เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่15 : ประชุมาุโ
คืนถัดมาหลินเจี้ยนหมินเดินไปเคาะประตูห้องของปู่กับย่าด้วยสีหน้าจริงจังผิดปกติ
"พ่อ แม่ครับผมกับซูเจินมีเื่สำคัญมากอยากให้ทั้งสองท่านมาดูด้วยตัวเองแล้วผมคิดว่าพี่ใหญ่กับพี่รองก็ควรมาร่วมฟังด้วยเช่นกัน"
หลินเต๋อชางเลิกคิ้วด้วยความสงสัยส่วนเฉินซิ่วหลานมองหน้าลูกชายอย่างเป็ห่วง แต่ทั้งคู่ก็ลุกตามมาโดยไม่ถามอะไรต่อเพราะรู้ดีว่าลูกชายคนนี้ไม่ใช่คนที่จะตื่นตูมกับเื่เล็กน้อย
ไม่นานหลินเจี้ยนกั๋วกับหลินเจี้ยนหัวก็เดินมาถึงพร้อมกันสีหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความสงสัยไม่ต่างจากพ่อแม่
"เกิดอะไรขึ้นเหรอน้องสามทำไมถึงเรียกมาตอนดึกดื่นแบบนี้" ลุงใหญ่ถามด้วยความห่วงใย
"ทุกคนไปดูด้วยตาตัวเองกันก่อนเถอะครับคำพูดอย่างเดียวคงอธิบายไม่ได้" หลินเจี้ยนหมินตอบ
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันในห้องโถงซินเยว่ยืนอยู่ตรงกลางด้วยความมั่นใจกว่าเมื่อคืนก่อนมากเพราะครั้งนี้เธอไม่ได้แบกความลับไว้คนเดียวอีกต่อไป มีพ่อกับแม่ยืนอยู่ข้างๆคอยให้กำลังใจ
"ปู่คะ ย่าคะ ลุงใหญ่คะลุงรองคะ" เธอเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น"หนูมีบางอย่างอยากให้ทุกคนดูค่ะ ขอให้จับมือกันเป็วงแล้วจับมือหนูไว้แน่นๆนะคะ"
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความงุนงงแต่สุดท้ายก็ทำตามคำขอของเด็กหญิงตัวน้อย ยื่นมือจับกันเป็วงล้อมรอบเธอ
แสงสีทองปรากฏขึ้นอีกครั้งคราวนี้สว่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมราวกับรับรู้ว่าครั้งนี้คือการรวมตัวครั้งสำคัญที่สุดของทั้งตระกูล
เมื่อทุ่งหญ้าเขียวขจีของสวนแห่งชีวิตปรากฏขึ้นตรงหน้าหลินเต๋อชางถึงกับต้องยืนนิ่งอึ้งไปทั้งตัวมือที่เคยผ่านการบริหารโรงงานมานับสิบปีกลับสั่นเทาอย่างไม่เคยเป็มาก่อนเฉินซิ่วหลานปิดปากด้วยมือทั้งสองข้าง น้ำตาคลอเบ้าจนไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ส่วนลุงใหญ่กับลุงรองยืนนิ่งด้วยความตกตะลึงไม่ต่างกันจ้าวซูเฟินและซุนกุ้ยหลานที่ตามมาด้วยเกาะแขนสามีไว้แน่นด้วยความหวาดหวั่น
"นี่มัน...เทพยดาส่งลูกหลานเรามาจริงๆหรือ" ย่าพึมพำเบาๆ
ซินเยว่เล่าทุกอย่างซ้ำอีกครั้งอย่างละเอียดให้ทุกคนฟังทั้งเื่สวนแห่งชีวิตที่ติดตัวมาแต่เกิด กฎการเติบโตด้วยความรัก ขีดจำกัดต่างๆและภาพเหตุการณ์ที่แวบเข้ามาในหัวเกี่ยวกับพายุใหญ่ที่จะเกิดกับประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าพร้อมอธิบายว่าทำไมครอบครัวที่มีฐานะและตำแหน่งอย่างตระกูลหลินถึงมีความเสี่ยงสูงกว่าครอบครัวทั่วไป
ลุงใหญ่ฟังอย่างตั้งใจสีหน้าเปลี่ยนจากความใเป็ความครุ่นคิดอย่างรวดเร็วสมกับที่ทำงานด้านนโยบายมาตลอด "ถ้าเป็แบบที่หลานว่างานของพี่ในกระทรวงก็อาจกลายเป็จุดอ่อนได้เหมือนกัน"
"ร้านยาที่ผมทำงานอยู่ก็ถูกรวมเป็ของรัฐไปแล้วั้แ่ปี1956" ลุงรองเสริม "ถ้าเื่ที่หลานว่าเป็จริงคนที่เคยมีกิจการเอกชนแบบพ่อกับผมน่าจะเสี่ยงที่สุด"
