ห้องโถงหลักของเรือนเหมันต์เวลานี้ เซวียนอ๋องผู้เฒ่ายืนอยู่ด้านหน้าสุด ตามมาด้วยเซวียนอ๋องบุตรชาย ถัดจากนั้นจะเป็นเซวียนเฉินฮั่นและเซวียนหลี่น่า หลานชายและหลานสาวของเขาตามลำดับ
“ท่านปู่ หากวันนี้ผลการรักษาไม่เป็นอย่างที่ใจเราหวัง ท่านอย่าได้เสียใจและอย่าได้เอาความกับเยว่เอ๋อเลยนะขอรับ อย่างไรเยว่เอ๋อก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ประสบการณ์ในการรักษาของนางย่อมไม่อาจเทียบกับบรรดาหมอชราที่มีประสบการณ์สูงได้” เซวียนเฉินฮั่นบอกกับท่านปู่
“ปู่ดูเป็นคนใจแคบขนาดนั้นเลยหรือไร?” เซวียนอ๋องผู้เฒ่าพูดกับหลานชาย แต่สายตาของเขายังจับจ้องไปที่ประตูห้องด้านในอย่างรอคอย “เราเชิญหมอมารักษาอาการของเยี่ยนฉือและตงเฉินมาหลายปี แม้ผลการรักษาจะออกมาเหมือนเดิมทุกครั้ง แต่ปู่ก็ไม่เคยสิ้นหวังและปู่ก็ไม่เคยโทษหมอคนไหนเลยสักคน เหมือนอย่างตอนนี้ที่เยว่เอ๋อเป็นคนอาสาที่จะรักษาให้บิดากับพ่อสามีของนางด้วยตัวเอง นั่นคือความกตัญญูของนาง แล้วปู่จะไปโทษนางได้อย่างไร มีแต่ปู่จะขอบคุณนางเสียด้วยซ้ำ”
“แต่ข้ากลับเชื่อว่าเยว่เอ๋อจะต้องรักษาน้องรองกับตงเฉินให้หายได้อย่างแน่นอนขอรับ เยว่เอ๋อกับลี่หยางทำให้ข้ารู้สึกว่าพวกเขาแข็งแกร่งและมีความสามารถเกินวัย ข้าไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นได้เหมือนกัน แต่ข้ามั่นใจเช่นนั้น” เซวียนอ๋องหันไปถามบิดา “ท่านพ่อรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่ขอรับ”
“ข้าก็รับรู้ถึงพลังบางอย่างจากพวกเขาเช่นกัน อาจเป็นเพราะพวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่เด็กเพราะขาดบิดาให้พึ่งพิงกระมัง” เซวียนอ๋องผู้เฒ่ายังคงจ้องไปที่ประตู “หากความวุ่นวายในราชสำนักและตระกูลเหยาถูกจัดการได้เร็วกว่านี้ หลานสาวหลานชายทั้งหลายของเราก็คงจะมีชีวิตอย่างสุขสบายไปนานแล้ว”
ทั้งสี่คนยังยืนอยู่ที่ห้องโถงหลักโดยไม่ขยับไปไหน พวกเขาไม่แม้แต่จะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ หากเป็นไปได้ พวกเขาอยากจะเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในห้องที่หลี่เยี่ยนฉือกับเซี่ยตงเฉินนอนรักษาตัวอยู่ให้รู้แล้วรู้รอด พวกเขาอยากรู้เต็มทีแล้วว่าผลการรักษาจะออกมาเป็นแบบใด
ภายในห้องยังคงเงียบสงบ ไม่มีข้อผิดพลาดใดเกิดขึ้น เพียงแต่ตลอดห้าวันที่ผ่านมา หลี่เหิงเยว่กับเซี่ยลี่หยางมีเวลาพักแค่วันละหนึ่งชั่วยามเท่านั้น เวลานี้ร่างกายของพวกเขาเริ่มไม่ไหวแล้ว แม้พวกเขาอยากจะออกมาแจ้งข่าวดีกับท่านปู่มากเพียงใด แต่ร่างกายกลับไม่เป็นใจ เมื่อพวกเขาอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ความง่วงก็เข้าจู่โจม สองสามีภรรยานอนฟุบไปข้างเตียงผู้ป่วยทั้งอย่างนั้น
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ทั้งสี่คนที่อยู่ในห้องโถงเริ่มอยู่ไม่นิ่ง พวกเขาเดินวนกันไปเวียนกันมา ชวนให้ปวดศีรษะอย่างยิ่ง
