หลังจากปิ่งจียกอาหารที่ดูมีเนื้อมีหนัง มีออปชั่นเสริมมากกว่าทุกวันเพราะเ้าของจวนมาร่วมโต๊ะด้วยเข้ามา เ้านายทั้งสองคนจึงเริ่มกินอาหารกันเงียบ ๆ
แต่เงียบได้ไม่เท่าไหร่ เหลียงซูถิงที่มีความทรงจำเก่า ๆ ครบถ้วน ก็หยิบมันมาใช้ประโยชน์ ถึงจะไม่เคยร่วมโต๊ะอาหารกัน แต่จางซูถิงก็เคยให้ปิ่งจีไปแอบสืบมาว่าเขาชอบกินอะไรบ้าง เพื่อหวังจะเอาใจเขา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีโอกาสนั้น
“ท่านกินอันนี้สิเ้าคะ ของโปรดท่านไม่ใช่เหรอ”
เธอจัดการคีบเต้าหู้ให้เขาชิ้นหนึ่ง แน่นอนว่าเซี่ยงมู่หยางแปลกใจที่นางเริ่มเป็ฝ่ายลุกขึ้นมากระทำอะไรบางอย่างจากที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่เขาก็ทำเพียงแค่คีบมันเข้าปากเงียบ ๆ
ท่ามากจริง ๆ
หลังจากนั้นเธอก็ยังคีบนั่นคีบนี่ให้เขาไม่หยุด เมื่อเห็นว่าเขายอมกินทุกอย่างที่เธอวางใส่ถ้วยของเขาโดยไม่มีทีท่าหงุดหงิดรำคาญใจ เธอก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา
นายคนนี้ก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกันหนิ ที่เห็นนิ่ง ๆ เก๊ก ๆ นี่น่าจะเป็บุคลิกประจำตัวที่แก้ไม่ได้แหละมั้ง
หลังจบมื้ออาหารที่เซี่ยงมู่หยางรู้สึกอิ่มเป็พิเศษเพราะมีคนคอยคีบกับข้าวเติมให้ไม่หยุด เขาก็ไม่ได้จากไปไหน ยังคงนั่งหลังตรงจิบน้ำชาล้างปากด้วยท่วงท่าสง่างาม จนเหลียงซูถิงสงสัยว่าเขามีเื่อะไรจะพูดกับเธอต่อหรือเปล่า แต่รอแล้วรอเล่าเขาก็ยังเงียบ
“ท่านจอหงวนจะค้างคืนที่นี่เหรอเ้าคะ”
เธอเห็นมือที่ยกถ้วยชาของเขาชะงักไปอึดใจหนึ่ง ก่อนเขาจะตอบเสียงไม่ดังไม่เบาว่า
“อืม”
โถ่วววว คืออยากจะมานอนกับอนุว่างั้น เก๊กอยู่ได้ตั้งนาน!
แต่เดี๋ยวนะ … อนุที่ว่าคือเธอใช่ไหม?
กรี๊ดดดดดดดดดดดด
เธอรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกระเด้งกระดอนดังตึ้บ ๆ ๆ อยู่ในอก ก็ตัวท็อปขนาดนี้บอกว่าจะมาค้างกับเธอนี่นะ!
อย่ามาถามหาความรักนวลสงวนตัวอะไรกับเธอเลย ชาติก่อนยังสงวนไว้ไม่พออีกเหรอ สงวนจนตายแล้วก็ยังไม่ได้ใช้งานเลยเพื่ออะไร?!
ตอนนี้ก็มาอยู่ในร่างอนุซึ่งแปลว่าเมียของเขา สงวนตัวไปแล้วใครจะมารู้มาเห็นเหรอ? ต่อให้เห็นแล้วยังไง? คิดว่าคนจะเชิดชูหรือมอบป้ายประกาศเกียรติคุณ ‘อนุผู้สงวนตัวยอดเยี่ยม’ ให้หรือไง? ไร้สาระ!
ชื่อเสียงก็เสียไปแล้ว หอก็เข้าไปแล้ว (ถึงคนที่เข้าหอจะเป็จางซูถิง แต่ก็เป็ร่างที่เธออยู่นี่มั้ยล่ะ) ถ้าหลังจากนี้ต้องมาแบกรับชื่อเสียฟรี ๆ โดยไม่ได้อะไรตอบแทนเลยย่อมไม่ใช่วิสัยของเหลียงซูถิง
คนอย่างเหลียงซูถิงไม่ชอบทำอะไรขาดทุน ในเมื่อเธอมาอยู่ในฐานะอนุไปแล้ว เพราะฉะนั้น คนที่ได้ชื่อว่าเป็สามีก็ควรพลีกายของเขามาชดเชยสิ่งที่เธอต้องสูญเสียไประหว่างนี้มันถึงจะคุ้ม มีผู้ชายมาให้กินถึงที่โดยไม่ต้องไปหาซื้อข้างนอก มีหรือเธอจะปฏิเสธ!
ตอนนี้เขายังไม่มีใคร เธอก็จะนับว่าเขาเป็สามีไปก่อน เอาไว้เขารับผู้หญิงอื่นเข้ามาเพิ่ม เธอค่อยถีบหัวส่งเขาออกไปก็ยังได้ แต่ตอนนี้…
“ปิ่งจีไปเตรียมน้ำให้ท่านจอหงวนเถอะ”
สาวใช้ของเธอรีบวิ่งออกไปจัดการตามคำสั่งทันที เพราะรู้ว่าอี๋เหนียงของนางรอคอย่เวลานี้มานานแล้ว
ค่ำคืนนั้นทำให้เซี่ยงมู่หยางแน่ใจแล้วว่า การที่อนุของเขาตกบันไดหน้าอารามในครั้งนั้นทำให้นางผิดปกติไปจริง ๆ จากที่เคยนอนนิ่งเป็ขอนไม้ยามร่วมหอ บัดนี้กลับกระตือรือร้นให้ความร่วมมือจนเกินพอดีด้วยซ้ำ
ส่วนเหลียงซูถิง หลังจากจบกิจกรรมสันทนาการรอบแรกไปแล้ว ได้ยินเสียง ‘ชริ้ง’ อันเป็เสียงแจ้งเตือนเหรียญงอก เธอจึงรีบเปิดหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมาทันที ก็พบว่ามีเหรียญเพิ่มเข้ามาถึง 10,000 เหรียญ!
บ้าไปแล้ว! แค่เล่นจ้ำจี้กับผู้ชายก็ได้ตั้งหมื่นเหรียญ!
เธอหันขวับไปมองสามีชั่วคราวด้วยดวงตาวาววับ
เซี่ยงมู่หยางที่อยู่ ๆ ก็รู้สึกคล้ายตนเองถูกจ้องจะขย้ำราวกับเป็เหยื่ออันโอชะ มีอาการขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
เขาเห็นอนุคนงามที่เพิ่งจะนอนระทดระทวยอยู่ข้างกาย อยู่ดี ๆ ก็ดีดตัวลุกขึ้นมานั่งคร่อมเขาด้วยสีหน้าหื่นกระหาย
“เมื่อกี้ตาท่านไปแล้ว คราวนี้ตาข้าบ้างนะเ้าคะ!”
หลังจากนั้นเซี่ยงมู่หยางถึงได้เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ตาข้าบ้าง’ ของนาง แต่ถึงเข้าใจเขาก็ทำได้เพียงกัดฟันอดทนกับความวาบหวามที่จู่โจมอย่างหนักหน่วงโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แต่สุดท้าย เขาก็กลั้นไว้ต่อไปไม่ไหว เผลอส่งเสียงครวญครางออกไปหลายครั้งอย่างไม่น่าให้อภัย
ตลอดทั้งคืนนั้นจึงมีเสียงดัง ‘ชริ้ง’ ‘ชริ้ง’ ‘ชริ้ง’ ในหัวของเธอสลับกับเสียง ‘อาาาหหห์’ ‘อืมมม’ ‘โอ้วววว’ ‘อ๊างงงง’ ของสองหนุ่มสาว จนปิ่งจีที่นอนอยู่ในห้องข้าง ๆ ได้แต่เอาหน้าฝังเข้าไปในฟูกเพื่อหนีอาย
เช้าวันถัดมา เซี่ยงมู่หยางผู้สง่างามอยู่เสมอเดินออกจากเรือนของอนุภรรยาด้วยท่าทางสะโหลสะเหลเซไปเซมาหลังพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ซึ่งผิดวิสัยของเขายิ่งนัก
แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตูเรือน ก็ยังไม่วายหันมากำชับสองนายบ่าว
“อย่าลืมให้นางดื่มยาห้ามครรภ์ด้วย”
เหลียงซูถิงส่งค้อนไปทีหนึ่งก่อนจะสวนกลับไป
“รู้แล้วเ้าคร่าาา”
ฉันก็ไม่ได้อยากมีลูกกับสามีชั่วคราวอย่างนายเหมือนกัน อย่างนายตอนนี้ก็เป็ได้แค่เครื่องปั๊มเหรียญที่หล่อ น่ากิน และอร่อยพอใช้ได้เท่านั้นแหละ!
เมื่อคืนปั๊มมาได้ตั้งครึ่งแสน แม้จะปวดเมื่อยตามเนื้อตัวและมีอาการเคล็ดขัดยอกไปหน่อย แต่จิตใจเบิกบานมาก ยิ้มจนปากแทบจะชิดรูหู ทำให้เสียง ‘ชริ้ง’ ‘ชริ้ง’ ‘ชริ้ง’ ยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดมาจนถึงตอนนี้
