ณ ตระกูลจี้ เมืองทงเฉิง
บรรยากาศภายในห้องโถงประชุมปกคลุมไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดดุจมีเมฆฝนดำทะมึนลอยปกคลุม สีหน้าของทุกคนเคร่งขรึมและตึงเครียด หัวหน้าตระกูลจี้ กวาดสายตาคมกริบมองเหล่าผู้าุโที่นั่งเรียงรายอยู่สองฝั่งซ้ายขวา
“เหล่าผู้าุโ... ทางจวนเ้าเมืองได้แสดงเจตนาชัดเจนแล้ว เื่ต้นิญญาถูกทำลายถือเป็ความแค้นส่วนตัวระหว่างตระกูลจี้กับตระกูลหง ให้พวกเราไปเจรจาเรียกร้องค่าเสียหายกันเอาเอง”
“นี่มันจงใจลอยแพพวกเราชัดๆ!” ผู้าุโท่านหนึ่งทุบโต๊ะอย่างเหลืออด “แล้วยาชุบิญญาที่เราเพียรส่งเป็บรรณาการให้จวนเ้าเมืองทุกปีเล่า... หายเข้ากลีบเมฆไปหมดหรือไร!”
“ตอนนี้ตระกูลหงมีผู้ฝึกตนระดับหยวนอิง นั่งค้ำบัลลังก์อยู่ เราจะเอาอะไรไปต่อรองได้? ค่าเสียหายที่ว่านั้นก็เป็เพียงคำพูดสวยหรูปลอบใจ ลมปากพวกนี้เชื่อถือไม่ได้... เรามาหารือกันดีกว่าว่าตระกูลจี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรดี”
หัวหน้าตระกูลรู้ดีแก่ใจนับั้แ่ก้าวเท้าออกจากจวนเ้าเมือง ความแค้นครั้งนี้ตระกูลจี้จำต้องกลืนเืลงท้องไปอย่างขมขื่น
เดิมทีเสาหลักทางเศรษฐกิจของตระกูลจี้คือต้นลูกปัดแดงและเหมืองผลึกดำ บัดนี้เสมือนถูกตัดแขนขวาไปข้างหนึ่ง หลังจากปรึกษาหารือกันอยู่นานครึ่งค่อนวัน ในที่สุดมติที่ประชุมก็ออกมา...
“ลดส่วนแบ่งทรัพยากรของผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณและระดับสร้างรากฐานลงครึ่งหนึ่ง”
ผู้ที่นั่งอยู่ในที่นี้ล้วนเป็ผู้าุโระดับจินตานย่อมยกมือเห็นชอบกับมตินี้อย่างรวดเร็ว โดยไม่แยแสความเดือดร้อนของศิษย์ระดับล่าง
“ตอนนี้ความหวังเดียวของเราคือผู้าุโใหญ่ที่กำลังเก็บตัวเพื่อทะลวงสู่ระดับหยวนอิง หากการออกจากฌานครั้งนี้สำเร็จ ตระกูลจี้เราจะมีผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงเพิ่มขึ้นอีกสักคน... มิฉะนั้นแล้ว เมืองทงเฉิงแห่งนี้คงไร้ที่ยืนสำหรับตระกูลจี้อีกต่อไป”
ผู้าุโสามเอ่ยความกังวลใจออกมาในขณะที่ผู้คนเริ่มทยอยลุกจากที่นั่ง เสียงถอนหายใจดังระงมไปทั่วห้องโถง
ผู้าุโห้าที่เดินรั้งท้ายคล้ายนึกสิ่งใดขึ้นได้ จึงหมุนตัวเดินกลับเข้ามาหาหัวหน้าตระกูลเพียงลำพัง “ท่านหัวหน้าตระกูล... แล้วคนในตระกูลสายรองที่เฝ้าเขาเสี่ยววั่งเล่า จะให้จัดการเช่นไร?”
