ประกาศผล
กรรมการเริ่มเดินตรวจผลงานตามโต๊ะต่างๆ ทีละคนๆ หวงเจิ้นเองมองขวดในมือเขาที่ใส่น้ำยาสีม่วงหม่นๆ ด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาไม่แน่ใจว่ายาตนเองสำเร็จหรือไม่ จึงเหลือบมองไปทางหลี่ิ แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็บึ้งตึงเมื่อเห็นสีม่วงใสของยาที่หลี่ิปรุงได้
เมื่อมาถึงโต๊ะของหลี่ิ ปรมาจารย์ซุนเป็ผู้หยิบขวดยาของหลี่ิขึ้นมาเอง ท่านเพ่งดูสีของน้ำยาในขวด ใสแจ่มดุจพลอยสีม่วง กลิ่นหอมร้อนแรงลอยขึ้นแตะจมูกอย่างชัดเจน ปรมาจารย์พยักหน้าช้าๆ ด้วยความพึงพอใจ “สีม่วงใส กลิ่นหอมร้อนแรงถูกต้องไม่มีผิด” ท่านพึมพำเบาๆ แต่ทุกคนรอบข้างก็ได้ยินอย่างชัดเจน
ผู้คุมสอบคนเดิมยืนอยู่ด้านหลังปรมาจารย์ ร้อง “หืม” ในลำคอด้วยความแปลกใจ เขาอดไม่ได้ที่จะหยิบขวดนั้นไปดมใกล้ๆ ด้วยตนเอง ก่อนจะต้องยอมรับว่ายาของหลี่ิตรงตามตำรับทุกประการ
ปรมาจารย์ซุนเดินเลยไปยังโต๊ะอื่นต่อ ทำการตรวจยาของผู้เข้าสอบทุกคนโดยละเอียด ท้ายที่สุด เมื่อการตรวจสิ้นสุดลง ท่านก็กลับมายืนยังกลางเวทีประกาศผลด้วยน้ำเสียงกังวาน
“บัดนี้ ผลสอบด่านที่สองปรากฏแล้ว” เสียงท่านเงียบไปครู่หนึ่ง สร้างความตื่นเต้นให้ผู้เข้าสอบทั่วสนาม บางคนกลั้นหายใจรอคำประกาศ “ผู้เข้าสอบที่ปรุงยาผ่อนพิษโลหิตเรื้อรังได้สมบูรณ์ตรงตามตำรับ ได้แก่… หลี่ิ!”
ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีและเสียงปรบมือดังขึ้นจากรอบสนามสอบ มีทั้งจากเหล่าผู้เข้าสอบที่ยอมรับในฝีมือ และผู้ชมที่เฝ้าดูอยู่โดยรอบ เซี่ยนซูถึงกับะโโลดด้วยความดีใจ นางยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เอ่อคลอด้วยความปลื้มปีติ “ท่านพี่ิทำได้แล้ว…” นางพึมพำกับตนเอง
หลี่ิยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างใหญ่หลวง เขาประสบความสำเร็จในการสอบทั้งสองด่านตามที่ตั้งใจไว้ ภายใต้สีหน้าเรียบสงบ แววตาของเขาฉายชัดถึงความมุ่งมั่นที่ได้รับการตอบแทน
ปรมาจารย์ซุนยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนสงบลง “ในการสอบครั้งนี้ มีผู้ผ่านด่านสองอย่างสมบูรณ์แบบเพียงคนเดียวคือหลี่ิ ส่วนผู้ที่ทำได้ใกล้เคียงและสอบผ่านเกณฑ์ก็มีอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรายนามจะประกาศบนป้ายประกาศหน้าวิหารในภายหลัง”
พูดจบ ท่านก็กวาดสายตามองเหล่าผู้เข้าสอบก่อนหยุดที่หลี่ิ “หลี่ิ การแสดงออกของเ้าทั้งความรู้สมุนไพรและฝีมือปรุงยาช่างน่าประทับใจยิ่ง สำนักแพทย์ของเรายินดีต้อนรับเ้าสู่การเป็ศิษย์”
หัวใจของหลี่ิพองโตด้วยความปลื้มปีติ เขาคุกเข่าลงคารวะ “ขอบพระคุณปรมาจารย์และคณาจารย์ทุกท่าน ข้าน้อยจะมุมานะตั้งใจร่ำเรียนวิชาและรักษาความดีนี้ไว้”
ขณะที่บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา ในมุมหนึ่งของสนามสอบกลับมีคนผู้หนึ่งกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ หวงเจิ้นยืนกัดฟันแน่น ั์ตาเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและโทสะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากสะบัดหน้าขึ้นอย่างข่มขื่นและเดินจากไปเงียบๆ โดยไม่มีใครสังเกต
หลี่ิรับใบรับรองผ่านการสอบจากเ้าหน้าที่ ก่อนจะเดินออกมานอกสนามสอบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ปลดปล่อยความตึงเครียดที่สั่งสมมาตลอดทั้งวัน แสงอาทิตย์ยามเย็นทอประกายสีทองอาบไล้ลานหน้าวิหาร เมื่อลงจากบันไดหิน เขาก็เห็นเซี่ยนซูวิ่งปราดเข้ามาหา
เซี่ยนซูวิ่งปราดเข้ามาหา “ท่านพี่ิ! ท่านทำได้แล้ว!” นางร้องด้วยความดีใจ น้ำเสียงสั่นเครือเพราะแรงอารมณ์
หลี่ิกล่าวพลางยิ้มอุ่น “พี่ทำสำเร็จแล้ว น้องข้า” เขาอ้าแขนรับร่างเล็กของเซี่ยนซูที่โผเข้ากอดเขาแน่นด้วยความยินดี นางร้องไห้น้อยๆ ด้วยความปลื้มใจ
เซี่ยนซูเงยหน้าทั้งน้ำตา “ข้าภูมิใจในตัวท่านพี่ยิ่งนัก…” นางกล่าวพลางยิ้มทั้งน้ำตา “ต่อไปนี้ท่านพี่ก็จะได้เข้าสำนักแพทย์สมใจแล้ว”
หลี่ิพยักหน้า “ใช่แล้ว จากนี้พี่คงต้องฝากตัวในสำนัก ทุ่มเทฝึกปรือวิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คน เ้าจะอยู่กับพี่ได้ลำบากหน่อยนะ เซี่ยนซู”
เซี่ยนซูส่ายหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา “ไม่ลำบากเลยเ้าค่ะ ข้ายินดีจะอยู่เคียงข้างท่านพี่ ทุกที่ทุกเวลา”
หลี่ิหัวเราะเบาๆ “ดีแล้ว น้องข้า” เขากล่าวพลางมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีคล้ำ “การสอบครั้งนี้เป็เพียงก้าวแรกบนเส้นทางสายโอสถอันยาวไกล พี่ยังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ไม่ว่าอุปสรรคใด เราก็จะฟันฝ่าไปด้วยกัน”
เซี่ยนซูตอบรับอย่างแข็งขัน “เ้าค่ะ ท่านพี่”
ยามเย็นนั้น สองพี่น้องต่างวัยยืนเคียงข้างกันเบื้องหน้าวิหารสำนักแพทย์อันทรงเกียรติ แสงสุดท้ายของวันส่องต้องร่างทั้งสองเป็เงาตกทอดบนลานหิน เส้นทางใหม่ของหลี่ิในฐานะศิษย์แห่งสำนักแพทย์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับสายสัมพันธ์ของพี่น้องต่างสายเืที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกย่างก้าวที่ก้าวไปพร้อมกัน.