ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุต่างตกตะลึงต้องการจะไปช่วยก็สายไปแล้ว ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเร็วมาก ยังไม่ทันจะโบยบินก็ร่วงหล่นเสียแล้ว
“ซังหยาง!” หลิงเซียวต้องการจะพุ่งเข้าไปแต่กลับถูกครูใหญ่ห้ามไว้
“ซังหยาง…”
มือของไท่อินกำลังสั่นและริมฝีปากก็สั่นเทาเช่นกันชายผู้นี้ที่ยืนบนยอดเขาอย่างภาคภูมิล้มลงด้วยความเจ็บปวดยิ่งกว่าใคร ๆ
“ทั้งที่นายเป็นคนพูดเองว่าอยากอยู่กับฉันในชาติหน้า...เพราะคำพูดประโยคเดียวนี้ของนาย ฉันถึงได้ละทิ้งชื่อเสียง ละทิ้งตำแหน่ง สูญเสียทุกคนเพื่อนายหรือแม้แต่ทรยศประเทศชาติด้วยซ้ำ แต่ว่านายกลับลืมทุกอย่างไปหมด...”
“ฉันเคยพูดอะไรแบบนั้นด้วยเหรอก็อาจจะใช่ แต่ฉันที่พูดแบบนั้นไม่ใช่ฉันในชาตินี้ แล้วทำไมฉันต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันไม่เคยพูดด้วยล่ะ”
ซังหยางหลับตาลง ทุกความทรงจำของเขาตั้งแต่ชีวิตแรกจนถึงปัจจุบันปรากฏขึ้นในหัวทีละเรื่อง
“ที่แท้นี่ก็คือความตายที่แท้จริง”เขามองย้อนไปในอดีตของตัวเองเหมือนชมภาพยนตร์ “อา ฉันนึกออกแล้ว พวกเราเคยรักกันมากเหลือเกิน”
เขาลืมตา “แต่แล้วยังไงล่ะ ในทุก ๆ ชีวิตฉันก็เคยรักคนตั้งหลายคนอย่างสุดหัวใจ เดิมทีพวกเรามีช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบแต่ในชีวิตนี้สิ่งที่นายนำมาให้ฉันมีเพียงความเจ็บปวด...”
เขายกมือขึ้น มองดูร่างกายตัวเองที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนและเริ่มโปร่งใส มีละอองแสงสีน้ำเงินงดงามบินอยู่รอบตัว มันคือจิตวิญญาณที่กระจัดกระจายของเขา
“วิญญาณของฉันกำลังจะแตกสลายแล้วนายไม่มีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ”
ไท่อินน้ำตาไหลอาบแก้ม
“...ชาตินี้นายชื่อว่าอวี้สือ”
“หึ ๆ” เขาหลับตาลงอย่างพึงพอใจ “ฉันชอบชื่อนี้”
เขาเอนหลังลงและสลายหายไปกลายเป็นความว่างเปล่าเศษวิญญาณล่องลอยอยู่ในอากาศและหมุนคว้างอย่างอ่อนแรง ในที่สุดมันก็ไม่สามารถรวมตัวกันได้ไท่อินพยายามที่จะคว้าชิ้นส่วนเหล่านั้นและรวบรวมพวกมันเข้าด้วยกัน แต่มันก็เป็นเพียงความปรารถนาลมๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
ชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่งราวกับสายฝนที่ตกลงมาในอากาศแต่ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไท่อินหยิบกริชของซังหยางขึ้นมาจากพื้นด้วยมืออันสั่นเทามือเขาแทบจะจับมันไว้ไม่อยู่ หัวหน้าบาทหลวงมอบกริชนี้ให้ซังหยางเพื่อป้องกันตัว ใครจะคิดว่าสุดท้ายมันจะกลายเป็นอาวุธที่จบชีวิตตัวเขาเองกองทหารชั้นยอดที่สุดในกองทัพล้อมไท่อินไว้เป็นชั้น ๆ เขายืนอยู่คนเดียวในวงล้อมคนมากมายแต่ราวกับอยู่เพียงลำพังในช่วงเวลานี้ตอนนี้เขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องอีกต่อไป ทั้งยังไม่ใช่อาชญากรที่กองทัพต้องการตัวแต่ทำอะไรไม่ได้อีกแล้วเขาเป็นเพียงผู้แพ้ที่สูญเสียความรักของตัวเองไปตลอดกาล หลิงเซียวจำไม่ได้ว่าคนผู้นี้ทำอะไรไว้กับเขาบ้างเขาแค่รู้สึกว่าคนแปลกหน้าคนนี้ดูน่าสงสารนิดหน่อยในตอนนี้