หัวหน้าตระกูลจี้ชะงัก เพิ่งนึกถึงคนกลุ่มที่เกือบจะเลือนหายไปจากความทรงจำ คิ้วเข้มขมวดมุ่น “ให้พวกเขาอยู่ที่เขาเสี่ยววั่งต่อไปเถิด กลับมาเมืองทงเฉิงตอนนี้ก็รังแต่จะเป็ภาระ ไม่มีงานการให้ทำ สู้ให้ฝึกตนในดินแดนฮวงจุ้ยดีอย่างเขาเสี่ยววั่งจะมิดีกว่าหรือ?”
ฮวงจุ้ยดี? ผู้าุโห้าลอบแค่นหัวเราะในใจ ถ้าดีจริงไฉนท่านไม่ย้ายก้นไปอยู่เสียเองเล่า! เจตนาของหัวหน้าตระกูลชัดเจนว่าไม่อยากแบกรับภาระเลี้ยงดูคนกลุ่มนั้น
“ผู้าุโสาม... ประเดี๋ยวก่อน” หัวหน้าตระกูลเอ่ยเรียกผู้าุโสามที่กำลังจะก้าวพ้นประตู
“ข้าไปจวนเ้าเมืองครานี้ นักพรตทงิได้เปรยขึ้นมาว่า... ครั้งก่อนที่มาเยือนตระกูลจี้ เขาเห็นจี้หรงหลานสาวของท่านดูอ่อนหวานน่ารักถูกใจ ท่านช่วยสั่งให้คนไปเตรียมตัวนางให้พร้อม อีกสามวันให้ส่งตัวนางไปปรนนิบัติที่จวนเ้าเมือง”
ผู้าุโสามตัวชาวาบ นักพรตทงิผู้นั้นติดอยู่ที่ขั้นจินตานสมบูรณ์แบบมาเนิ่นนาน มีข่าวลือหนาหูว่า่นี้มันเที่ยวเสาะหาผู้ฝึกตนหญิงสาวพรหมจรรย์ไปทั่ว เพื่อใช้เป็เตาหลอมมนุษย์ในการฝึกวิชามาร หวังจะเลื่อนขั้นเป็หยวนอิงทางลัด
“แต่... แต่จี้หรงกำลังเตรียมตัวจะสร้างรากฐานแล้วนะขอรับ!”
สิ่งที่ผู้าุโสามกลืนลงคอไปคือ... ‘นางเป็หลานสาวแท้ๆ ของท่าน! เป็เืเนื้อเชื้อไขของท่านเองนะ! ท่านตัดใจส่งนางไปให้ตาเฒ่าตัณหากลับผู้นั้นย่ำยีได้อย่างไร!’
“นังหนูนั่นข้าเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก ข้าจะทำใจลงได้อย่างไร...” หัวหน้าตระกูลแสร้งทำสีหน้าสลด “แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของตระกูลจี้ หากทงิสำเร็จเป็หยวนอิง แล้วเราค่อยไปสานสัมพันธ์ ท่านคิดว่าเขาจะยังเห็นหัวเราอยู่อีกหรือ? นี่คือโอกาสเดียวที่จะผูกมัดเขาไว้”
“...ทราบแล้ว ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ผู้าุโสามกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ขนาดปู่แท้ๆ ยังยินยอมพร้อมใจส่งหลานเข้าปากเสือ แล้วเขาที่เป็เพียงลุงจะไปคัดค้านสิ่งใดได้
วันนั้นจี้หรงหญิงสาวผู้เปี่ยมพร์ ถูกคุมขังในเรือนพัก รอวันส่งตัวเข้าสู่ขุมนรกในอีกสามวันข้างหน้า
ณ เขาเสี่ยววั่ง
หลังจากสิ้นต้นิญญา บรรยากาศในหมู่บ้านก็เงียบเหงาลงถนัดตา ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกเก็บตัวฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่แต่ในเรือน เพื่อรอฟังคำสั่งจากตระกูลหลักที่ดูเหมือนจะลืมเลือนพวกเขาไปแล้ว
วันนี้จี้ชิงหลิงเพิ่งจะไปส่ง จี้ิ เพื่อนเล่นวัยเดียวกันที่หน้าหมู่บ้าน เขาเป็เด็กเพียงคนเดียวในการทดสอบรุ่นนี้ที่ไร้รากิญญา ตามกฎเหล็กของโลกผู้ฝึกตน เขาจำต้องถูกส่งกลับไปยังโลกมนุษย์เพื่อใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชน
จี้ชิงหลิงทอดมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่ค่อยๆ ลับตาไป... อายุขัยของคนธรรมดานั้นแสนสั้น แต่ตระกูลจี้ก็มีรากฐานในโลกมนุษย์ การที่จี้ิกลับไปที่นั่น ย่อมได้เสพสุขกับลาภยศสรรเสริญ มั่งคั่งร่ำรวยไปชั่วชีวิต ดีกว่าต้องมานั่งรอความตายอย่างไร้ค่าในโลกผู้ฝึกตนที่โหดร้ายแห่งนี้เป็ไหนๆ!
ส่วนตัวนางเอง... นางยังต้องมุ่งหน้าแสวงหาหนทางสู่ความเป็ะต่อไป
ชาติที่แล้ว นางเป็เพียงิญญาบริสุทธิ์ที่ต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะอุบัติเหตุบ้าบอ ชาตินี้์เมตตาให้มาเกิดใหม่ในโลกที่สามารถบำเพ็ญเพียรเป็เซียนได้ ์คงอยากชดเชยให้นางที่ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่ากระมัง
‘ฝึกเซียนให้อายุยืนหมื่นปีแสนปี! เผลอๆ อาจได้เหาะเหินเดินอากาศขึ้นไปเป็เทพธิดาบน์ชั้นฟ้า!’
จี้ชิงหลิงหลงใหลในรสััยามบำเพ็ญเพียร การชักนำไอิญญาจากธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย ให้ไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณจนครบรอบอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง
ในระหว่างการโคจร จำต้องคอยกลั่นกรองไอิญญาให้บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เสมอ ก่อนจะส่งไปกักเก็บไว้ที่จุดตันเถียน (ท้องน้อย)
เป้าหมายสูงสุดของนางในยามนี้คือการรวบรวมไอิญญาในตันเถียนให้ควบแน่นเป็ ‘หยวนตัน’ นั่นจึงจะนับว่าเป็การก้าวเข้าสู่ ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง อย่างแท้จริง และกลายเป็หนึ่งในผู้ฝึกตนนับล้านในใต้หล้านี้
หยวนตันของผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณจะประกอบขึ้นจากกลุ่มก๊าซหมุนวน ส่วนหยวนตันของผู้ที่ทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐานจะแปรเปลี่ยนเป็ของเหลวเข้มข้น
ชาติก่อนนางเคยเรียนศิลปะ จึงรู้สึกว่าวิธีการฝึกตนแบบนี้ช่างคล้ายคลึงกับการระบายสีภาพวาดไม่มีผิด
ไอิญญาทีละเส้นสาย ค่อยๆ เติมเต็มถุงลมทรงหยดน้ำอันว่างเปล่าในตันเถียน เริ่มระบายไล่เฉดสีจากส่วนล่างขึ้นไปทีละน้อย...
เพียงแต่ไอิญญานี้ช่างกลั่นกรองยากเย็นแสนเข็ญ ไอิญญามหาศาลที่ดูดซับเข้าสู่ร่างกาย เมื่อผ่านการบีบอัดคัดกรองแล้ว เหลือหลุดรอดไปถึงตันเถียนเพียงเส้นบางเบาดุจใยไหมเท่านั้น
ทว่าในที่สุด... เสียง ‘ติ๊ง’ แ่เบาราวหยดน้ำตกกระทบหินผาก็ดังก้องขึ้นในตันเถียน พื้นที่ว่างส่วนสุดท้ายถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์แบบ!
