ความเดิมตอนที่แล้ว
เฉินเสวี่ยหยางเดินทางเข้าพบเ้าเมืองหลินตามกำหนดและเขาก็ได้พบกับเหล่าคนสำคัญที่มีบทบาทในหนานจิ้งรวมทั้งสตรีผู้เป็คู่หมั้นหมายอย่างองค์หญิงหลินเพ่ยหนิง วินาทีที่พบนางเขาก็มิอาจละสายตาจากนางได้ เช่นเดียวกับหลินเพ่ยหนิงที่ยืนนิ่งด้วยแววตาตกตะลึง เป็เวลาเดียวกับที่ซุนเย่ได้รับการแจ้งจากติงเชาว่าแผนลอบสังหารเฉินลี่ถิงมีคนในฝูตงของเขาอยู่เื้ันั่นจึงทำให้เขาหวั่นใจทั้งยังสงสัยว่าใครที่คอยบงการเื่เหล่านี้ หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางออกมาจากการชุมนุมเขาก็เข้าไปพักในเรือนรับรองที่ถูกจัดเตรียมไว้ แต่เพียงไม่นานสององครักษ์ก็เข้ามารายงานความเคลื่อนไหว ทำให้เฉินเสวี่ยหยางยิ่งแคลงใจว่าสาวรับใช้อาจไม่ประสงค์ดีต่อหลินเพ่ยหนิงนอกจากนั้น เฟยฉียังกล่าวอีกว่าเขาบังเอิญพบสตรีชื่อเสี่ยวจูแอบซื้อยาพิษที่ร้านสมุนไพรเมื่อได้ยินดังนั้น เฉินเสวี่ยหยางจึงร้อนใจและรีบร้อนออกไปจากห้องทันที
ทางด้านหลินเพ่ยหนิงซึ่งนั่งปักผ้าอยู่ที่ศาลาริมน้ำนางตั้งอกตั้งใจลงฝีเข็มอย่างประณีตบนผืนผ้าสีขาวละเอียด ครู่เดียว จูซือฉีก็นำน้ำชาและขนมมาวางไว้ให้กับนางหลินเพ่ยหนิงจึงวางผืนผ้าในมือลงแล้วพูดคุยกับสาวรับใช้
จูซือฉี : “ องค์หญิง นี่เป็ขนมดอกกุ้ยฮวาสูตรที่บ้านข้าเ้าค่ะวันก่อนเพราะได้ยาสมุนไพรขององค์หญิง อาการป่วยของท่านป้าถึงได้ดีขึ้น บุญคุณครั้งนี้ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรจึงทำขนมที่ท่านชอบมาให้ทานเ้าค่ะ แต่ไม่รู้จะถูกปากท่านหรือไม่เชิญองค์หญิงลองชิมดูเ้าค่ะ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เื่เล็กน้อย ครั้งหน้าเ้าไม่ต้องลำบากก็ได้” (ภาษามือ)
จูซือฉี : “ มิได้เ้าค่ะ ข้ายินดี องค์หญิง ข้ายังอบขนมไว้ในครัวขอไปดูก่อนนะเ้าคะ ”
หลังจากที่จูซือฉีคล้อยหลังไป เฉินเสวี่ยหยางก็เดินเข้ามาและเห็นหลินเพ่ยหนิงหยิบขนมขึ้นมากัดคาอยู่ที่ปากเขาจึงปรี่เข้าไปคว้าข้อมือของนางเพื่อห้ามไม่ให้นางกินขนมชิ้นที่เหลือก่อนที่เขาจะก้มลงไปคาบขนมชิ้นเล็กที่คาอยู่บนปากของนาง จนหลินเพ่ยหนิงใและปล่อยขนมที่เหลืออยู่ในมือ ร่วงหล่นลงพื้น
เฟยฉี : “ โห.. ”
ใกล้จนปลายจมูกเกือบััแก้มอันนวลเนียนทั้งยังได้ยินเสียงหัวใจที่หวั่นไหวยามนั้นสององครักษ์ซึ่งติดตามมาในระยะห่างจึงได้เห็นภาพนั้นเข้าก็ถึงกับตาค้างและฉีกยิ้มกว้างด้วยความยินดีแล้วพวกเขาก็หันหน้าไปทิศทางอื่นเพื่อไม่ให้เป็การเสียมารยาท ทว่าทางด้านเฉินเสวี่ยหยางจดจ่ออยู่กับการลิ้มรสชาติขนมชิ้นนั้นพลางหลุดปากพึมพำอย่างโล่งใจ
