จวนสกุลหลิว ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองหลวงของอาณาจักรต้าหลง แม้จะไม่ใช่จวนของขุนนางใหญ่โตอลังการ แต่ก็เป็ที่รู้จักกันดี... ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะบุตรสาวคนเล็กของท่านขุนนางหลิว หลิวซิน ผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็ "นางร้าย" แห่งตระกูล
เช้าวันนั้น อากาศอบอ้าวผิดปกติ คล้ายกับความอึดอัดที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งจวน โต๊ะอาหารเช้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อท่านขุนนางหลิวผู้เป็บิดาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงหนักใจ "ซินเอ๋อร์ เ้าต้องแต่งงาน"
หลิวซินที่กำลังใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในชามอย่างเบื่อหน่าย ชะงักมือขึ้นทันที ดวงตาคมกริบของเธอมองตรงไปยังบิดา "ท่านพ่อ ท่านพูดเื่อะไรกันเ้าคะ?"
"บุตรชายของท่านขุนนางเฉิน... เขาเสนอขอเ้าแต่งงาน" ท่านขุนนางหลิวกล่าวต่อ หลบสายตาของบุตรสาวไปมองภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆ "เป็โอกาสดีสำหรับตระกูลเรา เขาเป็คนมีหน้ามีตา"
"มีหน้ามีตา? หรือหน้าไม่อายกันแน่เ้าคะ!" หลิวซินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ "บุตรชายของท่านขุนนางเฉินผู้นั้นขึ้นชื่อเื่ความเ้าชู้ หมกมุ่นในสุรานารี วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา ข้าไม่แต่ง! ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่แต่ง!"
คำพูดของหลิวซินราวกับฟ้าผ่าลงกลางโต๊ะอาหาร มารดาของเธอถึงกับสะดุ้งเฮือก ส่วนพี่สาวทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พากันกระซิบกระซาบด้วยสีหน้าเอือมระอา
"ซินเอ๋อร์! พูดจาอะไรเช่นนั้น!" ท่านขุนนางหลิวตวาดเสียงดัง ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ "เ้าจะทำให้ตระกูลเราเสียหน้าไปถึงไหน! นี่เป็เื่ใหญ่ เ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!"
"ข้ามีสิทธิ์สิเ้าคะ! นี่คือชีวิตของข้า!" หลิวซินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือทั้งสองข้างกำแน่น "ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยยอมรับการคลุมถุงชนแบบนี้ ข้าอยากเลือกทางเดินของตัวเอง!"
"เ้ามันดื้อรั้น! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!" พี่สาวคนโตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน "ก็สมแล้วที่ไม่มีใครอยากได้ไปเป็สะใภ้ นอกจากพวกที่หวังผลประโยชน์จากตระกูลเรา"
"แล้วพวกท่านล่ะ! ไม่ได้หวังผลประโยชน์จากข้าหรือไง!" หลิวซินหันไปตวาดใส่พี่สาว "คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าที่ท่านขุนนางเฉินเสนอมา ก็เพราะอยากได้ที่ดินผืนงามของตระกูลเราที่ติดกับเขตอิทธิพลของเขา!"
บรรยากาศในห้องอาหารตึงเครียดถึงขีดสุด ความจริงที่หลิวซินพูดออกมาทำให้ทุกคนเงียบกริบ ท่านขุนนางหลิวหน้าซีดเผือด มารดาของเธอถึงกับกุมขมับ ความเห็นผิดของคนในตระกูลที่มองว่าหลิวซินเป็เพียงหมากตัวหนึ่งในเกมอำนาจ ทำให้เธอรู้สึกเ็ปและโดดเดี่ยว
เื่ราวการปฏิเสธการแต่งงานของหลิวซินแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำนินทามากมาย "นางร้ายแห่งตระกูลหลิว" ถูกกล่าวขานถึงความดื้อรั้นและไม่รู้จักกาละเทศะมากยิ่งขึ้น
"คุณหนูเ้าคะ ท่านไม่น่าพูดจาเช่นนั้นเลย" เหมยลี่ สาวใช้คู่ใจของหลิวซินเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง ขณะช่วยคุณหนูหวีผม "ตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึงท่านในทางที่ไม่ดี"
"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่าเหมยลี่? ให้ข้ายอมแต่งงานกับบุรุษที่ข้าไม่รู้จัก ไม่เคยรัก และมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เช่นนั้นหรือ?" หลิวซินถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ข้าไม่อาจทรยศหัวใจตัวเองได้"
เหมยลี่มองคุณหนูด้วยความสงสาร เธอรู้ดีว่าหลิวซินไม่ใช่คนร้ายกาจอย่างที่ใครๆ พูด เธอแค่เป็คนตรงไปตรงมา กล้าหาญ และไม่ยอมก้มหัวให้ใครโดยง่าย ซึ่งในสังคมที่ผู้หญิงต้องเจียมตัวและเชื่อฟัง ถือเป็เื่ที่ "ผิดปกติ"