ฝูเหยายกมือขึ้นช้า ๆ “ฆ่าเขาซะ”
พอได้ยินคำสั่งนี้ รูปแบบกองทัพก็เปลี่ยนไปในทันทีคนที่เคลื่อนไหวเร็วรุดไปที่แถวหน้าสุดแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ไท่อินจะรอดตายจากการโอบล้อมเช่นนี้
ยานบินลำหนึ่งลอยลงมาจากท้องฟ้า มันพ่นกระแสอากาศขนาดใหญ่และขัดขวางผู้โจมตี
ประตูห้องโดยสารเปิดออก คนที่มีหน้าตาเหมือนระยะเยาว์วัยแต่มีดวงตาสีดำเหมือนผู้ใหญ่ปรากฏขึ้นข้างหลังไท่อินเขาเอื้อมมือออกไปหาท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องยนต์
“หนีเร็วเข้า!”
หลังจากฝูเหยาเห็นบุคคลนี้อย่างชัดเจนแล้วก็รู้สึกตกใจเมื่อเห็นว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตนล็อกเป้าหมายสำหรับการยิงแล้วก็รีบสั่งการทันที
“หยุดก่อน!”
แม้ว่าจะไม่เข้าใจเจตนาของฝูเหยาแต่พอทหารได้รับคำสั่ง พวกเขาทั้งหมดก็หยุดยิงทันที
เฟยจิ่ง?! ฝูเหยาตกตะลึง ทำไมจู่ ๆคนที่หายไปกว่าร้อยปีถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ ความประหลาดใจของหลิงเซียวนั้นก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าเขาเลยทำไมอิ๋งเฟิงถึงโผล่มาที่นี่ได้ทั้งยังต้องการจะช่วยไท่อินอีก
หลิงเซียวยังไม่ทันได้คิดมากเท่าไรคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ผลักเขาออก ครูใหญ่รีบวิ่งไปที่หน้าฝูงชน มองดูผู้มาเยือนไม่กะพริบตาเฟยจิ่งราวกับรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบไวและมองมายังทิศทางนี้เช่นกัน ทั้งสองคนสบสายตาเวลาหยุดนิ่ง
กองทัพนับพันกลายเป็นเพียงพื้นหลังโฉมหน้าของทุกคนล้วนพร่ามัวราวหมอกควัน มีเพียงดวงหน้าของคนตรงหน้าที่ชัดเจน เมื่อได้มาพบกันอีกครั้งหลังจากหนึ่งร้อยปีรูปลักษณ์ของพวกเขายังเหมือนเดิม มีเพียงสีตาเท่านั้นที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทั้งคู่เคยพบเจอกันมาก่อน
ท่ามกลางการรอคอยอย่างยาวนาน ในที่สุดเข็มนาฬิกาก็ขยับอีกครั้งโลกที่หยุดนิ่งกลับมาหมุนตามปกติ เฟยจิ่งฝืนบังคับตัวเองให้ละสายตากลับมาจากท่าอวิ๋นเมื่อเห็นว่าไท่อินไม่ขยับเขยื้อนก็คำรามเพื่อกระตุ้นเขาอีกครั้ง
“เร็วเข้าซี่!”
ไท่อินหยุดอยู่กับที่ไม่ขยับ เขาทำหูทวนลมต่อคำพูดของเฟยจิ่งมีเพียงฝูเหยาเท่านั้นที่สังเกตเห็นมือของเขา ลางสังหรณ์ไม่ดีแวบเข้ามาในหัวเหมือนครั้งก่อนเวลาที่ไท่อินลงมือนั้นไม่เคยต้องเคลื่อนไหวอะไรมากเลย
“ระวัง!”
ไท่อินจุดระเบิดครั้งใหญ่ที่ใจกลางวงล้อมทหารที่พุ่งไปข้างหน้าถอยกลับอย่างรวดเร็วเนื่องจากคำเตือนของฝูเหยา ทว่าเฟยจิ่งที่อยู่ใกล้กับไท่อินมากเกินไปกลับไร้ทางหลบหนีภาพด้านหน้าของหลิงเซียววูบไหว ครูใหญ่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่เขากลับเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยหายวับไปตรงใจกลางของการระเบิด
“ครูใหญ่!”
หลิงเซียวต้องการจะพุ่งเข้าไปแต่กลับถูกนายทหารสองคนที่ตามมากดร่างไว้อย่างแน่นหนาคลื่นระเบิดครั้งใหญ่ได้ก่อตัวขึ้นอีกครั้งทำให้เขาต้องหันศีรษะเพื่อหลบควันหลงที่ตามมาเสียงระเบิดดังติดต่อกันครั้งแล้วครั้งเล่า คลื่นไอร้อนปะทะเข้ามา ที่แห่งนี้กลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้วทหารปกป้องประชาชน กองทหารชั้นยอดที่นำโดยฝูเหยาใช้ผลึกวิญญาณสร้างม่านคุ้มกันขนาดใหญ่เพื่อป้องกันผลกระทบจากระเบิด
ภาพด้านหน้าของเฟยจิ่งก็แวบหายไปก่อนการระเบิดเช่นกันคนที่เขาไม่ได้พบมานานเคลื่อนย้ายมวลสารมาตรงหน้าเขา เขาถูกโยนลงไปที่พื้นอย่างแรงจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดังสนั่น คลื่นความร้อนและแสงไฟ ภายในยานบินไหม้เกรียมเพราะอุณหภูมิสูงลิ่ว
เมื่อรู้สึกได้ว่าคนบนร่างไม่ขยับเขยื้อนเฟยจิ่งก็ค่อย ๆ พลิกตัวของท่าอวิ๋นที่ปกป้องเขาและจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความเหลือเชื่อท่าอวิ๋นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังต่อเนื่อง
“ในที่สุดนายก็กลับมาแล้วฉันรอมาตั้งนานก็เพื่อที่จะพูดประโยคนี้กับนาย...”
มือของเฟยจิ่งที่โอบท่าอวิ๋นไว้ค่อยๆ กระชับขึ้น ลมหายใจของคนในอ้อมแขนอ่อนระทวย แต่คำสามคำนั้นยังคงติดอยู่ในหูของเขาอย่างชัดเจน
“ฉันขอโทษ”
ปมที่อยู่ในใจท่าอวิ๋นคลี่คลายแล้วเขาหลับตาลงราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก วิญญาณของเขากลับมาหานายพันธะอีกครั้ง ความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก่อตัวจากส่วนลึกของหัวใจร่างกายของเขาเบาขึ้นเรื่อย ๆ ความง่วงนอนหนักหน่วงเข้าถาโถม เขาไม่ได้เพลิดเพลินกับการนอนหลับโดยไม่ต้องพึ่งยามานานเหลือเกินเขาสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนของเฟยจิ่งที่รัดแน่นอยู่รอบตัว การได้รับอ้อมกอดเช่นนี้ไม่สูญเปล่าเลยกับการรอคอยมาร้อยปี
“ในที่สุดก็ได้หลับสบายสักที...”
เฟยจิ่งกอดคนในอ้อมแขนแน่นอย่างทำตัวไม่ถูกแสงสีขาววาบอยู่นอกห้องโดยสารเป็นครั้งสุดท้าย พลังระเบิดอันทรงพลังได้กลืนกินพื้นที่นี้จนหมดสิ้นไท่อินจบชีวิตของเขาด้วยวิธีที่น่าเศร้า แต่น่าเสียดายที่คนบางคนไม่สามารถติดตามเขาไปได้อีกแล้วแม้ในชีวิตหลังความตาย
“ครูใหญ่!”
“ท่าอวิ๋น!”
เสียงตะโกนที่ดังขึ้นพร้อมกันนั้นมาจากหลิงเซียวกับฝูเหยาหลังจากเสียงระเบิดหยุดลงในที่สุด ทั้งสองก็พร้อมใจกันวิ่งออกมาทว่าเปลวไฟกลับขวางทางพวกเขาไว้ฝูเหยาควบคุมสองมือของตัวเองโดยไม่คิด ความเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมาจากฝ่ามือนั้นนี่คือระดับสูงสุดของผลึกวิญญาณ คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านทักษะทางกายภาพอย่างเขาเท่านั้นถึงจะเปิดใช้งานมันได้นอกจากจะสิ้นเปลืองพลังงานสูงแล้วยังส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน หลิงเซียวมองดูเปลวไฟตรงหน้าที่กลายเป็นน้ำแข็งด้วยความประหลาดใจเปลวไฟยังคงรักษาสภาพการเผาไหม้ครั้งสุดท้ายของพวกมัน เมื่อฝูเหยาชักมือกลับ ทะเลเพลิงก็ได้กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งไปแล้ว
หลิงเซียวฝ่าฟันความหนาวเหน็บตามหลังฝูเหยาไปยานบินที่เข้ามาช่วยไท่อินก็ถูกแช่แข็งเช่นเดียวกัน แท่งน้ำแข็งขนาดต่าง ๆ เกาะอยู่นอกตัวยานฝูเหยายังคงเคลื่อนย้ายมวลสารเพื่อเร่งรุดไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าเขาก็ทิ้งห่างหลิงเซียวออกไปไกลแล้ว
“ท่าอวิ๋น! เฟยจิ่ง!” เขาทุบน้ำแข็งที่แช่แข็งยานบินด้วยกำลังทั้งหมดที่มีทันทีที่กระโดดเข้าไปในห้องโดยสาร ขาเขาก็หยุดชะงักงัน
ไม่นานหลิงเซียวก็ตามเข้ามา แต่ไม่ช้าเขาก็ชะงักเช่นเดียวกันสิ่งอำนวยความสะดวกภายในยานบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซากปรักหักพังมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในนั้นมีร่างที่เหลือแค่ครึ่งหนึ่ง หลิงเซียวรู้สึกว่าทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในสถานีพยาบาลและได้รับแจ้งว่าความทรงจำของเขาหายไปคนคุ้นเคยก็หายไปจากชีวิตเขาทีละคน และตอนนี้แม้แต่ครูใหญ่ คนคุ้นเคยคนสุดท้ายก็จากไปแล้วเช่นกัน
ฝูเหยาหันกลับมาและเห็นสายตาที่ว่างเปล่าของหลิงเซียวเหมือนไม่มีเขาอยู่ในนั้นเลยเขาวางมือลงบนไหล่ของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าหลิงเซียวยังคงมองมาที่ตนด้วยสายตาว่างเปล่าถึงนึกขึ้นได้ว่าเขาเองก็ไม่มีตัวตนอยู่ในความทรงจำของหลิงเซียวเช่นกัน
“คนนั้นไม่ใช่อิ๋งเฟิง เพียงแต่หน้าตาคล้ายกับเขามากไม่มีศพ ไม่พบวิญญาณ บางทีพวกเขาอาจแค่หนีไปก็ได้”
ฝูเหยาเอ่ยเสียงต่ำเพื่อปลอบประโลมหลิงเซียวและบางทีก็เพื่อปลอบประโลมตัวเองเช่นกัน หลิงเซียวหลุบตาลง ในข่าวก็ได้ใช้คำเหล่านี้ในการบรรยายถึงอิ๋งเฟิงเช่นกันใครจะคิดว่าเขาเพียงแค่หนีไปเท่านั้น
ทหารสองนายที่มีหน้าที่ดูแลหลิงเซียวยังคงเฝ้าอยู่นอกห้องโดยสารตามหน้าที่ฝูเหยาจำได้ว่าคนพวกนี้เป็นคนของหลงอิ๋น เมื่อเดินผ่านพวกเขา ฝูเหยาก็กระซิบว่า “พาเขากลับไปเถอะ เขาไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่”