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่มี ”
เมื่อเขาหันไปมองสตรีผู้เป็คู่หมั้นหมายก็เห็นใบหน้างดงามกำลังนิ่งอึ้งจนไม่ขยับจึงทำให้เฉินเสวี่ยหยางคิดขึ้นได้ว่านี่อาจทำให้นางใและดูรุ่มร่ามเกินไปจนเสียมารยาท
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ขออภัย ข้าเพียงคิดว่านี่อาจเป็อันตรายมิได้ตั้งใจล่วงเกินเ้า ”
หลังจากที่ได้ยินถ้อยคำเ่าั้ นางก็ก้มหน้าหลบตาพลางเม้มริมฝีปากด้วยใบหน้าแดงเขินเป็เวลาเดียวกับที่สองพี่น้องผู้ติดตามต่างหันกลับมามองคนทั้งคู่และพูดคุยกันด้วยทีเล่นทีจริง
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยของเรารุกหนักขนาดนี้ ข้าว่านะอาิเราเตรียมหาชุดร่วมงานมงคลกันได้แล้วล่ะ ”
เฟยิ : “ เห็นอย่างนี้แล้ว ช่างดีกว่าแต่ก่อนมาก ”
เฟยฉี : “ นั่นสิ แต่ว่านะ ยาพิษนี่มันหว้านหวานเนอะ ”
สององครักษ์พูดคุยกันอย่างเบิกบาน ทว่ายังมีหม่าเสียนเย่อีกคนที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์และมีแววตาไม่พอใจเป็อย่างมากทำให้หลินเพ่ยหนิงต้องเดินหลบออกไปอย่างเอียงอายและวางตัวไม่ถูก ท่ามกลางสายตาของสองพี่น้องฉีิที่ออกจะขัดหูขัดตากับบุคคลที่สาม
เฟยฉี : “ อาิอาหารมื้อเช้าของเ้าเมืองน้อยมีปลารึเปล่า ข้าว่าข้าเห็นก้างนะ ”
เมื่อนางเดินพ้นสายตา หม่าเสียนเย่จึงรีบเอ่ยวาจาตักเตือนเ้าเมืองน้อยเฉินที่ยังส่งสายตามองตามหลินเพ่ยหนิง
หม่าเสียนเย่ : “ เ้าเมืองน้อยเฉิน องค์หญิงเป็คนสุภาพอ่อนโยนถึงนางจะไม่พูด แต่ท่านก็ควรให้เกียรตินางมากกว่านี้หน่อยหรือไม่ ”
เฉินเสวี่ยหยางหยุดฟังเพียงครู่ แล้วเขาก็เดินผ่านหน้าคุณชายหม่าไปอย่างเมินเฉยเหมือนกับว่าเสียงที่เปล่งออกมาเป็เพียงเสียงนกเสียงกาไม่มีผิดจึงกลายหม่าเสียนเย่ที่ต้องหงุดหงิดกับคำพูดของตนแทนที่จะเป็ฝ่ายตรงข้าม
หม่าเสียนเย่ : “ นี่ท่าน! ”
..ตึก ๆ ๆ ปึ้ก!.. ทางด้านหลินเพ่ยหนิงซึ่งเดินเข้ามาหลบในเรือนพักนางปิดประตูและหันหลังพิงประตูบานนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวพลางใช้นิ้วมือััที่ริมฝีปากของตนพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่่ที่เขาก้มลงมาแย่งขนมจากปากของนางจนริมฝีปากคนสองคนัักัน ทำให้นางเขินอายจนทำตัวไม่ถูก..