ปิ่นปักผมหยกขาวรูปผีเสื้อ...
วัตถุชิ้นเล็กๆ ที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ในหีบไม้ใบเก่าในห้องนอนของจางอี้ บัดนี้กลับมาปรากฏอยู่บนโต๊ะไม้ซอมซ่อกลางห้องเช่าของนางราวกับภูตผีปีศาจ มันสะท้อนแสงแดดยามสายเป็ประกายวับวาว เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยปริศนาอันน่าขนลุก
เสี่ยวเหลียนยืนแข็งทื่ออยู่ที่หน้าประตูราวกับถูกสาป ทุกสรรพเสียงรอบกายนางพลันเงียบงันไปสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นกระหน่ำอยู่ในอกราวกับจะทะลุออกมา ลมหายใจของนางติดขัด ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
ปิ่นปักผมอันนี้... นางจำได้ชัดเจนว่าเมื่อคืนนี้เองที่นางเห็นมันอยู่ในหีบไม้ของจางอี้ ตอนที่เขาเปิดหีบเพื่อหยิบเสื้อผ้าให้นางสวมใส่ นางเห็นมันนอนอยู่ข้างๆ กับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ของ "น้องหญิง" ที่เขาเก็บรักษาไว้อย่างพิถีพิถัน
แต่ตอนนี้... มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
นางก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง เท้าของนางเดินเข้าหาโต๊ะไม้อย่างช้าๆ ราวกับกำลังเข้าใกล้สิงโตที่กำลังหลับ ดวงตาของนางจ้องมองปิ่นปักผมนั้นอย่างไม่กะพริบ พยายามหาเบาะแสใดๆ ที่จะอธิบายการปรากฏตัวอันลึกลับของมัน
รอบๆ ปิ่นปักผมไม่มีรอยเท้า ไม่มีเศษฝุ่นที่ถูกรบกวน ไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่ามีคนเข้ามาในห้อง มันราวกับว่าปิ่นปักผมนั้นเพิ่งปรากฏขึ้นมาจากอากาศธาตุเอง
ใคร? ใครกันที่เอามันมาไว้ที่นี่?
ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือ จางอี้... หรือว่าเขาจะทดสอบนาง? แอบย้อนกลับมาเพื่อดูว่านางจะทำอย่างไร? แต่มันไม่สมเหตุสมผลเลย เขาจะทำเื่ที่เสี่ยงและซับซ้อนเช่นนี้ไปเพื่ออะไร? และที่สำคัญ... เขาไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องทดสอบนาง เมื่อคืนนี้เขาได้ในสิ่งที่้าจากนางไปแล้ว
นางนึกถึงสายตาของเขาใน่ท้ายของคืนนั้น... สายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความ เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังวางแผนเกมใดๆ เขาดูเหมือนคนที่ได้รับสิ่งที่ปรารถนามานานแล้วและกำลังเพลิดเพลินกับมัน
ความคิดที่สอง... ลุงหวัง... ชายแก่เ้าเล่ห์นั่นอาจจะแอบย่องเข้ามาเพื่อหาของมีค่า แต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าปิ่นอันนี้มีความสำคัญ? และเขาจะไปเอามันมาจากห้องของจางอี้ได้อย่างไร? ห้องของจางอี้อยู่ในคฤหาสน์ใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะเข้าไปได้ง่ายๆ
นางนึกถึงสายตาของลุงหวังเมื่อเช้านี้... สายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความโลภ เขาเฝ้าดูนางมาตลอด รอจังหวะที่จะได้ประโยชน์จากนาง แต่การที่เขาจะไปขโมยของจากจางอี้มาวางไว้ในห้องของนาง... มันดูไม่เข้าท่าเลย
และแล้ว... ความคิดสุดท้ายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็ผุดขึ้นมา... "น้องหญิง"
หรือว่านางยังไม่ตาย? หรือว่าิญญาของนางยังคงวนเวียนอยู่? คอยจับตามองผู้หญิงที่เข้ามา "สวมรอย" เป็นางในอ้อมกอดของพี่ชาย... ปิ่นปักผมอันนี้คือคำเตือน... คือการประกาศว่า "ที่ตรงนั้นเป็ของข้า"
นางนึกถึงเื่เล่าต่างๆ ที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับิญญาของคนตายที่ยังไม่ยอมไป ิญญาที่ยึดติดกับสิ่งของหรือคนที่รักมากเกินไป จนไม่ยอมจากไปสู่โลกหน้า เื่เล่าเ่าั้เล่าว่าิญญาเช่นนี้จะมีพลังในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ในการส่งสัญญาณเตือนภัย...
