อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ทำร้ายนางเพียงถือมีดค่อยๆ กรีดสายรัดเสื้อคลุมขนสัตว์ของเย่จิ้งซูออกช้าๆ พร้อมกล่าวยิ้มๆ"ข้าบอกท่านแล้วว่าทำเรื่องชั่วไว้ก็ควรหลบซ่อนตัวไม่ควรมาท้าทายข้าถึงที่ นี่ไม่ใช่หาเรื่องใส่ตัวหรอกรึ?"
พอกรีดเสื้อคลุมขนสัตว์ออกแล้วนางก็ใช้มีดกรีดสายรัดเสื้อหนาตัวในของเย่จิ้งซูต่อ เย่จิ้งซูเริ่มหน้าซีดแต่ทว่าอันซิ่วเอ๋อร์ยังคงลงมือไม่หยุด "ต้องขออภัยข้ากลัวว่าหากไม่ทำเช่นนี้ ท่านจะหาทางหลบหนีไปได้ จึงจำต้องใช้วิธีนี้"
นางกรีดสายรัดเสื้อทุกเส้นจนหมดทำให้เย่จิ้งซูต้องใช้สองมือกอดอกประคองเสื้อผ้าไว้มิเช่นนั้นคงหลุดลุ่ยร่วงลงพื้น
"ฮูหยินท่านเรียนรู้วิธีนี้มาจากไหนเจ้าคะ?" แม่นมฟู่เอ่ยถาม
"จากตำราน่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบปัดๆ ใครจะรู้ว่าเหตุใดคนซื่อๆอย่างนางจึงคิดวิธีเช่นนี้ออกแม้จะแค้นเย่จิ้งซูที่หลอกนางมายังที่อับโชคนี้เพียงใดแต่ก็ไม่อาจลงมือทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมได้ จึงทำได้เพียงใช้วิธีนี้
เย่จิ้งซูไม่กล้าปริปากอีกแม้จะกอดเสื้อผ้าไว้แน่น แต่ก็ยังรู้สึกถึงลมเย็นๆ ที่ลอดเข้ามา
นางเป็นหญิงบริสุทธิ์หากเสื้อผ้าหลุดลุ่ยต่อหน้าธารกำนัล นางคงไม่มีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อไป
"เห็นไหม ข้าดีต่อท่านแค่ไหน?ข้าไม่ได้ทำร้ายท่าน แถมยังจะส่งท่านกลับไปดีๆ" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ พอกรีดสายรัดเสื้อผ้าเย่จิ้งซูจนหมด นางก็เก็บมีด
"ฮูหยิน ยังมีบ่าวคนนี้อีกเจ้าค่ะ!"ป่านเซี่ยรีบบอก ตอนนั้น บ่าวของเย่จิ้งซูยังดิ้นรนอยู่ในมือนาง
"อ้อ" อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองแวบหนึ่งแล้วก็ทำวิธีเดิม กรีดสายรัดเสื้อผ้าบ่าวผู้นั้น เสร็จแล้วจึงวางมีดลงเดินไปล้างมือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะหยิบมีดขึ้นมาอีกครั้งแล้วค่อยเปิดประตู
"ไปกันเถอะ" อันซิ่วเอ๋อร์เดินนำออกไป
ผู้ดูแลที่รออยู่หน้ากระท่อมพอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์คุมตัวเย่จิ้งซูออกมา ก็ทำหน้าเหมือนเห็นผีแต่ยิ่งอันซิ่วเอ๋อร์เคยสิ้นหวังมาเพียงใด ตอนนี้นางก็ยิ่งสงบนิ่งได้เพียงนั้น
ผู้ดูแลผู้นี้เป็นคนของเย่จิ้งซูอันซิ่วเอ๋อร์จึงแกล้งกระตุกเสื้อผ้าเย่จิ้งซู กล่าวว่า"ท่านยังไม่ไล่เขาไปไกลๆ อีกรึ? เดี๋ยวแม่นมฟู่ตกใจเผลอเหยียบชายกระโปรงท่านเข้า จะดูไม่ดีนะเจ้าคะ"
เย่จิ้งซูแทบจะกัดฟันกรอดจำต้องตวาดใส่ผู้ดูแล "มองอะไร!? ไสหัวไปให้พ้น!"
ผู้ดูแลคาดไม่ถึงว่าตนอุตส่าห์คิดจะหาโอกาสช่วยแต่นางกลับไม่เห็นใจ ตอนนั้นเองเขาจึงสังเกตเห็นว่านางใช้มือข้างหนึ่งกุมอกเสื้อไว้ ส่วนอีกข้างกำคอเสื้อคลุมแน่น
"อืม... ท่านนั่งรถม้าดีๆเช่นนี้มาเชียว?" พอเดินมาถึงด้านหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ก็เห็นรถม้าของเย่จิ้งซู นางกล่าวยิ้มๆจากนั้นก็ดันตัวเย่จิ้งซูขึ้นรถม้า แล้วกล่าวอีกว่า "รถม้านี่ดูเหมือนจะนั่งได้ไม่กี่คนปล่อยบ่าวของท่านทิ้งไว้ที่นี่แหละ เดี๋ยวค่อยให้คนมารับนาง"
พูดจบนางก็ส่งสายตาให้ป่านเซี่ยป่านเซี่ยจึงผลักบ่าวในมือออกไป แล้วก็ปีนขึ้นรถม้า
ตอนนี้ในรถม้ามีพวกอันซิ่วเอ๋อร์สามคนส่วนเย่จิ้งซูมีคนเดียว นางจึงไม่กลัวอะไรแล้วเพียงแต่วางมีดไว้ในมือแม่นมฟู่ผู้ผ่านโลกมามาก ส่วนตนเองก็เอนกายพิงมุมรถพักเอาแรง
แม้ภายนอกนางจะดูสงบนิ่ง แต่จริงๆแล้วก็หวาดหวั่นไม่น้อย ท้ายที่สุดนางก็ไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อนตอนนี้นางจึงเหงื่อออกเต็มมือ
รถจอดนิ่งอยู่นาน อันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งได้สติเอ่ยบอกว่า "ไปจวนสกุลจาง"
"ขอรับ" สารถีเพิ่งตอบสนองสะบัดแส้ขับมุ่งสู่จวนสกุลจาง
"อันซิ่วเอ๋อร์! เจ้ารอรับกรรมเถอะ!"พอเห็นรถม้ามุ่งหน้าไปจวนสกุลจาง เย่จิ้งซูก็ตัวสั่นขึ้นมา
"ไม่ใช่ท่านหรอกรึที่ควรรอรับกรรม?"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเย็นชา "ท่านหลอกลวงข้ากักขังข้า ความผิดนี้ แม้แจ้งทางการ ก็โทษหนักหนา"
"เจ้าต่างหากที่หนีตามชู้มาซ่อนตัวอยู่ที่นี่!บังเอิญว่าที่นี่เป็นของสหายข้า นางเห็นเข้าจึงมาบอก ข้าก็เลยมาเยี่ยม!"เย่จิ้งซูรีบแต่งเรื่อง
"ข้าเถียงสู้ท่านไม่ได้ก็ไม่ขอพูดมาก ความยุติธรรมอยู่ในใจคน"
ถึงตอนนั้น นางจะพาตัวเย่จิ้งซูไปส่งถึงจวนคอยดูว่าจางเจิ้นอันจะจัดการอย่างไร ตอนนี้เสียเวลาเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์
นางสั่งให้แม่นมฟู่กับป่านเซี่ยจับตาดูเย่จิ้งซูให้ดีส่วนตนเองก็นอนพิงในรถม้า เพราะรถของเย่จิ้งซูนั้นทั้งกว้างขวางทั้งสะดวกสบายว่ากันว่าเป็นรถม้าส่วนตัวของนาง ดีกว่าคันที่อันซิ่วเอ๋อร์นั่งประจำมาก
แม้หนทางจะขรุขระไม่ราบเรียบแต่พอนั่งในรถม้า กลับไม่รู้สึกว่าสั่นสะเทือนมากนัก
ทว่าเพิ่งเดินทางได้ไม่ไกล รถก็หยุดกะทันหันอันซิ่วเอ๋อร์เซจนหลังกระแทกผนังรถ นางรีบเปิดม่านขึ้นก็พบว่าข้างหน้ามีรถม้าอีกคันกำลังสวนมา ทางช่วงนี้ทั้งขรุขระทั้งแคบสารถีจำต้องหยุดรถ
"ให้เขาไปก่อนเถอะ" อันซิ่วเอ๋อร์แค่ต้องการกลับจวนอย่างปลอดภัย จึงบอกสารถีให้หลีกทาง
ทว่ารถม้าคันนั้นกลับไม่ยอมไปชายสองคนที่นั่งคู่มากับสารถีกระโดดลงมา เดินตรงมายังรถม้าของอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวว่า"ฮูหยิน พวกข้าเป็นคนของสกุลจาง นายท่านให้มารับท่านขอรับ"
"นายท่านของพวกเจ้าคือใคร?"อันซิ่วเอ๋อร์ถาม "จางเจิ้นอันรึ?"
"ขอรับ" คนทั้งสองตอบ
"เหอะ! พวกท่านจำคนผิดแล้ว ข้าไม่ใช่"อันซิ่วเอ๋อร์ลดม่านลง สั่งสารถี "ไปต่อ"
จำคนผิด? ไม่ใช่แน่ๆ!
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่สนใจบนหน้าราวกับเขียนตัวโตๆ ว่า 'ข้าดูโง่นักรึ?'หนแรกก็ใช้วิธีนี้หลอกนางไปแล้ว ตอนนี้ยังคิดจะใช้วิธีเดิมอีก?อีกอย่าง ถ้าเขาจะมารับนางจริง ทำไมเพิ่งมา? ทำไมต้องรอป่านนี้?
พอรถม้าของอันซิ่วเอ๋อร์เคลื่อนไปทหารยามทั้งสองก็มองหน้ากัน พลางกางภาพวาดออก "ก็ไม่ผิดนี่นา"
"แล้วเมื่อครู่เราก็เห็นรถคุณหนูเย่มุ่งหน้าไปทางนั้นจริงๆด้วย" ทหารยามทั้งสองพึมพำ แล้วตัดสินใจขับรถตามไป
"ยังตามมาไม่เลิกอีก!" อันซิ่วเอ๋อร์เปิดม่าน มองเห็นพวกเขายังตามมาติดๆ ในใจก็ชักหวั่นรีบเร่งสารถี "เร็วเข้า!"
สารถีเร่งความเร็ว รถคันหลังก็เร่งตามอันซิ่วเอ๋อร์เห็นพวกเขายังรักษาระยะห่างอยู่ จึงไม่ใส่ใจแล้วในเมื่อนางมีเย่จิ้งซูอยู่ในมือ พวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม
ตลอดทาง ด้วยความรู้สึกกังวลระคนหวาดหวั่นในที่สุดก็มาถึงประตูเมือง อันซิ่วเอ๋อร์อดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้ป่านเซี่ยและแม่นมฟู่ก็คลายกังวลลงเช่นกัน
พอเข้าเขตเมือง แม่นมฟู่จึงเก็บมีดนางกำมีดไว้นานจนข้อมือเมื่อยล้า เย่จิ้งซูก็ผ่อนคลายลงมากด้วย ท้ายที่สุดก่อนหน้านี้มีมีดจ่อคออยู่ตลอด ทำให้นางเกร็งจนแทบไม่กล้าขยับโดยเฉพาะตอนที่รถม้าสั่น นางยิ่งกลัวว่ามีดจะพลาดมาโดนคอ
ความรู้สึกเหมือนเป็นปลาบนเขียงช่างน่ากลัวนักพอแม่นมฟู่เก็บมีด นางจึงทรุดฮวบลงทันที
พอมาถึงหน้าจวนสกุลจางรถคันหลังก็เข้ามาจอดเทียบ อันซิ่วเอ๋อร์กลับรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาเมื่อนึกถึงที่เย่จิ้งซูเล่าว่าในจวนมีข่าวลือเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับนางก่อนหน้านี้ตอนอยู่ไกล ก็ไม่รู้สึกกลัวอะไร แต่พอจวนอยู่ตรงหน้านางกลับไม่กล้าเผชิญหน้าเสียอย่างนั้น
นางควรทำอย่างไรดี?นางพลันลังเล นั่งนิ่งอยู่ในรถม้า ไม่กล้าสั่งให้สารถีขับต่อไป
ทว่ายังไม่ทันตัดสินใจคนจากรถคันหลังก็ลงไปเสียแล้ว เดินไปพูดอะไรบางอย่างกับบ่าวเฝ้าประตูแล้วบ่าวเฝ้าประตูก็รีบเดินตรงมาทางนี้
ครานี้อันซิ่วเอ๋อร์เลี่ยงไม่ได้อีกแล้วจำต้องกัดฟันเผชิญหน้า
ชายสองคนนั้น คนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปในจวนส่วนอีกคนเดินกลับมาจูงม้าให้อันซิ่วเอ๋อร์จึงเชื่อแล้วว่าพวกเขาเป็นคนของสกุลจางจริงๆ
นางจึงถาม "พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นั่น? ถ้าจะมารับข้าทำไมต้องรอถึงป่านนี้? ทำเอาข้าคิดว่าเป็นพวกอื่นส่งมาหลอกเสียอีก"
"เดิมทีพวกข้าก็ไม่รู้ขอรับนายท่านแทบจะพลิกเมืองหมิ่นเยว่หา ทั้งจวนสกุลจางทั้งที่ดินส่วนตัวของฮูหยินผู้เฒ่าและคุณหนูเย่ก็ส่งคนไปตรวจสอบหมดแล้วแต่ก็หาฮูหยินไม่พบ"
ทหารยามกล่าวพลางหัวเราะ"ต้องขอบคุณคุณหนูเย่ วันนี้นางออกนอกเมือง พวกเราแอบตามนางมาเลยได้พบฮูหยิน มิเช่นนั้นท่านคงยังออกมาไม่ได้"
"ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรกข้าก็ไม่ต้องเหนื่อยเปล่า" อันซิ่วเอ๋อร์พึมพำ
"ที่แท้เขาก็ส่งคนตามข้ามาตลอด!"เมื่อเทียบกับอันซิ่วเอ๋อร์ สีหน้าเย่จิ้งซูกลับย่ำแย่กว่ามาก
"นายท่านรู้ตั้งนานแล้วว่าเป็นฝีมือท่านเพียงแต่ไม่มีหลักฐาน ไม่รู้ว่าท่านซ่อนฮูหยินไว้ที่ไหน เขาจึงแกล้งถอนกำลังกลับส่วนหนึ่งเพราะช่วงนี้การค้ามีปัญหาจริงๆ อีกส่วนก็เพื่อทำให้ท่านชะล่าใจ"ทหารยามกล่าว
สีหน้าเย่จิ้งซูพลันซีดเผือดอันซิ่วเอ๋อร์พูดถูก ทำผิดแล้วก็ควรกบดานเงียบๆ แต่นางกลับอดไม่ได้ต้องมาดูสภาพอันน่าสมเพชของศัตรู ผลสุดท้ายกลับติดกับเขาจนได้
รถม้าจอดที่ลานด้านหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ลงจากรถ พอเงยหน้าก็เห็นจางเจิ้นอัน เขาดูซูบผอมไปมากอันซิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขารีบก้าวยาวๆ เข้ามาดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด"เจ้าลำบากแล้ว"
"ไม่เลยเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า
"ข้าผิดเอง ที่ดูแลเจ้าไม่ดี"จางเจิ้นอันกล่าวซ้ำ
"ไม่เกี่ยวกับท่านหรอกเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว "ข้าโง่เองถูกคนอื่นหลอก พวกเขาบอกว่าท่านบาดเจ็บ ข้าก็เลยหลงเชื่อขึ้นรถไป"
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้"จางเจิ้นอันกำมือนางแน่น "เจ้าไม่ต้องอธิบายข้าเชื่อเจ้า กลับมาก็ดีแล้ว เจ้าไม่อยู่ ทุกคนเป็นห่วงเจ้าแทบแย่ไปตามหาที่ไหนก็ไม่เจอ"
"ข้าไม่เป็นไรนี่เจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงหวาดหวั่นเล็กน้อย นางซบหน้าลงกับอกเขาไม่อยากเงยหน้าขึ้นมา