แขกผู้มาเยือนรอบนี้มากันทั้งหมด 4 คน มีซือตู๋ จิน และเหล่าสหายเทพเซียน
ซือตู๋ จิน สวมอาภรณ์สีดำสลับขาว ส่วนบุรุษหนุ่มคนอื่น ๆ สวมชุดคลุมยาวสีฟ้า สายตาเย่อหยิ่งไร้ซึ่งความแยแส
อีกสองคนในกลุ่ม เป็สตรีรูปโฉมงดงามทรงเสน่ห์ แม้ว่าตอน อู่ อวี้ จะเป็ถึงรัชทายาทของอาณาจักรบูรพาเย่ว อู่ มาก่อน แต่ก็ถือเป็เื่ยากยิ่งนัก ที่จะได้พบเห็นสตรีรูปโฉมงดงามเช่นนี้
สตรีนางหนึ่งมีรูปร่างสูงระหงได้สัดส่วน ใบหน้าของแม่นางผู้นี้ดูเยือกเย็นยากจะเข้าหา ส่วนอีกคนนางมีรูปร่างเล็กกะทัดรัดรูปโฉมน่ารักดวงตาสดใส สวมใส่อาภรณ์สีแดงปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งอันน่าเย้ายวนใจของนาง แต่เมื่อนางเผชิญหน้ากับ อู่ อวี้ และ ผู้รับใช้คนอื่น ๆ สิ่งที่นางแสดงออกมาคือ ความเย่อหยิ่งจองหองอย่างที่สุด
“เ้า!” ซือตู๋ จิน ะโลงจากหลังกระเรียน์อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วว่องไว จากนั้นเขาก็สาวเท้าสองก้าวเข้ามาหาอู่อวี้ พร้อมกับจ้องมองด้วยดวงตาเบิกโพลง เพราะความไม่อยากเชื่อ
“หลังจากข้าเฆี่ยนตีเ้า ข้าได้เข้าไปตรวจสอบร่างกายของเ้าด้วยตัวเอง ข้าเห็นกับตาว่ากะโหลกศีรษะของเ้าได้แตกเสียหายไปแล้ว ละ... แล้ว ทำไมเ้ายังไม่ตาย?” ซือตู๋ จิน ต้องพบเจอกับสถานการณ์อันเหลือน่าเชื่อ
“ซือตู๋ จิน” เทพเซียนทั้งสามเดินเข้ามาสมทบกับซือตู๋จิน ในเวลานั้นคนทั้ง 3 ก็เริ่มสังเกตเห็น อู่ อวี้ พวกเขาต่างหยุดชะงักด้วยความประหลาดใจ
“อุ๊! ...เ้าทาสผู้นี้ยังไม่ตายอีกงั้นหรือ?” สตรีชุดแดงเอามือป้องปากขณะพูด
“เ้ารอดมาได้เช่นไร?” ซือตู๋ จิน ะโออกมาอย่างมีโทสะสุดขีด ณ เวลานั้นมันสังหาร อู่ อวี้ ก็เพราะว่า อยากแสดงความสามารถให้สหายได้เห็น ทั้งยังเป็การตักเตือนเหล่าผู้รับใช้ว่าต้องให้ทำงานดีขึ้น แต่เวลานี้ อู่ อวี้ กลับไม่ตาย มันจึงเกรงว่าสหายจะหัวเราะเยาะ ในความสามารถของมัน
ณ เวลานี้ อู่ อวี้ มีพลังไม่ด้อยกว่า ซือตู๋ จิน ทว่าหากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เขายังไม่อยากสร้างปัญหาจนเกิดความยุ่งยาก เนื่องจากวันสอบคัดเลือกใกล้เข้ามาทุกขณะ หากเขาทำอะไรบุ่มบ่ามลงไป เขาอาจโดนตัดสิทธิ์จากการเข้าร่วมทดสอบก็เป็ได้
ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ท่านเทพเซียน เพราะข้าเป็ผู้รับใช้จึงมีความอดทนเป็พิเศษ ดังนั้น์จึงเมตตาให้ข้ามีชีวิตรอดต่อไป ข้าต้องขอขอบคุณในความเมตตา ของท่านเทพเซียนที่มีให้แก่ข้า”
ตอนแรกร่างกายของ เสิ่น อู๋เต้า สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และวิตกกังวลอย่างยิ่ง แต่เมื่อชายชราได้ยินสิ่งที่อู่อวี้กล่าวออกไป เขาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แล้วรีบกล่าวขึ้นว่า “ท่านเทพเซียนข้าขอขอบคุณในความเมตตา ของท่าน! เหตุการณ์เมื่อครั้งอดีต เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของพวกเรา ที่ไม่ดูแลรักษากระเรียน์ของท่านอย่างถูกต้อง พวกเราขอสาบานว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก!”
เหล่าเทพเซียนต่างสบตากัน เสมือนกับว่ากำลังหารือผ่านสายตาของพวกเขา ฉับพลัน ซือตู๋ จิน ก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา ‘ต้องทำให้พวกท่านมาเห็นเื่น่าขบขันเช่นนี้แล้ว’
“ซือตู๋ จิน ท่านนี่ไม่ไหวจริงๆ! แค่ทาสคนเดียวแต่ท่านก็ยังไม่สามารถที่จะสังหารมันได้!” สตรีสวมชุดแดงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน จากนั้นก็ชายตาไปยังนกกระเรียน์ของนาง แล้วกล่าวต่อว่า “หากเป็เหม่ยเอ๋อของข้าถูกปฏิบัติไม่ดีเช่นนี้ ข้าจะทรมานไอ้ทาสผู้นั้นให้สาสมต่อความผิดของมันที่กระทำลงไป ข้าจะถลกหนัง และ ดึงเส้นเอ็นของมันออกมาให้หมด จนกว่ามันจะตาย!”
เสียงอ่อนหวานของนาง กับสิ่งที่นางพูดออกมาทำให้ทุกคนถึงกับตะลึงอย่างสุดขีด แท้จริงแล้วนางผู้นี้คือนางจิ้งจอกในคราบลูกแกะ!
หลังจาก ซือตู๋ จิน ได้ยินสิ่งที่นางกล่าวมา มันก็รู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี มันรีบพูดกับ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็วว่า “งั้นข้าจะให้โอกาสกับเ้าอีกสักครั้ง ถือเป็ความเมตตาของข้าแล้วกัน ล่าสุดที่เ้าได้ทำร้ายหลินเอ๋อของข้า เราทั้งสองก็ยังไม่ได้ตัดสินความบาดหมางกันเลย นี่คือ อึ ของกระเกรียน์ หากเ้ายอมกินมัน ข้าก็จะยอมปล่อยผ่านต่อสิ่งที่เ้านั้นเคยกระทำ”
สิ่งที่เหล่าเทพ์กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เกี่ยวกับเื่ของ ‘อึ’ กระเรียน์
หลังจากที่เทพเซียนทั้งสามรู้ว่า อู่ อวี้ กำลังจะถูกลงโทษ พวกเขาก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดจะกลั้น
“คิก คิก คิก ซือตู๋ จิน ท่านนี่หยาบช้ายิ่งนัก!” แม้แต่สตรีที่ไร้ความแยแส กับ สตรีรูปร่างสูงระหงยังมิอาจอดกลั้นเสียงหัวเราะของพวกนางเอาได้เธอ
“น่าสนใจจริงๆ พี่ชาย ซือตู๋ จิน!” บุรุษหนุ่มสวมชุดสีฟ้าผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“สหายทั้งสามอย่าได้ล้อเล่นเลย มันเป็แค่เื่ตลกขบขันเท่านั้น!” ซือตู๋ จิน
หลังจากผู้รับใช้ได้ยินสิ่งที่พวกเขากล่าว ใบหน้าของแต่ละคนก็ซีดเผือดไร้สีลงทันที เพราะพวกเขาไม่สามารถจะช่วยเหลือสิ่งใดแก่ อู่ อวี้ ได้เลย
“หาก ... มันจำเป็จริงๆ ข้าก็จะกินมัน” เสิ่น อู๋เต้า กังวลอย่างยิ่ง ชายชราเกรงว่า อู่ อวี้ จะไม่สามารถควบคุมโทสะของตนเองได้เขาจึงรับปากรับคำกลับไป ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็เื่ที่สร้างความอัปยศอดสูอย่างยิ่งในชีวิตของเขา แต่ชายชราก็หาแยแสไม่ เขายอมทำทุกอย่างเพื่อ อู่ อวี้!
ความรักที่ชายชรามอบให้แก่ อู่ อวี้นั้น ทำให้เขาซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง
พวกเขาทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งยังไม่มีความเกี่ยวข้องทางเื แล้วเพราะเหตุใดชายชราถึงได้เสียสละแทนเขาได้มากมายเช่นนี้?
“ท่านลุงอย่าไปใส่ใจกับคนเหล่านี้” เดิมที อู่ อวี้ มีแผนล้างแค้นหลังสอบเสร็จ แต่ดูเหมือนโชคชะตา และ ฟ้าไม่เป็ใจ้าให้เขาใช้แผนอื่น สิ่งที่เขาไม่อาจล่วงรู้ได้นั่นก็คือ หากเขาต้องต่อสู้กับศัตรูในวันนี้ เขาอาจจะโดนตัดสิทธิ์ในการสอบเพราะขาดคุณสมบัติ
“อู่ อวี้!” เสิ่น อู๋เต้า อุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก กลับสิ่งที่เขากระทำ อู่ อวี้ จับแขนของชายชราออกมา แล้วดันให้ชายชราถอยห่างไปด้านหลังสองสามก้าว ทันใดนั้นดวงตาของ อู่ อวี้ ก็เปล่งแสงสีทองออกมา ราวกับอสูรั์ได้ตื่นขึ้น
“ทาสชั้นต่ำอย่างเ้า กล้าท้าทายข้า!?” ซือตู๋ จิน มีไหวพริบเฉลียวฉลาด มันไม่คาดหวังว่า อู่ อวี้ จะกล้าหาญแสดงท่าทางขัดขืนเช่นนี้ ทำให้มันทั้งโกรธ และ อับอายอย่างยิ่ง
“อู่ อวี้ เ้าช่างน่าสงสารยิ่งนัก!” เหล่าผู้รับใช้ทุกคนมองไปทางเขาด้วยสายตาเวทนา และ สงสารอย่างสุดซึ้ง “ก่อนหน้านี้เพราะโชคดีที่สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ แต่ดูเหมือนครั้งนี้ เขาคงไม่อาจหลีกหนีชะตาอันเลวร้ายไปได้อีก”
“เฮ้อ…ควรสาปแช่งจ้าวชวนจริงๆ เพราะในวันนั้นมันใส่ร้ายเขา จึงทำให้เกิดเื่เช่นนี้ ...”
นับได้ว่าเป็โอกาสเหมาะของ ซือตู๋ จิน เพราะมันกำลังคิดหาหนทางลงโทษ อู่ อวี้ ไม่เช่นนั้นแล้วสหายของมันคงหัวเราะเยาะดูแคลน ที่ไม่อาจฆ่าคนรับใช้ต่ำต้อยผู้หนึ่งได้ ไม่เช่นนั้นแล้วความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดของมัน ในการเกี้ยวพาราสีสตรีชุดแดงก็จะมลายหายไปในพริบตา
“วันนี้ข้าจะส่งเ้าไปยังแม่น้ำหวางเหอ!”
ซือตู๋ จิน กำลังตัวโจมตี
ทันใดนั้นสตรีนางหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของมันอย่างไร้เสียงเตือน ดวงตาของมันพร่ามัวเพราะภาพ ๆ นั้นได้หันเหความสนใจของเขาไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้พลังหมัดที่ถูกปล่อยออกไป อัดกระแทกเข้ากับศิลาสีเขียวก้อนั์ที่อยู่ใกล้ ๆ ส่งผลให้... ตู้มมม!!!! ศิลาก้อนั์ะเิออกทันที
“ใคร!?” ซือตู๋ จินได้ะโลั่น บัดนี้ใบหน้าของเขานั้นถึงกับแดงก่ำด้วยความโกรธ มันกัดฟันแน่นหมายปลิดชีพ อู่ อวี้ ให้ได้ในหมัดเดียว แต่เมื่อมันสังเกตผู้ที่ปรากฏกายอย่างไร้ร่องรอย อย่างใกล้ชิด มันก็ต้องตกตะลึงอย่างสุดขีด ร่างกายของมันสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เพราะผู้ที่ปรากฏกายคงไม่มีผู้ใดกล้าหาญะโใส่เขาเป็แน่ “ศะ..ศิษย์พี่หญิงซู ไฉนท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดมาก่อน ถึงการปรากฏกายของซู หยานหลี่ เมื่อเขาได้เห็นรูปโฉมของนางอย่างใกล้ชิด เขาถึงกับตกตะลึงในความงดงาม อันเรียกได้ว่ายากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ กระทั่งสหายของ ซือตู๋ จิน ที่มีรูปโฉมสวยสดงดงามทั้งสองก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับนางได้เลย ไม่ว่าจะเป็รูปโฉม หรือ กิริยาท่าทาง มันช่างแตกต่างราวกับรวงข้าว กับ ดวงจันทราก็ไม่ปาน!
แถมน้ำหอมกลิ่นกายอันหอมสดชื่นออกมา เสมือนดั่งพลังที่ช่วยฟื้นฟูจิติญญา!
“สถานที่แห่งนี้คือ เทือกเขาซูหยานหลี่ของข้า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้ความแยแส พร้อมกลับสะบัดมือ
“ซือตู๋ จิน และ สหายทั้งสาม นับแต่นี้เทือกเขาหยานหลี่จะไม่ต้อนรับพวกเ้าอีกต่อไป ข้าหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่เห็นหน้าพวกท่านที่นี่อีก”
เห็นได้ชัดว่านางกำลังมีโทสะเป็อย่างยิ่ง
ซือตู๋ จิน ต้องพบเจอกับสถานการณ์ไม่อยากเชื่ออีกครั้ง “ศิษย์พี่หญิงซู มันผู้นี้ก็แค่ผู้รับใช้ …”
“เขาคือคนของเทือกเขา ซู หยานหลี่ เขาจะถูกลงโทษหรือไม่นั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเ้า”
นางพูดเสียงดังฟังชัด ด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งความแยแสอย่างที่สุด แต่มีข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ในสายตาของ อู่ อวี้แล้ว นางคือเทพเซียนอย่างแท้จริง หากว่ามีผู้ใดสักคนหนึ่งที่จะสามารถเทียบเคียง กับ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนได้นั่นก็คือ นาง ผู้มีวิชาแห่งเต๋าในการต่อสู้ และ หยินหยางหวนกลับ!
“เหอะ!”
เทพเซียนทั้ง4นั้นได้แสดงโทสะขึ้นมาทันที หลังจากได้ยินสิ่งที่ ซู หยานหลี่ กล่าว
ซือตู๋ จิน พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ของตน มันหันกลับมามองทาง ซู หยานหลี่ แล้วเปล่งคำพูดหนึ่งออกมา “ศิษย์พี่หญิง ซู หยานหลี่ น้องชายของข้าถือเป็อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ด้วยวัยเพียง 13 ปี เขากลับสามารถสละร่างขั้นสุดท้ายนั่นก็คือ ‘ทะลวงจิต’ เมื่อครั้นที่เขาอยู่ในอาณาจักรมนุษย์ ได้ถูกขนานนามว่าเทพาเลยก็ว่าได้ ความสามารถของเขานั้นเรียกได้ว่า เหนือกว่าท่านมาก!”
สตรีชุดแดงพูดเสริมขึ้นทันที “ข้าได้ข่าวมาว่า หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในการควบแน่นลมปราณ ผู้พิทักษ์สูงสุดของนิกายก็จะรับเขามาเป็ศิษย์สายตรง เมื่อถึงวันนั้นศักดิ์ฐานะภายในนิกายของเขาย่อมไม่ต่ำต้อยไปกว่าท่านหรอกนะ ศิษย์พี่หญิงซู”
ผู้พิทักษ์สูงสุด ตำแหน่งของนางถือได้ว่า รองจากเ้านิกายเพียงเท่านั้น
ริมฝีปากของ ซู หยานหลี่ เปิดขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดขึ้น ด้วยใบหน้าไร้ความแยแสเช่นเคย “พวกท่านคิดจะขู่ข้าเช่นนั้นหรือ?”
“เรามิกล้า! เราเพียงแค่กล่าวให้ฟัง เผื่อว่าท่านจะอยากรู้!” ซือตู๋ จิน ยิ้มออกมาด้วยใบหน้าแฝงความชั่วร้าย หลังจากนั้นมันก็ะโขึ้นไปบนหลังของนกกระเรียน์ ก่อนจะหายเข้าไปในกลีบเมฆ มันได้หันหัวกลับมามอง อู่ อวี้ อีกครั้ง ก่อนมันจะจากไป
“หึ!” จิตใจของ ซือตู๋ จิน ร้อนรนดั่งไฟเผาจนทำให้มันเกือบจะตกจากหลังของกระเรียน์
“เหตุใด ซู หยานหลี่ ให้ท้ายผู้รับใช้เช่นนี้” ใยนางถึงไม่คิดบ้างว่ามันจะทำร้ายข้า
“ซือตูู๋ ิหลาง? ด้วยวัยเพียง 13 ปี กลับอยู่ในระดับทะลวงจิตแล้ว?” ซู หยานหลี่ หันหัวของนางไปทาง อู่ อวี้ และ เสิ่น อู๋เต้า แต่ท่าทางของนางเหมือนกำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างอยู่ ฉับพลันนางก็หายตัวไปในพริบตา
“ขอบคุณท่านเทพเซียน!” เสิ่น อู๋เต้า รอดพ้นจากหายนะมาได้อย่างหวุดหวิด ชายชรารีบคุกเข่าโค้งคำนับแสดงความขอบคุณทันที
เหตุเพราะวันนี้ พวกเขาทั้งสองพยายามหาทางหลีกเลี่ยงกับปัญหาอย่างที่สุด คงต้องขอบคุณในน้ำใจ และ ความเมตตาของ ซู หยานหลี่ ที่ทำให้พวกเขาสองคนรอดพ้นจากเหล่าอันธพาลมาได้ การกระทำของนางทำให้ อู่ อวี้ ซาบซึ้งอย่างที่สุด
ความอิ่มเอมทำให้ อู่ อวี้ เกือบหลงลืมการกระทำของ ซือตู๋ จิน ที่มันได้กระทำกับเขาในวันนี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เขาหวนนึกถึงความทรงจำบางอย่างขึ้นมาได้ เขาได้เพิ่มบางอย่างลงไปในบันทึกความทรงจำ ที่เขาจะต้องชำระแค้น เขาจะต้องทำให้ ซือตู๋ จิน คุกเข่าอ้อนวอนร้องขอความเมตตาจากเขาให้ได้
ซือตู๋ จิน ได้กล่าวถึงน้องชายคนเล็กของมันว่า “มีวัยเพียง 13 ปี สามารถสละร่างในขั้นตอนหลอมรวมิญญา” มันสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ อู่ อวี้ ยิ่งนัก ตัวเขาอยู่ในวัย 15 ปี สามารถอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 5 ก็ถือว่าอัจฉริยะยิ่งแล้ว แต่ ซือตู๋ ิหลาง อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 10 ด้วยวัยเพียงแค่ 13 ปี!
“สถานะของข้าในตอนนี้ เป็เพียงแค่ผู้รับใช้ต่ำต้อย หากพวกศิษย์นอกคิดจะข่มเหงรังแก ก็เป็เื่ยากจะหลีกเลี่ยง ดังนั้นข้าจะต้องฉกฉวยโอกาสสุดท้ายนี้ให้ได้ ด้วยการผ่านการสอบคัดเลือก และ เข้าเป็ศิษย์ของนิกายกระบี่์!
ไม่นานนักยามราตรีก็คืบคลานเข้ามา ณ ค่ำคืนอันดึกสงัด
“อู่ อวี้ การสอบจะเริ่มในวันพรุ่งนี้แล้ว ตกลงเ้าจะไปด้วยหรือไม่?” เสิ่น อู๋เต้าถาม
“ไปแน่นอน!”
--- ระหว่างการเดินทาง---
“พออายุมากขึ้น แข้งขาของข้าก็ไม่ดีเช่นเคย
“เทือกเขาแท่น์ ยังอยู่อีกไกลงั้นคืนนี้พวกเราพักแรมกันที่นี่แล้วกัน?”
อันที่จริง เสิ่น อู๋เต้า ไม่ควรเดินทางไกลเนื่องจากเขาแก่ชรามากแล้ว แต่การสอบคัดเลือกนั้นความใฝ่ฝัน ั้แ่เยาว์วัย ชายชราจึงไม่อยากพลาดที่จะได้เห็นเด็กผู้หนึ่ง จะได้เข้าไปเป็ศิษย์ของนิกายกระบี่์ เพียงเท่านี้มันก็ทำให้ชายชรามีความสุข และ พึงพอใจยิ่งแล้ว!
“ไม่ต้องหรอกท่านลุง เดี๋ยวข้าจะแบกท่านไปเอง” อู่ อวี้ หยิบกระบี่ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาก็เอามันมาคาดไว้บนเอว หากท่านลุงเกิดสงสัยถามขึ้นมาว่าสิ่งนี้มันคืออะไร เขาได้เตรียมคำตอบเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่ามันคือ ไม้เท้า ที่เตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
และแล้ววันสอบคัดเลือกก็เข้ามาถึง
เสิ่น อู๋เต้า พยายามขัดขืนไม่ให้ อู่ อวี้ แบกเขา แต่เมื่อเห็นว่า อู่ อวี้ เดินทางไปได้อย่างว่องไวอีกทั้งการเคลื่อนไหวยังอ่อนนุ่ม ไม่นานนักเสียงของชายชราก็เงียบลง
เทือกเขาแท่น์! นับเป็เทือกเขาที่เลื่องชื่อมากที่สุดในเทือกเขาคราม! การสอบคัดเลือกทุกขั้นตอนเกิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าผู้เข้ารับการสอบคัดเลือกจะอยู่ชั้นวรรณะใด จะเป็ผู้รับใช้ หรือ เป็อัจฉริยะมาจากโลกภายนอก หากคนผู้นั้นสามารถผ่านการทดสอบ ก็จะได้รับโอกาสเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกตน!
จากมนุษย์สู่ผู้ฝึกตน
การเดินทางครั้งนี้ ถือเป็ครั้งแรกที่เขาเดินทางห่างจากเทือกเขาครามมากที่สุด ซึ่งในวันนี้ถือว่าเป็วันสำคัญที่สุดของเหล่าผู้รับใช้เลยก็ว่าได้ ผู้รับใช้หลายคนเริ่มออกเดินทางในตอนดึก เพื่อให้ตนได้ถึงเทือกเขาแท่น์ก่อนรุ่งสาง เพราะการสอบคัดเลือกจะเริ่มขึ้นในบ่ายวันนี้
“ร่างกายของเ้าแข็งแรงดีจริงๆ!” เสิ่น อู๋เต้า ตกตะลึงเมื่อเห็นว่า อู๋ อวี้ แบกร่างของชราปีนขึ้นเขา โดยที่ไม่มีท่าทางเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย
“เดิมทีข้าอยู่ในระดับชั้นฟ้า 5! แต่เพราะผงพรากิญญาได้ฉุดข้าลงมา”
ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เหตุผลอันแท้จริง แต่พอ อู่ อวี้ คิดถึงเื่ที่ชายชราจะแสดงความประหลาดใจมากแค่ไหน เมื่อเห็นเขาผ่านการทดสอบ เขาก็แทบจะอดใจไว้ไม่ไหว
เมื่อเขาสังเกตเห็นชายชราผล็อยหลับไป เขาก็รีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปบนเทือกเขาแท่น์ก่อนรุ่งสาง เมื่อแสงตะวันของยามเช้าเริ่มทอแสงออกมา ผลปรากฏว่าพวกเขาเป็หนึ่งในกลุ่มคนที่มาถึงได้รวดเร็วที่สุด ฝูงชนส่วนใหญ่จะเป็ผู้รับใช้ และยังไม่ถึงเวลาลงสมัครสอบ
“เส้นทางสู่เทือกเขาแท่น์ เทือกเขาแท่น์! ผู้เข้าร่วมการสอบ จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่ด้านล่างของูเา พอผ่านการทดสอบแล้ว จากนั้นก็ให้เดินขึ้นไปยังยอดเขา ซึ่งเส้นทางนั้นจะนำพวกเ้าไปสู่แท่น์ และพอหลังจากออกมาจากหุบเขานั้นได้ พวกเขาก็จะเข้าสู่แท่น์ ส่วนสาวกผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมในการสอบ สามารถเดินขึ้นไปยังยอดเขา เพื่อดูการทดสอบได้โดยตรง”
มีผู้ชมนับหมื่นที่อยากไปยืนอยู่บนแท่น์นั้น ซึ่งพวกเขาเ่าั้ล้วนแต่เป็ข้ารับใช้ทั้งสิ้น เพราะพวกเขานั้นอยากจะได้แรงบันดาลใจในการฝึกฝนจากการรับชมครั้งนี้ แต่มันถูกสงวนไว้ให้กับศิษย์ผู้ผ่านการคัดเลือก ซึ่งถือเป็การกระตุ้นอย่างดีให้ผู้รับใช้หมั่นฝึกฝน ส่วนศิษย์ที่ถูกนิกายยอมรับอย่างเป็ทางการแล้ว ก็จะขี่นกกระเรียนบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อชมการแข่งขัน ซึ่งถือเป็ตำแหน่งที่ดีที่สุดในเกาะติดภาพเหตุการณ์
ระดับความสูงของเทือกเขาแท่น์ นับว่าใกล้เคียงกับของเทือกเขาหยานหลี่ แต่ทว่ามันมีขนาดกว้างกว่าหลายเท่านัก เมื่อถึงเวลาเสิ่นอู๋เต้าก็ตื่นขึ้น แล้วพบว่าตนเองได้มาอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นทางเข้า ไปสู่าแห่งการทดสอบได้อย่างชัดเจน
"มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ทำไมถึงรวดเร็วนัก?” เสิ่น อู๋เต้า พยายามเพ่งมองไปรอบ ๆ พบว่าทุกอย่างยังคงพร่ามัว เนื่องจากเพิ่งตื่นนอนเลยยังสะลึมสะลืออยู่ เขาจำได้ว่าทุกครั้งที่ตนเข้ามาดูการแข่งขัน จะเหน็ดเหนื่อยเป็อย่างมาก แต่สำหรับครั้งนี้เมื่อเขาตื่นขึ้นมา กลายเป็ว่าเขากลับอยู่ที่นี่เลย
“อื้ม” อู่ อวี้ พูดแล้วยิ้มจาง ๆ อย่างภูมิใจ
“เป็ตำแหน่งที่ดีมาก!” เสิ่น อู๋เต้า เหมือนหวนสู่วัยเยาว์อีกครั้ง หวนกลับเข้ามาในวัยเด็กเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “วันนี้ข้าจะได้เห็นอัจฉริยะหนุ่มได้เป็ชาว์ อย่างเต็มสองตาเสียที”
“ครั้งหน้าข้าก็จะแบกท่านมาอีก” อู่ อวี้ ยิ้มอีกครั้ง
อู่ อวี้ รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง เพราะในวันนี้จะเป็วันที่ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป และ จะเป็วันที่เขาสามารถเติมเต็มความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ของท่านลุง
ผู้คนเริ่มทยอยกันเข้ามาในเทือกเขา เวลานี้เทือกเขาเริ่มแออัดด้วยมีผู้คน และ เหล่าผู้รับใช้นับหมื่น เสียงเซ็งแซ่ดังอื้ออึงไปทั่วทั้งอากาศ
มีข่าวแว่วมาว่า ผู้รับใช้จำนวนมากมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะผ่านการตรวจสอบอยู่ตรงบริเวณด้านล่างของเทือกเขา และในตอนนี้เหล่าผู้รับใช้กำลังเดินทางบนเส้นทางที่จะนำไปสู่แท่น์ เพื่อเตรียมตัวที่จะไปยังบททดสอบต่อไป
อีกไม่ช้าก็จะถึงยามเที่ยงแล้ว
อู่ อวี้ ขออนุญาตลุงเสิ่นไปเข้าห้องน้ำ เนื่องจากว่าตอนนี้ตนนั้นปวดท้องหนัก ซึ่งถือว่าเป็ข้ออ้างที่ดีมากเพราะบนเทือกเขาไม่มีห้องน้ำ
“แต่เดี๋ยวการสอบ มันจะเริ่มแล้วนะ!” เสิ่น อู๋เต้า อยากให้อู่ อวี้ได้เห็นการสอบ
"ไม่เป็ไรท่านลุง ข้าไม่ใส่ใจการสอบนี้นัก แค่ท่านลุงดูได้ข้าก็ดีใจแล้ว เดี๋ยวข้าก็กลับมา ท่านอย่าเดินไปไหนล่ะ ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาท่าน”
“หากข้าพลาดฉากสำคัญไป ท่านก็ช่วยดูแล้วค่อยเล่าให้ข้าฟังที่หลังก็แล้วกันนะ”
อู่ อวี้ เดินออกมาอย่างไร้วี่แววกังวล เพราะขาของท่านลุงไม่ได้แข็งแรงเหมือนเช่นเดิมแล้ว แม้แต่เดินลงูเาก็ยังเป็ปัญหาสำหรับท่าน หลังจากโบกมือลา อู่ อวี้ รีบเดินลงจากูเา แล้วเตรียมความพร้อม เพื่อรับการตรวจสอบคุณสมบัติ
....................................................................................................................................