ความหนาวเยือกแล่นไปทั่วสันหลังของเสี่ยวเหลียน นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ชนเข้ากับขอบประตูเสียงดังปัง!
เสียงนั้นเองที่ดึงสติของนางกลับมา นางสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้าที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา ไม่ว่ามันจะเป็ฝีมือของใครก็ตาม สิ่งแรกที่นางต้องทำคือซ่อนมัน! ห้ามให้อาเฟยเห็นสิ่งนี้เด็ดขาด!
นางรู้ดีว่าหากอาเฟยเห็นปิ่นปักผมนี้ เขาจะตั้งคำถามมากมาย และนางไม่มีคำตอบที่สมเหตุสมผลให้เขาได้ เขาอาจจะสงสัยว่านางไปได้มันมาจากไหน หรือแย่กว่านั้น เขาอาจจะรู้ว่ามันเป็ของใคร
นางรีบพุ่งเข้าไปในห้อง คว้าปิ่นปักผมนั้นขึ้นมา ความเย็นเยียบของเนื้อหยกทำให้ร่างของนางสะท้านเล็กน้อย มันเย็นเกินไปสำหรับสิ่งที่ควรจะอยู่ในอุณหภูมิห้อง เย็นราวกับเพิ่งมาจากสุสาน
นางไม่กล้ามองมันนาน รีบนำมันไปซ่อนไว้ใต้กองเสื้อผ้าเก่าๆ ในหีบเสื้อผ้าของตัวเอง ซ่อนมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด ห่อมันด้วยผ้าเก่าๆ หลายชั้น เพื่อไม่ให้ใครเจอโดยบังเอิญ
ขณะที่นางกำลังจัดเสื้อผ้าให้ดูเป็ปกติ นางก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้านี้ตอนที่นางกลับมาถึงห้อง นางรู้สึกเหมือนมีอะไรผิดปกติ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าคืออะไร ตอนนี้นางเข้าใจแล้ว... มันคือการปรากฏตัวของปิ่นปักผมนี่เอง
นางพยายามนึกย้อนกลับไปว่าเมื่อเช้านี้มีอะไรผิดปกติอีกบ้าง ลมในห้องเย็นกว่าปกติหรือเปล่า? มีกลิ่นแปลกๆ หรือเปล่า? มีเสียงแปลกๆ หรือเปล่า? แต่นางจำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนั้นนางยังคิดถึงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจางอี้
ทันทีที่นางปิดฝาหีบลง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินนอกห้อง
"เหลียนเอ๋อ! เ้ากลับมาแล้ว!"
เป็เสียงของอาเฟย!
หัวใจของเสี่ยวเหลียนกระตุกวูบ นางรีบหันไปจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้ดูเป็ปกติที่สุด พยายามปั้นรอยยิ้มที่ดูเป็ธรรมชาติที่สุดขึ้นมาบนใบหน้า แม้ว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าของนางจะแข็งทื่อไปหมดก็ตาม
นางมองตัวเองในกระจกเล็กๆ ที่แขวนอยู่บนผนัง ใบหน้าในกระจกดูซีดเซียวและเหนื่อยล้า ขอบตาคล้ำจากการไม่ได้นอนหลับ และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความลับที่ไม่อาจเล่าให้ใครฟังได้
อาเฟยผลักประตูเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่สดใส ใบหน้าของเขาเปื้อนเหงื่อและฝุ่นเล็กน้อย แต่ดวงตาของเขาเป็ประกายเจิดจ้าเต็มไปด้วยความสุขและความคิดถึง เขาทิ้งห่อสมุนไพรที่เพิ่งไปซื้อมาลงบนโต๊ะ แล้วพุ่งเข้ามากอดนางไว้แน่น!