ทหารทำความเคารพฝูเหยาและพาหลิงเซียวที่เนื้อตัวแข็งทื่อออกไปจากที่นี่หลิงเซียวยอมรับการจัดแจงนั้น ใครจะให้เขาไปที่ไหน เขาก็จะไปที่นั่นแต่โดยดี
เนี่ยอวิ๋นเดินเข้าไปหาฝูเหยา “หน่วยเฝินอิ่งเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ต้องการจะจบเรื่องที่นี่ก่อนค่อยออกไปไหม”
ฝูเหยาส่ายหน้า จะมีใครบางคนรับช่วงดูแลงานนี้ต่อภารกิจที่สำคัญกว่ารอเขาอยู่
“ออกเดินทาง”
หลิงเซียวถูกพาตัวไปแต่กลับไม่ได้ถูกส่งไปที่สถานีพยาบาลไม่รู้ว่าแผนการของหลงอิ๋นเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง หลิงเซียวถูกส่งกลับไปที่หอพักของตัวเองในอวี้เทียน
ผู้คุ้มกันเปิดประตูให้เขา หลิงเซียวมองดูบัตรของตัวเองแล้วสแกนเปิดประตูที่ไม่เคยเห็นมาก่อนพื้นที่ที่ไม่คุ้นตาปรากฏขึ้นตรงหน้า เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองได้อาศัยอยู่ที่นี่กับอิ๋งเฟิงมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
เมื่อก้าวเข้าไปในประตูห้องพัก หลิงเซียวมองสำรวจที่นี่อย่างสับสนในห้องนั่งเล่น เขามองเห็นเครื่องเล่นเกมและโมเดลยานอวกาศที่ตัวเองชอบตั้งอยู่ทุกที่นอกจากนี้ยังมีบ้านหมาที่ตกแต่งอย่างดีอยู่ตรงมุมห้องด้วย
คนจากสถานีพยาบาลอุ้มกรงเสี่ยวฮุยไว้หลิงเซียวเปิดกรง อุ้มเสี่ยวฮุยออกมาและมองไปยังบ้านหมาที่มุมห้อง เงื่อนงำหลาย ๆอย่างกำลังโยงใยเป็นเครือข่ายขึ้น รายละเอียดทุก ๆ อย่างล้วนเป็นอดีตของเขา อันที่จริงมันชวนให้รู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเจ้าผมแดงและอวี่จี๋ได้รับข่าวพวกเขาก็รีบเข้ามารุมล้อมหลิงเซียวอย่างระมัดระวัง
“นายเป็นนักเรียนสาขาวิชาปฏิบัติการร่วมของอวี้เทียนชั้นปีที่หนึ่งทุกคนที่นี่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของนาย นายกับฉันเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ต่อให้นายลืมชื่อของฉันแล้วก็ไม่เป็นไรเพราะว่าก่อนหน้านี้นายก็ไม่เคยจำได้อยู่แล้ว ที่ผ่านมานายเอาแต่เรียกฉันว่าเจ้าผมแดงตลอด”
“เจ้าผมแดง?” หลิงเซียวมองผมคนตรงหน้า ถ้าหากรู้จักกันอีกครั้ง เขาก็คงจะเรียกอย่างนี้เหมือนกันฟังดูแล้วมันไม่เหมือนอีกฝ่ายกำลังโกหกอยู่จริง ๆ
“ใช่ นี่คือปิงช่านนายพันธะของฉันส่วนนั่นคืออวี่จี๋กับซวงเฟิง พวกเราทุกคนสนิทกันหมดเลย”
หลิงเซียวที่คิดว่าตัวเองจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวจู่ ๆ ก็มี“เพื่อนสนิท” มากมาย เขาเลยยังยอมรับไม่ได้ชั่วขณะหนึ่ง
