สาวชาวนาผู้ชั่วร้ายกับระบบวิเศษ 【 农门坏丫头 】[แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 50 ตอบแทนไม่ได้ก็โกงสิ

            ดวงตาของซูจื่อเยี่ยฉายแววยิ้มแย้ม สาวน้อยที่เห็นเหมือนยายแก่ทนการเย้าแหย่ไม่ได้จริงด้วย

            ถ้าหลิวเต้าเซียงรู้ เขาจะต้องถูกด่าแน่นอน เย้าแหย่น้องเจ้าสิ!

            “มานี่ ข้าจะบอกความลับอะไรให้ ทว่า ถือว่าเจ้าติดบุญคุณข้า”

            “ความลับอะไร? อะไรนะ? บุญคุณอย่างนั้นหรือ?” ดวงตาของหลิวเต้าเซียงเป็นเหมือนเครื่องสแกน มองเขาขึ้นและลง

            พอมาคิดดู ตนเองติดหนี้บุญคุณเขา ถ้าเกิดคืนไม่ได้ นางก็แค่โกง!

            อย่างไรก็ตาม นางเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หนึ่งคำหลุดจากปากม้าสี่ตัวก็ยากตามกลับคืน!

            ดังนั้นเด็กสาวตัวน้อยจึงสามารถกบฏได้

            หลังจากมีเหตุผลที่สมควรให้แก่ตนเองหลิวเต้าเซียงก็ตอบรับอย่างไม่รู้สึกมีภาระ

            “ที่ย่าเจ้าจะแบ่งเงินสิบตำลึงให้เป็นค่าเล่าเรียนแก่ลูกพี่ลูกพี่น้องของเจ้าลุงรองเจ้าน่ะไม่พอใจกับเรื่องนี้อย่างมาก!”

            ซูจื่อเยี่ยใช้ประโยคที่เรียบง่ายเพื่อสรุปเรื่องที่หลิวซุนซื่อบ่นอย่างไม่พอใจต่อเรื่องนี้

            หลิวเต้าเซียงสบตากับเขา แล้วยิ้มจนตาโค้ง อืมเป็นความลับที่ดีจริงด้วย ข้อความในนี้มีเรื่องราวให้ทำอีกแล้ว

            หลังจากได้ยินข่าวนางก็ทิ้งซูจื่อเยี่ยไว้แล้ววิ่งไปสืบเรื่องราวกับหลิวชิวเซียง

            เมื่อนางได้ยินว่าหลิวฉีซื่อจะไม่กลับมาทานอาหารกลางวันในใจของเด็กสาวจอมแก่นคนนี้ก็เริ่มมีแผนการชั่วร้ายอีกแล้ว จึงรีบต้มโจ๊กข้าวขาวหนึ่งหม้อใหญ่อย่างสบายใจเฉิบข้าวร่วนหากเอาไปหุงข้าวอาจจะไม่อร่อย แต่ไม่มีผลต่อการต้มโจ๊ก

            หลังจากคิดดูก็ทำไข่ตุ๋นอีกหนึ่งอย่าง ขณะทำกับข้าวก็หั่นกระเทียมกับถั่วไว้ส่วนหนึ่ง อาศัยช่วงที่คนไม่ทันสังเกตก็แบ่งบางส่วนจากด้านหลังห้องครัวไปที่ห้องปีกตะวันตก

            จางกุ้ยฮัวจัดการสวนผักเสร็จเรียบร้อย ก็เอาเมล็ดพันธุ์ต่างๆ หว่านลงไป

            เมื่อหลิวเต้าเซียงปรากฏตัวออกมาอีกทีจางกุ้ยฮัวกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หลิวชุนเซียง เมื่อเห็นนางมาจึงเอ่ย “ลูกรัก ในบ้านมีข้าวร่วนมากนัก ครั้งหน้าเก็บไว้ต้มให้พ่อคนเดียวก็พอ”

            หลังจากมองไปที่หลิวเต้าเซียงอีกครั้ง พอคิดดูก็รู้สึกว่า จะเหนื่อยยากอย่างไรก็ห้ามให้ลูกตนเองหิว “แล้วก็พวกเจ้าสองพี่น้องด้วย”

            หลิวเต้าเซียงวางชามในมือลง กอดขากางเกงของจางกุ้ยฮัว ทำหน้าไม่พอใจ “แม่จะให้ข้ากับพี่ใหญ่กินลงได้อย่างไร? อย่าว่าแต่พวกข้าพี่น้องเลยพ่อเองก็คงไม่พอใจ แม่ดูพ่อข้าออกไปทำงานหนักทุกวัน ไม่กินให้ดีหน่อยร่างกายคงจะทรุดโทรมเป็นแน่ อีกอย่าง แม่ แม่กินคนเดียวเลี้ยงได้ตั้งสองคนยิ่งห้ามละเลยการดูแล ข้ากับพี่กำลังเจริญเติบโต ก็ต้องกินให้ดีหน่อย”

            ดังนั้น ข้อเสนอของจางกุ้ยฮัวจึงถูกหลิวต้าเซียงดีดไปไกล!

            จางกุ้ยฮัวคิดว่าข้าวร่วนในบ้านมีแค่นั้น ให้คนในบ้านกินอิ่มแล้วยังทำให้ปากท้องได้สุขสำราญเลยแล้วกันแล้วก็คิดต่อว่าหากมีเวลาว่าง จะแบกบุตรสาวคนเล็กขึ้นหลังไปดูที่หลังเขาว่าพอจะหาเห็ดต่างๆได้บ้างหรือไม่

            หลิวเต้าเซียงไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่จึงเหยียดมือมาทุบหน้าอกตนเองเสียงดังตุบๆ “แม่เรื่องข้าวนี้แม่วางใจได้ เราไม่มีทางขาดแคลนหรอก”

            อย่างไรก็ตามข้าวร่วนของเจ้าสัตว์ปีศาจตัวน้อยนั้นราคาถูกมากสารอาหารก็ครบครัน เพียงแต่เสียดายว่าหุงข้าว รสชาติจะไม่ดีนัก

            นางยกกำปั้นขึ้น พยายามเข้า เพื่อข้าวเม็ดโต!

            “แม่รู้ ลูกสาวของข้าเก่งมาก รีบกินข้าวเถิดรออีกเดี๋ยวพ่อกับปู่เจ้าก็จะกลับมาแล้ว”

            โชคดีที่หลิวเต้าเซียงขึ้นเขาไปเก็บฟืนทุกวัน หลังบ้านจึงมีกองฟืนไว้ใช้เผาในคั่งมิเช่นนั้น ฟืนที่ใช้ในบ้านหมดไวมาก หลิวฉีซื่อจะสังเกตเห็น

            ในใจของนางพะวงแต่เรื่องการยุแหย่ให้บ้านแตกเป็นเรื่องสำคัญจึงรีบกินโจ๊กให้หมดแล้วไปเปลี่ยนตัวกับหลิวชิวเซียง กลับมาจะแอบเพิ่มมื้ออาหาร

            แต่เรื่องดีๆ ต้องใช้เวลาในการขัดเกลาเรื่องที่อยู่ในใจของนางไม่มีโอกาสได้เริ่มต้น พริบตาเดียวก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง

            ดวงตาของหลิวซุนซื่อนั้นกลอกไปมาอย่างไม่สงบสุขมองดูหลิวต้าฟู่วางตะเกียบกับชามแล้วดึงปล้องยาสูบออกมาจากเอว

            จากนั้นนางก็เอ่ยปากว่า “ท่านพ่อข้าได้ยินว่าแม่จะเตรียมเงินสิบตำลึงให้เซิ่งเอ๋อร์ร่ำเรียนหรือ?”

            หลิวต้าฟู่ไม่มีความเห็นต่อลูกสะใภ้คนนี้ หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือที่ตอนนั้นหลิวฉีซื่อเห็นหลิวซุนซื่อว่าเหมาะสมก็เพราะในมือของนางมีสินเดิมเป็นที่ดินสี่แปลง เมื่อเรื่องทุกอย่างจัดการเสร็จสิ้นถึงจะบอกกล่าวกับหลิวต้าฟู่

            “อา แม่เป็นคนตัดสินใจน่ะ”

            เมื่อรู้สึกว่าคำพูดของตนเองนั้นไม่ค่อยเหมาะสม จึงเอ่ยอีก “พี่ใหญ่เจ้าอยู่ในเมืองหลวง ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงได้ยินว่าเซิ่งเอ๋อร์คือเด็กเรียนดี ได้รับการหมายตาของอาจารย์ คิดว่าหากเขาไม่ได้เรียนคงเป็นที่น่าเสียดาย”

            เป็นการอธิบายที่ได้ความ ว่าเหตุใดจึงต้องแบ่งเงินออกไปให้สิบตำลึง

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ลำเอียงเช่นนี้ เหตุใดพ่อจึงไม่ตักเตือนหน่อย? จื้อเซิ่งเป็นเด็กที่เรียนดี สอบเข้าชั้นประถมได้ก็ไม่เลวเพียงแต่จือเอ๋อร์ก็ยังเรียนเหมือนกันไม่ใช่หรือ? อาจารย์บอกว่าหากพ้นปีนี้ไปก็สามารถลงสนามสอบได้แล้ว ยิ่งกว่านั้นเป่าเอ๋อร์ของเราปีนี้ก็เข้าสถาบันแล้ว! บ้านพี่ใหญ่มีจื้อเซิ่งเรียนคนเดียวแต่บ้านเรามีเด็กเรียนตั้งสองคน

            ใบหน้าของหลิวต้าฟู่ที่เคยสงบก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ส่วนลูกสะใภ้รองก็พูดอะไรบางอย่างที่สมเหตุสมผลเช่นกันแม้ว่าครอบครัวของลูกชายคนโตจะเพิ่มจํานวนประชากร แต่ครอบครัวของลูกชายคนรอง หลานคนเล็กของเขาก็ได้เข้าโรงเรียนด้วยซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่อีกประการหนึ่ง

            หลิวซุนซื่อมองเขาอย่างมีนัยยะ แล้วเอ่ย “ท่านพ่อท่านก็รู้นี่ พี่ใหญ่กับเฉี่ยวเอ๋อร์ทำงานในจวนทุกคนที่อยู่ในจวนต่างก็มีที่กินที่พัก แม้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะไม่ทำงาน แต่อาหารประจำวันจวนตระกูลหวงที่ร่ำรวยเช่นนั้น คงไม่มีทางขาดแคลน”

            หลิวต้าฟู่จําได้ หลิวฉีซื่อมักจะพูดถึงชีวิตที่มั่งมีของตนเองในอดีตต่อหน้าเขาเช่นการกิน การแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ล้วนมีจวนคอยดูแลให้แล้วยังได้รับรางวัลจากเหล่าเจ้านายบ้าง

            “แม่ของลูกก็แก่แล้ว คงลืมเรื่องนี้ไป”

            เมื่อเห็นว่าเขายังยอมปริปาก หลิวซุนซื่อรู้ว่าหลิวต้าฟู่ไม่ยุ่งเรื่องใดๆนางแค่ต้องการเอ่ยต่อหน้าเขาเท่านั้น ส่วนช่วงบ่ายก็เตรียมตัวนอนสักหน่อยตอนค่ำจะได้ลับฝีปากกับหลิวฉีซื่อได้

            ให้ครอบครัวหลิวสี่กุ้ยได้เงินสิบตำลึงไปเปล่าๆ หลิวซุนซื่อจะกลืนความอัดอั้นนี้ไปได้อย่างไร

            หลิวเต้าเซียงกินน้ำแกงใสชามหนึ่งแบบขอไปทีเมื่อเห็นว่าหลิวซุนซื่อไม่พอใจจริง ถึงแกล้งทำเป็นโน้มน้าว “ป้ารอง อย่าโกรธไปเลย คงเพราะชีวิตครอบครัวลุงใหญ่จะลำบากเกินไปจริงๆถึงได้เขียนจดหมายกลับมาบอกกับปู่ย่า”

            คําพูด ‘ปลอบประโลม’ เหล่านี้เป็นเหมือนการเพิ่มเชื้อเพลิงให้กับกองไฟ

            “ยากลําบากอะไรกัน? ท่านพ่อเรื่องนี้จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ ครอบครัวลุงใหญ่ลำบาก ครอบครัวฝั่งข้าไม่ลำบากหรือ? ลำพังเงินเดือนของเหรินกุ้ยจะพอไปทำอะไรได้? หากว่าจูเอ๋อร์กำลังจะต้องหมั้นหมายจือเอ๋อร์ปีหน้าก็ต้องสอบ เป่าเอ๋อร์ก็เข้าเรียนที่สถาบัน พ่อ ท่านว่ามาสิเรื่องอันใดที่ไม่ต้องใช้เงินบ้าง?”

            คําพูดของหลิวซุนซื่อ พูดวกไปวนมาก็เหมือนกำลังเปรียบเทียบความยากลำบากของครอบครัวตนเองกับฝั่งหลิวสี่กุ้ยนั่นเอง

            จางกุ้ยฮัวแอบเตะหลิวซานกุ้ยและส่งสายตาให้นางกับบุตรสาวคนรองคุยปรึกษากันเรียบร้อยหรือไม่ก็ยั่วยุให้บ้านลุงใหญ่กับลุงรองทะเลาะกันจนขอแยกบ้าน

            คำพูดของหลิวเต้าเซียงนี้ เป็นการทำให้หลิวซุนซื่อไม่พอใจอย่างไม่ต้องสงสัย

            หลิวซานกุ้ยแอบพยักหน้า เขาได้ใช้ชีวิตในการแอบกินโจ๊กข้าวขาวมาจึงไม่ค่อยแลอาหารในบ้าน และต้องการได้กินโจ๊กข้าวขาวอย่างเปิดเผย

            อืม สิ่งสำคัญนั้นบุตรสาวคนรองได้บอกแล้ว หลังจากแยกบ้านไม่ใช่แค่ได้กินโจ๊กข้าวขาวทั้งยังโจ๊กไข่ใส่หมูสันใน โจ๊กปลา โจ๊กพุทราจีนน้ำตาลแดงโจ๊กซี่โครงหมูกุ้งต้มกับเมาอวี๋ และอื่นๆ

            เมาอวี๋(แมวปลา)เป็นภาษาถิ่นของอำเภอถู่หนิวคือน้ำเต้าหู้ที่ออกเค็มและเผ็ด

            เมื่อเริ่มคิดไปไกล เขาก็แอบกลืนน้ำลายแล้วรวบรวมสติจากนั้นจึงเอ่ยกับหลิวต้าฟู่ “พ่อบ้านพี่รองเองก็เหนื่อยยากเช่นกัน”

            หลิวต้าฟู่ยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอย่างไรดีหลิวซุนซื่อก็ดีดตัวออกมาพูดเสริมหลิวซานกุ้ย “นั่นสิท่านพ่อ ดูสิ อาสามเองก็เห็นทุกอย่าง”

            หลิวซานกุ้ยคิดดูและพูดว่า “ท่านพ่อ เราจะแบ่งเงินสิบตำลึงไปจริงๆ หรือ?”

            ไม่รู้ว่าเขานั้นตั้งใจหรือไม่ จากนั้นก็พึมพำว่า “ข้าแค่รู้สึกว่าพ่อเหนื่อยเกินไป เงินสิบตำลึง เทียบเท่ากับการที่พ่อต้องปลูกใยลินินถึงสิบแปลงแม่เองก็ซื้อไข่ได้ทั้งปี”

            หลิวต้าฟู่มองเขาด้วยความประหลาดใจและรู้สึกว่าเหตุใดวันนี้หลิวซานกุ้ยจึงพูดอะไรที่มีเหตุผลเช่นนี้ออกมาได้

            ยิ่งไปกว่านั้น มันฟังดูน่ารื่นหูมาก แต่ก็น่าเสียดาย…

            น่าเสียดายเรื่องอะไร? นอกจากตัวหลิวต้าฟู่หาได้มีใครล่วงรู้เหตุผล

            “ใช่ เงินสิบตำลึงซื้อเครื่องประดับให้อาเล็กได้ตั้งมากมายเชียว” หลิวเต้าเซียงแอบสะกิดเพิ่มไปอีกหนึ่งแผล

            หลิวเสี่ยวหลันเมื่อคืนหลับไประหว่างคุย ถึงเพิ่งรู้ว่าบ้านตนเองต้องเอาเงินสิบตำลึงให้บ้านพี่ใหญ่แล้วพอฟังหลิวเต้าเซียงพูดเช่นนี้ ในใจก็ยิ่งเกิดความไม่พอใจ ที่ผ่านมามานางได้รับความรักและเอ็นดูพอไม่พอใจก็แสดงออกผ่านสีหน้าทันใด วางถ้วยลงแล้วเอ่ย “พ่อข้าทานไม่ลงแล้ว”

