ตอนที่ 12
วันแรกในวังยุทธ์
ศิษย์ใหม่ทั้งเก้าสิบเก้าคนตบเท้าขึ้นบันไดกว่าหลายพันขั้น ในที่สุดก็มาถึง ทว่าดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ตำหนักอาคารน้อยใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้เงาดำของค่ำคืน
“ นี่ก็ค่ำมากแล้ว” ผู้กล่าวเป็หนึ่งในสองของอาจารย์ผู้คุมสอบในวันนี้ “ คืนนี้ให้พวกเ้าแยกย้ายกันไปพักก่อน พรุ่งนี้จึงเป็พิธีรับศิษย์ใหม่” กล่าวถึงตรงนี้ก็หันมองไปทางหวังมู่ “ หวังมู่ เ้าเป็คนนำศิษย์บุรุษไปเข้าพักที่เรือนนอน” หันไปอีกทางมองศิษย์สตรีที่งดงามผู้หนึ่ง “ หลินซู ส่วนเ้านำศิษย์สตรีไป”
สิ้นคำหวังมู่ก็พาศิษย์บุรุษทั้งหกสิบสามแยกตัวไปทางตะวันออก หานเฟิงเป็บุรุษย่อมต้องรวมอยู่ในนั้น มันทอดมองเส้นทางหินเขียวที่ทอดเดิน มองตำหนักอาคารในเงาดำที่คุ้นตาเหล่านี้ ทั้งๆที่ตนมาก่อนกำหนดเกือบสิบปี ทว่า ทุกสิ่งอย่างกลับเหมือนเดิม แทบจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
หวังมู่นำศิษย์ชายเดินทางมาจนถึงหน้าตำหนักนอาคารหลังใหญ่ ทั้งรอบตำหนักหลังนี้ยังคงแขวนไว้ด้วยโคมตะเกียงส่องสว่าง หวังมู่หยุดเท้า มันหันหลังกลับทอดสายตามองศิษย์ชายทั้งหกสิบสามคน แล้วจึงกล่าวคำ
“ ที่นี่คือตำหนักรวมศิษย์ชาย จะเป็ที่พักของพวกเ้า เป็เวลาทั้งสิ้นห้าปี ด้านในถูกแบ่งไว้เป็ห้อง หนึ่งห้องกำหนดให้นอนกันสองคน พวกเ้าไปจับคู่กันเอาเอง ส่วนเครื่องแต่งกาย ล้วนจัดเตรียมไว้ในห้อง พรุ่งนี้เช้าแต่งกายด้วยชุดใหม่ให้พร้อม จะมีคนพาพวกเ้าไปรวมกันที่ตำหนักกลาง เพื่อเข้าพิธีการรับศิษย์อย่างเป็ทางการ อ่อ...แล้วก็อาวุธ ไม่ต้องพกไป ” กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดคำ กวาดสายตามองบรรดาศิษย์น้อง ก่อนจะกล่าวคำว่า “ ไปได้”
เป็อันปล่อยให้คนทั้งหมดเข้าไปเลือกห้องพักกันเอง
กระทั่งที่หานเฟิงกำลังจะเดินผ่านหวังมู่ไป มันจึงได้เรียกรั้งตัวไว้ “ หานเฟิง”
“ ศิษย์พี่มู่มีอันใดหรือไม่?” หานเฟิงชะงักเท้า ก่อนเดินเข้าหาหหวังมู่พร้อมรอยยิ้ม
หวังมู่ตบบ่ามันอย่างนึกอารมณ์ดี “ วันนี้เ้าทำดีมาก” ที่อารมณ์ดีย่อมเพราะชายหนุ่มตบหน้าฟางจงเต้าด้วยชัยชนะ
หานเฟิงเพียงยิ้มรับ มันเองก็ไม่คิดถ่อมตน ที่มันกล้าแสดงความสามารถออกมาอย่างไม่ปกปิดเช่นนี้ ล้วนเป็ความตั้งใจของมันทั้งสิ้น ประสบการณ์ในอดีต ได้สอนให้มันรู้ ว่าการจะอาศัยอยู่ที่นี้ จำต้องโดดเด่น มิใช่อยู่อย่างเงียบเชียบไร้ตัวตน เพราะยิ่งโดดเด่น ก็จะยิ่งเป็ที่สนใจ ทรัพยากรณ์ต่างๆที่นี่มีมากมาย หากจะเก็บไว้สำหรับผู้มีความสามารถจริงๆ และถ้ายิ่งมีความสามารถ ทุกสิ่งอย่างที่คิดจะหยิบฉวย ล้วนสามารถหยิบฉวยได้ดั่งใจ ซึ่งสำหรับมันที่ระดับพลังอ่อนด้อย เวทีให้แสดงออกนั้นมีไม่มาก มันจึงจำต้องคว้าจับไว้ทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา
“ ห้องของเ้า ไม่ต้องเลือก” หวังมู่กล่าวขึ้นต่อ
“ ไม่ต้องเลือก?” หานเฟิงทวนคำอย่างสงสัย
“ สหายเ้าเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว” กล่าวจบก็หัวเราะร่า
หานเฟิงได้ยินเช่นนั้นไหนเลยจะไม่ทราบ ว่าสหายที่ว่านั้นเป็ใคร แต่ก็อดรู้สึกหนักใจไม่ได้ ถ้าทุกค่ำคืนต้องทนสหายผู้นี้ พร่ำบ่นคิดถึงสุราและสาวงาม
“ ตามข้ามาสิ” หวังมู่เดินนำหานเฟิงเข้าไปในเรือนอาคารด้านใน เลี้ยวเลาะไปในระเบียงทางเดินที่มิได้สลับซับซ้อน ไม่นานก็มาหยุดที่หน้าห้อง ห้องหนึ่ง
ยามเมื่อหานเฟิงเห็นหวังมู่หยุดเท้า ก็พลันให้มันต้องเบิกตากว้าง ไหนเลยจะมีความบังเอิญเช่นนี้ เพราะห้องนี้ ก็คือห้องที่มันได้อาศัยอยู่ในชีวิตที่แล้ว ทว่า มันตอนนั้นมันเพียงอาศัยอยู่คนเดียว เพราะศิษย์ชายหญิงต่างก็ตกเศษไม่ครบคู่ ทั้งไม่มีใครคิดจับคู่กับมัน
หานเฟิงมองหน้าหวังมู่อย่างเลื่อนลอย เห็นหวังมู่บุ่ยใบ้ให้มันเปิดประตูเข้าไป จึงเลื่อนเปิด
ในห้องเล็กที่คุ้นเคย พบเห็นเตียงนอนสองหลังเช่นเดิม ทว่า ครานี้กลับพบว่าเตียงหนึ่งนอนไว้ด้วยร่างคน เป็ชายหนุ่ม มันนอนเอกเขนก สองมือไคว่ประสานหนุนไว้ที่ท้ายทอย สีหน้าแววตาเลื่อนลอย มองฝ้าเพดานอย่างเซื่องซึม มันสวมใส่อยู่ในชุดศิษย์ของวังยุทธ์ ย่อมเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากหวังเจิ้งหู่
ยามที่หวังเจิ้งหู่ได้ยินเสียงเลื่อนเปิดบานประตู ก็เพียงแค่เหลือบตามองอย่างนึกรำคาญ หากทันทีที่เห็นว่าผู้มาเป็ใคร มันก็พลันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หากพริบตาต่อมา สายตาคู่นั้นก็กลายเป็เกรี้ยวกราด ปากมันพลัดเปิดขึ้น ก่อนพ่นออกมาเป็ถ้อยคำอันดังกังวาน
“ หานเฟิง ไอ้เพื่อนบัดซบ”
ไม่เพียงพูดเปล่า สองมือสองเท้ายังตะเกียกตะกาย พยายามลุกขึ้นจากเตียงอย่างเร่งรีบ ดูไปทุลักทุเลยิ่ง จนหานเฟิงเกือบจะกลั่นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ แต่พอเห็นมันลุกขึ้นมาได้ มันก็โถมเข้าหาอย่างรวดเร็ว
หานเฟิงตั้งท่าเตรียมรับมือ กับสหายผู้นี้ที่อย่างน้อยๆ มันต้องเกลียดชังตัวเองมากเป็แน่
หวังเจิ้งหู่โถมกายเข้ามา สองแขนเหยียดออกจนสุด จากนั้น มัน...กลับพลันสวมกอด แล้วร้องไห้ ราวกับได้พบพานพี่น้องที่พรากจากกันมาแรมปี
“ ฮือๆๆ หานเฟิง ไอ้เพื่อนบัดซบ ข้าคิดว่าเ้าจะทิ้งให้ข้าต้องโดดเดี่ยว อยู่ในสถานที่สารเลวเยี่ยงนี้เสียแล้ว”
“ แต่เ้า แต่เ้ากลับไม่ทิ้งข้าไว้คนเดียว เ้าไม่ทิ้งข้าไว้คนเดียว ข้าซึ้งใจยิ่ง ซึ้งใจยิ่ง”
