ตอนที่สิบสาม สังหรณ์ของจอมยุทธ
ภาพวาดก็ไม่ใช่จะมีการเดินไปปลดภาพจากฝาผนังห้องโถงแล้วเอามาประดับในห้องนอนของผมได้เลย
ท่านพ่อและท่านย่าได้สั่งให้มีการใส่กล่องเก็บภาพไว้อย่างดีและส่งให้ผมที่ห้อง พร้อมกับแถมพวกของอย่าง...ตราหยกประจำตระกูล?
ที่เอาไว้สั่งงานพวกคนรับใช้ต่างๆได้ว่าอย่างนั้น
มีตราหยกนี่ก็คือตราที่เป็ตัวแทนของตระกูล กระทำเื่เสื่อมเสียด้วยตรานี่ก็เท่ากับว่าเสื่อมเสียมาถึงวงศ์ตระกูล
นั่นทำให้ผมคิดว่าผมจะใช้ตราเพื่อสั่งการแค่ในบ้านเท่านั้น ส่วนออกไปนอกบ้านก็จะไม่เอาไปใช้ว่าอย่างนั้น
และใบตราคำสั่งที่เบี้ยหวัด ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผมได้เท่ากับพี่ใหญ่แล้ว
มันก็ดีถ้าผมเป็คนออกแนว “อิเซไคมาต่างโลกเป็ลูกขุนนางจึงใช้อำนาจที่มีมาเพื่อพัฒนาเมือง”
แต่ผมสนใจวรยุทธหรือพลังพิเศษมากกว่าที่จะสนใจเื่พัฒนาเมือง
ผมคิดว่าผมจะเล่นมุก ตามมาตรฐานของคนในยุคนี้มากกว่าจะทำอะไรที่ผิดสังเกต เพราะนี่ก็ผิดสังเกตมากพออยู่แล้ว หากมีคนกลับชาติมาเกิดเหมือนผมรู้ล่ะนะ
ทันใดนั้นผมก็ขนลุกขึ้นมา
ไม่มั้ง คนกลับชาติมาเกิดเหมือนผมจะมีจริงหรือ?
การขนลุกคืออาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะรูขุมขนหดตัว อากาศเปลี่ยนแปลงหรืออื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้คน
แต่นั่นมันในโลกเก่า หากผมเชื่อตามสัญชาตญาณของจอมยุทธในเื่ราวทำนองนี้
เมื่อรู้สึกไม่สบายใจเมื่อคิดถึงเื่บางประการ
นั่นน่าจะแปลว่ามีคนกลับชาติมาเกิดในโลกนี้อีกนอกจากผมนั่นล่ะ
วิทยายุทธและสังหรณ์ของผู้ฝึกยุทธนั้นมันโกงจริงๆ
ผมรู้สึกว่าพลาดไปเสียแล้ว
หากเชื่อตามสังหรณ์ผู้ฝึกยุทธ ผมว่าน่าจะจริงเสียสัก 90% ก็น่าจะคนกลับชาติมาเกิดเหมือนกันน่าจะรู้ตัวหากพบว่าผมมีพฤติกรรมผิดไปจากธรรมดา
ว่าไปแล้วรู้สึกว่าผมผิดพลาดเื่ใหญ่ จกาเื่เล็กน้อยที่ไมได้ใส่ใจ
ผมมัวแต่เพ่งความสนใจในด้านพลังยุทธ เลยลืมความสนใจในด้านสังคม
อย่างว่าละ ผมสายเน้นพลัง ไม่เน้นการพัฒนาเมือง การปกครองหรือการเมือง
เลยลืมนึกถึง
ว่ามุกการซ่อนเคล็ดวิชาไว้ในของที่แทนตำแหน่งประมุขมันมีไว้บ่อยๆ
ที่ชนรุ่นหลังรู้แค่ว่ามันแค่เป็สัญลักษณ์ตัวแทนประมุข แต่ไม่ได้รู้ว่าในนั้นมันซ่อนเคล็ดวิชาเอาไว้
อย่างมุกประกาศิต บาตรเหล็กของพรรคกระยาจก และไม้เท้าตีสุนัข
ในบาตรเหล็กที่ใช้ขอทานได้บันทึกเคล็ดกำลังภายในไว้ ส่วนในไม้เท้าตีสุนัขได้บันทึกเพลงไม้เท้าตีสุนัขไว้
“ประกาศิตบาตรเหล็กและไม้เท้าตีสุนัข ใครได้พบเหมือนกับได้พบท่านประมุขพรรคกระยาจก”
เพราะความโลภของผม ทำให้ผมผิดพลาดแบบไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลที่ตามมา
รู้งี้ขอเงินหรือขอตัวเสี่ยวชุ่ยดีกว่า
หวังว่าขอตัวเสี่ยวชุ่ย คงไม่ได้เฉลยว่าเสี่ยวชุ่ยมีเชื้อสายเ้าหญิงที่ไหนอีกหรอกนะ ฮา
ปึ้ง
ร่างกายทั้งร่างของผมสั่นสะท้าน ปราณในจุดตันเถียนท้องน้อยส่งเสียงเตือนผม
สัญชาตญาณของจอมยุทธทำงานอีกแล้ว
ตกลงมันมีอะไรเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเสี่ยวชุ่ยหรือ?
แล้วไอ้สัญชาตญาณนี่ทำไมมันไม่บอกละเอียดกันกว่านี้
ความรู้สึกของจอมยุทธ อยู่ดีดีก็มาและอยู่ดีดีก็ไป
แล้วทำไมมันไม่ทำงานตอนขอภาพวาด?
สังหรณ์ของจอมยุทธนี่มีการทำงานหรือขีดจำกัดแค่ไหนกัน?
หรือว่าตอนภาพวาดเป็ลักษณะที่สังหรณ์ของจอมยุทธไม่ทำงาเพราะมองว่าเป็เื่ที่มีประโยชน์ต่อเรา
สิ่งที่ทำให้สังหรณ์จอมยุทธทำงานคือสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายโดยตรง?
หรือเราเป็แค่คนบ้าคิดไปเอง?
เฮ้ย ไม่หรอก เราอยู่ในโลกปราณยุทธ สังหรณ์จอมยุทธนี่เชื่อถือได้มากกว่าทุกคนที่เราเจออีก
ผมทำใจดูอีกสองสามกล่อง
เป็เสื้อลายปัก สายทองคำคาดตราหยก ถุงผ้าและอะไรอื่นๆ
ที่ลูกรักหรือนายน้อย แต่งเครื่องทรงบ้าๆซะเยอะก็อย่างนี้นี่เอง
ไอ้ผมก็นึกว่าผมเข้าใจผิดเพราะเสื้อผ้าของผมหรือคนอื่นที่ผมเห็นก็ธรรมดา
หากใส่มากกว่านี้ทั้งตัวล่ะก็คงได้กลายเป็หางเครื่องตามผับบาร์ไปแล้ว ไม่ใช่แค่นายน้อยตระกูลใหญ่
ผมเห็นอี้จิงจ้องมองสิ่งของที่กองอยู่บนเตียงของผมอยู่
ในหัวผมก็คิดอะไรได้
มีคำกล่าวว่า
“พอคุณช่วยชีวิตคนคนหนึ่งไว้ ไม่ใช่เขาที่เป็หนี้ชีวิตคุณ คุณต่างหากที่เป็หนี้ชีวิตเขา”
เป็เื่จริง เพราะหากเราเผลอช่วยชีวิตคนคนหนึ่งไป เราจะรู้สึกไม่ดีมากๆหากเราฆ่าเขาทีหลัง
“ไม่มีใครที่อยากหักโค่นต้นไม้ที่ตนเองปลูก”
คนไม่ใช่ตอไม้ไหนเลยไร้ซึ่งน้ำใจนั่นเอง
ตอนแรกผมแค่ว่าจะแอบเป็หนอนหนังสือ แต่หากใช้วิธีผลักภาระให้อี้จิงคอยดูแลความเป็อยู่ของคนใช้ ให้เกิดความผูกพันกันขึ้น
อย่างน้อยผมน่าจะช่วยชีวิตคนหลายๆคนที่เธอน่าจะสนิทเป็ส่วนตัวในอนาคตได้ ต่อให้ท่านพ่อ..อำมาตย์หวังโดนคดีฏก็ตาม
แผนของผมก็เรียบง่ายมาก ค่อยๆสอนงานอี้จิง โดยใช้ข้ออ้างการฝึกฝนศิลปวิทยาต่างๆนั่นเอง
โธมัส เจฟเฟอสัน บิดาผู้ก่อตั้งประเทศเคยบอกว่า อยากเป็มิตรกับศัตรูให้ขอความช่วยเหลือจากเขา
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้ผลกับคนในโลกนี้ไหม แต่ช่วยได้หนึ่งคนก็ถือว่าหนึ่งคน ถือว่าผมพยายามเต็มที่เท่าที่สถานการณ์เอื้ออำนวยแล้ว
ผมจะได้รู้สึกผิดไม่มาก เวลาที่ผมหนีไป
“์มอบภาระให้พวกเราอีกแล้วล่ะ อี้จิง การฝึกฝนของเ้าต่อจากนี้จะเป็มากกว่าความรู้ทั่วไป”
ผมถอนหายใจและเหม่อมองเส้นขอบฟ้า
ทั้งที่ไม่มีเส้นขอบฟ้าให้มองเพราะหันหน้าเข้าหาเตียงนอนและเส้นขอบฟ้าอยู่อีกทาง แต่ต้องเอามือไพล่หลัง หลังเหยียดตรง เงยหน้ามองขอบห้าเพราะอี้จิงจ้องมองอยู่ด้านหลัง