หากมีผู้ใดอยู่ในห้องยามนี้ คงได้เห็นภาพเด็กหญิงตัวน้อยนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง หลับตาพริ้ม แต่มุมปากกลับฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริราวกับคนเสียสติ
‘์ส่งข้ามาเพื่อให้อายุยืนหมื่นปีจริงๆ ด้วย! ไม่สิ... ต้องะนิรันดร์กาลต่างหาก!’
จี้ชิงหลิงที่บัดนี้ก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ประตูเซียนแล้ว แม้จะยังไม่ลืมตา แต่กลับพบว่านางสามารถแผ่ ‘ััิญญา’ ออกไปมองเห็นทิวทัศน์ในลานบ้านได้ทุกซอกทุกมุม!
แม้กระทั่งหยดน้ำค้างใสกระจ่างที่เกาะพราวอยู่บนยอดหญ้า ก็ยังมองเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ถึงรัศมีจะครอบคลุมแค่ลานบ้านตัวเอง แต่นั่นก็เพียงพอให้นางหัวใจพองโตด้วยความปลาบปลื้ม
สุขคนเดียวสู้สุขร่วมกันไม่ได้! เื่มงคลแบบนี้ต้องป่าวประกาศให้คนในครอบครัวรู้! ท่านพ่อท่านแม่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ เหลือเพียงพี่ชายจอมขี้เซาที่ยังเฝ้าบ้าน
จี้ชิงหลิงวิ่งถลันไปตบประตูห้องพี่ชาย ปังๆๆ! เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
“จี้ชิงหยวน! จี้ชิงหยวน! รีบออกมาเร็วเข้า ข้ามีเื่ดีๆ จะบอก!”
จี้ชิงหยวนที่งัวเงียอยู่ในห้องเดาว่ายัยตัวยุ่งคงจะหิวโซอีกแล้ว “ของกินอยู่ในครัว ไปหยิบกินเองซะ!”
“ไม่กิน! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ปัง! ปัง! ปัง! ประตูห้องถูกทุบจนแทบจะหลุดออกมาจากบานพับ
จี้ชิงหยวนถูกรบกวนจนหมดความอดทน เขาจำใจลุกขึ้นมาเปิดประตูด้วยใบหน้าบูดบึ้ง พบจี้ชิงหลิงยืนหน้าตามอมแมมเต็มไปด้วยคราบไคลสกปรกดำปิ๊ดปี๋โดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัว แถมยังทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างภาคภูมิใจ
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์ทันที “...กลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้วหรือ?”
“หา! ดูออกด้วยหรือ? ข้าเก่งไหมล่ะ?”