“ แววตาเขา ยิ่งมองก็ยิ่งคล้ายเด็กชายเสี่ยวไป๋คนนั้นแต่จะเป็ไปได้อย่างไร เยียนเป่ยห่างไกลจากที่นี่ถึงเพียงนั้น ”.. นางยืนนึกถึงเด็กชายในความทรงจำและรำพึงรำพันกับตนเอง แม้ว่าเขาจะละม้ายคล้ายเด็กชายคนนั้นแต่ก็มีสิ่งที่ขัดแย้งกันจนแทบเป็ไปไม่ได้ และอีกฝั่งของประตูก็มีบุคคลผู้เป็ต้นเหตุเดินผ่านมาพอดีเขาหันไปมองประตูเรือนยลเหมันต์พร้อมกับยิ้มกริ่มด้วยรู้อยู่ในใจว่าหลินเพ่ยหนิงยืนอยู่หลังประตูบานนั้นและเขาก็เหลือบไปเห็นกุญแจที่ตกอยู่ข้างทางจึงนึกขึ้นได้ว่าก่อนที่เขาจะมาถึงจวนแห่งนี้หลินเพ่ยหนิงกับสาวรับใช้ถูกใครบางคนขังไว้ในเรือน ..“ ดูแล้วไม่ใช่ของเก่าทั้งยังมีร่องรอยเสียหายจากพลังลมปราณ ”..เขาคิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่เป็ไปได้จากสภาพความเสียหายของกุญแจตัวนั้น เป็เวลาเดียวกับที่เฟยิและเฟยฉีเดินเข้ามาหาผู้เป็นายพร้อมกับเอ่ยถาม
เฟยิ : “ มีอะไรหรือขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เปล่า ได้ข่าวสองคนนั้นหรือยัง? ”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อย ยังเลยขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางถามถึงข่าวคราวของหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงและหลังจากนั้น เขาก็สังเกตเห็นนกอินทรีตัวหนึ่งบินโฉบไปมาอยู่เหนือจวนแห่งนั้นเขาจึงเดินจากไปโดยแสร้งทำเป็ไม่รู้ว่ามีคนแอบยืนมองเขาอยู่ด้านหลังเมื่อเขาจากไปไม่นาน คนผู้นั้นก็เดินเข้ามาเก็บกุญแจนั่นไป ท่ามกลางการแอบเฝ้าสังเกตการณ์ของเฟยิ
เยียนเป่ย
ภายในเรือนหวนคะนึงแห่งจวนเ้าเมืองเฉิน เฉินลี่ถิงนั่งเล่นหมากกระดานเพรยงลำพังโดยมีหวังต้าเจิ้งยืนอยู่ไม่ห่างนัก ขณะที่เ้าเมืองเฉินยืนถือกระดาษจดหมายบัตรชายเขียนส่งมาถึงเขา
เฉินลี่ถิง : “ พี่ใหญ่ เขาว่าอย่างไรบ้าง? ”
เฉินลู่ : “ หยางเอ๋อบอกว่าเขาเดินทางถึงหนานจิ้งแล้ว ตอนนี้คงเข้าพบเ้าเมืองหลินเรียบร้อยแล้วล่ะ เขายังบอกอีกว่าบุตรชายผู้นำซ่งน่าจะเป็ผู้อยู่เื้ัเหตุการณ์นั้นโดยมีคนในจวนเ้าเมืองคอยบงการอยู่เขากำลังสืบหาตัวคนคนนั้นอย่างลับ ๆ ข้าคิดว่าเขาคงมีคำตอบในใจอยู่แล้วเพียงแต่อยากหาหลักฐานมัดตัวให้ดิ้นไม่หลุดเท่านั้น ”
เฉินลี่ถิง : “ คิดจะตีงูต้องตีให้ตาย เรียกว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้หลายคนถึงกับนั่งไม่ติดกันเลยทีเดียว”
หวังต้าเจิ้ง : “ นายท่าน นี่จะเสี่ยงเกินไปหรือไม่ขอรับ เื่นี้เป็เื่ใหญ่ที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายข้าเกรงว่า.. ”
เฉินลู่ : “ ผู้ไม่เคยเล่นหมากย่อมไม่รู้ว่าหมากนั้นเดินอย่างไรสำหรับเขา ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องผ่านมันไปได้แน่ แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ได้เตรียมกำลังอีกส่วนหนึ่ง ตามไปสมทบกับเขาในอีกไม่ช้าที่น่าเป็ห่วงตอนนี้คงจะเป็จิ้งเอินกับฉงฉง หยางเอ๋อบอกว่าพวกเขาพลัดหลงกันระหว่างเดินทางเข้าหนานจิ้งถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข่าว ”
หวังต้าเจิ้ง : “ ถ้าอย่างนั้นเราควรแจ้งไปยังจวนแม่ทัพอู๋กับผู้นำหวงหรือไม่ขอรับ? ”
เฉินลู่ : “ ยังก่อน ”
เฉินลี่ถิง : “ อยู่ต้องเห็นตัวตายต้องเห็นศพ การที่พวกเขาหายไปเช่นนี้มีโอกาสมากที่จะยังมีชีวิตอยู่เพียงแต่อยู่ในสถานการณ์ยุ่งยากและยังหาทางติดต่อเ้าเมืองน้อยไม่ได้เท่านั้น ”
เฉินลู่ : “ ถูกต้อง รออีกสักหน่อย ไม่นานจิ้งเอินต้องหาทางส่งข่าวได้แน่”
หนานจิ้ง
เฉินเสวี่ยหยางกลับมาที่เรือนรับรองและเป่ามือเป็สัญญาณเสียงเรียกนกอินทรีที่กำลังโบยบินอยู่เหนือน่านฟ้า..วี้ด!.. ครู่เดียว อินทรีตัวนั้นก็บินลงมาเกาะที่ขอบหน้าต่าง
เฟยฉี : “ อินทรีตัวนี้นี่มัน.. หรือว่าจะเป็สารจากคุณชายหวง”
เฟยิ : “ น่าจะใช่ ก่อนหน้านั้นเ้าเมืองน้อยเคยสอนวิธีนี้ให้กับคุณชายหวงไม่คิดว่าเขาจะได้ใช้จริง ”
เมื่อเฉินเสวี่ยหยางคลี่จดหมายออกมาก็พบว่าด้านในมีหมากกระดานสีขาวตัวหนึ่งถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษแผ่นเล็กทั้งยังมีข้อความระบุอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นเป็ข้อความสั้น ๆ ว่า “หัว” เพียงเท่านั้นเขาก็รู้ความหมายของมันและมีแววตาโล่งใจปรากฏขึ้น
เฟยิ : “ คุณชายหวงว่าอย่างไรบ้างขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เขาปลอดภัยดีอยู่ในที่แห่งหนึ่งน่าจะเป็หมู่บ้านหัว ”
เฟยฉี : “ แต่จากที่เราส่งคนไปแทรกซึมทั่วทุกที่ในเมืองนี้ไม่มีที่ไหนที่ชื่อว่าหัวเลยนะขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เพราะมันไม่ได้อยู่ในหนานจิ้ง แต่เป็ที่แห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปไกลจากที่นี่มากทีเดียว ”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อย เอาอย่างไรดีขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ พักเื่นี้ไว้ก่อน จิ้งเอินเป็คนฉลาด เขาต้องพลิกสถานการณ์ได้แน่”
เฟยิ : “ มีอีกเื่นึงขอรับ เมื่อครู่คนของเรารายงานมาว่าคนที่ใช่ลูกดอกวันนั้นน่าจะเป็ปีศาจดำขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หนึ่งในมือสังหารฝีมือฉกาจแห่งแดนใต้ ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฟยฉี : “ คนคนนี้ ได้ข่าวว่าตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ”
เฟยิ : “ ไม่เพียงยังไม่ตาย แต่ยังมีเื่ที่แปลกกว่านั้นปีศาจดำเป็มือสังหารฝีมือดีที่ครั้งนึงเคยประมือกับจอมยุทธไป๋จนได้รับาเ็ และเขาก็หายตัวไปจนหลายคนคิดว่าเขาตายไปแล้วส่วนเื่ที่แปลกก็คือ คนในวงการต่างรู้ว่าคนคนนี้ไม่ชอบข้องเกี่ยวกับผู้มีอำนาจ และไม่เคยฆ่าผู้บริสุทธิ์ส่วนพิษที่ใช้ก็ไม่ได้ร้ายแรงเช่นนี้ ”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ หรือว่านี่จะไม่ใช่ฝีมือของปีศาจดำขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ แค่สวมชุดดำและใช้ลูกดอก ไม่ว่าใครก็เป็ปีศาจดำได้ทั้งนั้นดูแล้วงานเลี้ยงคืนนี้จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นอีกแน่ อาิ ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ส่งคนจับตาดูสาวใช้คนนั้นไว้ ส่วนอาฉีเฝ้าสังเกตคนภายนอกที่เข้ามาในงาน ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
และแล้วค่ำคืนอันครึกครื้นก็มาถึง ภายในจวนเ้าเมืองหลินไม่เงียบเหงาดั่งทุกครั้งบรรดาคนสำคัญต่างมารวมตัวกันในบรรยากาศงานเลี้ยงที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ประตูเรือนหน้าอันโอ่อ่าถูกเปิดทั้งด้านหน้าและด้านข้างเพื่อให้คนที่นั่งอยู่ด้านในมองมายังลานได้ทั่วถึงบริเวณลานกว้างมีนักดนตรีบรรเลงบทเพลงอย่างไพเราะ ทั้งการแสดงกายกรรมและนางรำสาวงามนับสิบคนเต้นรำด้วยท่วงท่างดงามอ่อนช้อยท่ามกลางสายตาของคนสำคัญที่นั่งเรียงกันอยู่บนโต๊ะพลางมองมายังลานด้านนอกเพื่อชมการแสดงอันน่าวิจิตรเฉินเสวี่ยหยางนั่งอยู่ในงานด้วยบุคลิกสง่าดูโดดเด่นกว่าบุรุษทุกผู้ขณะที่หลินเพ่ยหนิงซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งยังคงอายกับเหตุการณ์เมื่อกลางวันจนไม่กล้าเงยหน้าสบตาเขาแบบตรงๆ ไม่นานก็มีบุรุษท่าทางอวดเบ่งและสตรีผู้เย่อหยิ่งซึ่งก็คือซ่งจื่อรุ่ยและซ่งเจียอีเดินเข้ามาบริเวณงานเลี้ยงพวกเขาดูไม่เป็ที่ยอมรับในสายตาของคนที่นี่เท่าใดนัก จนซ่งเผิงจิ่นผู้เป็บิดาต้องเอ่ยถาม
ซ่งเผิงจิ่น : “ นี่พวกเ้ามาทำอะไรกันที่นี่กลับบ้านไปเดี๋ยวนี้ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ งานใหญ่โตอย่างนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไร ”
