ซ่า…
ทางน้ำใหญ่สายหนึ่งไหลออกจากถ้ำเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามสายธาร บ้างแตกกิ่งก้านสาขาออกไปราวกับรากแก้วต้นไม้ใหญ่
แรงกระแทกพร้อมเสียงดังก่อกวนจนวิฬาร์สะดุ้งตื่นเมื่อเหลือบตามองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นมีอะไร เขาจึงหลับตาลงอย่างอิดโรยความรู้สึกอยากพักผ่อนถาโถมเข้ามาจนเกินจะทนทานได้ แต่ความเย็นเยียบของสายน้ำที่คอยทิ่มแทงเสียดผิวทั่วร่างราวเข็มนับพันเล่มก็คอยกระตุ้นให้เขาตื่นขึ้นมา
ในที่สุดวิฬาร์ก็พยายามยันกายขึ้นจากน้ำแต่เสื้อผ้าที่เปียกน้ำกลับคล้ายมือไร้สภาพที่พยายามฉุดรั้งร่างของเขากลับลงไป แต่โชคดีที่มีท่อนไม้เล็กๆท่อนหนึ่งลอยอยู่ข้างกาย เขาหยิบมันขึ้นมาใช้แทนไม้เท้า ค่อยๆยันตัวขึ้นมาจากริมตลิ่ง แต่เพราะอ่อนแรง ก็ทำให้ล้มลุกคลุกคลานจนมอมแมมไปทั้งตัว
รอบกายคือป่าดงพงไพรที่ประกอบไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์แน่นขนัดสีเขียวหลากหลายเฉดสีหลอมรวมกันจนคล้ายกับสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่จ้องจะคร่าชีวิตใครก็ตามที่ล่วงล้ำเข้ามา
สภาพพื้นที่แบบนี้ไม่คล้ายแถบเมืองสุริยาวลัยแต่จะเป็ที่ไหนเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูท่าเขาจะหลงทางซะแล้ว
วิฬาร์มองไปรอบๆไร้ความคิดว่าจะทำอะไรต่อไป แต่ก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเบาๆดังขึ้นที่ด้านข้าง
“เป็ยังไงล่ะฟื้นตัวเสร็จแล้วรึ?”
เขาหันไปมองจนคอแทบเคล็ดพลางดีดตัวขึ้นตั้งท่าพร้อมรับมือแต่เมื่อมองจากสายตาคนอื่นแล้วจะเห็นว่า ไอ้ท่าทีขึงขังดุดันบนหน้าเขากับสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งราวครึ่งคนครึ่งผีแล้วก็ดูจะน่าขันมากกว่าน่าเกรงขาม
วิฬาร์เพ่งมองไปยังทิศทางต้นเสียงอย่างงุนงงเมื่อครู่ตนเองได้ยินเสียงใครสักคนพูดอย่างแน่นอนแต่พอหันไปดูกลับไม่เจออะไรสักอย่าง หรือว่าตนเองจะหูฝาดไปกันแน่?
แต่แล้วสายตาเขาก็สะดุดอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งเข้า
เขามองสำรวจมันอย่างตั้งใจแต่ไม่ว่าดูยังไงต้นไม้ต้นนี้ก็เป็แค่ต้นไม้ธรรมดาในสายตาเขาต้นหนึ่งเพียงแต่ว่าเหมือนมีบางอย่างสะกิดใจบอกเขาว่ามันมีอะไรที่แตกต่างออกไปแม้ว่าจะยังไม่เข้าใจก็ตาม
ตอนนี้วิฬาร์ขาดทักษะเสริมที่เคยมีจำนวนมากแต่ถึงอย่างนั้น ััทางเวทมนตร์ที่เขามีก็ยังพอใช้การได้บ้าง
ที่โคนต้นไม้วิฬาร์รู้สึกถึงการกระเพื่อมของเวทมนตร์แปลกๆ จึงมั่นใจว่าต้องเป็จุดที่มีปัญหา
ธาตุเวทระดับล่างหอกเวทเพลิง ผสานธาตุมืด
ธาตุเวทระดับล่างะเิเวทสายฟ้า
เพียง่เวลาผีเสื้อกระพือปีกเวทมนตร์สามบทก็ก่อตัวขึ้นข้างตัววิฬาร์ มันผสานกันจนเป็เนื้อเดียวกันและหลอมรวมกันอย่างลงตัวเกิดเป็เหลนอัคคีแท่งหนึ่งพุ่งหลาวตรงไปยังโคนต้นไม้นั้นอย่างแม่นยำ
แม้จะเป็แค่เวทมนตร์ระดับล่างแต่กลับแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่เกินกว่าใครจะคาดคิดได้
เพียงแค่เหลนนี้เล่มเดียวก็มีพลังโจมตีมากพอที่จะล้มสัตว์อสูรเลเวลสามสิบได้ถ้าโดนจุดสำคัญ
เสียงเปรี้ยงดังขึ้นบาดหูจนนกกาที่หากินอยู่โดนรอบเผ่นหนีกันจ้าละหวั่นแต่แทนที่มันจะปักลงโคนต้นไม้ที่เขาหมายตาเอาไว้เสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะกระทบเป้าหมายวิฬาร์สาบานได้เลยว่ามันพลันหักเลี้ยวออกไปด้านข้างในเหลี่ยมมุมที่ผิดธรรมชาติคล้ายกับถูกอะไรบางอย่างที่ทรงพลังกว่ากระแทกจนเบี่ยงเบนทิศทางไป
“โอ้เ้าช่างเป็คนที่น่าสนใจจริงๆ”
พริบตานั้นที่เปลือกไม้พลันปรากฏดวงตาวาวโรจน์คู่หนึ่งออกมาพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำฟังดูมีอายุดังขึ้นทว่าสายตาวิฬาร์แทบไม่อยากเชื่อภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า ชายแก่อายุอานามไม่น่าน้อยกว่าเก้าสิบค่อยๆแยกตัวออกมาจากไม้ใหญ่ต้นนั้นราวกับกิ้งก่าตัวหนึ่งที่พรางกายไว้สีสันที่คล้ายเปลือกไม้ค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นเสื้อผ้าที่แท้จริงซึ่งเป็ชุดหนังเสือเก่าคร่ำคร่าสีหม่นหมอง
ร่างนั้นผุดลุกขึ้นจากการนั่งขัดสมาธิหยิบไม้เท้าโลหะซึ่งทำจากวัสดุไม่ทราบชนิดหน้าตาบิดเบี้ยวขึ้นมายันกาย ก่อนจะเดินเข้ามาเขาอย่างช้าๆ
“ผู้เล่นวิฬาร์พบเจอฤๅษีคทานนเลเวล 150”
‘ว้อท!?’ วิฬาร์คิดอย่างตกตะลึงในใจนี่เขาเพิ่งเล่นเกมได้ยังไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ในเกม ก็ได้เจอ NPC ระดับนี้เข้าให้แล้ว ยิ่งบวกกับทักษะมายาเวทที่ท่านแสดงให้เห็นเมื่อครู่ก็ทำเอาเขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
ในดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์มีเขตแดนต่างๆ กว้างใหญ่ไพศาล และแน่นอนว่ารวมไปถึง NPC และสัตว์อสูรอีกมากมาย โดยเฉพาะ NPC ต่างๆที่ทำหน้าที่อยู่ทั่วทั้งทวีปนั้น ก็มี NPC กลุ่มนึงที่เรียกตัวเองว่าฤๅษีกระจายตัวท่องเที่ยวอยู่ตามพื้นที่เขตต่างๆ ด้วย
NPC กลุ่มนี้พบเจอได้ยากมากด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็สถานที่ที่พวกเขาอยู่ก็มักจะเป็เขตเก็บเลเวลระดับสูงที่ฝ่าเข้าไปได้ยากลำบากหรือนิสัยที่ชอบอยู่อย่างสันโดษ ตีตัวออกห่างจากสังคมมนุษย์ก็เป็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้แทบหาทางเจอ NPC กลุ่มนี้แทบไม่ได้