ความขัดแย้งภายในจวนหลิวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พี่สาวทั้งสองของหลิวซินมักจะหาเื่กลั่นแกล้งเธออยู่เสมอ เพื่อให้เธอรู้สึกอับอายและยอมจำนนต่อการแต่งงาน ครั้งหนึ่ง พวกนางถึงกับแอบใส่ยาบางอย่างลงในอาหารของหลิวซิน หวังจะทำให้เธอป่วยหนักจนไม่สามารถไปร่วมงานสำคัญของตระกูลได้ เพื่อให้เธอถูกตำหนิและถูกลงโทษ
แต่หลิวซินไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ เธอมีไหวพริบและสัญชาตญาณที่ดี เธอสังเกตเห็นความผิดปกติของอาหาร และใช้ข้ออ้างบางอย่างหลีกเลี่ยงการกินมันได้อย่างแเี เธอแอบสืบจนรู้ว่าใครเป็คนทำ และใช้โอกาสในงานเลี้ยงของตระกูล เปิดโปงความจริง ต่อหน้าแเื่ผู้มีเกียรติ
"ท่านพี่ทั้งสองช่างมีน้ำใจนักนะเ้าคะ อุตส่าห์ปรุงยาบำรุงมาให้ข้าถึงที่ แต่ดูเหมือนยาบำรุงนี้จะออกฤทธิ์แรงไปหน่อยนะเ้าคะ ทำให้คนกินถึงกับหมดสติได้เลยทีเดียว" หลิวซินเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มหวาน แต่แฝงด้วยความเ็า
คำพูดของเธอทำให้พี่สาวทั้งสองหน้าถอดสี พวกนางพยายามแก้ตัว แต่หลักฐานที่หลิวซินนำมาแสดง ก็ทำให้พวกนางจนมุม แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่การที่หลิวซินกล้าเปิดโปงเื่นี้ต่อหน้าสาธารณะ ทำให้ทุกคนเริ่ม ลังเลสงสัย ในความบริสุทธิ์ของพี่สาวทั้งสอง และเริ่มมองหลิวซินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เหตุการณ์นี้สร้างความอับอายให้กับตระกูลหลิวอย่างมาก ท่านขุนนางหลิวโกรธจัดที่บุตรสาวของตนเองสร้างเื่อื้อฉาวไม่เว้นแต่ละวัน เขาตัดสินใจลงโทษหลิวซินอย่างหนัก เพื่อเป็การเชือดไก่ให้ลิงดู และเพื่อรักษาหน้าของตระกูล
หลิวซินถูกกักบริเวณในเรือนเล็กๆ ท้ายจวน ห้ามออกไปไหนโดยเด็ดขาด และถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พี่สาวทั้งสองของเธอยังคงพร่ำบ่นและเย้ยหยันอยู่เสมอว่าเธอสมควรได้รับแล้ว
"คุณหนูเ้าคะ ท่านไม่น่าไปยั่วโมโหท่านขุนนางเลย" เหมยลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ขณะจัดหาอาหารง่ายๆ มาให้คุณหนู
"ข้าไม่เสียใจหรอกเหมยลี่" หลิวซินตอบ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กๆ ที่เห็นเพียงต้นไม้แห้งๆ "อย่างน้อยข้าก็ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ข้าไม่ได้ทำผิดอะไร"
แม้จะถูกกักขัง แต่จิตใจของหลิวซินกลับไม่ได้หดหู่ เธอใช้เวลาว่างในการอ่านตำราเก่าๆ ที่เคยถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของของเรือนเล็กๆ แห่งนี้ เธอพบตำราโบราณเล่มหนึ่งที่เก่าแก่จนกระดาษเหลืองกรอบ เนื้อหาในนั้นกล่าวถึงตำนานของ "วิหคา" สิ่งมีชีวิตในตำนานที่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ และกล่าวถึง "คำสาปเื" ที่เชื่อมโยงกับตระกูลเก่าแก่บางตระกูลในอดีต
เธออ่านมันด้วยความสนใจ แม้จะคิดว่าเป็เพียงนิทานปรัมปรา แต่บางสิ่งที่อยู่ในตำรานั้นกลับทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับว่ามีบางอย่างกำลังสั่นะเือยู่ภายในตัวเธอ
"วิหคา... พลังที่ซ่อนเร้น..." หลิวซินพึมพำกับตัวเอง
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด หลิวซินนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูดวงจันทร์ที่ส่องแสงนวล เธอรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว แต่ก็แฝงด้วยความมุ่งมั่น เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิตของเธออีกต่อไป เธอจะหาทางพิสูจน์ตัวเอง และจะใช้ชีวิตในแบบที่เธอ้าให้ได้
เธอไม่รู้เลยว่า การถูกกักบริเวณในครั้งนี้ จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของการค้นพบพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเธอ และนำพาเธอไปสู่โชคชะตาที่ไม่เคยมีใครคาดคิด... โชคชะตาที่เชื่อมโยงเธอกับชายผู้ลึกลับที่เพิ่งปรากฏตัวในโลกใบนี้ ชายผู้เป็ดั่ง "เงาั" ที่กำลังจะเปลี่ยนโลก และเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล