ข้างหน้ายังมีบุรุษผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีเหลืองสด แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวเต็มไปด้วยความเ็า ทำให้หัวใจของซูอิ่นเย่ว์สะดุด นางตกตะลึงจนลืมคำนับไปชั่วขณะ
นี่คือฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าฉี่ ยามขึ้นครองราชย์เมื่อสองปีก่อน เขาก็เริ่มกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามและรวบอำนาจอย่างเด็ดขาด
ฮ่องเต้ฉี่อู่แม้จะมีพระชนมายุสี่สิบพรรษาแล้ว แต่ยังคงองอาจสง่างาม แววตาดุดัน เขาเหลือบมองซูอิ่นเย่ว์ก่อนกล่าวว่า “จี้เฟิง นี่หรือพระชายาที่เ้าเพิ่งแต่งเข้ามา? ไร้ซึ่งมารยาทเสียจริง”
ฮ่องเต้ไม่อยากให้ซูอิ่นเย่ว์ทำการรักษาอีกต่อไป และเริ่มรู้สึกเสียใจที่เชื่อคำของฉู่จี้เฟิงและมีรับสั่งให้นางเข้าเฝ้า
ซูอิ่นเย่ว์ได้สติ รีบกล่าวขึ้นว่า “หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าา อันกงกงกล่าวว่าองค์ชายใหญ่ทรงาเ็สาหัส หม่อมฉันมัวแต่ครุ่นคิดหาวิธีรักษา จึงเสียมารยาทไป ขอฝ่าาทรงประทานอภัยเพคะ”
อันกงกงกล่าวเสริมว่า “ฝ่าา พระชายาซื่อจื่อตลอดทางมัวแต่สอบถามอาการขององค์ชายใหญ่อยู่จริงๆ”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ฉี่อู่จึงอ่อนลงเล็กน้อย
“ฝ่าา นางไม่เคยพบสถานการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ หวาดกลัวเป็เื่ปกติ องค์ชายใหญ่อาการสาหัส ควรให้สตรีผู้นี้ตรวจดูอาการก่อนเถิด” เป็เสียงเ็าของฉู่จี้เฟิง
ซูอิ่นเย่ว์หันไปตามเสียงโดยไม่รู้ตัว เห็นว่าเขายังสวมชุดนอนของเมื่อคืน คลุมทับด้วยเสื้อนอกบางๆ ดูก็รู้ว่ารีบออกมาอย่างเร่งรีบ
ความขุ่นเคืองในใจของนางจางหายไปไม่น้อย
ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจผิดนัด
ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงครุ่นคิดเล็กน้อย ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เห็นได้ชัดว่ายังไม่เชื่อซูอิ่นเย่ว์
แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ฉู่จี้เฟิงเคยกล่าวว่าก่อนหน้านี้เขาถูกพิษ ‘จุ้ยเหรินหง’ ซึ่งกระตุ้นพิษกู่ในร่างกาย และเป็ซูอิ่นเย่ว์ที่ช่วยถอนพิษให้
สายพระเนตรจับจ้องซูอิ่นเย่ว์ “เราฟังจากจี้เฟิงว่า เ้าฝีมือแพทย์ไม่เลว หากเ้าช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่ได้ เราจะมอบรางวัลให้ แต่หากช่วยไม่ได้ ผลที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงแค่ตำหนิไม่กี่คำเท่านั้น”
ซูอิ่นเย่ว์ก้มหน้า หัวเราะเยาะในใจ
บุรุษเบื้องหน้าคือผู้กุมอำนาจสูงสุดของต้าฉี่ แน่นอนว่าสามารถกำหนดเป็ตายของนางได้
สิ่งที่ทำให้หัวใจนางเย็นเยียบ คือฉู่จี้เฟิงมีสีหน้าเ็า ไม่แม้แต่จะกล่าวแทนนางสักคำ นางช่างเดาใจเขาไม่ออกจริงๆ
“เพคะ” ซูอิ่นเย่ว์ขานรับ “หม่อมฉันจะทำอย่างสุดความสามารถ”
ขณะนี้ทั่วแผ่นหลังของนางเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ซูอิ่นเย่ว์มั่นใจว่า หากวันนี้ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงตัดสินลงโทษนาง ฉู่จี้เฟิงก็คงไม่เอ่ยปากช่วยตน
ดังนั้น นางต้องช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่ให้ได้!