            หลิวต้าฟู่เหลือบมองในถ้วยของนาง ในนั้นยังมีไส้อั่วกับเนื้อท้องปลาชิ้นใหญ่

            ไส้อั่วนี้หลังจากหลิวเสี่ยวหลันกลับมานางเข้าไปแอบหยิบจากห้องของหลิวฉีซื่อออกมาต้มเอง แน่นอนว่าต้มแค่ในส่วนของตัวเองคนเดียว

            “เหตุใดจึงกินไม่ลง? ในนี้มีเนื้อไม่ใช่หรือ?” หลิวต้าฟู่ไม่รู้คิดอย่างไรจึงพูดออกมาตรงๆ บุตรสาวของตนหากไม่มีเนื้อก็จะไม่ชอบใจ

            หลิวเต้าเซียงรู้สึกสาแก่ใจเงียบๆ ตอนที่อยู่ในห้องครัว หลิวเสี่ยวหลันยังลังเลว่าจะแบ่งให้พ่อของตนดีหรือไม่แต่ก็ถูกหลิวเต้าเซียงที่อยู่ข้างๆ บอกว่าหากแบ่งให้ปู่ ก็ต้องแบ่งให้พ่อของนางบ้างเพราะต้องใช้แรงงาน ต้องกินดีหน่อยถึงจะได้มีกำลัง

            ภายในเสี้ยววินาทีที่หลิวเสี่ยวหลันตัดสินใจว่าจะไม่แบ่ง เพราะไปนึกถึงเจ้าเป่าอ้วนหากเขารู้คงงอแงร้องไห้อีก นางต้องไม่ได้กินอิ่มแน่

            ในเวลานี้หลิวต้าฟู่เห็นว่ามีเนื้ออยู่ในถ้วยของบุตรสาว แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาว่าเหตุใดจึงไม่มีส่วนของเขาคำพูดเมื่อครู่จึงออกมา

            “แม่ ข้าอยากกินเนื้อ” หลิวจือเป่าเกลียดการกินผักป่าที่สุด รสชาติทั้งฝาดทั้งเปรี้ยว

            หลิวซุนซื่อไม่ต้องการให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้ จึงแอบถลึงตาใส่เขา จากนั้นกระซิบข้างหูหลิวจือเป่าจึงไม่งอแงอีก

            หลิวเต้าเซียงชอบใจยิ่งนัก ไม่ต้องคิดเลยว่า หลิวซุนซื่อต้องรับปากว่าจะพาจือเป่าไปบ้านยายแน่นอน

            เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่อึดใจ หลิวเสี่ยวหลันก็ทำปากบู้บี้แล้วเอ่ยถาม “พ่อ แม่ตกลงจะยกเงินสิบตำลึงให้บ้านพี่ใหญ่จริงหรือ?”

            “หากเจ้าสงสัย รอแม่กลับมาค่อยถามนาง” หลิวต้าฟู่เองไม่อยากสนใจเรื่องน่าปวดหัวเช่นนี้อีก

            แต่อย่างไรก็ตาม คําพูดของหลิวซานกุ้ยได้เข้าหูของเขาไปเรียบร้อย

            นั่นสิ ตนเองอายุก็ไม่น้อยแล้ว การทำงานทั้งปีนั้นไม่คุ้มเท่าใด

            “ข้าจะพูดแน่ ของที่พี่ใหญ่เอากลับมาที่บ้านทั้งปี ยังไม่ถึงสิบตำลึงเลย” ขณะที่หลิวเสี่ยวหลันพูด ก็ยิ่งลืมไปว่าหลิวสี่กุ้ยส่งผ้าชั้นดีมาให้ช่วงเทศกาลตรุษจีน

            นางจำไม่ได้ว่าทุกครั้งที่นางไปที่เมืองหลวงและอาศัยอยู่ในบ้านของหลิวสี่กุ้ยพี่สะใภ้ที่อยากเอาใจหลิวฉีซื่อ ก็ได้ต้อนรับอาเล็กด้วยอาหารว่าง ของกินชั้นสูงสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พี่สะใภ้นางแอบเอามาจากสำรับของเจ้านาย

            ส่วนบ้านหลิวนอกจากนาง ก็มีเพียงสองผัวเมียหลิวต้าฟู่ที่ตลอดทั้งปีไม่ต้องหาผ้าแล้วยังมีลูกชายสองคนคอยกตัญญู

            -----

     

    คล้ายกับเรื่องสาวชาวนาผู้ชั่วร้ายกับระบบวิเศษ 【 农门坏丫头 】[แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592