“พวกเจ้าหยุดเดินเสียที!” เซวียนอ๋องผู้เฒ่าตะโกนขึ้นอย่างลืมตัว ไม่ใช่ว่าเขารำคาญบุตรชายและหลานทั้งสอง แต่เขาเริ่มเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว ในห้องนั้นเงียบเกินไป เขากลัวว่าจะเกิดเรื่องร้าย แต่เขายังจำคำเตือนของหลานสาวได้ว่าห้ามไม่ให้ใครเข้าไปในห้องโดยพลการ เพราะอาจกระทบต่อการรักษา เซวียนอ๋องบ่นพึมพำ “อีกไม่นาน...เราต้องรออีกหน่อย...ผลการรักษาต้องออกมาดี...มันจะต้องไม่มีอะไรผิดพลาด...เยว่เอ๋อกับลี่หยางก็ต้องไม่เป็นอะไร”
“ท่านพ่อนั่งก่อนเถิดขอรับ ระวังจะล้มป่วยไปอีกคน เยว่เอ๋อยังยุ่งอยู่กับการรักษาน้องรอง ท่านอย่าทำให้นางต้องเป็นกังวลเลยนะขอรับ” เซวียนอ๋องเห็นว่าบิดาคงเกิดความเครียดขึ้นแล้ว “ดื่มน้ำแกงคลายเครียดสักหน่อยขอรับ เผื่อจะช่วยให้หายเครียดได้บ้าง”
เซวียนอ๋องผู้เฒ่ารับน้ำแกงถ้วยเล็กมาดื่มทันที เขาไม่อยากทำให้หลานสาวเป็นกังวล
แต่เสียงตะโกนของเซวียนอ๋องผู้เฒ่าเมื่อครู่ได้ปลุกให้หลี่เหิงเยว่กับเซี่ยลี่หยางตื่นขึ้น ทั้งคู่หันมามองหน้ากันด้วยความตกใจ
“เราสองคนเผลอหลับไปนานเท่าไหร่แล้วเนี่ย” หลี่เหิงเยว่ถามอย่างกังวล “เรารีบออกไปหาท่านปู่ก่อนเถอะ ป่านนี้คงกังวลใจแย่แล้ว เสียงตะโกนเมื่อกี้คงไม่มีใครเป็นอะไรกระมัง”
“ข้าน่าจะปล่อยให้เจ้านอนพักต่อไปคนเดียว ส่วนตัวเองก็ควรจะรีบออกไปรายงานผลการรักษาให้ท่านปู่กับท่านลุงทราบ แต่ข้ากลับหลับเป็นตายไปเสียอย่างนั้น” เซี่ยลี่หยางพูดอย่างรู้สึกผิด
“เราอย่ามัวแต่โทษตัวเองกันอยู่เลย รีบออกไปข้างนอกกันเถอะ”
ไม่นานหลี่เหิงเยว่กับเซี่ยลี่หยางก็เปิดประตูห้องออกมา ทั้งสองคนรู้สึกผิดเป็นอย่างมากเมื่อเห็นสีหน้าของท่านปู่ ท่านลุง และญาติผู้พี่ทั้งสอง
“เยว่เอ๋อ!” เซวียนหลี่น่าวิ่งเข้าไปกอดหลี่เหิงเยว่ “ในที่สุดเจ้าก็ออกมาแล้ว ถ้าอีกหนึ่งชั่วยามพวกเจ้ายังไม่ออกมา ข้าตั้งใจว่าจะให้พี่ใหญ่พังประตูเข้าไปแล้ว”
“ข้าขออภัยเจ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่บอกอย่างรู้สึกผิดกว่าเดิม
“ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร ว่าแต่เยว่เอ๋อ ผลการรักษาบิดากับพ่อสามีของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เซวียนอ๋องผู้เฒ่ารีบถาม
“ผลการรักษาของท่านพ่อกับพ่อสามีเรียบร้อยดีเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าอีกไม่กี่ชั่วยามพวกเขาก็คงจะตื่นขึ้นมาแล้ว”
“ปู่ขอเข้าไปดูพวกเขาได้หรือไม่”
“ได้แน่นอนเจ้าค่ะ เราเข้าไปพร้อมกันทั้งหมดนี้เลยก็ได้ พอท่านพ่อกับพ่อสามีตื่นขึ้นมา พวกเขาจะได้ดีใจที่เห็นคนคุ้นเคย”
สองชั่วยามให้หลัง ชายสองคนที่นอนเป็นเจ้าชายนิทรามาเป็นเวลานานก็เริ่มขยับตัว ไม่นานทั้งคู่ก็ลืมตา ดีที่หลี่เหิงเยว่กับเซี่ยลี่หยางช่วยกันปิดม่านหน้าต่างและม่านประตูลงหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นแสงแดดคงแยงตาและทำให้ผู้ป่วยทั้งสองลืมตาไม่ขึ้น
