หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะคิกคักมองใบหน้าแดงก่ำของชายหนุ่มบนตัวของนาง
เมื่อโดนหยอกล้อจ้าวห่าวหลินรู้สึกสิ้นท่าซุกหน้าลงบนคอหอมกรุ่นของหญิงสาวกลิ่นตัวอันเป็นเอกลักษณ์โชยกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ออกมาทำให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งเขาซุกตัวลงไปสูดดมเนิ่นนาน
หลี่เจี่ยหลิงทุบหลังของเขาเตือนสติ“ลุกขึ้น เรายังคุยไม่จบ”
จ้าวห่าวหลินรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองร้อนผ่าวและไม่อยากผละจากกลิ่นหอมตรงหน้าเขาพรมจูบซอกคอของหญิงสาวอย่างหลงใหลจนกระทั่งโดนดันตัวออกมาจึงได้รู้สึกตัวอีกครั้ง
“บอกข้ามาต่อไปเจ้าคิดทำสิ่งใด?”
“ข้าจะทำสิ่งใดได้หากเจ้ารักษาข้าไม่หาย เจ้าไร้ทายาท ส่วนข้าก็ตายตอนนี้มีเพียงทางเดียวไม่ใช่หรือ?”
หลี่เจี่ยหลิงมองท่าทางพูดอย่างไม่ยี่หระต่อความตายของเขาแล้วก็รู้สึกปวดใจรั้งคอชายหนุ่มลงมาทาบทับร่างของนาง กอดรัดแน่นกระซิบข้างหู “เจ้าเป็นของข้าแล้วไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็จะไม่ตาย”
เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งใช้สองแขนช้อนตัวกอดรัดตอบกลับหญิงสาวเช่นกัน
“สามีเชื่อเจ้า”
“ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเชื่อข้า”
ทั้งสองกอดรัดแน่นกันอยู่เนิ่นนานก่อนจะเป็นหลี่เจี่ยหลิงที่ผลักชายหนุ่มออกไปอาบน้ำล้างตัวเข้านอน
คืนนี้ก็เหมือนดังเช่นทุกคืนพวกเขายังคงนอนร่วมเรียงเคียงหมอนกันโดยไม่มีกิจกรรมอื่นใดยามค่ำคืนที่ต่างออกไปจากเดิมคงเป็นพวกเขารู้สึกสนิทใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นอาจเป็นเพราะหญิงสาวรู้สึกได้ว่าตอนนี้ชายหนุ่มเปิดใจให้นางมากกว่าเมื่อก่อนนางจึงนอนกอดซุกในอ้อมอกของเขาจนผล็อยหลับ
จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มในความมืดโอบกอดหญิงสาวในอ้อมแขนแน่น
ไม่ว่าต่อไปจะเป็นเช่นนั้นอนาคตล้วนไม่อาจทำนายได้ แต่หญิงสาวในอ้อมแขนของเขาคือภรรยาที่เขาจะต้องดูแลและปกป้อง ... แต่เมื่อนึกถึงสภาพของตัวเองและนางตอนนี้
....เหมือนจะเป็นนางเสียมากกว่าที่คอยดูแลปกป้องเขา
เฮ้อ!มีภรรยาที่เก่งเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสียแล้วตัวเขาที่เป็นสามีขี้โรคอ่อนแอไหนเลยจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือ
หนทางข้างหน้ายาวไกลแต่เขาก็ดีใจที่ตัวเองมีอนาคตร่วมกันกับนาง
ฮองเฮา....ข้าจะไม่ตาย!
ยามเหม่าหลี่เจี่ยหลิงก็ลุกขึ้นตามปกติออกไปออกกระบวนท่าที่ลานหน้าบ้านตามปกติที่ต่างจากเดิมคือมีอี้โยวตั้งก๊งเหล้าอยู่ที่แคร่หน้าบ้านคอยดูกระบวนท่าของนาง
ชุนเชียงทำความสะอาดบ้านดูแลผักและสมุนไพรหลังบ้าน นำสมุนไพรส่วนหนึ่งออกมาตากแดดผึ่งลมที่ชายคานอกเรือนพอเงยหน้ามองท้องฟ้าก็รู้สึกว่าใกล้จะถึงเวลาที่ท่านเขยตื่นนอนนางก็เตรียมต้มน้ำเอาไว้ให้ท่านเขยล้างหน้า และเริ่มต้มโจ๊กต้มไข่ไปด้วยเลยทีเดียว
จ้าวห่าวหลินลุกขึ้นจากที่นอนก็จัดเก็บที่นอนออกไปทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เข้าครัว
อี้โยวเดินตัวปลิวเข้ามาในห้องครัวมองจ้าวห่าวหลินกำลังเตรียมทำอาหารด้วยความสนใจ
“ข้าไม่รู้มาก่อนว่าเจ้าทำอาหารเป็น”
“อาหารเมื่อวานที่ข้าทำอุดปากเจ้าไม่ได้หรือไง?”
อี้โยวมองท่าทางที่ดูชำนาญของจ้าวห่าวหลินอย่างสนใจเด็กคนนี้ตั้งแต่เขารู้จักทั้งเรื่องมากและเอาแต่ใจไม่เคยหยิบจับทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ต้องพูดถึงทำอาหารแค่งานของบุรุษก็ยังคร้านจะทำ
เมื่อก่อนตอนอยู่ที่สำนักเต๋าอาหารทุกอย่างในสำนักล้วนแต่มาจากฝีมือของอี้เฟยเยี่ยน ที่เป็นผู้หญิงคนเดียวของสำนักตลอด
และเขาไม่เคยเห็นว่าเจ้าหมอนี้จะเฉียดเข้าใกล้ห้องครัวแม้แต่ครั้งเดียว
หากไม่ใช่เพราะกลิ่นอายตัวตนและลักษณะที่คุ้นตาท่าทางเหมือนเดิมของคนตรงหน้า เขาคงคิดว่าตัวเองมาหาผิดคนเป็นแน่
...ดูท่าการมีเมียจะทำให้คนเราเปลี่ยนไปไม่น้อย
กับข้าวที่กินกับโจ๊กวันนี้เขาทำเป็นสามสหายมังสวิรัติเป็นอาหารมังสวิรัติประเภทผัด โดยใช้วัตถุดิบผัดสามอย่าง ผักกวางตุ้ง เห็ดหอมและกระหล่ำปลีผัด
และทำแป้งย่างใส่ไข่อีกอย่างเพื่อเก็บไว้เป็นเสบียงสำหรับกินเป็นมื้อเที่ยงของสองสาว
เมื่ออาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วจ้าวห่าวหลินก็ให้ชุนเชียงมาช่วยยกออกไปวางบนโต๊ะในห้องโถงกลางรอทุกคนพร้อมค่อยกินมื้อเช้าด้วยกัน
หลี่เจี่ยหลิงออกกระบวนท่าเสร็จแล้วก็เข้าห้องไปเช็ดเนื้อตัวเปลี่ยนชุดออกมาเห็นอี้โยวนั่งหน้าสลอนรออยู่ที่โต๊ะแปดเซียนแล้ว นางก็เดินเข้าไปนั่งด้วยเช่นกัน
“เจ้าพาคนมาเท่าไร?”หลี่เจี่ยหลิงไม่มีทางคิดหรอกว่าระดับรุ่ยอ๋องจะมีองครักษ์ติดตามเพียงแค่คนเดียว
“องครักษ์ประจำตัวห่าวหลินมีด้วยกันห้าคนรวมข้าด้วยก็หกคน ตอนนี้คนที่อยู่ข้างกายห่าวหลินมีเพียงข้ากับลิ่วเย่สองคนอีกสี่คนข้ากระจายออกไป”
หลี่เจี่ยหลิงขมวดคิ้ว“แค่หกคน?”
ชุนเชียงไม่เข้าใจมองซ้ายทีขวาที “หลิงเอ๋อร์ หกคนก็เยอะแล้วนะ”
หลี่เจี่ยหลิงถอนหายใจ“จ้าวห่าวหลินคือรุ่ยอ๋อง การที่รุ่ยอ๋องเสด็จออกข้างนอกแต่มีผู้ติดตามแค่หกคนเจ้าไม่คิดว่าแปลกหรอกหรือ?”
“รุ่ยอ๋อง”ชุนเชียงแทบจะตะโกนออกมาด้วยความตกใจ มองท่านเขยที่กำลังยกหม้อโจ๊กเข้ามา...มันขัดแย้งเกินไปหรือไม่?