ฮ่องเต้ฉี่อู่โบกพระหัตถ์ เหล่านางกำนัลรีบเปิดม่านขึ้น ซูอิ่นเย่ว์มองเห็นเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ บนเตียงมีบุรุษหนุ่มนอนหมดสติอยู่ ผู้นั้นคือองค์ชายใหญ่ ‘ฉู่เฉิงเต๋อ’
เมื่อเห็นว่าผู้ป่วยอาการสาหัส นางพลันเกิดสัญชาตญาณของหมอ รีบก้าวเข้าไปทันที
ฉินเย่เห็นนางมา จึงหลีกทางให้ พร้อมกล่าวว่า “พระชายาซื่อจื่อ คงเป็อันกงกงบอกท่านเื่อาการระหว่างทางแล้วกระมัง?”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายเปลี่ยนคำเรียก นางนั่งลงข้างเตียง “บอกมาคร่าวๆ แล้ว”
ฉู่เฉิงเต๋อมีาแจากคมดาบที่แขน หลังจากถูกนำกลับวัง หมอหลวงก็ช่วยห้ามเืและพันแผลให้ าแไม่ร้ายแรงนัก ทว่าไม่นานหลังจากนั้น เขากลับหมดสติไป ริมฝีปากเปลี่ยนเป็สีม่วงชัดเจน เป็สัญญาณของพิษ
แต่าแไม่มีพิษ เช่นนั้นพิษมาจากที่ใด?
เหล่าหมอหลวงต่างหาสาเหตุของพิษไม่พบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าฉู่เฉิงเต๋อได้รับพิษชนิดใด แม้แต่ฉินเย่เองก็ยังมองไม่ออก เพียงคาดการณ์ได้คร่าวๆ ว่าเขาน่าจะกินอาหารที่มีพิษเข้าไป
ฮ่องเต้ฉี่อู่กริ้วหนัก เอ่ยว่าจะปะาหมอหลวงทั้งหมด ฉู่จี้เฟิงจึงเสนอให้เรียกนางเข้าวังมารักษาฉู่เฉิงเต๋อ
ซูอิ่นเย่ว์คิดในใจ
การเป็หมอหลวงในยุคโบราณช่างเป็อาชีพที่เสี่ยงอันตรายเหลือเกิน เพราะสามารถถูกฮ่องเต้สั่งปะาได้ทุกเมื่อ
นางตรวจาแของฉู่เฉิงเต๋อพบว่าไม่มีพิษ และไม่มีาแอื่นใดเพิ่มเติม
“แปลกจริงๆ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว “ข้าต้องจับชีพจรก่อนจึงจะสรุปได้”
ก่อนที่นางจะเอื้อมมือไปตรวจชีพจร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดจากด้านหลัง “นี่มันเสียเวลาชัดๆ! ฝ่าา นางยังเด็กนัก แถมยังเป็สตรี วิชาแพทย์จะเลิศล้ำได้อย่างไร!”
มือของซูอิ่นเย่ว์ชะงักไป นางหันกลับไปมอง
คนพูดคือหัวหน้าหมอหลวง เขายังมองฉู่จี้เฟิงด้วยสายตาดุดัน “หลิงอ๋องซื่อจื่อคิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงให้สตรีนางนี้มาถ่วงเวลา อาการขององค์ชายใหญ่กำลังลามถึงชีพจร หากชักช้าไปกว่านี้ ต้องสิ้นพระชนม์แน่!”
เผชิญหน้ากับคำกล่าวหา ฉู่จี้เฟิงใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ไม่ได้ใส่ใจผู้พูดเลยแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้ฉี่อู่ขมวดพระขนงเล็กน้อย มีท่าทีลังเล “หยุดมือ!”
กลับเป็ฉินเย่ที่เหลือบมองหัวหน้าหมอหลวงก่อนกล่าวว่า “ใต้เท้ายังจำได้หรือไม่ เมื่อสามปีก่อนคนที่ท่านรักษาไม่ได้ ข้ากลับรักษาหาย”
หัวหน้าหมอหลวงเม้มริมฝีปาก “จำได้ หากเป็คุณชายฉินตรวจพิษขององค์ชายใหญ่ ข้าย่อมไม่ขัดข้อง”
“เช่นนั้นก็หุบปากซะ” ฉินเย่กล่าวเสียงเย็น “เมื่อวาน พระชายาซื่อจื่อแสดงฝีมือแพทย์ที่ร้านยาจี้ซื่อ จนข้าต้องยอมศิโรราบ เช่นนั้นท่านมีสิทธิ์อะไรจะพูด?”
หัวหน้าหมอหลวงชะงักไป
ชื่อเสียงของฉินเย่ในเมืองหลวงไม่น้อย เื่เมื่อวานล่วงรู้ไปถึงกรมหมอหลวงนานแล้ว
เขานึกไม่ถึงว่า สตรีผู้นั้นกลับเป็พระชายาของฉู่จี้เฟิง!
ฉู่จี้เฟิงกระตุกมุมปาก “ฝ่าา ดูเหมือนหัวหน้าหมอหลวงจะเป็คนที่จงใจถ่วงเวลาเสียเอง เวลาหนึ่งถ้วยชาได้ผ่านไปแล้ว”
ฮ่องเต้ฉี่อู่กริ้วขึ้นมาทันที รับสั่งว่า “ลากตัวไปเฆี่ยนห้าสิบไม้!”
หลังจากหัวหน้าหมอหลวงถูกลากออกไป ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงกล่าวเสียงอ่อนลง “ซูอิ่นเย่ว์ เร่งตรวจชีพจรเร็วเข้า!”
ซูอิ่นเย่ว์ตั้งสมาธิแน่วแน่ แล้วจึงเริ่มตรวจชีพจรอย่างตั้งใจ
ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงยืนกอดอกอยู่ด้านข้าง จับจ้องอย่างเคร่งเครียด ขมวดพระขนงแสดงให้เห็นถึงความกังวลยิ่ง
ก่อนหน้านี้เขามัวแต่ยุ่งกับการ่ชิงอำนาจ มิได้หลงใหลในสุรานารี จึงมีโอรสเพียงสามคน
ฉู่เฉิงเต๋อเพิ่งมีอายุสิบเจ็ดปี แม้ไม่ใช่โอรสสายตรง แต่กลับเฉลียวฉลาดล้ำเลิศ ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงทรงให้ความสำคัญ
ภายในตำหนักไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวรบกวน ฉู่จี้เฟิงกลับทำเป็เื่ปกติ นั่งกินขนมอยู่ที่เดิม
ฮ่องเต้ฉี่อู่ไม่พอพระทัยอยู่บ้าง แต่เพราะโอรสทุกคนล้วนได้รับการช่วยเหลือจากฉู่จี้เฟิง เขาจึงเลือกกลืนคำพูดกลับไป
ขณะนี้ซูอิ่นเย่ว์ได้ถอนมือออก ก่อนจะปักเข็มลงที่หน้าอกของฉู่เฉิงเต๋อ จากนั้นพินิจสีและกลิ่นของเือย่างละเอียด แล้วกล่าวว่า “พิษนี้สกัดจากน้ำดีของงูพิษและสารพิษอื่นๆ การถอนพิษไม่ใช่เื่ยาก”
แม้นางไม่รู้ว่าฉู่เฉิงเต๋อได้รับพิษได้อย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือถอนพิษและรักษาชีวิตของเขา
ฉินเย่รู้ว่านางมีวิชาแพทย์เป็เลิศ แต่เมื่อได้ยินว่านางกล่าวว่า ‘ไม่ใช่เื่ยาก’ ก็อดประหลาดใจไม่ได้
“ข้าตรวจพบว่ายาพิษนี้มีพิษงูปะปนอยู่ แต่ไม่สามารถวิเคราะห์สารพิษอื่นๆ ได้ ทั้งยังแพร่กระจายไปทั่วอวัยวะภายใน การรักษาให้ถูกจุดและถอนพิษออกจนหมดสิ้นไม่ใช่เื่ง่าย”
“ไม่ต้องใช้ยา ใช้วิธีบีบพิษออกก็พอ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
ฉินเย่ถามว่า “ใช้เข็มเงินบีบพิษหรือ”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่พยักหน้าและไม่ส่ายหน้า “ทั้งใช่และไม่ใช่”
ขณะนี้ฉินเย่กลับรู้สึกตื่นเต้น ดูเหมือนว่าเขาจะได้เรียนรู้อีกหนึ่งวิธี
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวอีกว่า “ฝ่าา หม่อมฉัน้ายาและเครื่องมือสำหรับถอนพิษบางอย่าง”
ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงเห็นว่าซูอิ่นเย่ว์เต็มไปด้วยความมั่นใจ จึงยินดีและสั่งให้อันกงกงช่วยจัดเตรียม
เหล่าขันทีทำงานรวดเร็ว ไม่ถึงเวลาสองถ้วยชา เครื่องมือทุกอย่างก็พร้อมแล้ว