ความทรงจำที่หลินกั๋วเซิ่งมีต่อแม่เลี้ยงนั้นค่อนข้างดีทีเดียว ท่านเป็นสตรีที่งดงาม อ่อนโยน และมากความสามารถ
ตอนที่ท่านแต่งเข้าบ้านสกุลหลิน หลินกั๋วเซิ่งเพิ่งจะสี่ขวบเศษ พอจะจำความได้บ้างแล้ว
เมื่อเทียบกับแม่แท้ๆ ที่ความทรงจำเลือนราง หลินกั๋วเซิ่งกลับมีความผูกพันลึกซึ้งกับแม่เลี้ยงผู้นี้มากกว่า ท่านกัดฟันสู้ชีวิตในบ้านตระกูลหลินมาค่อนชีวิต ทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำโดยไม่เคยปริปากบ่น แม้ใจจริงอาจยังไม่อาจยอมรับท่านเป็นแม่บังเกิดเกล้าได้สนิทใจ แต่เขาก็ให้ความเคารพท่านจากก้นบึ้ง
เมื่อได้ยินจางเสี่ยวเสียใส่ร้ายว่าแม่เลี้ยงอาจแอบซุกสมบัติไว้ให้ลูกชายแท้ๆ ของท่าน หลินกั๋วเซิ่งจึงส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ฉันว่าแม่ไม่ทำอย่างนั้นหรอก... จริงอยู่ที่ท่านติดเอาเสื้อผ้าจากบ้านเดิมมาบ้าง แต่ของพวกนั้นถึงจะดูผู้ดีมีราคา ก็เก่าเก็บล้าสมัยไปหมดแล้ว จะเอาไปขายต่อให้ใครได้? ส่วนของมีค่าอย่างอื่นก็ไม่มีจริงๆ นะ ตอนเด็กๆ ฉันกับชุ่ยอิง เจ้ารอง เจ้าสาม เราเคยแอบไปรื้อหีบสมบัติของแม่เล่นบ่อยๆ ก็ไม่เคยเจออะไรมีค่าเลยสักชิ้น ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ของที่ท่านซ่อนไว้ก็มีแต่หนังสือต้องห้าม... อ้อ! พวกเสื้อผ้าสวยๆ กับรองเท้าส้นสูงก็ถูกท่านกับพ่อช่วยกันเผาทิ้งทำลายหลักฐานไปหมดแล้วในช่วงนั้น”
จางเสี่ยวเสียรู้ดีว่าสามีไม่โกหก ในบ้านนี้เขารู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับแม่เลี้ยงดียิ่งกว่าใคร
“ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่าจริง แล้วเจ้ารองไปเอาเงินถุงเงินถังมาจากไหนมาซื้อมอเตอร์ไซค์แถมยังทำธุรกิจค้าขายล่ะ? บ้านเรามีสี่ปากท้อง ที่นาก็เยอะกว่า แต่บ้านเจ้ารองมีแค่สองปากท้อง เขาก็ทำนาเหมือนเรา ไม่ได้มีรายได้ทางอื่น แล้วทำไมจู่ๆ ถึงรวยผิดหูผิดตาขึ้นมาได้? จะบอกว่าไปกู้หนี้ยืมสินมา แล้วใครจะให้ยืม? ญาติพี่น้องเรามีกี่คนกันเชียวที่มีปัญญาให้ยืมเงินก้อนโตขนาดนั้น... ซื้อมอเตอร์ไซค์เอย ลงทุนค้าขายเอย ต้องใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ นะ”
หลินกั๋วเซิ่งเกาหัวแกรกๆ นั่งขบคิดอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะตอบเสียงเบา “เรื่องนี้ใครจะไปรู้ได้ล่ะ... เรื่องของบ้านน้องรองน้องสาม คุณก็อย่าไปยุ่งให้มากความเลย น้องรองเขาจะมีปัญญาซื้อมอเตอร์ไซค์ได้ก็ถือเป็นความสามารถของเขา เราตั้งหน้าตั้งตาเก็บหอมรอมริบ เดี๋ยวสักวันก็คงซื้อได้เหมือนกัน”
จางเสี่ยวเสียแค่นเสียง “ฮึ! บ้านเราจะซื้อมอเตอร์ไซค์ได้ คงต้องรอชาติหน้าตอนบ่ายๆ แล้วมั้ง”
หลินกั๋วเซิ่ง “...”
ทิงเสวี่ยหารู้ไม่ว่า ลุงกับป้าสะใภ้ใหญ่กำลังซุบซิบตั้งข้อสงสัยเรื่องที่มาของมอเตอร์ไซค์คันใหม่กันอย่างออกรส
......
การมีมอเตอร์ไซค์ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นมาก การเดินทางไกลกลายเป็นเรื่องรวดเร็วทันใจ
ทิงเสวี่ยนอนหลับฝันดีตลอดคืน ตื่นเช้ามาก็กินข้าวแล้วรีบแต่งตัวด้วยชุดใหม่สวยเช้ง กระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พ่อ มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอด้วยความตื่นเต้น การขี่มอเตอร์ไซค์เข้าเมืองนั้นรวดเร็วกว่าการปั่นจักรยานแบบหนังคนละม้วน
ทิงเสวี่ยอยากไปดูสวนสาธารณะ หลินกั๋วผิงจึงพาเธอแวะไปเดินเล่นก่อน
สวนสาธารณะประจำอำเภอในยุคนั้นยังเรียบง่าย มีเพียงแปลงดอกไม้ ต้นไม้ร่มรื่น และสระน้ำเทียมขนาดย่อม ภายในสระเลี้ยงปลาสวยงามไว้มากมาย พวกมันว่ายวนไปมาอย่างอิสระเสรี
ดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนแข่งกันเบ่งบานรับลมร้อน ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว... ถ้ามีกล้องถ่ายรูปสักตัว คงเก็บภาพความประทับใจนี้ไว้ได้ไม่น้อย
‘ต้องตั้งใจหาเงินให้ได้!’ ทิงเสวี่ยหมายมั่นปั้นมือในใจ ‘อนาคตพอมีเงินแล้ว ฉันจะต้องซื้อกล้องถ่ายรูปเป็นของตัวเองให้ได้!’
เป้าหมายใหม่ผุดขึ้นมาแล้ว... กล้องถ่ายรูป!
ทิงเสวี่ยเชื่อมั่นว่า ขอแค่ธุรกิจซาลาเปาของพ่อไปได้สวย ไม่นานความฝันนี้ต้องเป็นจริงแน่นอน
ออกจากสวนสาธารณะ สองพ่อลูกก็เดินเท้าต่อไปยังห้างสรรพสินค้า
ห้างประจำอำเภอในยุคนั้นก็เรียบง่ายไม่ต่างกัน มีเพียงแผงขายเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า และโซนขายผักผลไม้ แต่เมื่อเทียบกับร้านค้าในหมู่บ้าน สินค้าที่นี่ก็นับว่าละลานตาจนเลือกไม่ถูก
หลินกั๋วผิงเห็นเสื้อผ้าสวยๆ ก็อยากจะซื้อให้ลูกสาวใจจะขาด แม้ทิงเสวี่ยจะอยากได้ แต่เธอก็รู้ดีว่าเสื้อผ้าที่บ้านมีเยอะพอแล้ว และฐานะทางบ้านตอนนี้ก็ยังไม่ได้ร่ำรวยอะไร จึงตัดใจไม่ซื้อ
ทิงเสวี่ยขอเพียงรองเท้าคู่ใหม่ กับกระเป๋านักเรียนใบใหม่เอี่ยม แล้วก็ซื้อพวกสมุดกับสีน้ำสำหรับวาดรูปอีกนิดหน่อย
นอกจากของใช้ส่วนตัว ทิงเสวี่ยยังกวาดซื้อกิ๊บติดผมลายดอกไม้และยางรัดผมแฟชั่นมาอีกยกใหญ่... เธอไม่ได้ซื้อมาใช้เอง แต่กะจะเอาไปขายต่อให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียน
ของพวกนี้ซื้อที่ตัวอำเภอราคาถูกกว่าซื้อตามตลาดนัดแถวบ้านพอสมควร เธอจึงซื้อมาลองตลาดดูก่อน ถ้าขายดีค่อยมาเหมาไปเพิ่ม
หลินกั๋วผิงคาดไม่ถึงว่าลูกสาวตัวน้อยจะมีหัวการค้าไวขนาดนี้ ดูท่าต่อไปเขาคงต้องยอมเชื่อฟังความคิดเห็นของลูกสาวให้มากขึ้นเสียแล้ว ยัยหนูคนนี้ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ ความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินตัวจริงๆ
การที่ลูกสาวฉลาดเกินวัยเป็นเรื่องน่ายินดีและน่าภาคภูมิใจ แต่ลึกๆ ในใจคนเป็นพ่อกลับรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
‘ลูกคนจนย่อมรู้ความเร็วกว่าวัย’... หากลูกสาวได้เกิดในครอบครัวที่พรั่งพร้อมสมบูรณ์ เธอคงได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างไร้กังวลมากกว่านี้
สองพ่อลูกเดินเที่ยวเตร่จนทั่ว พอถึงมื้อเที่ยง ทิงเสวี่ยบ่นอยากกินปาท่องโก๋กับโจ๊กแปดเซียน หลินกั๋วผิงจึงพาไปนั่งกินที่ร้านอาหารเช้าเจ้าดัง หลังจากอิ่มหนำสำราญ สองพ่อลูกก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านอย่างมีความสุข
......
เช้าวันรุ่งขึ้น ทิงเสวี่ยติดกิ๊บดอกไม้และมัดผมด้วยยางรัดผมสีสวยที่ซื้อมาจากตัวอำเภอ ไปโรงเรียนด้วยความมั่นใจ
ทันทีที่ก้าวเข้าห้องเรียน เพื่อนตาไวคนหนึ่งก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนศีรษะของทิงเสวี่ย รีบปรี่เข้ามาทัก
“หลินทิงเสวี่ย! กิ๊บติดผมเธอสวยจัง ซื้อมาจากไหนเหรอ? ฉันไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย”
ทิงเสวี่ยยิ้มกริ่ม “ฉันซื้อมาจากในตัวอำเภอน่ะ ตลาดนัดแถวบ้านเราไม่มีขายหรอก... อ้อจริงสิ หลิวฟาง กิ๊บแบบนี้ฉันซื้อมาเผื่อหลายอันเลยนะ เธอสนใจไหมล่ะ? ฉันขายให้ราคากันเอง”
เด็กหญิงที่ชื่อ หลิวฟาง มาจากหมู่บ้านเกาไถ่ ฐานะทางบ้านจัดว่าดี หน้าตาพอไปวัดไปวา ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี ความสัมพันธ์กับทิงเสวี่ยถือว่ากลางๆ ไม่ดีไม่ร้าย แต่ถ้านับตามศักดิ์แล้ว เธอก็ถือเป็นญาติห่างๆ คนหนึ่ง เพราะพ่อของหลิวฟางเป็นลูกพี่ลูกน้องกับหลิวกุ้ยหลาน แม่ของทิงเสวี่ย
หลิวฟางเดินมาหยุดตรงหน้า จ้องมองกิ๊บติดผมอย่างพิจารณา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม “ฉันก็อยากได้นะ... ไม่รู้ว่าแพงหรือเปล่า?”
“ไม่แพงหรอก อันละหนึ่งเหมาห้าเฟินเอง คนกันเองฉันไม่บวกกำไรเยอะหรอก”
ทิงเสวี่ยถอดกิ๊บจากผมตัวเองยื่นให้ “หลิวฟาง เธอลองติดดูสิ รับรองว่าดูดีขึ้น เลยล่ะ ถ้าไม่เชื่อลองถามสวี่หัวลี่ดูได้”
สวี่หัวลี่รู้หน้าที่ รีบเชียร์แขกทันที “ใช่แล้วหลิวฟาง! กิ๊บอันนี้เธอติดแล้วดูสวยกว่าทิงเสวี่ยอีกนะ เข้ากับหน้าเธอสุดๆ”
หลิวฟางเขินม้วน “...”
เดิมทีหลิวฟางเล็งแค่กิ๊บติดผม แต่พอเหลือบไปเห็นยางรัดผมสีสวยในกล่อง ก็อดใจไม่ไหว
สุดท้ายทิงเสวี่ยขายกิ๊บติดผมได้ 2 อัน และยางรัดผมอีก 2 เส้น ฟันกำไรเนาะๆ ไปหนึ่งเหมาสองเฟิน
เพื่อนนักเรียนหญิงคนอื่นที่รักสวยรักงาม พอเห็นสินค้าแฟชั่นใหม่ล่าสุดจากตัวเมืองที่ไม่มีขายในตลาดนัด ก็เริ่มกระเป๋าสั่น ไม่กี่วันต่อมา เพื่อนๆ ก็ทยอยแคะกระปุกเอาเงินค่าขนมมาอุดหนุนทิงเสวี่ยกันเกรียวกราว จากปากต่อปากในห้องเรียน ก็เริ่มขยายวงกว้างไปยังห้องอื่น แม้แต่รุ่นพี่รุ่นน้องก็ยังมามุงดูสินค้าจากแม่ค้าตัวจิ๋วคนนี้
ไม่ถึงสัปดาห์ สินค้าในสต็อกของทิงเสวี่ยก็เกลี้ยงแผง
รอบนี้ทิงเสวี่ยทำกำไรได้ถึง 5 หยวน!
เงิน 5 หยวนอาจดูไม่มากสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กเก้าขวบที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง มันคือความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่
ทิงเสวี่ยกำเงินแน่น ความรู้สึกตื้นตันจุกอกจนอยากจะร้องไห้... เธอทำได้แล้ว!
การทดลองตลาดครั้งแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เธอจะต้องลุยต่อ!
ตอนแรกหลินกั๋วผิงไม่ได้คาดหวังว่าลูกสาวจะหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แค่อยากให้ลูกสนุกกับการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ แต่พอเห็นลูกทำกำไรได้จริง เขาก็พลอยดีใจไปด้วย
หลังจากนั้น ทุกครั้งที่หลินกั๋วผิงเข้าเมืองไปขายซาลาเปา เขาก็จะรับหน้าที่เป็นฝ่ายจัดซื้อ หิ้วกิ๊บติดผม ยางรัดผม สมุดวาดเขียน และสีน้ำกลับมาให้ลูกสาวขาย
ทิงเสวี่ยขยายไลน์สินค้า ไม่ขายแค่เครื่องประดับผม แต่ยังเพิ่มอุปกรณ์การเรียนอย่างปากกาสีและสมุดน่ารักๆ เข้าไปด้วย ทำให้ยอดขายพุ่งกระฉูด
เพียงเดือนเดียว ทิงเสวี่ยก็หาเงินได้สิบกว่าหยวน! สำหรับเด็กประถมยุคนั้น นี่ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลทีเดียว
......
พริบตาเดียวก็ล่วงเข้าสู่ต้นเดือนเมษายน
โลกมนุษย์ในเดือนสี่บุปผาเริ่มโรยรา ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะผ่านพ้น ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ใบไม้เขียวชอุ่มแทนที่ดอกไม้หลากสี
บ่ายวันเสาร์... หลินชุ่ยหง พี่สาวคนโตของหลินกั๋วผิงก็โผล่มาที่หมู่บ้านต้าเหออย่างกะทันหัน
หน้าท้องของหลินชุ่ยหงนูนเด่นชัดเจน ดูด้วยสายตาน่าจะตั้งครรภ์ได้ราวสี่ห้าเดือนแล้ว
ปกติเวลามาเยี่ยมบ้านเดิม หลินชุ่ยหงมักจะหนีบลูกสาวมาด้วย หรือไม่ก็มีหวังเจี้ยนเช่อ สามีตามมาเป็นเพื่อน แต่คราวนี้เธอมาคนเดียว
หลินชุ่ยหงตรงดิ่งไปที่บ้านของหลินกั๋วเซิ่ง
นับตั้งแต่มาเยี่ยมตอนตรุษจีน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอกลับมา แม้แต่เทศกาลเช็งเม้งที่ผ่านมา เธอก็ไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่ส่งสามีมาทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษแทน
“พี่ใหญ่! ท้องพี่นี่... พี่คงไม่ได้กำลัง...?”
จางเสี่ยวเสียจ้องมองหน้าท้องนูนๆ ของหลินชุ่ยหงด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเข้าใจในสถานการณ์ทันที
มาถึงขั้นนี้แล้ว หลินชุ่ยหงก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป เธอยกน้ำชาขึ้นจิบแก้เก้อแล้วสารภาพ
“ฉันท้องได้ห้าเดือนครึ่งแล้ว... ท้องนี้หมอดูทักว่าสิบแปดเก้าส่วนต้องเป็นลูกชายแน่ๆ”
จางเสี่ยวเสียตาโต “พี่ใหญ่ ตอนนี้ทางการเขาเข้มงวดเรื่องวางแผนครอบครัวจะตาย พี่กล้าปล่อยให้ท้องได้ยังไง? ไม่กลัวตายหรือคะ?”
หลินชุ่ยหงเสียงเครือ “ฉันจำเป็นต้องมีลูกชายให้ได้... ฉันรู้ว่ากฎหมายมันแรง แต่ถ้าไม่มีลูกชายสืบสกุล ฉันอยู่ที่บ้านสามีก็เงยหน้าอ้าปากเถียงใครไม่ได้เลย พี่สะใภ้น้องสะใภ้คนอื่นเขามีลูกชายกันหมด พ่อแม่สามีก็เลยรุมรังเกียจบ้านฉันที่ไม่มีหลานชายให้ หาเรื่องโขกสับสารพัด”
หลินกั๋วเซิ่งถอนหายใจด้วยความเห็นใจในชะตากรรมของพี่สาว “พี่ครับ ผมรู้ว่าพี่ลำบากใจ แต่ตอนนี้ทางการเอาจริงมาก พี่กับพี่เขยจะทำยังไงกันดี?”
หลินชุ่ยหงก้มหน้า นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพึมพำเสียงเบา
“กั๋วเซิ่ง... เสี่ยวเสีย... ฉันกะว่าจะมาขอหลบตัวอยู่ที่บ้านเดิมสักพัก ขอแค่ไม่โดนพวกเจ้าหน้าที่ลากตัวไปทำแท้ง พอคลอดลูกออกมาแล้ว ต่อให้โดนสั่งรื้อบ้านหรือโดนปรับจนหมดตัว พวกเราก็ยอมทั้งนั้น”
เมื่อก่อนตอนท้องยังอ่อนๆ พอจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ อำพรางได้ แต่ตอนนี้ท้องโตจนปิดไม่มิดแล้ว หน่วยงานวางแผนครอบครัวจะลงพื้นที่สุ่มตรวจเป็นระยะ หากโชคร้ายถูกจับได้ มีหวังโดนลากเข้าโรงพยาบาลไปทำแท้งสถานเดียว
หลินชุ่ยหงเคยเห็นกับตามาแล้ว เพื่อนบ้านในหมู่บ้านที่ฝ่าฝืนมีลูกเกินกำหนด ถูกเจ้าหน้าที่ลากตัวไปทำแท้งทั้งที่ท้องแก่ เด็กที่ถูกรีดออกมาเป็นทารกเพศชายตัวเป็นๆ ที่ดิ้นพราดๆ ก่อนสิ้นใจ... ภาพนั้นยังตามหลอกหลอนเธอจนถึงทุกวันนี้