นางจำได้ดีว่ายามไปยังแคว้นต่างๆ กับท่านอาจารย์ มีหลายครั้งที่พวกนางได้เข้าไปยุ่งวุ่นวายและรู้จักกับคนใหญ่คนโตนางจำได้ดีว่าคุณชายคนหนึ่งในตระกูลร่ำรวยมีคนใช้ติดตามสองคนและมีผู้คุ้มกันอีกหกคนเดินกร่างติดตามยามออกไปไหนและภายในเรือนมีสาวใช้บ่าวรับใช้มากมายจนแทบจะเดินหัวชนกัน
มองท่านเขยของนางผู้นี้สิ....ไม่เห็นเหมือนคุณชายพวกนั้น
นางกะพริบตาโง่งมก่อนจะหัวเราะ“หยอกเย้าข้าแล้ว หลิงเอ๋อร์ข้าหาใช่คนโง่อย่างที่เจ้าบอกเสียหน่อยท่านเขยของข้าสง่างามและมีประโยชน์กว่าพวกคุณชายพวกนั้นตั้งเยอะ ทั้งซ่อมบ้านทำงานเรือน ซักผ้า หุงข้าว ล้างจาน ล้วนทำเป็นหมดจะไปเหมือนพวกคุณชายเหล่านั้นได้อย่างไร?”
อี้โยวขมวดคิ้ว“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าน้องชายข้าจะเก่งกาจเพียงนี้”
หลี่เจี่ยหลิงมองอี้โยวอย่างสับสน“เมื่อก่อนเขาไม่ใช่อย่างนี้หรอกหรือ?”
“แน่นอน...”
จ้าวห่าวหลินไม่รอให้อี้โยวเอ่ยถึงเขาเมื่อก่อนแต่รีบแทรกขึ้นมาทันที“เมื่อก่อนมีบ่าวรับใช้มากมาย ข้าจะต้องทำเพื่อเหตุใดกันและหากไม่ใช่เพราะใครบางคนโง่จนมาถึงช้า ข้าจะต้องหัดทำเรื่องพวกนี้เพื่อสิ่งใด”
“โชคดีที่ข้ามีพรสวรรค์”ไม่วายชมตัวเองเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงตักโจ๊กใส่ชามแจกจ่ายให้กับทุกคน“กินกันได้แล้ว”
ชุนเชียงรู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผลนางพยักหน้า “ท่านเขยข้าช่างเก่งกาจยิ่ง เพียงแค่หยิบจับก็ชำนาญไปเสียทุกสิ่งดูอาหารเหล่านี้สิ อร่อยเสียยิ่งกว่าข้าที่ทำอาหารตั้งแต่เด็กเสียอีก”
จ้าวห่าวหลินเห็นว่าเรื่องนี้พ้นตัวแล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องไปหาหลี่เจี่ยหลิงทันที“เจ้าถามเรื่องคนของข้าทำไมหรือ?”
“ตอนนี้สมุนไพรที่ใช้ในการถอนพิษยังเหลืออีกสิบกว่าชนิดที่ต้องค้นหาในเมื่อคนของเจ้ามาถึงแล้ว ข้าต้องการให้เขาไปค้นหาและนำสมุนไพรกลับมาให้ข้า ระหว่างนี้ข้าจะได้ปรุงสมุนไพรเตรียมพร้อมรอไว้ก่อนพอสมุนไพรครบแล้ว เราค่อยเดินทางไปยังเทือกเขาลั่วซานกัน”
“เทือกเขาลั่วซาน?”อี้โยวขมวดคิ้ว “ไปทำไม?”
