลินเฟิงตีหน้าขรึมเ็า เขาใช้มือแหวกฝูงชนออกไปจนกระทั่งเบียดเสียดเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซูเม่ยได้สำเร็จ และในวินาทีที่ซูเม่ยมองเห็นหลินเฟิง เธอก็เผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ บนใบหน้าสวยหวานนั้นมีแววตื่นตระหนกลุกลี้ลุกลนฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่ง
"ซูเม่ย เบิกตาของเธอให้กว้าง ๆ แล้วมองดูให้ชัดเจนซะ ว่าใครกันแน่ที่เป็โจรขโมยชุดชั้นในตัวจริง!" หลินเฟิงะโลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว เสียงตวาดของเขาทำเอาฝูงชนที่กำลังส่งเสียงดังเซ็งแซ่เมื่อครู่ เงียบกริบลงไปในทันตา
"ฉัน... ฉัน..." ใบหน้าของซูเม่ยซีดเผือดลงในพริบตา
หลินเฟิงถลึงตาจ้องมองซูเม่ยด้วยความโกรธจัด พร้อมกับะโใส่หน้าเธอต่อไปว่า "เธอรู้ตัวบ้างไหม ว่าชีวิตของฉันมันเกือบจะพังทลายลงด้วยน้ำมือของเธอแล้ว?"
ใบหน้าของซูเม่ยไร้ซึ่งสีเืโดยสิ้นเชิง เธอเอาแต่ส่ายหน้าไปมา พร้อมกับพร่ำพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ฉัน... ฉัน... ขอโทษ... ขอโทษจริง ๆ ..."
"แล้วก็พวกคุณด้วย บรรดาฝูงชนที่เอาแต่มุงดูหน้าโง่ทั้งหลาย! ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้สืบหาความจริงให้กระจ่างชัด พวกคุณก็เอาแต่ผสมโรงด่าทอตามน้ำกันไปหมด ตกลงในใจของพวกคุณมันคิดอะไรอยู่กันแน่ฮะ?" หลินเฟิงหันปลายหอกไปหาบรรดาเพื่อนบ้านรอบ ๆ ตัวบ้าง
เงียบกริบ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใด ๆ
ผู้คนในเหตุการณ์ทุกคนต่างก็ไม่มีใครกล้าสบตากับหลินเฟิงตรง ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อปากต่อคำกับเขาในเวลานี้เลย เห็นได้ชัดว่าหลินเฟิงกำลังโกรธจนเืขึ้นหน้า ใครมันจะกล้าะโออกมารนหาที่ด่าในเวลานี้กันล่ะ?
ยิ่งด่าหลินเฟิงก็ยิ่งโมโห ไฟโทสะที่อัดอั้นตันใจมานานในที่สุดก็ะเิออกมาจนหมดสิ้น เขาหันขวับกลับไปชี้หน้าซูเม่ยแล้วะโด่าทออย่างเกรี้ยวกราด "แค่คำขอโทษคำเดียวของเธอมันจะไปจบอะไรได้? เธอรู้ไหม ถ้าหากความจริงเื่นี้ไม่ถูกเปิดเผย หลินเฟิงคนนี้จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็ 'โจรขโมยชุดชั้นใน' ไปตลอดชีวิต และฉันจะไม่มีวันเงยหน้าขึ้นมาอยู่ในสังคมได้อีกเลย!"
"หลินเฟิงคนนี้ไปมีความแค้นขุ่นเคืองอะไรกับเธอนักหนาฮะ? เธอถึงได้พยายามจะบีบฉันให้ตายตกไปตามกันให้ได้เลยใช่ไหม? การที่เธอปรักปรำคนดี ๆ คนหนึ่งจนแทบจะตายทั้งเป็แบบนี้ ฉันอยากจะถามเธอจริง ๆ ว่า มโนสำนึกในใจของเธอไม่รู้สึกเ็ปบ้างเลยหรือไง?" ...
ซูเม่ยถูกหลินเฟิงด่ากราดั้แ่หัวจรดเท้า หลินเฟิงที่ไร้ซึ่งความทะนุถนอมห่วงใยผู้หญิงใด ๆ สาดคำด่าทอใส่เธอเสียจนไม่เหลือชิ้นดี ย่อยยับไม่มีปัญญาจะโต้เถียงเลยทีเดียว!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสียงตวาดด่าของหลินเฟิง แม้ว่าใบหน้าของเธอจะซีดเผือดไร้สีเื ซ้ำร่างกายยังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่ซูเม่ยก็ยังคงขบกรามแน่น เธอยืนรับฟังพายุอารมณ์ของหลินเฟิงโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
แหมะ!
ในจังหวะหนึ่ง ในที่สุดหยาดน้ำตาก็ไหลรินร่วงหล่นลงมาจากเบ้าตาของซูเม่ย เธอรีบยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวก ๆ ก่อนจะยืนหยัดอย่างดื้อดึงอยู่เบื้องหน้าหลินเฟิงต่อไป เธอเลือกที่จะทนรับความโกรธแค้นของเขาอย่างเงียบ ๆ ต่อไปโดยไม่ยอมถอยหนี
พอได้เห็นซูเม่ยที่ก่อนหน้านี้เคยดุดันกราดเกรี้ยวอย่างร้ายกาจ กลับมาทำหน้าตาอ่อนแอปวกเปียกแบบนี้ หลินเฟิงก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปในทันที
เวรเอ๊ย แบบนี้จะให้ด่าต่อได้ยังไงล่ะ? ก็อีกฝ่ายเล่นยืนร้องไห้เงียบ ๆ แบบนี้ ขืนด่าต่อไป คนอื่นจะมองเขาว่ายังไงวะ?
ถ้าเป็คนที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไร คงได้คิดว่าหลินเฟิงกำลังรังแกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางสู้อยู่แน่ ๆ
ปวดตับโว้ย...