“แกว๊ก... แกว๊ก... แกว๊ก...”
เสียงร้องแหลมดังระงมเหยี่ยวเพเรกรินทั้งแปดและนกกระเรียนขาวต่างสยายปีก
จากนั้นโดยไม่รอให้สัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นตอบสนองพวกมันก็พุ่งทะยานไปในทิศทางเดียวกันราวกับสายฟ้าแลบ
และในทิศทางนั้นมีฝูงผึ้งกลายพันธุ์ที่น่าสนใจรออยู่
ในฐานะหูตาของอวี๋จื่ออวี๋เหยี่ยวเพเรกรินและนกกระเรียนขาวจึงล่วงรู้ตำแหน่งของสัตว์ป่ากลายพันธุ์ถึงแปดในสิบส่วนภายในขุนเขาแห่งหมอก
ตอนนี้ ด้วยคำสั่งของอวี๋จื่ออวี๋พวกมันจึงสามารถเข้าโจมตีเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้นคือขุนเขาแห่งหมอกในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน
ในฐานะขุนเขาที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกความหนาแน่นของพลังวิญญาณที่นี่จึงอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมที่แห่งนี้จึงเกิดพืชพรรณจำนวนมากที่อุดมด้วยพลังวิญญาณ
ด้วยพืชพรรณเหล่านี้ที่อุดมด้วยพลังวิญญาณจนสามารถเรียกได้ว่าเป็น ‘ดอกไม้วิญญาณ หญ้าวิญญาณผลไม้วิญญาณ’ ได้ดึงดูดสัตว์กินพืชมากมายแม้แต่สัตว์กินเนื้อก็ถูกดึงดูดมาไม่น้อยเช่นกัน
แน่นอนว่าสัตว์กินเนื้อส่วนใหญ่มาที่ขุนเขาแห่งหมอกในฐานะผู้ล่าเพื่อออกหาอาหาร
ด้วยเหตุนี้ขุนเขาแห่งหมอกทั้งหมดจึงกลายเป็นมหาสมุทรของสัตว์ป่ากลายพันธุ์ไปแล้ว
แทบทุกยอดเขาต่างก็มีสัตว์ป่ากลายพันธุ์อาศัยอยู่ไม่มากก็น้อย
และก่อนหน้านี้อวี๋จื่ออวี๋เคยตั้งใจว่าจะรอสยบหรือเก็บเกี่ยวแต้มวิวัฒนาการทว่าเขาได้สลัดทิ้งความคิดเล็กน้อยเหล่านั้นไปเมื่อเขาสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่ค้นพบเหมืองหินวิญญาณ
เมื่อเทียบกับอนาคตสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือสถานการณ์ปัจจุบัน...
......
การล่าครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝั่งมนุษย์อวี๋จื่ออวี๋จึงเร่งความคืบหน้าในการเก็บเกี่ยวแต้มวิวัฒนาการโดยตั้งใจ
แน่นอนว่าแรงกดดันนี้ยังมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นตามการคาดการณ์ของอวี๋จื่ออวี๋ อย่างน้อยก็อีกสามถึงห้าปีเป็นอย่างต่ำ
และในช่วงเวลานี้น่าจะเพียงพอให้อวี๋จื่ออวี๋จะเติบโตไปถึงจุดสูงสุด
ส่วนสัตว์ป่ากลายพันธุ์อื่นๆ นั้นอยู่นอกเหนือการพิจารณาของอวี๋จื่ออวี๋
และในขณะนั้น ราวกับสัมผัสอะไรบางอย่างได้สายตาของอวี๋จื่ออวี๋เพ่งมองไปยังขอบฟ้า
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือม่านดำที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศ...
มันหนาแน่นจนดูเหมือนไร้ขีดจำกัด
มันคือผึ้ง ทว่าไม่ใช่ผึ้งธรรมดาแค่เพียงมีเหล็กในที่แหลมคมและดวงตาที่ดุดัน ก็สามารถบ่งบอกทุกสิ่งได้หมดแล้ว
“เจ้าพวกนี้ดุเอาเรื่องจริงๆ”
เมื่อเห็นเหยี่ยวเพเรกรินเหล่านั้นกำลังหิ้วรังผึ้งสีดำสูงหลายเมตรบินตรงมายังหุบเขา อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
เขาเพียงแค่สั่งให้เจ้าพวกตัวเล็กพวกนี้ไปล่อฝูงผึ้งมาไม่คิดเลยว่าเจ้าพวกนี้จะป่าเถื่อนถึงขนาดหิ้วรังผึ้งติดมาด้วยเลย
ไม่แปลกใจเลยที่ผึ้งกลายพันธุ์เหล่านี้จะไล่ตามพวกมันอย่างบ้าคลั่ง
“แกว๊ก...”
เมื่อมองเห็นหุบเขาที่คุ้นเคยรำไร อาต้าตัวผู้นำกลุ่มเหยี่ยวเพเรกริน พลันส่งเสียงร้องแสดงความยินดีออกมา
จากนั้น มันก็สยายปีกและลากมุมหนึ่งของรังผึ้งไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว
ในวินาทีนั้นรังผึ้งที่สูงหลายเมตรก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากรูสีดำสนิทแต่ละรูหัวสีดำขนาดใหญ่และดูดุร้ายค่อยๆ ยื่นออกมาจากทุกทิศทาง
หมดคำจะพูดดวงตาของเจ้าพวกที่แข็งแกร่งกว่าผึ้งตัวอื่นอย่างเห็นได้ชัดส่องประกายสีแดงฉาน
จากนั้นพวกมันก็พุ่งออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากคันสายตรงเข้าหาเหยี่ยวเพเรกรินทันที
เสียงหึ่งๆ ดังก้องไปทั่วราวกับเสียงกัมปนาทของอสนี
เหล็กในแหลมคมพุ่งเข้าใส่เหยี่ยวเพเรกรินอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าอาจเป็นเพราะเหล็กในนั้นพุ่งมาเร็วเกินไปจนอาต้าที่กำลังแบกมุมหนึ่งของรังผึ้งอยู่นั้น ไม่มีเวลาหลบหลีก
ได้ยินเพียงเสียง“ปัง!” ราวกับมีโลหะกระทบกันเกิดประกายไฟวาบผ่าน อาต้าพลันร่วงลงสู่พื้นดินราวกับลูกปืนใหญ่
“ตูม!”
หิมะกระเด็นขึ้นไปบนท้องฟ้าปรากฏหลุมลึกที่ยากจะเห็นก้นบึ้ง
“พลังระเบิดรุนแรงขนาดนี้เลย?”
อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยเขารู้สึกประหลาดใจ
ผึ้งระดับแรกเริ่มขั้นที่สี่เล็กๆกลับสามารถซัดอาต้าลงสู่พื้นดินได้ ต้องยอมรับว่าผึ้งเหล่านี้ก็ไม่ได้ไร้ฝีมือ
แต่ว่า แบบนี้มันดีจริงหรือ?
ขณะที่ยังฉงนอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันป่าเถื่อนที่กำลังปะทุขึ้นช้าๆ
“ตูม”
หิมะกระจายว่อน สายลมหนาวโหมพัดรุนแรง
ชั่วขณะนั้นพื้นดินทั้งหมดปกคลุมไปด้วยจิตสังหารเย็นยะเยือกจนหนาวจับใจถึงกระดูก
สัตว์อสูร ย่อมเป็นสัตว์อสูรอยู่วันยังค่ำ
แม้จะได้รับการเลี้ยงดูจากอวี๋จื่ออวี๋แต่สายเลือดอันป่าเถื่อนที่ไหลเวียนอยู่ในสัญชาตญาณของพวกมันก็ไม่ได้เลือนหายไป
และยิ่งกว่านั้นสำหรับเหยี่ยวเพเรกรินซึ่งอยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารของสัตว์ปีก
“แกว๊ก...”
เสียงกรีดร้องอันแหลมสูงฉีกกระชากลมพายุหิมะจนสิ้น
จากนั้น
สายลมแหวกอากาศสวนขึ้นมา
สายฟ้าสีดำพุ่งออกจากหลุมบนพื้นดิน
เร็วมาก
เร็วเสียจนไม่มีใครสามารถจับภาพนั้นได้ทัน!
เพียงพริบตาเดียวอาต้าก็มาอยู่ตรงหน้าผึ้งตัวใหญ่ที่พุ่งออกมาจากรวง
แต่ก่อนที่ผึ้งตัวนั้นจะทันได้ตอบสนองจะงอยปากสีดำแหลมคมของมันก็ฉีกกระชากร่างผึ้งตัวนั้นออกอย่างง่ายดาย
“แควก!”
เสียงฉีกขาดที่คมชัดราวกับผ้าไหมขาดสะบั้นตามมาด้วยโลหิตที่สาดกระเซ็นไปทั่ว
เมื่อเผชิญหน้ากับอาต้าซึ่งตอนนี้อยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดแล้วไม่ต้องพูดถึงผึ้งที่อยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่สี่ตัวนี้แม้แต่ผึ้งที่มีระดับเท่ากันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้
ความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทะลุกำแพงเสียงได้อย่างง่ายดายนั้นเพียงพอที่จะทำให้อาต้าและเหยี่ยวตัวอื่นไม่ต้องสนใจศัตรูส่วนใหญ่ในระดับเดียวกันกับผึ้งตัวนั้น
“แกว๊ก...”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นอีกครั้งดุจเสียงเจาะทะลวงทองคำ ราวกับกำลังตื่นเต้นพลังวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่รอบปีกของอาต้าได้ก่อเกิดเป็นกระแสลมหมุนอันทรงพลังล้อมมันไว้
และด้วยกระแสลมหมุนที่เกิดขึ้นนี้อาต้าหักเลี้ยวกลับอย่างรวดเร็ว ราวกับสายฟ้าสีดำที่วาดเป็นรูปตัว‘Z’ พุ่งตรงไปยังผึ้งอีกตัวหนึ่ง
ในวินาทีนั้นอวี๋จื่ออวี๋ที่กำลังเฝ้าดูฉากนี้อย่างเงียบเชียบไม่ได้ลงมือในทันทีเหมือนที่เคยทำในครั้งก่อนๆ
พลังชีวิตของสัตว์กลายพันธุ์นั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่งแม้ร่างกายจะถูกฉีกขาด มันก็ไม่ตายในทันที
รอให้การต่อสู้ครั้งนี้จบลงแล้วค่อยใช้กิ่งก้านเก็บเกี่ยวแต้มวิวัฒนาการก็ไม่สายเกินไป
......
ไม่นานนักการต่อสู้ก็ยุติลงท่ามกลางพายุหิมะที่เจือด้วยกลิ่นคาวเลือดที่สาดกระจาย
เมื่อมองไปยังผึ้งที่ร่วงหล่นลงมาดุจเม็ดฝนบ้างก็นอนอยู่บนพื้นดินส่งเสียงครวญคราง รากไม้สีดำของอวี๋จื่ออวี๋ก็ค่อยๆแผ่ขยายออกไปจากใต้ดินอย่างเงียบเชียบ
“ครืน... ครืน...”
พร้อมกับการสั่นสะเทือนของพื้นหิมะผึ้งแต่ละตัวถูกกลืนลงไปใต้พื้นดิน
จากนั้น รากของอวี๋จื่ออวี๋ก็ออกแรงบีบ
“แควก... แควก...”
เสียงบดกับดินคมชัดผึ้งแต่ละตัวก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นกองเนื้อชุ่มเลือดโดยไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้องแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนของระบบอันคมชัดก็ดังขึ้นในหัวของอวี๋จื่ออวี๋
“ติ๊ง!คุณสังหารผึ้งกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่สี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +40 แต้ม”
“ติ๊ง!คุณสังหารผึ้งกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่สี่ ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +40 แต้ม”
“ติ๊ง!คุณสังหารผึ้งกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่หนึ่ง ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +10แต้ม”