เขาหลบสายตาคนพวกนี้โดยแสร้งมองสำรวจห้องพักอุ้มเสี่ยวฮุยจากห้องนั่งเล่นไปที่ห้องนอน เตียงคู่ทำให้เขานึกถึงตอนที่ตัวเองขดตัวอยู่ที่มุมห้องยากที่จะข่มตานอนตลอดทั้งคืน สำหรับเขาแล้ว ความต้องการอันท่วมท้นที่อยากจะปลดปล่อยตัวเองยังคงหยุดอยู่ที่เมื่อวาน
ทันใดนั้นหลิงเซียวก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขายัดเสี่ยวฮุยเข้าไปในอ้อมแขนคนข้าง ๆ แล้วหาของในห้องนอนอย่างร้อนรน เจ้าผมแดงและคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง“นายกำลังหาอะไรน่ะ ให้พวกเราช่วยหาไหม”
หลิงเซียวทำหูทวนลมกับคำถามของเขาหลังจากพลิกห้องหารอบหนึ่งแล้ว ในที่สุดก็พบกล่องดำที่อยู่ใต้เตียง เมื่อเปิดกล่องออกมาของในนั้นยังคงถูกปิดผนึกเหมือนเดิม
“อะไรน่ะ” เจ้าผมแดงมองดูอย่างสงสัย แต่หลิงเซียวกลับหันหลังเอาตัวบังไว้ทันที ท่าทางดูเคร่งเครียด
เจ้าผมแดงจึงตระหนักได้ว่าตัวเองเหมือนจะรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของหลิงเซียวเขาหัวเราะอย่างเคอะเขิน“ขอโทษที”
อวี่จี๋อุ้มเสี่ยวฮุยเอาไว้ เนื่องจากเขาได้พัฒนาความสัมพันธ์กับสัตว์ต่างๆ มาเป็นเวลานาน เสี่ยวฮุยจึงไม่ปฏิเสธอ้อมกอดของเขา เขาได้สำรวจสายพันธุ์ของสัตว์น้อยตัวนี้ที่โผล่ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยตั้งแต่เมื่อกี้แล้วว่ามันคือตัวอะไรระหว่างที่กำลังสำรวจอยู่นั้นก็พบสิ่งประหลาดอยู่ในขนของมัน เขาใช้สองนิ้วคีบสิ่งที่ดูเหมือนหมัดออกมาแล้วยกขึ้นส่องกับแสงไฟ
“นี่มันอะไรน่ะ”
ขณะที่เกิดระเบิดนั้นอิ๋งเฟิงปกป้องคนในอ้อมแขนตามสัญชาตญาณและไม่ได้ปล่อยมือเลยจนกระทั่งเสียงดังในหูเงียบลงเขาจึงมองเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ในอ้อมแขนได้อย่างชัดเจน
“ยินดีด้วย ตอนนี้นายได้เลือกแล้ว”
เขาหันไป เห็นหลิงซิงยิ้มและมองมาอยู่ไม่ไกลมือซ้ายของอิ๋งเฟิงว่างเปล่า แต่มือขวาของเขายังคงกอดหลิงเซียวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน คนที่นายไม่ยอมปล่อยมือแม้ตัวเองจะบาดเจ็บรุนแรงก็เท่ากับว่าชาตินี้นายได้เลือกแล้วไม่ใช่เหรอ ทางเลือกนี้มันก็ไม่ได้ยากเท่าไร นายว่าไหม”
หลิงซิงยกมือขึ้น มีอีกคนจับมือเขาไว้อิ๋งเฟิงมองไปข้าง ๆ คนที่ปรากฏกายข้างหลิงซิงก็คือจิงอวี่
“แน่นอนว่าฉันมีคนที่อยู่เคียงข้างฉันแล้วนายไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก แต่ว่ามีคนกำลังเป็นห่วงนายอยู่ นายก็รีบฟื้นขึ้นมาเถอะ”
หลังจากหลิงซิงพูดประโยคนี้จบก็จับมือกับจิงอวี่แล้วจากไปอิ๋งเฟิงมองแผ่นหลังของคนทั้งสองจนกระทั่งหายลับไปในแสงสว่าง จุดแสงสีขาวนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่จนทำให้สายตาเขาพร่ามัว เสียงที่คุ้นเคยเรียกชื่อเขาข้าง ๆหูอย่างต่อเนื่อง อิ๋งเฟิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