ซ่งเจียอี : “ โธ่.. ท่านพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าคนภายนอกล้วนอยากเห็นว่าที่เขยท่านเ้าเมืองกันทั้งนั้นผิดด้วยหรือที่ข้าก็อยากเห็น ได้ข่าวว่าเขามีดวงตาสีประหลาดอีกทั้งหน้าตายังอัปลักษณ์ข้าเลยอยากมาดูให้แน่ใจว่าว่าที่สวามีของนางจะอัปลักษณ์สักแค่ไหน ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ เฮ่ย.. พวกเ้านี่มัน.. ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ข้ามีธุระ ไปก่อนนะท่านพ่อ ”
ซ่งเจียอี : “ ข้าด้วย ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ นี่พวกเ้า ให้มันได้อย่างนี้ซี้.. ”
ซ่งเผิงจิ่นได้แต่มองบุตรของตนกับพฤติกรรมอันน่าปวดหัวอย่างหมดทางแก้เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในงาน ซ่งจื่อรุ่ยก็ทำเนียนและเดินแยกออกไปอีกทาง เหลือเพียงซ่งเจียอีที่เดินตรงไปยังเรือนหน้าด้วยท่าทางสอดรู้สอดเห็นแล้วนางก็สังเกตเห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งเด่นสง่าอยู่เบื้องหน้าซึ่งเขาก็คือเฉินเสวี่ยหยาง..“ อ๊ะ!คนนั้นใครน่ะ นี่แค่มองด้านข้างยังรูปงามขนาดนี้ อย่างกับหลุดออกมาจากภาพวาดยังไงอย่างงั้นช่างหล่อเหลายิ่งนัก หากข้าได้มาเป็เขยสกุลซ่ง หลินเพ่ยหนิงก็หลินเพ่ยหนิงเถอะ ”.. นางยืนเพ้ออยู่ลำพังที่ข้างประตูเรือนจนมีเสียงของหม่าซูซินซึ่งเดินมากับเหลียงเสี่ยวเหยาได้เอ่ยทักนางขึ้นมาจึงทำให้นางสะดุ้งจากอาการเพ้อ
หม่าซูซิน : “ นี่ซ่งเจียอี เ้ามายืนทำอะไรที่นี่หาจิ้งจกกินอยู่เหรอ? ”
ซ่งเจียอี : “ เ้าสิกิน ข้าก็มา.. ”
หม่าซูซิน : “ มา.. มาทำอะไร แล้วนี่ใครเชิญเ้าไม่ทราบงานนี้มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่คนสำคัญที่เกี่ยวข้อง เ้า.. เกี่ยวอะไรด้วย? ”
ซ่งเจียอี : “ นั่นมันเื่ของข้า ”
หม่าซูซิน : “ ไม่บอกข้าก็รู้ว่าเ้ามาทำอะไร คงไม่พ้นนิสัยอยากรู้อยากเห็นอีกตามเคยละสิ”
ซ่งเจียอี : “ นี่เ้า! ”
หม่าซูซิน : “ ทำไม หรือว่าไม่จริง ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ นี่พวกเ้าอย่าทะเลาะกันเลยนะ ”
ทั้งสองคนยืนเถียงกันไปมาเยี่ยงคนที่ไม่ลงรอยกันมาั้แ่เด็กทำให้เหลียงเสี่ยวเหยาต้องเอ่ยปากห้ามปรามเพราะเห็นท่าทีไม่ยอมกันของคนทั้งคู่
ซ่งเจียอี : “ แล้วกาฝากอย่างเ้าเกี่ยวอะไรด้วย ”
หม่าซูซิน : “ ซ่งเจียอี มันจะมากไปแล้วนะ ”
ถ้อยคำที่ซ่งเจียอีหลุดปากเหน็บแนมเหลียงเสี่ยวเหยาทำให้นางมีสีหน้าห่อเหี่ยวในทันทีจนสหายอย่างหม่าซูซินถึงกับมีโทสะเพราะคำคำนี้รุนแรงเกินไปสำหรับบุตรบุญธรรมอย่างเหลียงเสี่ยวเหยาจนกระทั่ง