ทั้งคู่ค่อยๆ ปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างที่มีอยู่น้อยนิด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังมองเห็นใบหน้าของคนคุ้นเคย
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่” หลี่เยี่ยนฉือเรียกบิดาและพี่ชายของตนด้วยเสียงที่แหบและเบา “เหตุใดพวกท่านถึงได้ดูแก่เพียงนี้”
“เจ้าเด็กคนนี้ มีอย่างที่ไหนมาหาว่าข้ากับพี่ชายของเจ้าแก่ตัว เรายังดูหนุ่มแน่นเหมือนเดิม” เซวียนอ๋องผู้เฒ่าดุลูกชายทั้งน้ำตา “ตื่นมาได้เสียที ข้านึกว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าแล้ว”
“แล้วแม่หนูคนนี้คือผู้ใด ทำไมนางถึงได้ดูเหมือนอวิ๋นจูเช่นนี้” หลี่เยี่ยนฉือหันไปมองหลี่เหิงเยว่
“ข้าคือเยว่เอ๋อ เป็นบุตรสาวของท่านกับท่านแม่อวิ๋นจูเจ้าค่ะ”
“บุตรสาว? ข้ามีบุตรสาวตั้งแต่เมื่อใด?”
“ท่านแม่เพิ่งรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์หลังจากที่ท่านเดินทางเข้าเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่จึงไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ท่านทราบ”
“แล้วตอนนี้อวิ๋นจูอยู่ที่ใด ทำไมนางถึงไม่มาพบข้า”
“ท่านแม่กับท่านตาจากไปได้หลายปีแล้วเจ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่ตัดสินใจบอกความจริง อย่างไรไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ บิดาก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดี
“ปกติแล้วนางเป็นคนอ่อนแอและขี้โรค หากไม่มีข้าคอยดูแล นางก็มักจะละเลยตัวเอง ข้าจะไม่ถามว่าทำไมนางถึงตาย แต่ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้นางจากไป นางทรมานหรือไม่”
“ท่านแม่กับท่านตาจากไปอย่างสงบและไม่มีห่วงใดๆ เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี” หลี่เยี่ยนฉือยิ้มให้บุตรสาว “นางยังใจดีที่ให้กำเนิดเจ้ามาไว้ให้ข้าได้ชื่นใจ เจ้าใช้คำแทนตัวว่าเยว่เอ๋อ เช่นนั้นเจ้าคงมีชื่อว่าหลี่เหิงเยว่กระมัง”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่บอกว่าชื่อเหิงเยว่เป็นชื่อที่ท่านพ่อเคยตั้งไว้ให้” หลี่เหิงเยว่ตอบ แต่นางไม่ได้อธิบายถึงแซ่หลี่ที่นางใช้ วันนี้ท่านพ่อเจอเรื่องสะเทือนใจมามากพอแล้ว เอาไว้มีโอกาสเหมาะแล้วค่อยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังทีหลัง
หลี่เยี่ยนฉือหันไปมองคนที่นอนอยู่เตียงถัดไป ก่อนที่จะมองเลยไปเห็นเซี่ยลี่หยาง “ตงเฉิน...เหตุใดเจ้าถึงมานอนอยู่ที่นี่ แล้วเจ้าหนุ่มคนนั้นคือผู้ใด ทำไมเขาถึงได้หน้าตาเหมือนเจ้านัก”
“ข้าไม่รู้ว่าข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ที่รู้คือก่อนที่ข้าจะหมดสติ ข้าต่อสู้กับคนร้ายเพื่อไปช่วยเจ้า ส่วนเจ้าหนุ่มคนนี้คงเป็นบุตรชายคนโตของข้ากระมัง ข้าเห็นเขาครั้งสุดท้ายตอนที่เขาอายุได้สี่ขวบ”
“ท่านพ่อ ท่านยังจำข้าได้อยู่หรือขอรับ” เซี่ยลี่หยางไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวอีก ในเมื่อท่านพ่อจำเขาได้แล้ว
“ข้าต้องจำลูกชายตัวเองได้อยู่แล้ว ว่าแต่เจ้าทำไมถึงมาอยู่ที่จวนอ๋องได้ ท่านแม่กับน้องๆ ของเจ้ามาด้วยหรือไม่”
“ท่านแม่กับน้องๆ รอท่านอยู่ที่เสียนโจวขอรับ” เซี่ยลี่หยางเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องที่ครอบครัวใหญ่ขับไล่พวกเขาออกจากตระกูล รวมถึงเรื่องที่ท่านลุงใหญ่ถูกประหาร เอาไว้ให้ท่านพ่อกลับเสียนโจว ถึงเวลานั้นท่านพ่อก็จะรู้เอง “ส่วนคำถามที่ว่าข้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่”
เซี่ยลี่หยางเดินไปหยุดอยู่ข้างหลี่เหิงเยว่ “ก็ไม่ใช่ความต้องการของท่านกับท่านพ่อตาหรือขอรับที่ทำสัญญาหมั้นหมายให้พวกเรา เวลานี้ข้ากับเยว่เยว่แต่งงานกันแล้วขอรับ”
หลี่เยี่ยนฉือหันไปมองเซี่ยตงเฉิน “เราสองคนหลับไปนานเท่าใดกัน ทำไมตื่นมาข้าก็มีลูกสาวที่โตจนแต่งงานแล้ว ทั้งยังมีลูกเขยกับเขาแล้วด้วย”
เซวียนอ๋องเป็นคนเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้น้องชายฟังอย่างไม่ปิดบัง เล่าไปเขาก็เอ่ยขอโทษน้องชายกับการกระทำของมารดาและสกุลเดิมของมารดาที่ทำให้น้องชายต้องพลัดพรากจากครอบครัว รวมถึงที่ทำให้น้องชายน้องนอนไม่ได้สติมาเป็นสิบกว่าปี
จากนั้นเซวียนอ๋องก็หันไปขอโทษเซี่ยตงเฉินที่ต้องพลอยมารับเคราะห์กรรมในครั้งนี้ด้วย รวมทั้งยังขอโทษตระกูลเสิ่นที่ถูกโยงเข้าไปในวังวนของอำนาจในราชสำนักและวังหลังในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ ในฐานะที่เซี่ยตงเฉินเป็นบุตรเขยของแม่ทัพเสิ่น
“ขอให้พวกเจ้าถือว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายก็แล้วกัน และเวลานี้พวกเจ้าก็ตื่นจากฝันร้ายนั้นแล้ว” เซวียนอ๋องผู้เฒ่ามองหน้าบุตรชายคนรอง “เยี่ยนฉือ เจ้าจะกลับมาใช้แซ่เซวียนและให้ข้าบันทึกชื่อของเจ้าเข้าในลำดับวงศ์ตระกูลหรือไม่”
หลี่เยี่ยนฉือยิ้มให้บิดา “ข้าอยากใช้แซ่ของท่านแม่ต่อไปขอรับ อีกอย่างข้าจะใช้ชื่อแซ่ใดก็ไม่สำคัญ ในเมื่อท่านคือบิดาของข้า และพี่ใหญ่ก็คือพี่ชายของข้า ยังมีหลานชายกับหลานสาวทั้งสองคนอีก หากข้าไม่เปลี่ยนมาใช้แซ่เซวียน พวกท่านจะไม่นับญาติกับข้าหรือขอรับ”
แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยถือโทษหรือโกรธบิดา เมื่อฮ่องเต้มีสมรสพระราชทาน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ส่วนที่มารดาของเขายินยอมมอบกายและใจให้ท่านพ่อจนมีเขาออกมา เขาก็ไม่เคยคิดว่ามันคือความผิดพลาดหรือเป็นการกระทำที่ไม่ยั้งคิดของบุพการี
เพราะเขาคิดเสมอว่าเขาคือตัวแทนของความรักที่บิดามารดามีต่อกัน ส่วนเรื่องที่ว่าเขาเคยถูกแม่เลี้ยงทารุณ เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธที่บิดาไม่เข้ามาช่วยเหลือ เพราะหากบิดายื่นมือเข้ามาช่วย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกแม่เลี้ยงริษยาจนฆ่าเขาตายไปตั้งแต่เขายังเล็กแล้วก็ได้ ส่วนพี่ชายก็ไม่ต้องพูดถึง พี่ชายดีกับเขาและดูแลเขาอย่างดีเสมอมา เพราะบ่อยครั้งที่เขาเห็นพี่ชายถูกแม่เลี้ยงทำโทษเพราะเขาเป็นต้นเหตุ