สิ่งแรกที่เขาเห็นคือหลิงเซียว มือของหลิงเซียวเปล่งประกายด้วยลูกบอลแสงสีขาวเห็นได้ชัดว่าเขากำลังได้รับการรักษาด้วยผลึกวิญญาณบำบัด
สติของอิ๋งเฟิงยังกลับมาไม่เต็มร้อยเขาละสายตาจากเสื้อผ้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบนตัวของอีกฝ่ายมาที่มือของหลิงเซียว ผ่านไปเนิ่นนานจึงตระหนักได้ว่าผลึกวิญญาณที่สามารถก่อให้เกิดแสงจ้าได้ขนาดนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับเจ็ดนี่คือระดับที่สูงเกินกว่าหลิงเซียวผู้ซึ่งไม่เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณจะเปิดใช้งานได้
คำถามก็คือ หลิงเซียวมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
ร่างกายของอิ๋งเฟิงฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและในไม่ช้าเขาก็มีแรงที่จะลุกขึ้นอีกครั้งแต่หลิงเซียวที่อยู่ตรงหน้ากลับดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยเพราะใช้พลังงานทางจิตมากเกินไปแต่หลังจากที่เห็นว่าอิ๋งเฟิงไม่เป็นอันตรายแล้ว ก็ยิ้มอย่างมีความสุขและอ้าแขนกอดอิ๋งเฟิงอิ๋งเฟิงถูกเขากอดอยู่ในอ้อมแขน ความรู้สึกที่ได้มาเจอกันหลังจากห่างหายไปนานขนาดนี้มันคืออะไรกันแน่
ในที่สุดการกอดของหลิงเซียวก็สิ้นสุดลงเขานั่งลง ในเวลานี้อิ๋งเฟิงจึงสังเกตเห็นดวงตายิ้มแย้มของอีกฝ่ายนั้นเหมือนกับพระจันทร์เสี้ยว
เขาตื่นตกใจ “ตาของนาย...”
แต่ว่าเขาเพิ่งจะกล่าวสามคำนี้จบก็เห็นสิ่งที่ชวนให้น่าตกตะลึงยิ่งกว่า
“ร่างกายของนาย?”
ในเวลานี้หลิงเซียวจึงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตัวเองเพราะคำพูดของอิ๋งเฟิงเขามองมือตัวเองด้วยความประหลาดใจ ส่วนนั้นค่อย ๆ โปร่งแสง ตอนนี้อิ๋งเฟิงมองทะลุหลิงเซียวมองเห็นซากยานอวกาศและศพคนที่ไม่รู้จักอยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย ถ้าไม่ใช่เพราะรอบ ๆไม่มีแสงสีน้ำเงินพร่างพราว อิ๋งเฟิงก็เกือบจะคิดว่ามันเป็นสัญญาณแห่งความตาย
หลิงเซียวละสายตากลับมาที่เขาอีกครั้งจากนั้นก็รีบพูดคล้ายจำอะไรบางอย่างได้ “อิ๋งเฟิง เมล็ดพีชคือ...”
เสียงหยุดลงกะทันหัน ไม่มีใครอยู่ข้างหน้าอิ๋งเฟิงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาจากความปรารถนาของตัวเอง ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันว่าหลิงเซียวเคยอยู่ที่นี่มาก่อน ความฝันในตอนที่เขาอยู่ในอาการโคม่าไม่ชัดเจนนักดูเหมือนต้องมีใครสักคนที่ต้องเลือกอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วทางเลือกนั้นคืออะไรและสิ่งที่เขาได้เลือกนั้นคืออะไรยังคงอยู่ในความฝันนั้นตลอดไป
แต่ภาพของหลิงเซียวที่ปรากฏนั้นกลับชัดเจนมากรวมถึงคำพูดที่เขาทิ้งท้ายไว้ด้วย
...อะไรคือเมล็ดพีช เมล็ดพีชคืออะไร