เทือกเขาลั่วซานเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างเป่ยเฉิงและแคว้นทางเหนือด้านหลังเทือกเขาเป็นแคว้นหลางที่เป็นคู่อริของเป่ยเฉิงมาเนิ่นนาน
เทือกเขาลั่วซานเป็นเทือกใหญ่เป็นแนวล้อมตอนเหนือของเป่ยเฉิงราวกับกำแพงธรรมชาติที่คอยป้องกันการรุกรานของแคว้นทางเหนือนอกจากสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยให้เดินทางข้ามผ่านแล้วเทือกเขาลั่วซานนั้นยังเต็มไปด้วยค่ายกลธรรมชาติมากมาย ทั้งหมอกทั้งบึงพิษสัตว์ป่าดุร้าย และยังมีเหวผาสูงหลายจุด หากพลาดเพียงเล็กน้อยก็ถึงแก่ความตายได้
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เทือกเขาลั่วซานขึ้นชื่อเรื่องความอันตรายอีกอย่างก็คือพืชพิษและสัตว์มีพิษที่อาศัยอยู่ที่นั่นค่อนข้างชุกชุมทีเดียว
เขาครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยต่อ“เทือกเขาลั่วซานอันตรายเกินไป ร่างกายของห่าวหลินไม่เหมาะกับการเขาไปที่นั่นเจ้าต้องการสมุนไพรใดบอกข้ามาก็พอ ข้าจะเข้าไปเอามาให้เจ้าที่นี่”
หลี่เจี่ยหลิงตักโจ๊กเข้าปากระหว่างที่จ้าวห่าวหลินกำลังแกะเปลือกไข่ต้มให้นางอย่างเอาใจ
คิ้วอี้โยวกระตุก...ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กนี้ช่วยรักษามาดรุ่ยอ๋องบ้างได้หรือไม่
“ส่วนผสมหลักของยาถอนพิษครั้งนี้คือดอกเกล็ดหิมะที่อยู่ในเทือกเขาลั่วซานดอกเกล็ดหิมะจะต้องเป็นผู้ชำนาญการถึงจะถอนออกมาได้หากผิดพลาดเล็กน้อยคุณสมบัติทางยาของมันจะหายไป อีกทั้งแม้จะเป็นข้าก็ตามเมื่อถอนออกมาแล้วจะต้องปรุงยาและให้คนไข้ดื่มภายในหนึ่งชั่วยามไม่เช่นนั้นคุณสมบัติยาก็จะหายไปเช่นกัน”
อี้โยวขมวดคิ้วรู้สึกยุ่งยากใจ“แล้วสมุนไพรอีกสิบกว่าชนิดที่เหลือคือ?”
“สมุนไพรทั้งหมดเหลืออีกสิบสี่ชนิดสิบสามชนิดหายากแต่ไม่ได้ยุ่งยากนัก แต่มีเพียงหญ้าเหล่ากู่ที่เป็นตัวยาสำคัญที่หายากข้าเองก็ไม่มีเบาะแสของหญ้าชนิดนี้แม้แต่น้อยในเมื่อเจ้ามาถึงแล้วก็ให้เป็นหน้าที่เจ้าตามหาก็แล้วกัน”
ชุนเชียงดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อยื่นส่งให้บนกระดาษมีรายชื่อสมุนไพรเกือบร้อยกว่าชื่อเขียนไว้และมีหลายชื่อที่ถูกกาทิ้งและมองเห็นได้ชัดเจนเพียงแค่สิบกว่ารายการดูเหมือนนี่คือสมุนไพรที่ต้องการ
อี้โยวเก็บกระดาษเข้าไปในอกเสื้อตัวเอง
“เจ้าคงรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเวลาของ....ต้องเร่งมือ” หลี่เจี่ยหลิงมองอี้โยวอย่างจริงจังเมื่อเป็นเรื่องของชีวิตของจ้าวห่าวหลินท่าทางเกียจคร้านและเอาแน่เอานอนของชายหนุ่มก็ถูกสลัดทิ้งไป“น้องสะใภ้ไม่ต้องกังวล ข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร”
“ดีเช่นนั้นฝากเจ้าแล้ว”
หลี่เจี่ยหลิงไม่คิดจะซักไซ้เรื่องนี้ให้มากความอีกฝ่ายเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเต๋าและยังเป็นปีศาจขี้เมาผู้เลื่องชื่อในยุทธภพอีกทั้งด้วยอำนาจของรุ่ยอ๋องคงไม่ยากนักสำหรับการตามหาสมุนไพรเหล่านี้มาให้ครบ
หลังจากที่กินมื้อเช้ากันเรียบร้อยแล้วอี้โยวก็แยกออกไปสั่งการให้หลงลิ่วเย่คอยดูแลความปลอดภัยของจ้าวห่าวหลินไม่ห่างส่วนตัวเองก็แยกออกไปสั่งการออกสี่คนให้ไปออกค้นหาสมุนไพรตามรายชื่อที่หลี่เจี่ยหลิงระบุพร้อมกับส่งข่าวแจ้งเรื่องที่จ้าวห่าวหลินพบกับหมอปีศาจแล้วกำลังรวบรวมสมุนไพรถอนพิษอยู่ไปให้หลี่ฮ่านที่จวนโหว
หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้นการมีคนคอยช่วยทำให้ลดเวลาของนางได้มากทีเดียว
การจะดึงประโยชน์ของสมุนไพรได้มากที่สุดก็คือการปรุงสมุนไพรแต่คนที่รู้เรื่องนี้ในยุคสมัยนี้มีน้อยแทบนับนิ้วได้แต่สำรับในสำนักในยุทธภพเป็นเรื่องที่ศิษย์นอกร่ำเรียนกันตั้งแต่เริ่มเข้าสำนักทีเดียว
การปรุงสมุนไพรนั้นจะดึงสรรพคุณทางตัวยาของสมุนไพรออกมาได้มากขึ้นโดยผ่านกรรมวิธีที่แตกต่างกันไปเช่น นึ่ง ต้ม ผัด อบ ย่าง คั่ว หลอม กลั่น ลวกเพื่อใช้แปรรูปสมุนไพรขับเน้นสรรพคุณตัวยาและขจัดพิษและผลข้างเคียงออกไป
ตอนเด็กหลี่เจี่ยหลิงเติบโตมาในหุบเขาสมุไพรช่วงหนึ่งย่อมรู้กรรมวิธีในการปรุงสมุนไพรแต่ละชนิดแต่ละแบบเป็นอย่างดีเพียงแต่พอโตขึ้นนางก็ออกเดินทางท่องใต้หล้าไปกับอาจารย์ กระบวนการปรุงสมุนไพรค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาอาจารย์ของนางจึงไม่ค่อยเสียเวลาปรุงสมุนไพรแต่ให้ความสำคัญกับการเคี่ยวยาแทน
แต่เพราะตำรับยาพิษเหมันต์กัดกร่อนหทัยที่เป็นพิษในร่างของจ้าวห่าวหลินในมือนางไม่สมบูรณ์ตัวยาถอนพิษก็เป็นการคิดค้นขึ้นมาใหม่ไม่อาจรับประกันได้ว่าสามารถยื้อชีวิตของชายหนุ่มได้จริงหรือไม่
หากจะช่วยเปิดโอกาสสำเร็จได้มากขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยนางก็พร้อมจะยินดีเสียเวลาไม่ว่าสิ่งนั้นจะลำบากเพียงใดก็ตาม
...สามีข้ามีแค่ข้าที่พรากชีวิตไปได้ ต่อให้เป็นปรโลกข้าก็จะแหวกลงไปดึงตัวกลับมา
จ้าวห่าวหลินมองหลี่เจี่ยหลิงที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยเขาเม้มปากเล็กน้อย รู้สึกสับสนในใจเล็กน้อยเขาต้องการให้ยาถอนพิษสำเร็จแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากกดดันหญิงสาวมากเกินไป
“พี่ใหญ่”
เสียงเรียกดังมาจากด้านนอกรั้วหลี่เจี่ยหลิงเพียงเงยหน้าเล็กน้อย นางจำได้ดีว่าเป็นเสียงของเฉินเช่อหนึ่งในลูกน้องของสามี
“เจ้านัดกันไปโรงตีเหล็กอย่างนั้นหรือ?”
จ้าวห่าวหลินยิ้ม“ข้ามีนัดส่งสินค้าเข้าเมืองฉาง” เขาชี้ไปยังตำรามากมายบนเตียงเตา
หลี่เจี่ยหลิงถอนหายใจ“ข้ามีสมบัติมากมายเลี้ยงดูเจ้าได้ทั้งชีวิต เหตุใดจะต้องลำบาก”
เป็นอ๋องดีๆ ไม่ชอบอยากคัดตำราขาย ประสาท!
พอนึกไปถึงสิ่งของแปลกประหลาดของชายหนุ่มที่ใช้คัดตำรานางก็รู้สึกสนใจขึ้นมา “เจ้าต้องการขายเจ้าเครื่องเรียงพิมพ์นั่น”
จ้าวห่าวหลินยิ้มหวาน“ฮูหยินข้า เจ้าเฉลียวฉลาดนัก”
หลี่เจี่ยหลิงมองเขาเอาเถอะ... ตอนนี้คนของเขาก็มาถึงแล้ว อีกทั้งยังมีเจ้าพวกลูกสมุนอีกสี่คนติดตามไปก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
นางพยักหน้า“เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าต้องการเถอะ”
“ฮูหยินเจ้าตามใจข้าเกินไปแล้ว”
“จำไว้ให้ดีละหากเจ้าทำตัวดีข้าจะดูแลเคียงข้างเจ้าอย่างดี หากเจ้าคิดมีหญิงอื่นข้างกายข้าจะร้ายได้มากกว่าที่เจ้าคิด”
“แม้ว่าข้าอยากเห็นยามเจ้าร้ายข้าก็จะไม่ใช่วิธีการดึงหญิงอื่นมาข้างกายหรอก เพราะข้างกายข้ามีได้เพียงเจ้า”
“ดี!ข้ากายเจ้ามีได้แค่ข้า”
“พี่ใหญ่...”