หานเฟิงรู้สึกได้ถึงหัวไหล่ที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำมูกน้ำตาของหวังเจิ้งหู่ ทั้งยิ่งมายังรู้สึกว่าสองแขนของสหายผู้นี้ก็ยิ่งกอดรัดมันแน่นขึ้น แต่ที่มากไปกว่านั้น คือความรู้สึกขนลุกอย่างมิอาจบ่งบอกอธิบาย มันจึงรีบผลักไสแผ่นอกของสหายเ้าน้ำตาผู้นี้ให้ถอยห่าง ทว่า สหายผู้นี้ยังพยายามที่จะโถมตัวเข้ามากอดมัน
“ เจิ้งหู่ มีสติ เ้าจะมาร้องไห้ราวกับเด็กทารกเยี่ยงนี้ไม่ได้ แล้วก็อย่าได้พยายามกอดข้าแล้ว ข้า ขนลุก...” ปากนั้นก็กล่าวเรียกสติหวังเจิ้งหู่ไป หากสองมือก็ยังต้องพยายามผลักดันปัดป่ายเ้าสหายผู้นี้ ไม่ให้มาสวมกอด คิดไปคิดมา จนตอนนี้มันอดรู้สึกเสียใจยิ่งแล้ว ที่เลือกเดินตามหวังมู่มาเช่นนี้ หากมันต้องพบเจอสถานการณ์ที่หวังเจิ้งหู่เข้ามาทุบตีทำร้าย นั่นยังพอทน แต่มาไล่กอด ไล่ปล้ำเช่นนี้ ไหนเลยที่ชายชาตรีเช่นมันจะรับได้
“ โถ่...หานเฟิงเพื่อนยาก เ้าจะไปรู้อะไร ข้านั้นเจ็บช้ำน้ำใจแค่ไหน ค่ำคืนสุดท้ายที่เมืองเมฆาคล้อย ข้าคิดไปบอกลาแม่นางเหม่ยเอ๋อร์ ที่หอหอมขจร หวังกอดนาง ร่วมสุขสมกับนางเป็ครั้งสุดท้าย แต่ว่า แต่ว่า.. แต่ว่า นางติดรับแขก ข้า ข้าไม่อาจสำเร็จความปราถนากับนาง...” กล่าวไปน้ำตาก็ไหลอาบสองแก้ม ทั้งสองมือก็ปัดป่าย พยายามจะเข้ามากอดรัดหานเฟิงให้จงได้
“ แต่ข้าไม่ใช่แม่นางเหม่ยเอ๋อร์ของเ้า อย่าได้พยายามเข้ามากอดข้าแล้ว…”
“ โถ่เพื่อนยาก เ้าจะไปรู้อะไรอีก ข้านะถูกท่านพ่อลากตัวมาส่งให้กับพี่ใหญ่ั้แ่เช้า พี่ใหญ่ก็น่ากลัวยิ่ง มันข่มขู่ข้า มันจะตีข้า มันจะให้ข้าอดอาหาร พี่ใหญ่ที่ใจร้าย ห หานเฟิง เ้าต้องปกป้องข้านะ เ้าเป็สหายข้า อย่าให้พี่ใหญ่มารังแกข้านะ..”
หานเฟิงเห็นสหายอารมณ์อ่อนไหวแปรปรวน ก็พลันรู้สึกเสียใจขึ้นมา ที่มันใช้เล่ห์กล บังคับพาหวังเจิ้งหหู่เข้ามาเป็ศิษย์วังยุทธ์เช่นนี้ ใช่กระทำผิดไปหรือไม่ พอหันกลับไปด้านหลัง หวังจะขอความช่วยเหลือจากหวังมู่ ที่ไหนได้ พี่ใหญ่ของสหายเ้ากรรมทิ้งมันไปเสียแล้ว สุดท้ายจึงได้แต่ต้องปลอบประโลมเ้าสหายเพื่อนยากคนนี้ด้วยตัวเอง เนิ่นนานกว่าที่ในที่สุดมันจะสงบสติอารมณ์
ส่วนค่ำคืนนี้จะเป็เช่นไร หานเฟิงคาดว่าตนเองคงจะนอนไม่หลับ เพราะหวั่นเกรงว่าสหายจะมุดโปงเข้ามานอนร่วมเตียงกับมัน
รุ่งเช้ามาเยือน ไม่มีเหตุการณ์เช่นที่หานเฟิงหวาดหวั่นเกิดขึ้น มีเพียงเสียงกรนและเสียงกัดฟันของสหาย เ้าสหายผู้นี้ก็ทำเสียงยามค่ำคืนได้หนวกหูน่ารำคาญดียิ่ง กว่าที่หานเฟิงจะได้นอนหลับก็เกือบเช้า สุดท้ายยังคงได้งีบหลับไปสักพักหนึ่ง
“ หานเฟิง ไอ้เพื่อนชั่ว ตื่นได้แล้ว” หวังเจิ้งหู่ไม่เพียงเรียกเปล่า มันกระทั่งกระชากผ้าห่มจนหานเฟิงกระเด็นตกเตียง
เป็ผู้ฝึกตนพื้นสูงเพียงเข่า จะอย่างไรก็ไม่รู้สึกเจ็บ หานเฟิงชันกายขึ้นนั่ง ปรือตามองสหายที่ยังยืนค้ำหัวโด่ด้านข้างตน จากนั้นจึงเปิดปากกล่าวถาม
“ เช้าแล้ว?”
“ เออเช้าแล้ว เขาเรียกให้ไปรวม”
ได้ยินคำของหวังเจิ้งหู่หานเฟิงก็พลันได้สติ หานเฟิงรีบดีดตัวลุกขึ้น ก่อนเคลื่อนปราณทำความสะอาดร่างกายอย่างรวดเร็ว
เมื่อออกมานอกเรือน ก็พบว่า เหล่าศิษย์บุรุษที่เข้าใหม่ ต่างก็พากันมารวมตัวจนครบแล้ว จะเหลือก็เพียงแค่มันสองคน ที่มาช้าสุด จึงเรียกสายตาจากกลุ่มคน ให้เหลียวมอง ซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็ตกมาที่หานเฟิง เพราะผลการสอบที่มันแสดงออกมาเมื่อวาน จึงเรียกได้ว่าน่าจดจำ ส่วนที่อยู่ด้านข้างนั้นเป็ใคร นั่นหาใช่เื่ที่พวกมันจะสนใจจดจำ พวกมันกระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าคนผู้นี้ หาได้อยู่ร่วมในการสอบเข้าเมื่อวาน หากจะมีก็แต่เฉินฟ่านกับลู่เฉิน ทั้งสองที่เบิกตากว้างมองดูหวั่งเจิ้งหู่อย่างโง่งม
ส่วนผู้ที่มารอรับศิษย์ใหม่ ก็ยังคงเป็หวังมู่ตามเดิม มันส่งยิ้มให้หานเฟิง และหวังเจิ้งหู่ที่ยังคงพยายามหลบหน้าพี่ชายตัวเอง ก่อนจะเลื่อนสายตากวาดมองบรรดาศิษย์น้องคนอื่นๆ แล้วจึงกล่าวขึ้น “ มากันครบแล้ว เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
หวังมู่เดินนำกลุ่มศิษย์ ผ่านเส้นทางหินเขียวเส้นเดิม หากต่างกันตรงที่ เป็ยามเช้า บรรยากาศสดใส ต้นไม้เขียวขจี แสงแดดอ่อนๆจากขอบฟ้าตะวันออก เพียงลอดผ่านแมกไม้มาได้อย่างประปราย ทั้งมองเห็นบรรดาศิษย์อาจารย์รุ่นต่างๆ ที่ออกมาทำกิจวัตรของตัวเองในยามเช้า หานเฟิงเหม่อมองสิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็ครุ่นคิดไปว่า นี่จึงเรียกว่าย้อนอดีตอย่างแท้จริง สถานที่ ที่สมควรพบเห็นในอีกสิบปีข้างหน้า มันกลับได้มาพบเห็นในวันนี้
หวังมู่พาเดินอยู่เป็นาน หากในที่สุดก็มาถึงตำหนักหลังใหญ่ เป็ตำหนักที่โอ่อ่างดงาม หากแลดูเก่าแก่โบราณคล้ายดั่งผ่านวันเวลามาเนิ่นนานหลายร้อยปี ป้ายไม้เก่าแก่เหนือประตูทางเข้า สลักไว้ด้วยอักษรสีทองอย่างงดงาม หากทรงพลังน่าเกรงขาม อ่านได้ใจความว่า
“ ตำหนักกลาง”
เมื่อทั้งหมดตบเท้าเข้าไปด้านใน ก็เห็นว่าโถงอาคารใหญ่โตยิ่ง ทั้งยังมองเห็นกลุ่มศิษย์สตรีทั้งสามสิบหก ที่ต่างก็เข้าแถวยืนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อกลุ่มบุรุษอีกหกสิบสี่คนมาสมทบ จึงกลายเป็หนึ่งร้อยคนพอดิบพอดี
ยืนรออยู่เพียงไม่นาน ก็ปรากฏหญิงชายวัยกลางคนนับรวมแล้วได้สิบสอง เดินเข้ามา ทั้งหมดล้วนอยู่ในเครื่องแบบอาจารย์ ทั้งยังเห็นอู๋เจี๋ย รวมอยู่กับกลุ่มอาจารย์เหล่านี้ด้วย เมื่อเดินเข้ามา ก็พากันยืนเรียงแถวเป็หน้ากระดานอย่างสงบ คล้ายกำลังรอผู้ใดเข้ามา ไม่นานจึงได้ทราบ ที่แท้เป็ชายชราผู้หนึ่ง ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลน ทั้งแต่งกายด้วยชุดผ้ายาวสีขาวเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าเป็อาจารย์ของวังยุทธ์
เมื่อชายชราก้าวเท้ามาถึง ก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเหล่าอาจารย์ สองมือของชายชราไพร่หลัง แย้มยิ้มอย่างอบอุ่น สองตาทอดผ่านบรรดาศิษย์ใหม่ทุกคน
“ เมื่อคืนหลับสบายกันดีหรือไม่” นี่เป็คำกล่าวแรกที่ทักขึ้น น้ำเสียงแม้แก่ชราแต่ฟังดูอบอุ่นยิ่ง คล้ายท่านตากำลังสนทนากลับผู้เป็หลาน
หลายคนพากันตอบรับ
“ ข้าเรียกว่า ซีคงเล่ย ดำรงตำแหน่งจ้าววังเขตสิบสองแห่งนี้”
สิ้นคำ บรรดาศิษย์ก็พากันยกมือขึ้นป้องคารวะ พร้อมกับกล่าวคำออกมาอย่างพร้อมเพียง
“ คารวะท่านจ้าววัง”
จะมีก็แต่หานเฟิงที่กำลังขบคิด ‘ ในชีวิตที่แล้วมิใช่จ้าววังผู้นี้ สงสัยคงจะปลดกระเสียรใน่เวลาสิบปีต่อจากนี้กระมัง’
“ ยินดีกับพวกเ้าทั้งหนึ่งร้อยคน ที่สอบผ่านได้เป็ศิษย์วังยุทธ์ในรุ่นนี้”
พอกล่าวว่า “ ทั้งหนึ่งร้อย” ศิษย์บางคนที่หัวไวหน่อย ก็พลันตระหนักได้ว่า ท่านเ้าวังผู้นี้กล่าวผิดแล้ว เพราะเมื่อค่ำวาน พวกมันล้วนขึ้นเขากันมาเพียงเก้าสิบเก้าคน ซึ่งแน่นอนว่า ในบรรดาศิษย์ด้วยกันนั้น มีเพียงไม่กี่คนที่ทราบความจริง
“ พวกเ้าคงพอจะทราบกันมาบ้างแล้ว ว่าการรับศิษย์ในปีนี้ แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ทั้งเื่อายุ เวลาการเปิดรับสมัคร รวมไปถึง วิธีการคัดเลือกศิษย์ก็ด้วย ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมนั้น วันหน้าพวกเ้าจะทราบเอง” กล่าวถึงตรงนี้ก็กวาดสายตามองบรรดาศิษย์อีกหนึ่งรอบ ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ “ พวกเ้าศิษย์ใหม่ทั้งหนึ่งร้อย... มิใช่ หากสมควรกล่าวว่า ทั้งสองพันสี่ร้อยคนในรุ่นนี้ องค์จักรพรรดิ พระราชทานรุ่นอักษรคำของพวกเ้าด้วยคำว่า “ ชะตา” ดังนั้นพวกเ้าจึงเรียกว่า ศิษย์รุ่นชะตา”
ที่ซีคงเล่ยกล่าวว่าสองพันสี่ร้อยคนนั้น เป็เพราะนับรวมไปกับอีกยี่สิบสี่เขต ที่ต่างก็เปิดรับสมัครศิษย์พร้อมกัน
หลังจากนั้นก็เป็พิธีการ การรับศิษย์ตามระเบียบการ ซึ่งพิธีการก็ยาวนานยิ่ง กระทั่งยังมีพิธีการอย่างการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณเพื่อรับตราหยก หานเฟิงที่หลังจากได้รับตาหยกมา ก็เหม่อมองอย่างเลื่อนลอย ในชีวิตที่แล้ว ตรงอักษรรุ่นมิใช่ “ ชะตา” หากเป็ “ วิหก” ส่วนตราหยกยังเป็เช่นเดิม เป็รูปก้อนเมฆสีขาวแบนเรียบ ขนาดเท่าฝ่ามือ กลางแผ่นหยกเป็ข้อความอักษรสีดำ อ่านได้ความว่า
“ วังยุทธ์เมฆคราม เขตสิบสอง รุ่น ชะตา”
ของทุกคนเป็เช่นนี้ จะต่างกันก็เพียงกลิ่นอายลมปราณที่ประทับลง ซึ่งที่หานเฟิงก็ประทับตราลงไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งยับพบว่า ด้านในมีคะแนนสะสมให้มากถึง หนึ่งพันคะแนน ซึ่งต่างจากในชีวิตที่แล้ว ที่ได้แรกเริ่มมาเพียงแค่หนึ่งร้อยคะแนนเท่านั้น
หลังจากนั้นก็มีการแนะนำอาจารย์ทั้งสิบสองท่าน นอกจากอู๋เจี๋ยที่มาจากนครหลวงเพื่อคุมการทดสอบ และรายงานผลกลับไปยังนครหลวง ท่านอื่นๆก็ล้วนแต่เป็หัวหน้าแผนกในส่วนงานต่างๆ...
กระทั่ง กว่าที่กิจกรรมทั้งหมดจะจบสิ้น ดวงตะวันก็เคลื่อนคล้อยลอยมา สาดแสงอยู่ ณ กึ่งกลางของฟากฟ้าแล้ว
“ ฟางโม่ หวังซูเหยา และหลี่หานเฟิง” เป็อู๋เจี๋ยกล่าวขึ้น พลันให้คนทั้งสามที่ถูกเรียกตื่นตัว รอฟังคำกล่าวต่อไป “ ทั้งสามคนอยู่ต่อ ที่เหลือ ไปพักรับประทานอาหารที่เรือนโภชนา”
คนที่เหลือทะยอยกันออกไป เหลือไว้เพียงศิษย์ใหม่สามคนที่ถูกเรียก อาจารย์คนอื่นๆก็พากันจากไปเช่นกัน หากจะเหลือก็แต่ ท่านจ้าววัง และอู๋เจี๋ย
“ ฟางโม่ และหวังซูเหยา แม้จะอยู่อาศัยในเขตพื้นที่อันห่างไกลที่ปราณธรรมชาติบางเบา กลับยังสามารถยกระดับพลังฝีมือของตัวเองขึ้นมาได้ถึงขั้นนี้ เ้าทั้งสองนับเป็อัจฉริยะทางด้านการบ่มเพาะของรุ่น” ผู้กล่าวเป็อู๋เจี๋ย จากนั้นก็หันมองหานเฟิงแล้วจึงกล่าวขึ้นต่อ
“ ส่วนเ้า หลี่หานเฟิง แม้ระดับการบ่มเพาะจะอ่อนด้อยไปบ้าง แต่ด้วยฝีมือในเชิงยุทธ์ที่เ้าแสดงออกมา นับว่าเป็พร์ที่ไม่ธรรมดายิ่ง ทักษะชั้นเชิงการต่อสู้ และการตัดสินใจนับว่าเฉียบขาด กระทั่งเหล่าเด็กน้อยจากนครหลวงที่ข้าเคยพบพาน ก็ยังอาจเทียบกันไม่ได้กับเ้า”
“ ดังนั้น พวกเ้าทั้งสาม จึงนับเป็ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจในรุ่นนี้ วันหน้า พวกเ้าจะต้องเป็ตัวแทนสร้างชื่อเสียงให้กับวังยุทธ์เมฆครามเขตสิบสองเรา” ครานี้ผู้กล่าวเป็ซีคงเล่ย
“ ขอรับ/เ้าค่ะ ท่านจ้าววัง” ศิษย์ทั้งสามรับคำอย่างหนักแน่น
ซีคงเล่ยยิ้มอย่างอบอุ่น ก่อนจะวาดมือคราหนึ่งก็ปรากฏ กล่องไม้ใบเล็กลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งสาม ฟางโม่และหวังซูเหยา มีอาการตื่นตะลึง ที่วัตถุมาลอยอยู่เบื้องหน้า หากหานเฟิงกลับครุ่นคิดไปว่า ‘ ที่แท้ จ้าววังถึงกลับเป็ผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราณนภาผู้หนึ่ง’
เมื่อทั้งสามรับกล่องมา ก็ได้ยินซีคงเล่ยกล่าวขึ้นต่อ
“ ในวังยุทธ์เรามีทรัพยากรณ์มากมายสำหรับศิษย์ที่มีความสามารถ เพียงพวกเ้าแสดงออกให้ได้ประจักษ์ ทรัพยากรณ์ต่างๆล้วนไม่ยากที่พวกเ้าจะคว้ามา”
หลังจากทั้งสามออกจากตำหนักกลาง ก็ไปรวมกับเหล่าศิษย์ใหม่ที่ เรือนโภชนา หลังจากรับประทานอาหารจนแล้วเสร็จ ก็มีศิษย์พี่บุรุษผู้หนึ่งมาพบกับพวกมัน แจ้งต่อพวกมันว่า ครึ่งวันบ่าย ศิษย์พี่ผู้นี้จะเป็คนรับหน้าที่พาพวกมันศิษย์ใหม่ทั้งหมด ท่องชมตำหนักอาคารต่างๆของวังยุทธ์ เพื่อจะได้ทำความเข้าใจและจดจำเส้นทาง แม้หานเฟิงจะทราบดีอยู่แล้ว หากไม่อาจปลีกตัวแยกจากให้ผู้คนเกิดความสงสัย จึงจำต้องติดตามหลังกลุ่มคนไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ถูกต้อง โดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะั้แ่ที่หานเฟิงมาถึงเรือนโภชนา มันก็มองหาสหายเพียงหนึ่งเดียวของมันไม่เจอ มิรู้ว่าไปสิ่งสู่อยู่ตรงส่วนไหนของกลุ่มคน
“ เรือนโภชนา จะเปิดให้ทานอาหารแค่มื้อเที่ยงของทุกวัน พวกเ้าที่เป็ผู้ฝึกตน คงทนหิวกันได้อยู่หรอกกระมัง” ศิษย์พี่ผู้นั้นกล่าวพูดเสียงดังกังวาน ศิษย์เกือบทุกคนพยักหน้ารับ ย่อมแน่นอน ต่อให้พวกมันไม่กินเลยสามวันจะนับเป็อันใด
“ ส่วนด้านนี้ คือตำหนักคหกรรม” ศิษย์พี่ผายมือไปยังตำหนักหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากเรือนโภชนา ป้ายตำหนักเหนือประตูทางเข้าเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
“ ตำหนักคหกรรม”
“ ตำหนักคหกรรม มิใช่โรงครัว หากเป็ส่วนการเรียนรู้ของแผนกคหกรรม พวกเ้ามีใครฝึกฝนมาทางสายคหกรรมบ้างหรือไม่?... หืม!! ไม่มีเลยหรือ? หากใครอยากเรียนการทำอาหารปราณ ก็สามารถเข้ามาเรียนได้” ศิษย์พี่ผู้นี้กล่าวขึ้น พอเหลียวมองหน้าเหล่าศิษย์น้อง ที่ต่างก็ทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ จึงได้กล่าวขึ้นต่อ “ คงยังไม่มีอาจารย์คนใดแจ้งต่อพวกเ้ากระมัง ว่าการเรียนในวังยุทธ์นั้น ล้วนเป็การเรียนรู้อย่างอิสระ จะเรียนด้วยตัวเอง หรือเข้าเรียนกับอาจารย์ผู้สอน ก็แล้วแต่พวกเ้าจะเลือก อย่างเช่นแผนกคหกรรมนี้ ต่อให้พวกเ้าฝึกมาในแนวทางวิชายุทธ์ก็ยังสมารถเข้ามาเรียนเพื่อเสริมความรู้ของตัวเองได้”
บรรดาศิษย์ใหม่ต่างพากันร้อง “ อ๋อ...” แล้วก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
จากนั้นศิษย์พี่ก็พากลุ่มศิษย์ใหม่ เดินไปยังตำหนักที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากเรือนอาหารและตำหนักคหกรรม เป็ตำหนักหลังใหญ่สูงสี่ชั้น พบเห็นศิษย์รุ่นพี่เดินเข้าออกอยู่เป็ระยะ ป้ายเหนือประตูตำหนักเด่นหลา อ่านได้ใจความว่า
“ หอภารกิจ”
“ ที่นี่คือส่วนงานภารกิจ พวกเ้าศิษย์ใหม่สามารถรับภารกิจได้เพียงแค่ชั้นแรกและชั้นสอง ส่วนชั้นที่สามและสี่ รอไว้สองปีหลังจากนี้ค่อยว่ากล่าวต่อกัน ส่วนในตำหนักภารกิจมีอะไร วันนี้ข้าไม่ขออธิบายรายละเอียด วันหน้าไว้พวกเ้ามีเวลา ค่อยเข้าไปชมดูกันเอาเอง”
กล่าวจบก็นำบรรดาศิษย์ใหม่เดินจากไป ไม่นานนักก็พบเห็นลานหินยกสูงมากมาย มีทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งทรงกลมและสี่เหลี่ยม บนลานหินต่างก็มองเห็นบรรดาศิษย์รุ่นพี่ ที่กำลังจับคู่ซ้อมมือกัน บางคู่ก็ดูคล้ายเพียงแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันธรรมดา หากบ้างก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือดจริงจังยิ่ง
“ ที่นี่คือสนามประลอง” ศิษย์พี่ผู้นำทางผายมือไปยังลานหิน “ สนามประลอง อนุญาติให้เหล่าศิษย์เข้าประลองได้อย่างอิสระ ทั้งยังอนุญาติให้มีการลงเดิมพันระหว่างคู่ประลองด้วยกัน เพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับการประลอง”
ศิษย์พี่ผู้นี้ปล่อยให้บรรดาศิษย์น้องยืนชมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพาเดินไปยังตำหนักอาคารอีกหลังที่อยู่ติดกันกับสนามประลอง เป็ตำหนักหลังใหญ่ ป้ายตำหนักสั้นๆได้ใจความว่า
“ ตำหนักยุทธ์”
“ นี่เป็อาคารเรียนของแผนกวิชายุทธ์ พวกเ้าส่วนใหญ่คงฝึกฝนมาทางสายวิชายุทธ์กันอยู่แล้ว ดังนั้น ใครอยากเรียนเสริมเพิ่มเติม ที่นี่จึงมีอาจารย์สอนทุกวัน ข้ารับรองว่าความรู้ที่พวกเ้าจะได้รับ ย่อมสามารถนำไปพัฒนาความสามารถของพวกเ้าได้อย่างมากมายมหาศาล” ศิษย์พี่กล่าวขึ้น ก่อนจะพากลุ่มศิษย์น้องเดินมายังตำหนักอีกหลัง ที่อยู่ติดกัน ตำหนักหลังนี้ไม่ใหญ่ หากดูคล้ายเจดีย์ ทั้งยังสูงถึงเจ็ดชั้น ป้ายเหนือประตูทางเข้าตำหนักเขียนไว้ว่า
“ หอมรรคายุทธ์”
“ ที่นี้คือหอเก็บรวบรวมเคล็ดวิชา ของสายวิชายุทธ์ มีทั้งสิ้นเจ็ดชั้น แต่ละชั้นจะรวบรวมเคล็ดวิชาของแต่ละระดับ ชั้นแรกเป็ เคล็ดวิชาระดับพื้นฐาน ไล่ขึ้นไปก็จะเป็ มนุษย์ บาดาล ปฐี นภา โลกา และดาราจักรตามลำดับ ทุกเคล็ดวิชาสามารถหามาร่ำเรียนได้ โดยที่พวกเ้าต้องใช้คะแนนที่อยู่ในตราหยกของพวกเ้าแลกมา ย่อมแน่นอนว่าเคล็ดวิชาระดับสูงย่อมต้องใช้คะแนนที่มากขึ้นตามไป” กล่าวถึงตรงนี้ก็หมุนตัวกลับ มองดูเหล่าศิษย์น้องที่แต่ละคนต่างก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะเข้าสู่ด้านใน จึงได้กล่าวขึ้นต่อ “ วันนี้ยังก่อน ยังมีอีกหลายสถานที่ ที่ข้าต้องพาพวกเ้าไปทำความรู้จัก”
กล่าวจบก็พาเหล่าศิษย์ตรงไปยังตำหนักอีกหลังที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ทั้งยังอยู่ติดกับพื้นที่เขตลานประลองเช่นกัน
เมื่อมาถึงก็เห็นว่าเป็ตำหนักหลังใหญ่สูงสองชั้น ป้ายเหนือบานประตูเขียนไว้ว่า
“ ตำหนักการแพทย์”
“ จดจำไว้ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือาเ็ ล้วนมาที่นี่” กล่าวจบก็เหลียวมองฝูงชน ก่อนกล่าวถามขึ้นต่อว่า “ พวกเ้าศิษย์ใหม่มีใครฝึกฝนมาในแนวทางการแพทย์บางหรือไม่”
หานเฟิงที่อยู่ด้านหลัง ก็มองเห็นว่ากลุ่มคนเบื้องหน้ามียกมือไหวๆอยู่สองคน ก่อนจะได้ยินเสียงศิษย์พี่ผู้นั้นกล่าวต่อ
“ ตำหนักการแพทย์ ก็มีอาจารย์สอนทุกวัน ทั้งยังมีตำราวิชาแพทย์ที่หาเรียนได้ยาก ซึ่งจะใช้หลักการการแลกเปลี่ยนด้วยคะแนนเช่นเดียวกันกับ หอมรรคายุทธ์”
จากนั้นศิษย์พี่ก็นำพาเหล่าศิษย์เดินไปต่อ ซึ่งไม่หางจากลานประลองมากนัก ครานี้เป็ลานหินกว้างไกล สุดทางลานหินเยื้องไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีซุ้มประตู
“ ที่นี่จึงเรียกว่าลานกว้าง จดจำไว้ วันหน้าหากมีเรียกให้มารวมตัวกันที่ลานกว้าง ก็คือที่แห่งนี้” เหล่าศิษย์ใหม่พากันพยักหน้ารับ ก่อนได้ยินศิษย์พี่กล่าวขึ้นต่อ “ ส่วนตรงนั้น” ทุกสายตาหันมองตามนิ้ว ก็คือสุ้มประตู “ หลังซุ้มประตูเป็บันไดหิน ที่พวกเ้าใช้ขึ้นมาเมื่อค่ำวาน คงจดจำกันได้อยู่กระมัง”
“ แล้วก็ตรงนั้น” เสียงศิษย์พี่กล่าวขึ้นต่อ ก่อนจะหันมองตามนิ้วที่ชี้ไปก็คือทางเดินที่แยกไปทางทิศตะวันตก เห็นทางเดินมีป้ายเล็กๆที่มีข้อความสองแถวปักไว้ หากสายตาดีหน่อยจะมองเห็น และสามารถอ่านได้ใจความว่า
“ เขตพื้นที่สตรี บุรุษห้ามเข้า”
“ ด้านในเป็พื้นที่ของสตรี เหล่าบุรุษข้าขอเตือน อย่าได้ล่วงล้ำเข้าไปโดยเด็ดขาด” ก่อนจะได้ยินเสียงกล่าวถามดังแว่วออกมาจากกลุ่มศิษย์ใหม่ว่า
“ มีบทลงโทษหรือ?...” ย่อมเป็เสียงของศิษย์บุรุษ
ศิษย์พี่ผู้นั้นส่ายศีรษะเพียงตอบไปว่า “ ไม่มี แต่ พวกนางที่อยู่ในนั้นดุร้ายยิ่ง พวกเ้าหลงเข้าไป มีได้นอนตำหนักการแพทย์เป็แรมเดือน”
ได้ยินเช่นนั้นศิษย์ใหม่ที่เป็บุรุษต่างก็พากันหันมองกลุ่มสตรีที่มีกันอยู่เพียงน้อยนิดอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะได้ยินศิษย์พี่กล่าวขึ้นต่อว่า
“ ส่วนทางด้านนั้น” สุดลานทิศตะวันออกก็มีแยก หากไม่มีป้ายปัก ศิษย์บุรุษเห็นก็กระจ่างทราบ เพราะเป็ทิศทางเรือนนอนของตน ก่อนจะได้ยินเสียงศิษย์พี่กล่าวขึ้นต่อ
“ เป็พื้นที่ของบุรุษ พวกเ้าเหล่าสตรีก็อย่าได้เผลอเข้าไป” ศิษย์พี่กวาดมองเหล่าศิษย์ใหม่ที่เป็สตรี ก่อนจะนำพาทุกคนเดินไปยังสถานที่ต่อไป
ทิศทางการเดินจากนี้เป็แนวเขาฝั่งตะวันออก เดินไปทางเหนือ สถานที่ต่อไปนับว่าเดินอยู่นานกว่าจะพบพาน ทั้งเส้นทางก็มีทั้งลาดลง ชันขึ้น หากบรรยากาศทิวทัศน์กลับนับว่าเงียบสงบและงดงามดียิ่ง กระทั่งมาถึง ก็เห็นเป็แนวผา เหล่าศิษย์ใหม่พบเห็นก็พากันเบิกตากว้างกับภาพที่ไม่เคยพบเจอ ทัศน์นีภาพเบื้องล่างคือแนวป่าเขียวขจี ทั้งยังมองเห็นเมืองใหญ่ที่อยู่ห่างไปไม่มากนัก และที่อยู่ไกลห่างไปจนถึงเส้นขอบฟ้า จึงเห็นเป็ท้องทะเลสีคราม
“ ด้านล่างนั่นคือเมืองเมฆอรุณ” ศิษย์พี่กล่าวขึ้น ศิษย์ใหม่หลายคนที่มาจากเมืองเมฆอรุณย่อมรู้จักดี กระทั่งหานเฟิงก็รู้จัก เพราะมันเคยไปเยี่ยมท่านตาที่เมืองนั้นอยู่สองครั้ง เมื่อตอนเด็กๆ ทว่า ยามนี้ท่านตาเสียไปนานแล้ว มันจึงไม่ได้ไปที่เมืองเมฆอรุณอีกเลย
“ ตรงเส้นขอบฟ้า นั่นคือมหาสมุทรตะวันออก”
มหาสมุทรตะวันออก คำนี้ของศิษย์พี่พลันให้หานเฟิง นึกไปถึงราชวงศ์ัผู้ปกครองผืนสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ในชีวิตที่แล้ว มันมิได้มีโอกาสไปเยือนวังัอันลึกลับ ทว่า ในชีวิตนี้ จะอย่างไรมันก็ต้องไปให้ได้สักครา นั่นเพราะ มันมีหนี้ที่ต้องไปชำระกับ ธิดาั
‘ ธิดาั ความวุ่นวายทั้งหมดจากคำทำนายของเ้า จะอย่างไรข้าก็ไม่มีวันลืมเลือน’