เห็นนางส่ายหัวดุ๊กดิ๊กจนเปียผมแทบหลุด จี้ชิงหยวนจึงร่ายคาถาเสกกระจกน้ำบานเล็กขึ้นมาตรงหน้า
“รีบไปล้างเนื้อล้างตัวซะ เหม็นจะแย่อยู่แล้ว” ถึงปากจะบ่นอุบอิบ แต่มุมปากของเขากลับยกยิ้มอย่างอ่อนโยน
จี้ชิงหลิงชะโงกหน้ามองกระจก เห็นเ้าเด็กหน้าตามอมแมมดูเซ่อซ่าในเงาสะท้อน ก็อดขำตัวเองไม่ได้
ท่านพ่อเคยบอกไว้ว่า เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง พลังิญญาจะทำการชำระล้างไขกระดูก ขับของเสียสกปรกในกายออกมาทางรูขุมขน
หน้านางเลอะเพียงแค่นี้นับว่ายังน้อยนัก เพราะนางได้รับประทานข้าวิญญาและเนื้อสัตว์อสูรมาั้แ่เด็ก ร่างกายจึงบริสุทธิ์กว่าคนทั่วไป หากเป็ปุถุชนที่เพิ่งเริ่มฝึกตน ของเสียจะถูกขับออกมาเป็คราบโคลนสีดำหนาเตอะ กลิ่นนั้นเหม็นบรรลัยจนแทบอาเจียน
หลังจากชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน หอมกรุ่นไปทั้งตัว จี้ชิงหลิงก็นั่งลงบนบันไดหน้าเรือน หลับตาลงััถึงขุมพลังิญญาที่เปี่ยมล้นอยู่ในกาย
ถ้าท่านพ่อท่านแม่อยู่บ้านก็คงดี... นางอยากเรียนคาถาบทแรกเดี๋ยวนี้เลย! ใจร้อนรุ่มจนแทบรอไม่ไหวแล้ว
จี้ชิงหยวนเดินออกมาจากห้อง โยนแผ่นหยกชิ้นหนึ่งให้นางรับไว้
“รับไป... นี่คือเคล็ดวิชาห้าธาตุ การเริ่มต้นฝึกฝน เ้าต้องเรียนรู้การควบคุมคาถาห้าธาตุพื้นฐานให้ได้เสียก่อน”
่ที่บิดามารดาไม่อยู่ จี้ชิงหยวนจึงรับหน้าที่เป็อาจารย์จำเป็ อธิบายเคล็ดความวิชาห้าธาตุให้น้องสาวฟังอย่างละเอียดลออ จี้ชิงหลิงเพิ่งตระหนักว่าตนเองคิดตื้นเขินเกินไป มิใช่แค่มีพลังิญญาแล้วจะร่ายคาถาเหาะเหินเดินอากาศได้ทันที
ขั้นแรกต้องฝึกจิตควบคุมพลังิญญาให้ควบแน่นกลั่นตัวเป็รูปร่างธาตุต่างๆ เช่น หยดน้ำ เปลวไฟ หรือเถาวัลย์เสียก่อน
“ข้าจะสอนบทร่ายเวทให้ก่อน เ้าต้องท่องจำให้ขึ้นใจ”
กาลเวลาผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็ม... ในที่สุด จี้ชิงหลิงก็สามารถเสกหยดน้ำใสๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วขึ้นมาได้สำเร็จ!
นางแอบลองแลบลิ้นเลียดู... ‘จืดชืด... ไม่เห็นจะมีรสหวานฉ่ำเหมือนน้ำทิพย์ในจินตนาการเลย ก็แค่น้ำเปล่าธรรมดาชัดๆ’
เห็นท่าทางเอ๋อๆ ของน้องสาว จี้ชิงหยวนต้องข่มใจไม่ให้ยื่นมือไปดึงเปียนางเล่น พลางหวนนึกถึงอดีต ตอนที่เขาฝึกเสกน้ำหยดแรกใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆ ต้องยอมรับว่ายัยตัวแสบผู้นี้มีพร์สูงส่งน่าใ
วันที่ดึงปราณเข้าสู่ร่าง นางก็ทำสำเร็จเร็วกว่าเด็กอีกสองคน ทั้งที่ตอนเขาอายุเท่านาง แค่นั่งสมาธินิ่งๆ ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ท่องจำเคล็ดวิชาก็เชื่องช้า
พอลองตรึกตรองดูดีๆ ... เขาผู้เป็พี่ชายดูจะด้อยกว่าน้องสาวอยู่หลายขุมทีเดียว
่ที่ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่ นอกจากตอนเช้าที่นางตื่นยากตื่นเย็น นอกนั้นน้องสาวไม่เคยอู้งานเลย ทุกวันนอกจากไปฝึกยุทธ์กับอาชิงซาน เวลาที่เหลือก็ขลุกอยู่แต่กับการบำเพ็ญเพียร ดูจะขยันขันแข็งยิ่งกว่าเขาเสียอีก