ตอนที่ 9 ขอโทษ
เมื่อพนักงานหญิงเห็นว่าทุกคนล้วนพูดแบบนี้ จู่ ๆ ใบหน้าก็ซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว “ฉัน… ฉันไม่ได้”
“ถุย เธอนี่โกหกหน้าไม่อายจริง ๆ เมื่อวานฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ โดนเธอมองบนใส่จนตาแทบพลิกกลับแล้ว”
“ใช่ ลูกของฉันแค่เหลือบมองของในร้านของเธอนานเกินไป เธอก็ด่ากราดใส่ลูกฉันจนถึงตอนนี้เขายังไม่หายกลัวเลย”
เมื่อคนหนึ่งพูดก็มีอีกคนพูด ไม่นานหัวหน้าสหกรณ์ก็เข้ามา เมื่อเห็นว่ามีคนจำนวนมากอยู่ที่นี่จึงตะคอกผู้หญิงคนนั้นไปหนึ่งประโยคด้วยใบหน้าเ็า “เกิดเื่อะไรขึ้น”
ผู้หญิงคนนั้นเหลือบตามองไปที่สวี่ม่ายซุ่ยและตอบอย่างระมัดระวัง “ฉันเห็นเขามองมา คิดว่าเขาไม่ซื้อก็เลยพูดไปไม่กี่คำค่ะ”
หัวหน้าสหกรณ์พอเข้าใจในพนักงานขายอยู่บ้าง ตอนนี้เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วจึงหันกลับไปพูดกับสวี่ม่ายซุ่ยอย่างสุภาพ “สหาย พนักงานขายที่นี่สายตาสั้นไปหน่อย คุณอย่าไปทะเลาะกับเขาที่มีความรู้น้อยเลย คุณ้าอะไร เราจะชั่งให้คุณ”
สวี่ม่ายซุ่ยเหลือบมองหัวหน้าสหกรณ์และตอบอย่างใจเย็น “ถ้าฉันไม่ซื้อก็ไม่สามารถดูได้หรือ”
หัวหน้าสหกรณ์ “ได้สิ ๆ คุณดูได้”
สวี่ม่ายซุ่ยได้ฟังก็หันหลังกลับไปะโบอกประชาชนโดยรอบ “ทุกท่านได้ยินหมดแล้ว หัวหน้าพูดแล้ว ของพวกนี้พวกเราไม่ซื้อก็สามารถดูได้”
“ต่อไปพวกเราก็ดูได้อย่างสบายใจ เลือกอย่างสบายใจ ไม่ต้องไปมองสีหน้าของใคร”
“แน่นอนว่าพวกเขาเป็คนทำมาค้าขาย เราคนซื้อก็อย่ามัวแต่เอ้อระเหย ถ้าไม่เจออะไรที่้าซื้อก็แค่รีบออกไป”
ทันทีที่พูดจบก็ได้รับเสียงปรบมืออย่างอบอุ่นโดยรอบ ท้ายที่สุดใครจะซื้อของก็เลือกได้อย่างละเอียดโดยไม่ต้องมองสีหน้าของใคร
หลังจากที่ะโไป สวี่ม่ายซุ่ยพูดกับหัวหน้าสหกรณ์อย่างสุภาพอีกครั้ง “หัวหน้าฉันขอเถาซูหนึ่งชั่ง”
หัวหน้าได้ฟังก็รีบดุผู้หญิงโง่ที่อยู่ข้าง ๆ “ยังไม่รีบไปชั่งให้ลูกค้าอีก”
เมื่อผู้หญิงช่างคุกกี้เถาซูหนึ่งชั่งเสร็จก็ยื่นให้สวี่ม่ายซุ่ย พลางพูด “หนึ่งหยวนค่ะ”
สวี่ม่ายซุ่ยรับของและยื่นเงินให้ ก่อนพยักหน้าให้หัวหน้า จากนั้นก็หันหลังกลับพาลูกทั้งสองออกไปจากที่นี่
เดินออกไปไม่นาน หลินเซียวก็เงยหน้าขึ้นและพูดด้วยความชื่นชม “แม่ เมื่อครู่แม่เก่งสุด ๆ ไปเลย”
สวี่ม่ายซุ่ยก้มหัวลงมองหลินเซียว ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “แม่ไม่ได้เก่งหรอก แค่เป็คนมีเหตุผลน่ะ”
“ร้านค้าสหกรณ์ของรัฐมีไว้บริการประชาชน ถ้าซื้อของแล้วเลือกดูไม่ได้ งั้นจะสร้างสหกรณ์มาเพื่ออะไรล่ะ”
“อีกอย่างพฤติกรรมแบบนี้คงเป็พฤติกรรมเฉพาะตัวเขา พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องกลัวเขามาก ถ้าทนไม่ได้จนต้องพูดก็ควรพูด”
หลินเซียวได้ฟังก็พยักหน้าตอบรับ “รู้แล้วครับ”
เดินไปตามถนนเส้นนี้ก็จะถึงร้านขายผ้าแล้ว แต่บังเอิญว่าพนักงานขายผ้าวันนี้คือซูเจวียน เมื่อเห็นสวี่ม่ายซุ่ยเดินเข้ามา หล่อนก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิ “สวี่ม่ายซุ่ย เธอกล้ามากที่ไปยั่วยุทุกคน เธอรู้ไหมว่าทำตัวแบบนี้จะมีผลกระทบต่อพี่เจี้ยนเยี่ยมากนะ”
เห็นได้ชัดว่าหล่อนได้ยินเื่เมื่อครู่แล้ว
สวี่ม่ายซุ่ยไม่ได้มองหล่อนด้วยซ้ำ ก้มหน้าเลือกผ้าไปพลางตอบไปพลางอย่างใจเย็น “อ้อ ไหนเธอลองพูดมาซิว่าเื่เมื่อครู่จะมีผลอย่างไรกับหลินเจี้ยนเยี่ย”
ซูเจวียนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหน้าเจื่อนไป “แน่… แน่นอนว่าต้องมีผล เธอเล่นโวยวายขนาดนี้ ทุกคนก็รู้กันหมดภรรยาของพี่เจี้ยนเยี่ยเป็คนปากร้ายแล้วเห็นเขาเป็เื่ตลก เธอจะให้เขาเงยหน้ามองสหายร่วมรบได้ยังไง”
สวี่ม่ายซุ่ยวางผ้าลง เงยหน้าขึ้นมองหล่อนและตอบอย่างจริงจัง “ถ้านับว่าเป็เื่ตลกแล้วจะทำไม หลินเจี้ยนเยี่ยยังไม่ได้พูดอะไรเลย เธอคิดว่าเธอเป็ใคร”
ซูเจวียนเห็นว่าสวี่ม่ายซุ่ยยังคงเย่อหยิ่ง ก็ขบเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ “เธอ!”
สวี่ม่ายซุ่ยก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน หยิบผ้าสีน้ำเงินผืนหนึ่งแล้วพูด “ผ้านี่ราคาเท่าไหร่ ดึงให้ฉันสามฟุต ”
ซูเจวียนเห็นว่าสวี่ม่ายซุ่ยไม่สนใจตน จึงตอบกลับด้วยความโกรธ “ฟุตละห้าเหมาพร้อมคูปองหนึ่งใบ”
สวี่ม่ายซุ่ย “สีดำอันนี้ล่ะ”
ซูเจวียน “เหมือนกัน”
สวี่ม่ายซุ่ย “สีขาวอันนี้ล่ะ”
ซูเจวียน “เหมือนกัน”
สวี่ม่ายซุ่ย “เอาสีน้ำเงินให้ฉันสามฟุต สีดำสิบเอ็ดฟุต สีขาวแปดฟุต”
ซูเจวียนได้ฟังตาก็เบิกกว้างโดยไม่รู้ตัวและถามเสียงแหลม “เธอซื้อมากมายขนาดนี้มีเงินหรือไง”
สวี่ม่ายซุ่ยเหลือบมองหล่อนและพูดอย่างใจเย็น “ถ้าไม่มีเงินแล้วจะซื้อผ้าได้เหรอ สรุปเธอจะขายไหม”
ซูเจวียนสงบลงมองเธออย่างสงสัย “เธอไม่ได้มาก่อกวนฉันใช่ไหม ไม่ใช่ว่าฉันเอาผ้าให้เธอแล้วเธอก็ไม่เอานะ”
สวี่ม่ายซุ่ยได้ฟังก็ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ ซูเจวียนนี่ก็ระแวงเกินไปแล้ว ในระหว่างที่กำลังคิดก็ควักเงินออกมาจากกระเป๋า เมื่อวานหลินเจี้ยนเยี่ยให้เธอมาแล้วสิบหยวน เพิ่มอีกสิบหยวนจากที่เก็บสะสม นี่ก็ยี่สิบหยวนแล้ว เมื่อครู่ใช้ไปหนึ่งหยวน ดังนั้นตอนนี้ก็เหลืออีกสิบเก้าหยวน
ผ้ายี่สิบสองฟุตคือสิบเอ็ดหยวนเพิ่มกับคูปองผ้าอีกยี่สิบสองฟุต สวี่ม่ายซุ่ยคิดไปพลางเริ่มควักเงินไปพลาง กระทั่งหยิบเงินออกมาทั้งหมดแล้ว ซูเจวียนจึงนิ่งอึ้งไป
“เธอเอาเงินมาจากไหนเยอะเพียงนี้ นี่คงไม่ได้ซ่อนเงินออมทั้งหมดจากป้าหลินใช่ไหม?” ซูเจวียนมองสวี่ม่ายซุ่ยและถามด้วยความเห็นใจ
ในขณะที่สวี่ม่ายซุ่ยมาซื้อผ้า เธอก็ได้คิดข้ออ้างไว้แล้ว จึงตอบไปอย่างใจเย็น “พี่เจี้ยนเยี่ยของเธอยืมเงินมาจากครอบครัวฉัน”
“เธอจะไปบอกป้าหลินของเธอก็ได้ แต่เธอก็รู้จักพี่เจี้ยนเยี่ยดีนี่ เื่นี้มีเพียงเราสามคนที่รู้ ถ้าป้าหลินมาโวยวายกับฉันก็เพราะเธอเป็คนพูดออกไป”
“ลองคิดดูหากพี่เจี้ยนเยี่ยรู้เข้า ว่าเธอเป็คนบอกเื่นี้กับป้าหลิน เธอคิดว่าเขายังอยากจะเจอเธออีกเหรอ?”
เมื่อหลินเจี้ยนเยี่ยยังเด็ก เขาก็ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยน้ำมือของป้าหลินมาไม่น้อย และความสัมพันธ์ของเขากับป้าหลินก็ไม่ดีสักเท่าไร เป็เพราะสวี่ม่ายซุ่ยไม่ได้ยืนหยัดด้วยตัวเองจึงได้ถูกป้าหลินรังแก
เมื่อซูเจวียนเห็นสวี่ม่ายซุ่ยเป็เช่นนี้ก็โกรธจนคันฟัน “สวี่ม่ายซุ่ย เธอมันร้าย”
สวี่ม่ายซุ่ย “เร็วหน่อย ฉันยังรอกลับบ้านไปทำอาหารอยู่”
ถึงซูเจวียนจะโกรธสวี่ม่ายซุ่ยเป็อย่างมาก แต่เวลานี้คือเวลาทำงาน จึงทำได้เพียงดึงผ้าอย่างไม่เต็มใจ หลังซื้อผ้าเสร็จสวี่ม่ายซุ่ยก็พบว่าสายแล้ว จึงรีบพาลูกทั้งสองไปซื้ออาหาร
ซื้อไข่ไก่ยี่สิบฟองจ่ายไปแล้วหนึ่งหยวน น้ำตาลทรายขาวหนึ่งชั่งแปดเหมา ข้าวสิบชั่งหนึ่งหยวนห้าเหมา แป้งหมี่ขาวสามสิบชั่งสามหยวนเก้าเหมา จนตอนนี้เหลือเงินเพียงแปดเหมา
ในมือหนึ่งของหลินเซียวกำลังถือไข่ไก่ อีกมือหนึ่งถือคุกกี้เถาซู ส่วนหลินฟานกำลังถือตะกร้าผักกับน้ำตาลทรายขาวเดินตามเขาไป
สวี่ม่ายซุ่ยหนีบผ้าผืนใหญ่ไว้ใต้แขน มือหนึ่งถือข้าว อีกมือหนึ่งถือแป้งหมี่เดินกลับบ้านอย่างเฉิดฉาย
หลินเซียว “แม่ แม่ใช้เงินยี่สิบหยวนหมดแล้วเหรอ”
สวี่ม่ายซุ่ย “หมดแล้ว”
หลินเซียว “สักนิดก็ไม่เหลือ?”
สวี่ม่ายซุ่ย “ไม่ใช่ว่าไม่เหลือ ยังเหลืออีกแปดเหมา”
หลินเซียวถามกลับด้วยสีหน้าหม่นหมอง “แปดเหมาจะพอทำอะไรล่ะ?”
สวี่ม่ายซุ่ย “พอที่จะไปบ้านยายได้”
หลินเซียว “...”
แม่ลูกเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว หลินฟานก็เดินไม่ไหวแล้ว จึงทิ้งตะกร้าผักลงบนพื้น แล้วะโงอแง “แม่ ผมเดินไม่ไหวแล้ว”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
มีหน้าที่ขายผ้าก็ขายไปค่ะยัยดอกบัวเน่า อย่าสาระแนเื่ในบ้านคนอื่น
ไอ้หนูอดทนหน่อยลูก อีกนิดเดียวจะถึงบ้านแล้ว
ชิวเฟิง