ความเงียบปกคลุมทุ่งหญ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หลินเต๋อชางจะเป็คนเปิดปากก่อนใคร
"ถ้าหลานพูดความจริงเราต้องคิดหาทางออกที่ดีที่สุดให้ครอบครัวโดยเร็ว"น้ำเสียงของท่านกลับมาสุขุมแบบผู้บริหารที่คุ้นเคยกับการตัดสินใจสำคัญ"แต่ก่อนอื่น เราต้องนั่งคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความกลัว"
ทั้งเก้าคนนั่งลงบนหญ้านุ่มกลางทุ่งกว้างเริ่มการประชุมครอบครัวที่จริงจังและใหญ่ที่สุดเท่าที่ตระกูลหลินเคยมีมา
"ถ้าเราอยู่ปักกิ่งต่อไปในฐานะที่พ่อเป็ผู้อำนวยการที่รัฐแต่งตั้ง ลูกใหญ่ทำงานในกระทรวง ลูกรองมีความรู้เื่แพทย์แผนจีนถูกมองว่าเป็ความรู้ยุคศักดินาและลูกสามเจี้ยนหมินเป็นายทหาร เราอาจตกเป็เป้าสายตาได้ง่าย"หลินเต๋อชางเริ่มวิเคราะห์อย่างเป็ระบบ
"แต่ถ้าเราย้ายออกไปอยู่ชนบทเริ่มต้นชีวิตใหม่แบบเรียบง่าย อาจปลอดภัยกว่า" หวังซูเจินเสริมขึ้น
ลุงใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย"ผมพอมีสายสัมพันธ์กับงานปฏิรูปที่ดินอยู่บ้างอาจขอย้ายไปทำงานที่คอมมูนในต่างจังหวัดได้ ถ้าเลือกพื้นที่ดีก็อยู่ใกล้กันได้ทั้งครอบครัว"
"ผมก็เหมือนกันครับที่ไหนก็ต้องมีคน้าหมอ" ลุงรองพูดพลางยิ้มบางๆ
หลินเจี้ยนหมินพยักหน้า"ผมสามารถขอย้ายหน่วยไปประจำการที่ชายแดนได้ ถ้าเลือกพื้นที่ให้ดีก็จะได้อยู่ใกล้กันด้วย"
เฉินซิ่วหลานที่นั่งฟังอยู่ตลอดค่อยๆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่มั่นคง "ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนขอแค่ครอบครัวเราได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ฉันก็พอใจแล้ว"
ทุกคนพูดคุยกันอย่างเปิดใจวิเคราะห์ทั้งข้อดีข้อเสีย ความเสี่ยงและโอกาสโดยไม่มีใครตื่นตระหนกหรือโทษซินเยว่ที่นำเื่หนักใจเช่นนี้มาบอกมีแต่ความร่วมมือร่วมใจที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดให้กันและกันทั้งสามครอบครัว
ในที่สุดหลินเต๋อชางก็ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนเงียบมองหน้าทุกคนทีละคนด้วยแววตาหนักแน่น
"ถ้าอย่างนั้นพ่อขอสรุปมติของตระกูลเรา"
ทุกคนนั่งนิ่งรอฟังด้วยความตั้งใจ
"ตระกูลหลินทั้งสามครอบครัวจะย้ายออกจากปักกิ่งไปด้วยกันไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในชนบท ก่อนที่พายุจะมาถึง"
ทุกคนในวงพยักหน้าเห็นพ้องต้องกันโดยไม่มีใครคัดค้านมติที่ออกมาเป็เอกฉันท์นั้นไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแต่เพราะความรักและความไว้วางใจที่ทุกคนมีให้กันอย่างเต็มเปี่ยม
เฉินซิ่วหลานเอื้อมมือมากอดหลานสาวไว้แน่น"ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ตราบใดที่มีหลานคนนี้อยู่ด้วยที่นั่นก็จะกลายเป็บ้านที่อบอุ่นที่สุดในโลกเสมอ"
ซินเยว่ซุกหน้าลงในอ้อมกอดของย่ามองไปรอบวงที่มีทั้งปู่ย่า พ่อแม่ ลุงป้าทั้งสองครอบครัวรู้สึกได้ว่าั้แ่คืนนี้เป็ต้นไป ไม่ว่าอนาคตจะเป็อย่างไรตระกูลหลินทั้งหมดจะเผชิญมันไปด้วยกันอย่างไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง