บทที่ 21-2 เรียนหนังสือ
หมิงเยว่ขอให้ท่านพ่อและพี่ใหญ่พาคนทั้งหมดไปเก็บเห็ดในป่าหลังบ้านส่วนตนเองเข้าครัวไปทำอาหารมื้อกลางวัน โดยมีท่านแม่และป้าอิงคอยช่วยเป็นลูกมือโดยวันนี้หมิงเยว่จะทำ ไก่ย่าง ลาบหมู ซี่โครงหมูทอดกระเทียม ยำแครอทข้าวโพดและเห็ดย่างกินคู่กับน้ำจิ้มที่หมิงเยว่ประยุกต์มาจากน้ำจิ้มซีฟู้ดโดยการใส่กระเทียม พริกเล็กน้อย มะนาว เกลือ ซอสถั่วเหลือง และน้ำตาลแล้วโรยหน้าด้วยผักชี
และตบท้ายด้วยของหวานคือ กล้วยเชื่อมที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า วิธีการทำกล้วยเชื่อมคือ ปอกเปลือกกล้วยแล้วหั่นเป็นชิ้นแช่น้ำเกลือพักไว้ จากนั้นตั้งไฟต้มน้ำแล้วใส่น้ำผึ้งและน้ำตาลพอเดือดแล้วค่อยใส่กล้วยลงไปบีบมะนาวลงไปเล็กน้อยเคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนประมาณหนึ่งชั่วยามจนกล้วยมีลักษณะมันเงาจากตัวน้ำเชื่อมที่เคลือบกล้วย ยกลงพักไว้ให้เย็นสนิท
ในระหว่างที่ทำอาหารอยู่นั้นพวกท่านพ่อที่ไปเก็บเห็ดก็กลับมา หมิงเยว่จึงให้พวกเขานำเห็ดไปล้างแล้วช่วยกันย่าง พี่กุ้ยชิงและเด็ก ๆ สนุกกันมาก เพราะได้เก็บเห็ดและย่างเห็ดด้วยตนเองไหม้บ้างไม่สุกบ้างปะปนกันไป หลังจากย่างเห็ดเสร็จ อาหารก็แล้วเสร็จเช่นกันอาหารมื้อกลางวันของวันนี้จึงมีแต่คนขอเติมข้าวอีกเช่นเดิม
ก่อนที่พี่กุ้ยชิงและพี่หยางเหวินจะกลับหมิงเยว่ขอปรึกษาเรื่องการจัดงานวันเกิดให้ท่านพ่อและท่านแม่ของนางที่ภัตตาคารเจี้ยนคังโดยท่านแม่เกิดวันที่แปด เดือนสาม ส่วนท่านพ่อเกิดวันที่สิบ เดือนเดียวกันหมิงเยว่จึงเลือกจัดงานเลี้ยงในวันที่เก้า เดือนสามเพราะเป็นวันที่น้องสี่หยุดเรียนด้วยพี่หยางเหวินรับปากจะให้หลงจู๊เยี่ยจัดเตรียมอาหารและตกแต่งห้องอาหารไว้
สองวันถัดมา หมิงเยว่ให้อีเจี้ยนและจือเหยียนหยุดงานเพราะเป็นวันที่ทั้งสองคนต้องไถ่กลบถั่วเขียวบนที่ดินเพาะปลูกของตนเอง
ในช่วงหัวค่ำของวันถัดมา ก่อนเวลาเรียนของพวกเด็ก ๆหมิงเยว่ได้บอกกับคนในครอบครัวว่า
“หลังจากที่หมูหย็องขายมาได้นานหนึ่งเดือนและโรงงานซอสถั่วเหลืองกับเต้าเจี้ยวเริ่มอยู่ตัว สามารถผลิตจำนวนสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้าทำให้พวกเรามีกำไรของเดือนนี้หลังจากหักค่าแรงของคนงานแล้วคือ”
“เต้าเจี้ยวกำไรหนึ่งพันสี่ร้อยตำลึง ซอสถั่วเหลืองกำไรสองพันสี่ร้อยตำลึงหมูหย็องกำไรหนึ่งพันสองร้อยตำลึง ผักดองกำไรสี่ร้อยตำลึง และร้านฉิงเล่อกำไรห้าร้อยตำลึง”
“สรุปแล้วเดือนนี้พวกเราได้กำไรทั้งหมดห้าพันเก้าร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
หมิงเยว่หยุดพูดเพื่อสังเกตสีหน้าของทุกคนได้พบว่าแต่ละคนมีสีหน้าตกตะลึงในตอนแรก จากนั้นจึงมีรอยยิ้มเบิกบานใจปรากฏบนใบหน้าของทุกคน
“ดังนั้น ข้าจะขอจ่ายเงินรายเดือนของพวกเราห้าคนจากคนละห้าสิบตำลึงเป็นหนึ่งร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
“ส่วนของน้องสี่และน้องเล็ก จะเพิ่มจากจากสิบตำลึงเป็นยี่สิบตำลึง โดยฝากเงินไว้ที่ท่านแม่เหมือนเดิมเจ้าค่ะ”
“ตามใจเจ้าเถิดเยว่เอ๋อร์” ท่านพ่อเอ่ยกับหมิงเยว่
“อืม พี่สามเจ้าคะ” น้องเล็กเอ่ยเรียกหมิงเยว่
“มีอะไรรึซินเอ๋อร์”
“แล้วซินเอ๋อร์ จะได้เงินค่าขนมเพิ่มด้วยรึไม่เจ้าคะ”น้องเล็กเดินเข้ามากอดแขนหมิงเยว่
“เช่นนั้น เจ้าคิดว่า เจ้าควรจะได้ค่าขนมเพิ่มเท่าใดดีล่ะ”หมิงเยว่อยากรู้ว่าน้องสาวของตน จะตอบคำถามเช่นไร
“อืม แล้วแต่พี่สามจะเมตตาซินเอ๋อร์เจ้าค่ะ”
“ฮาฮ่า เจ้าเล่ห์ยิ่งนักนะน้องพี่”หมิงเยว่ลูบศีรษะน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“เอาละ พี่จะให้ค่าขนมเจ้ากับเพ่ยเฟินเพิ่มเป็นสามสิบอีแปะส่วนน้องสี่และชงจื้อเพิ่มเป็นหกสิบอีแปะ”
“ขอบคุณพี่สามเจ้าค่ะ / ขอรับ”
เสียงขอบคุณและเสียงหัวเราะของน้องสี่และน้องเล็กเรียกความสุขใจให้กับทุกคน จากนั้นหมิงเยว่จึงหันไปกล่าวกับบิดามารดาว่า
“ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ ข้าจะเพิ่มเงินให้แก่ ท่านลุงใหญ่ท่านลุงรอง ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พี่เฟยหมิง และพี่เฟยเจินเป็นคนละยี่สิบตำลึงเจ้าค่ะ”
หวังหลินข่ายและเหอฟางหรูต่างพยักหน้าตอบรับคำของบุตรสาว จากนั้นหมิงเยว่จึงเรียกหาคนงานให้เข้ามาพบแล้วกล่าวว่า
“ข้าจะให้เงินเดือนแก่ ป้าอิง น้าหลิง ชงไฉ่ ชงเมิ่งคนละห้าตำลึง เพราะพวกเจ้าขยันขันแข็งช่วยกันทำงานทำให้บ้านของเรามีรายได้เพิ่มขึ้นมาก ข้าจึงตอบแทนความขยันของพวกเจ้า”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ / ขอรับ”
“ส่วนชงจื้อจะเพิ่มเป็นหกสิบอีแปะและเพ่ยเฟินเป็นสามสิบอีแปะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ / ขอรับ”
หลังจากคนงานออกไปแล้ว ท่านพ่อจึงถามหมิงเยว่ว่า
“แล้วเจ้าจะเพิ่มเงินให้แก่อีเจี้ยนและจือเหยียนหรือไม่”
“ยังเจ้าค่ะ พวกเขามาทำงานกับเราได้แค่ครึ่งเดือนข้าขอสังเกตพวกเขาอีกสักพัก ถ้าทั้งคู่ขยันหมั่นเพียรข้าก็จะเพิ่มเงินให้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”