นอกจากนี้อีกเหตุผลที่เป็สิ่งสำคัญก็คือฤๅษีแต่ละท่านจะมีวิชาฝีมือติดตัวแทบไม่จากในวรรณคดีโบราณ ไม่ว่าจะเป็ศิลปศาสตร์การรณรงค์ยุทธ์วิทยาอาคมเวทมนตร์คาถาที่ทำให้แม้แต่พระาาในวรรณคดียังต้องส่งลูกหลานเหล่าราชนิกุลมาร่ำเรียนกันั้แ่เยาว์วัยและในเกมนี้ก็ไม่ต่างกัน และนั่นแปลว่าฤๅษีทุกตนจะมีความสามารถในการหลบซ่อนตัวหรือหลบหลีกจากผู้เล่นอยู่ไม่น้อยทำให้ต่อให้ตั้งใจหามากสักเท่าไหร่ หากท่านไม่คิดที่จะเผยตัว หรือไม่มีวาสนาจริงๆก็ไม่มีทางได้เจอ
ผู้เล่นที่อยากเก่งจึงพยายามเข้าพบฤๅษีท่านต่างๆเพื่อขอฝึกวิชากันอยู่เสมอ
“สวัสดีครับท่านฤๅษี”เขาพยายามทักทายด้วยความสงบ ขัดกับสีหน้าตาอันแตกตื่นที่มีเหงื่อผุดพรายขึ้นมาจนเต็มหน้า
“อืม”
วิฬาร์ยืนเหม่อมองภาพเบื้องหน้าอย่างด้วยความฉงนแค่ได้ยินเสียงประกาศจากระบบก็ทำให้เขาขาอ่อนจนแทบทรงตัวไม่มั่นแล้วนี่ยังไม่รวมสกิลพรางตัวที่ท่านแสดงให้เห็นไปเมื่อครู่อีก
“ไปยังไงมายังไงล่ะเรา?”ฤๅษีคทานนเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมถูกแม่น้ำนี่พัดมาเกยขึ้นที่นี่ไม่ทราบว่าที่นี่คือที่ไหนครับ” วิฬาร์ตอบคำถามพลางชี้นิ้วไปตามลำน้ำข้างๆที่เขาเพิ่งพาตัวเองขึ้นมาด้วยสีหน้าจืดเจื่อน
ในใจเขาตอนนี้ร้อนรุ่มดุจไฟสุมขอนเพราะถ้าเกิดฤๅษีท่านนี้คิดจะทำอะไรขึ้นมาเกรงว่าสภาพศพของเขาคงจะนับชิ้นได้ไม่ถ้วน
“แถวนี้เรียกว่าป้อมสุวรรณบริบาลถ้าเ้าเดินทางลงต่อไปทางใต้อีกหน่อยก็คงจะเห็นป้อมนั้นเอง” ท่านพยักหน้าฟังอย่างสงบ
ดูเหมือนท่านจะไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นอะไรที่ตนพลั้งมือโจมตีท่านไปเมื่อครู่แต่ทางที่ดีก็ควรจะขอโทษเอาไว้ก่อนเพื่อสานสัมพันธ์กับท่านเอาไว้รวมถึงรักษาชีวิตน้อยๆ ของเขาไว้ด้วย
“เมื่อครู่ผมขอโทษด้วยนะครับที่โจมตีท่าน”เขาเอ่ยพลางลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบที่แผ่นหลังอีกใจนึงก็นึกประหวั่นพรั่นกลัวขึ้นมา ใครจะรู้กันว่าฤๅษีเลเวลร้อยห้าสิบคนนึงจะสามารถทำอะไรได้บ้างถ้าเกิดเขาดันล่วงเกินจนท่านโกรธขึ้นมาละก็เื่ฆ่าเขาในพริบตาก็ไม่ใช่เื่ยากสำหรับท่านเลย
แม้ว่าเลเวลท่านจะแค่ร้อยห้าสิบแต่จิตใต้สำนึกบางอย่างกลับบอกวิฬาร์ว่า นั่นไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง
“อ้อเื่นั้นไม่เป็ไรหรอกที่ข้าอยากรู้ก็คือเ้าเดาได้ยังไงว่าข้านั่งอยู่ตรงนั้น?” ท่านถามอย่างสงสัย
เขาหลุบตาลงพลางย้อนนึกถึงความรู้สึกเมื่อครู่แล้วตอบออกไปตามตรง
“ผมรู้สึกถึงการกระเพื่อมของเวทมนตร์…ที่ไม่เป็ธรรมชาติเลยลองเสี่ยงดวงดูครับ” นี่ไม่ใช่เวลาจะมาสงวนฝีมือตัวเองเอาไว้เพราะเขารู้แก่ใจอยู่แล้วว่าการโกหก ต่อให้แเีแค่ไหนก็ย่อมจะไม่เป็ผลดีต่อตัวเขาในอนาคต
“เพราะอย่างนี้สินะ…”
ท่านทิ้งคำพูดไว้ห้วนๆจนสะกิดความสงสัยของเขาขึ้นมา
“เพราะอะไรครับ?”