"ข้าคิดถึงเ้าเหลือเกิน!" เขากระซิบเสียงอู้อี้ ซุกใบหน้าลงกับซอกคอของนางเหมือนลูกสุนัขตัวโตๆ "เมื่อคืนไม่มีเ้าอยู่ข้างๆ ข้านอนไม่หลับเลย"
อ้อมกอดอันอบอุ่นและไร้เดียงสาของเขา... กลิ่นเหงื่อจางๆ ที่เป็เอกลักษณ์ของเขา... มันควรจะเป็สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขที่สุด แต่ในวินาทีนี้... มันกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกไฟแผดเผา!
ร่างกายของนางยังคงจดจำััของชายอีกคนได้อย่างชัดเจน... กลิ่นของจางอี้ยังคงติดอยู่ที่ผิวของนาง... รอยจูบที่มองไม่เห็นของเขายังคงประทับอยู่ทั่วทุกตารางนิ้ว... อ้อมกอดของอาเฟยในตอนนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องตอกย้ำความผิดบาปของนางให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ผลักเขาออกไป ทำได้เพียงยกมือขึ้นลูบหลังเขาเบาๆ "ข้า... ข้าก็คิดถึงเ้า" นางบังคับตัวเองให้พูดออกไป แม้ว่าเสียงจะสั่นเครือเล็กน้อยก็ตาม
คำโกหกนั้นออกมาจากปากของนางได้อย่างง่ายดายจนน่าขนลุก นางเริ่มชินกับการโกหกแล้วหรือ? เริ่มชินกับการปกปิดความจริงแล้วหรือ? ความคิดนั้นทำให้นางรู้สึกขยะแขยงตัวเองมากขึ้นไปอีก
อาเฟยคลายอ้อมกอดออก แต่ยังคงจับแขนของนางไว้ เขามองสำรวจนางั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความเป็ห่วง "ญาติของเ้าเป็อย่างไรบ้าง? หายดีแล้วรึยัง? เ้าดูเหนื่อยๆ นะ หน้าซีดไปหน่อย"
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่บริสุทธิ์ใส ไม่มีแม้แต่เงาของความสงสัย เขาเชื่อในคำโกหกของนางอย่างสมบูรณ์ เชื่อว่านางไปดูแลญาติที่ป่วยจริงๆ เชื่อว่านางเป็ผู้หญิงดีที่เขาคิดไว้
ความเชื่อใจนั้นเปรียบเสมือนมีดที่แทงเข้าไปในหัวใจของนาง นางอยากจะบอกความจริงกับเขา อยากจะคุกเข่าลงขอโทษ อยากจะร้องไห้และขอให้เขาช่วยนางหาทางออกจากสถานการณ์นี้ แต่นางทำไม่ได้... เพราะนางรู้ดีว่าความจริงจะทำลายเขา
"อะ... อ๋อ... ดีขึ้นแล้วล่ะ" นางรีบโกหก "ข้าแค่... เดินทางมาทั้งคืนเลยยังเพลียๆ อยู่น่ะ"
"เช่นนั้นเ้ารีบไปพักผ่อนเถอะ" เขาพูดอย่างห่วงใย "เดี๋ยวข้าจะไปต้มยาแล้วจะทำของอร่อยๆ ให้เ้ากินเอง"
เขายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ "ท่านพี่จางอี้เพิ่งสอนเคล็ดการควบคุมลมปราณแบบใหม่ให้ข้าเมื่อวานนี้เอง ข้ารู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก พลังก็เพิ่มขึ้นเยอะเลย! ดูสิ!"
พูดจบเขาก็ยกหม้อดินใบเล็กที่วางอยู่มุมห้องขึ้นมาด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ทั้งที่ปกติแล้วเขาต้องใช้สองมือยกอย่างทุลักทุเล
"เก่งมากเลย!" เขาหัวเราะอย่างดีใจ "ท่านพี่จางอี้บอกว่าถ้าข้าฝึกหนักๆ อีกสักพักหนึ่ง ข้าจะสามารถเรียนรู้วิชาการต่อสู้ขั้นสูงได้! เขาจะสอนให้ข้าใช้ดาบด้วย!"