หลินจื่อหราน : “กาฝากแล้วอย่างไร?! ”
หม่าซูซิน : “ คารวะองค์ชายใหญ่ ”
หลินจื่อหรานผ่านมาได้ยินประโยคนั้นเข้าและรู้สึกไม่พอใจอย่างมากเขาจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้ามาแทรก เมื่อหม่าซูซินและเหลียงเสี่ยวเหยาได้ยินเสียงของหลินจื่อหรานจากด้านหลังทั้งสองจึงหันไปคารวะองค์ชายผู้สูงศักดิ์ รวมถึงซ่งเจียอีที่ทำการคารวะด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปพลางก้มหน้าหลบสายตาขององค์ชายใหญ่
หลินจื่อหราน : “ กาฝาก หากนำใบมาตากให้แห้งต้มดื่มแต่น้ำจะช่วยรักษาอาการไอได้เป็อย่างดี ต่างจากพวกที่ลอยไปลอยมาเพื่อหายใจทิ้งไปวัน ๆ อย่างไร้ประโยชน์ข้าว่ากาฝากยังมีค่ามากกว่าคนพวกนี้เสียอีก ”
ซ่งเจียอี : “ องค์ชายใหญ่ เอ่อ.. พวกเ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ”
เพียงได้ฟังวาจากระทบกระเทียบ นางก็หน้าชาเหมือนถูกตบไปหลายฉาด แน่นอนว่าคุณหนูอย่างนางไม่กล้าต่อปากกับบุตรชายท่านเ้าเมืองนางจึงหันมาเอ่ยคำทิ้งท้ายกับหม่าซูซินและเหลียงเสี่ยวเหยาก่อนจะเดินสะบัดหน้าพรืดออกไปอย่างเสียหน้าขณะที่เหลียงเสี่ยวเหยามองดูองค์ชายด้วยแววตาที่ปลื้มปริ่ม
หม่าซูซิน : “ ข้าล่ะหมั่นไส้นัก ขอบคุณองค์ชายใหญ่ที่เข้ามาช่วยเสี่ยวเหยานางหัวอ่อน มีหรือจะสู้คนอย่างนาง ขืนทนฟังอีกนิดข้าคงเหลืออดแน่ ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ขอบคุณองค์ชายที่ช่วยเ้าค่ะ ”
หลินจื่อหราน : “ แค่เื่เล็กน้อยพวกเ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก วันนี้เป็วันสำคัญของเพ่ยหนิงข้าไม่อยากให้มีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น ”
สิ่งที่เขาพูดดูมีเหตุผลแต่เหลียงเสี่ยวเหยาก็ยังคงอมยิ้มอย่างมีความสุข นางดีใจที่เขาเข้ามาปกป้องนางแม้นว่ามันจะด้วยเหตุผลใดก็ตามและในมุมอับที่ลับตาผู้คน มีชายหญิงคู่หนึ่งแอบพบกันอย่างลับ ๆโดยฝ่ายชายได้ยื่นห่อยาให้กับสตรีนางหนึ่ง ทั้งยังกำชับกับนางอีกว่า
ชายลึกลับ : “ อย่าให้พลาดล่ะ ถ้าทำสำเร็จ เราจะได้อยู่พร้อมหน้ากันข้าสัญญา ”
พูดจบ ชายคนนั้นก็เดินออกมาและเหลียวซ้ายมองขวาดูท่าทางมีพิรุธทำให้เฟยิที่แอบยืนอยู่อีกฝั่งได้เห็นใบหน้าของชายคนนั้น เขาก็คือซ่งจื่อรุ่ยและแน่นอนว่าเฟยิรู้ตัวตนของสตรีนางนั้นเช่นกันนางยืนถือห่อยาห่อเล็กด้วยอาการมือไม้สั่นเพราะรู้ว่าสิ่งที่นางต้องทำนั้นเสี่ยงแค่ไหน
ติดตามตอนต่อไป