“…อาจเป็หนึ่งในเหตุผลให้เ้าถึงถูกเลือกเป็ร่างอวตารของทศกัณฐ์”
!!!
ดวงตาของเขาเบิกกว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว
เื่การได้ร่างอวตารของทศกัณฐ์มานั้นเขายังไม่ได้บอกใครแม้แต่คนเดียว ดังนั้นย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะมีคนรู้รายละเอียดทำให้เมื่อได้ยินฤๅษีท่านนี้พูดออกมาลอยๆ ก็ยิ่งทำให้วิฬาร์รู้สึกหวาดระแวงขึ้นมา
แต่เหมือนว่าท่านจะไม่นำพากับความลับของเขาสักเท่าไหร่
ฤๅษีคทานนเพียงเอ่ยตัดบทขึ้นชวนเขาออกเดินตามท่านไป
“เอาเถอะนี่ก็เย็นมากแล้ว เ้าตามข้ามาทางนี้ดีกว่า ในป่านี้ยามค่ำคืนอันตรายนัก”ฤๅษีคทานนกระชับไม้เท้าในมือแล้วหันหลัง เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าฝ่ายวิฬาร์ที่จำแนกทิศทางไม่ถูกก็เดินตามท่านไปในอย่างไม่มั่นใจ
ดูเหมือนว่าการได้ร่างอวตารของทศกัณฐ์มาจะเริ่มนำพาอะไรบางอย่างเข้ามาหาเขาโดยไม่รู้ตัว
แม้เื่ราวจะยังไม่ชัดเจนนักวิฬาร์ก็ยังเลือกเดินตามท่านไปโดยไม่ลังเล
....................
ั้แ่เดินหน้าตั้งมาจากข้างลำน้ำเมื่อครู่คทานนก็ลอบสังเกตเ้าหนุ่มคนนี้มาตลอดทางโดยไม่ให้มันรู้ตัว
ข่าวเื่ผู้ครองร่างทศกัณฐ์กลับมาเริ่มแพร่กระจายไปในหมู่ฤๅษีฝ่ายั์ั้แ่เมื่อ่กลางวันแล้วพวกเขาเองจึงได้รับมอบหมายให้ช่วยกันดูแลผู้ครองร่างอวตารกันตามสมควรเตรียมพร้อมให้เขาแข็งแกร่งขึ้น เพื่อนำพาความหวังของพวกเขาให้เกิดขึ้นจริง
แน่นอนว่าการได้รับเลือกจากร่างอวตารก็เสมือนเป็ใบรับรองมาตรฐานอย่างหนึ่งในตัวของมันเองอยู่แล้วแต่พวกเขาเหล่าฤๅษีต่างก็มีความเย่อหยิ่งในตัวเองไม่น้อยจึงอยากจะรู้ว่านักเดินทางคนนี้จะเอาตัวรอดไปได้สักกี่น้ำ
คทานนแกล้งใช้มายาเวทยืดระยะบิดเบือนมิติ ดึงเส้นทางกลับสู่อาศรมของตนเองออกเพื่อวัดความสามารถของนักเดินทางคนนี้
เดิมทีมั่นใจว่าเ้าเด็กนี่ทนได้สักยี่สิบนาทีก็เก่งแล้วแต่เขาเองก็คาดไม่ถึงว่ามันกลับเดินมาร่วมชั่วโมงโดยที่ความเร็วไม่ตกแถมยังเร่งขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะของเขาได้อย่างต่อเนื่อง
ความอึ้งทึ่งปนประหลาดใจแผ่ซ่านท่วมหัวใจชราของคทานนไปตั้งนานแล้วบัดนี้ ในใจเขา เหลือแต่เพียงความปิติยินดีที่ท่วมท้น
ร่างอวตารมองคนไม่ผิดจริงๆ
เป็ยังไงกันบ้างครับ ความยาวแต่ละตอนพอดีหรือเปล่า ติชมได้เต็มที่นะครับ