นางฟังเขาพูดถึงจางอี้ด้วยความเคารพและความกตัญญูที่บริสุทธิ์ใส เขาไม่รู้เลยว่าผู้ชายที่เขาเรียกว่า "ท่านพี่" นั้นเพิ่งใช้ร่างกายของคนรักเขาเป็เครื่องแลกเปลี่ยนกับการสอนวิชาให้เขาเมื่อคืนนี้เอง
รอยยิ้มของอาเฟยนั้นช่างบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความหวัง เขากำลังดีใจกับพัฒนาการของตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่าพลังที่เพิ่มขึ้นมานั้นต้องแลกมาด้วยอะไร... แลกมาด้วยร่างกายและศักดิ์ศรีของคนรักที่เขากำลังยืนคุยอยู่ด้วย
ภาพนั้นทำให้เสี่ยวเหลียนรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งจุกอยู่ในลำคอ นางทำได้เพียงพยักหน้าและยิ้มตอบกลับไปบางๆ "ดี... ดีแล้วล่ะ... เ้าเก่งขึ้นมากจริงๆ"
"แน่นอนสิ!" เขาหัวเราะ "อีกไม่นานข้าจะต้องเป็ยอดฝีมือ ปกป้องเ้าได้แน่! เ้าจะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป!"
เขาหยิบมือของนางขึ้นมาจับไว้แน่น "ข้าสัญญาว่าจะทำให้เ้ามีความสุข จะดูแลเ้าให้ดีที่สุด ข้าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายเ้าอีกเลย!"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่มองไม่เห็นนับพันเล่มพุ่งเข้ามาทิ่มแทงหัวใจของนางจนพรุนไปหมด นางเบือนหน้าหนี กลัวว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา
"ข้า... ข้าขอไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะ เหนียวตัวไปหมดแล้ว" นางพูดแล้วรีบปลีกตัวเข้าไปยังฉากกั้นเพื่อหลบหน้าเขา
นางตักน้ำเย็นๆ ขึ้นมาล้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามจะล้างความรู้สึกผิดบาปและความทรงจำอันร้อนแรงจากเมื่อคืนออกไปให้หมดสิ้น แต่ไม่ว่านางจะล้างเท่าไหร่ ััของจางอี้ก็ยังคงชัดเจน... เสียงกระซิบที่ข้างหู... คำรามที่เรียกนางว่า "ภรรยา"... และคำบังคับที่ให้นางเรียกเขาว่า "ท่านสามี"... ทุกอย่างยังคงดังก้องอยู่ในหัว
นางจำได้ถึงความรู้สึกของมือใหญ่ของเขาที่ลูบไล้ผิวของนาง... จำได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของเขาที่พ่นใส่ใบหู... จำได้ถึงน้ำหนักของร่างกายเขาที่ทับอยู่บนตัวนาง... และที่น่าอับอายที่สุด... นางจำได้ถึงความรู้สึกที่ร่างกายของนางตอบสนองต่อเขาโดยไม่ขออนุญาตจากสมอง
นางมองภาพสะท้อนของตัวเองในอ่างน้ำ... ผู้หญิงในนั้นดูซีดเซียวและบอบช้ำ ขอบตาคล้ำจากการไม่ได้นอน และแววตาที่เต็มไปด้วยความลับและความเ็ป... นี่คือราคาที่นางต้องจ่าย...
นางนึกถึงคำพูดของจางอี้เมื่อคืนนี้... "นี่เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น" เขาพูดไว้อย่างนั้น หมายความว่าเขายังจะมาหานางอีกหรือ? หมายความว่านางจะต้องผ่านคืนแบบนี้อีกหลายครั้งหรือ?
ความคิดนั้นทำให้นางรู้สึกเหมือนจะอาเจียน นางไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนได้อีกกี่ครั้ง ไม่แน่ใจว่าจะสามารถปกปิดความลับนี้ไว้ได้นานแค่ไหน
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว นางก็เดินกลับออกมาหาอาเฟยที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดสมุนไพร เขานั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ กำลังแยกใบยาแต่ละชนิดออกจากกัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจ
"เ้าซื้อสมุนไพรมาทำอะไร?" นางถามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความรู้สึกผิดบาปของตัวเอง
"อ๋อ! ข้าจำได้ว่าเ้าบอกว่า่นี้นอนไม่ค่อยหลับ" เขายิ้มกว้าง "เลยไปซื้อสมุนไพรมาต้มน้ำให้เ้าดื่มก่อนนอน จะได้นอนหลับสบายขึ้น"
นางรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า เขาจำได้ถึงคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ที่นางพูดไปั้แ่หลายวันก่อน จำได้และใส่ใจพอที่จะไปหาสมุนไพรมาช่วยนาง ในขณะที่นางกำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของชายอื่น
"เ้า... เ้าใจดีเกินไป" นางพูดเสียงสั่น
"เ้าเป็คนสำคัญที่สุดของข้า" เขาพูดอย่างจริงใจ "ข้าอยากให้เ้ามีความสุขและสุขภาพดี อะไรที่จะทำให้เ้าดีขึ้น ข้าจะทำให้หมด"
นางต้องหันหน้าหนีไปอีกครั้ง เพราะน้ำตาเริ่มคลอเบ้า เขาดีกับนางมากเกินไป ดีจนนางรู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรได้รับความดีนั้น
"เอ๊ะ... ประตูเป็อะไรน่ะ" อาเฟยเพิ่งสังเกตเห็นรอยงัดแงะที่ขอบประตู "เหมือนมีใครพยายามจะเข้ามาเลย"
หัวใจของเสี่ยวเหลียนหล่นวูบอีกครั้ง "จะ...จริงรึ"
เขาลุกขึ้นไปตรวจดูรอยงัดแงะนั้นอย่างใกล้ชิด "ใช่แล้ว... ดูเหมือนมีคนใช้เครื่องมือแหย่ที่กลอนประตู แต่ไม่สำเร็จ" เขาหันมามองนางด้วยความกังวล "เ้าไม่ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ตอนกลางคืนรึ?"
นางส่ายหน้า "ข้าไม่ได้อยู่ที่นี่เมื่อคืน จำได้มั้ย? ข้าไปดูแลญาติ"
"อ๋อ ใช่แล้ว" เขาตบหน้าผากตัวเอง "ข้าลืมไปแล้ว แสดงว่าโจรพวกนั้นรู้ว่าเ้าไม่อยู่ เลยกล้าเข้ามาลองขโมยของ"
นางพยายามทำหน้าใ "แล้วเขาเอาอะไรไปมั้ย?"
อาเฟยมองไปรอบๆ ห้อง "ดูเหมือนไม่มีอะไรหายนะ แต่อาจจะเป็เพราะเขาเข้ามาไม่ได้ หรือไม่ก็เจอของที่้าแล้วเลยไม่ได้ยุ่งกับของอื่น"
นางรู้สึกขนลุกเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เพราะมันใกล้เคียงกับความจริงมาก ใครก็ตามที่เข้ามาในห้องนี้ เขาไม่ได้มาเพื่อขโมยของ เขามาเพื่อวางปิ่นปักผมไว้ให้นางเห็น
"อืม... แต่ไม่ต้องห่วงหรอก" เขาพูดพลางยืดอกอย่างองอาจ "ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ถ้ามีโจรหน้าไหนกล้าเข้ามา ข้าจะอัดมันให้น่วมเลย!"
เขาโชว์ท่าต่อสู้ที่เพิ่งเรียนมาจากจางอี้ ขยับตัวคล่องแคล่วกว่าเดิมมาก และมีพลังมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านพี่จางอี้สอนข้าว่า การปกป้องคนที่รักคือหน้าที่สำคัญที่สุดของผู้ชาย" เขาพูดอย่างภาคภูมิใจ "ข้าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายเ้าเด็ดขาด!"
เสี่ยวเหลียนยิ้มแห้งๆ นางรู้ดีว่าคนที่น่ากลัวกว่าโจรธรรมดาได้เข้ามาในห้องนี้ไปแล้ว... และทิ้ง "ของ" เอาไว้ให้นางดูต่างหน้าด้วย
นางตัดสินใจที่จะไม่บอกเื่ปิ่นปักผมกับอาเฟย มันจะยิ่งทำให้เื่วุ่นวายและอาจจะทำให้อาเฟยต้องตกอยู่ในอันตรายได้ นางต้องสืบเื่นี้ด้วยตัวเอง... และคนที่ให้คำตอบนางได้ดีที่สุดก็มีเพียงคนเดียว... จางอี้
แต่จะทำอย่างไรถึงจะได้พบเขา? จะทำอย่างไรถึงจะถามเื่นี้กับเขาได้โดยไม่ดูน่าสงสัย? และที่สำคัญที่สุด... นางกล้าเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งหรือไม่?
ความคิดที่จะต้องอยู่ตัวต่อตัวกับจางอี้อีกครั้งทำให้นางรู้สึกกลัวและตื่นเต้นปนกัน กลัวเพราะนางไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับนาง แต่ตื่นเต้นเพราะ... เพราะส่วนหนึ่งของนางยังคิดถึงััของเขา
ความคิดนั้นทำให้นางรู้สึกขยะแขยงตัวเองมากขึ้นไปอีก นางเป็ผู้หญิงแบบไหนกันแน่ที่คิดถึงชายที่ข่มขืนนาง? นางเสียสติไปแล้วหรือ?
ในขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง อาเฟยก็ไอออกมาอย่างรุนแรง
"แค่กๆๆ! แค่ก!"
เขาไอต่อเนื่องกันหลายครั้งจนตัวงอ ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ เสี่ยวเหลียนรีบเข้าไปลูบหลังให้เขาด้วยความเป็ห่วง "อาเฟย! เ้าเป็อะไรไป!?"
"ข้า... ข้าไม่รู้" เขาพูดเสียงแหบ "แค่กๆ! อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก... แล้วก็หายใจไม่ค่อยออก"
เสี่ยวเหลียนใมาก นางรีบจับชีพจรของเขาตรวจดูตามความรู้ที่ได้มาจากหมอหลี่ แล้วใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลงทันที!
ชีพจรของเขาเต้นเร็วและแรงผิดปกติ! และมีกระแสพลังสองสายที่แตกต่างกันกำลังวิ่งพล่านอยู่ในร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง! พลังธาตุดินที่นางเพิ่งถ่ายทอดให้เมื่อหลายวันก่อน กับพลังธาตุทองที่นางเพิ่งได้รับมาเมื่อคืนนี้... มันกำลังขัดแย้งและต่อสู้กันเองอยู่ภายในร่างของเขา!
นางนึกถึงคำเตือนของหมอหลี่ได้ทันที... การถ่ายทอดพลังธาตุที่แตกต่างกันเข้าไปในร่างกายที่ยังไม่พร้อมนั้นอันตรายอย่างยิ่ง มันอาจทำให้เส้นลมปราณฉีกขาดและกลายเป็คนพิการได้!
"แย่แล้ว!" นางอุทานออกมา "พลังในตัวเ้ากำลังตีกัน!"
"มะ...หมายความว่ายังไง" อาเฟยถามอย่างไม่เข้าใจ ความเ็ปเริ่มรุนแรงขึ้นจนเขาเหงื่อแตกพลั่ก
"เ้าต้องได้รับการรักษาเดี๋ยวนี้!" เสี่ยวเหลียนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว "เราต้องไปหาหมอหลี่!"
นางรู้ดีว่าหมอหลี่คือคนเดียวที่จะช่วยอาเฟยในตอนนี้ได้ แต่การกลับไปหาหมอหลี่ก็หมายความว่า... นางต้องกลับไปเผชิญหน้ากับ "บทเรียน" และ "การชำระค่ารักษา" อีกครั้ง...
แต่ในวินาทีนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ชีวิตของอาเฟยสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมด
นางประคองร่างของอาเฟยที่เริ่มอ่อนแรงลงขึ้นมา "ทนไว้นะอาเฟย! ทนไว้! ข้าจะพาเ้าไปหาหมอเอง!"
นางลากร่างที่สูงใหญ่กว่าของอาเฟยออกจากห้องเช่าด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี มุ่งหน้าไปยังโรงหมอของหมอหลี่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง ในใจของนางภาวนาขออย่าให้มันสายเกินไป
และในขณะที่นางกำลังก้าวออกจากตรอกเล็กๆ นั่นเอง... นางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนพิงกำแพงอยู่ในมุมมืดฝั่งตรงข้าม...
เป็ชายชราผมขาวโพลน... สวมชุดผ้าป่านเก่าๆ...
ลุงหวัง!
เขายืนมองมาที่นางและอาเฟยด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก แต่ที่มุมปากของเขากลับมีรอยยิ้มที่น่าขนลุกปรากฏขึ้น... รอยยิ้มของผู้ที่รู้เห็นทุกอย่าง... และกำลังรอคอยเวลาที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความหายนะของผู้อื่น!