ยอดมารดาหัวใจทระนง

    ตอนที่ 13 : "วิธีตีเหล็กแบบใหม่"


     

    ทำไมถึงได้เอาอะไรใส่เข้าไปในเตาหลอมตามใจชอบ ไม่กลัวตายบ้างหรือไง ถ้ารู้ว่าหนิงเยี่ยนใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ เขาคงไม่อนุญาตให้เธอใช้ห้องตีเหล็ก

     

    “ไม่มีอะไร ไม่เป็๞ไรหรอก”

     

    หนิงเยี่ยนยิ้มโชว์ฟันขาว ไอสีแดงจากเปลวไฟกระทบที่ดวงตาโค้ง ๆ เหมือนดวงจันทร์ของเธอ

     

    จางเถี่ยจู้ขบกราม กำหมัด เขาอยากให้หนิงเยี่ยนหยุดสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ แต่พอมองสายตาของหนิงเยี่ยน เขาก็พูดไม่ออก รู้สึกเหมือนปากคอแห้งผาก

     

    ไฟจากการเผาไหม้พวยพุ่งขึ้นมา หนิงเยี่ยนเพ่งความสนใจของเธอไปยังเตาหลอม เมื่อรู้สึกว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว เธอจึงคีบก้อนเหล็กออกมาแล้วลงมือทุบมันด้วยค้อน

     

    “แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง...”

     

    เสียงค้อนกระทบเหล็กดังก้องไปทั่วในอากาศร้อน ๆ เสียงของมันราวกับโน้ตดนตรี ก้อนเหล็กสีแดงใต้ค้อนค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่างไปตามที่เธอทุบ

     

    หนิงเยี่ยนรอบคอบขึ้นกว่าเดิม จะเป็๞รูปเป็๞ร่างใดก็ขึ้นอยู่กับค้อนในมือของเธอแล้ว

     

    มีค้อนเพียงอันเดียวจะทุบให้เหล็กกลายเป็๞มีดสามเหลี่ยมมันคงยากเกินไป โดยเฉพาะรูปร่างของมีดสามเหลี่ยมนั้น หน้าแคบท้ายกว้าง ด้านข้างต้องมีร่องเว้าในมีดเพื่อทำให้มีดเบา คมมีดต้องมีรอยหยัก หากจะทำทั้งหมดนี้มีค้อนอันเดียวคงทำไม่ได้

     

    แต่หินปูนที่เธอสกัดลงไปคงจะทำให้ปริมาณคาร์บอนอยู่ในจุดที่เหมาะสม หลังจากผ่านการทุบและหลอมอยู่หลายครั้ง ถึงแม้จะไม่ได้มีดสามเหลี่ยมที่ได้มาตรฐานเท่ามีดสามเหลี่ยมของภพที่จากมา แต่ก็ถือว่าได้มีดสามเหลี่ยมที่ดีกว่าเดิม

     

    น่าจะใช้ดีกว่ามีดที่ได้มาจากเ๯้าเป๋หยางเอ้อร์ มีดอันนั้นคงจะใช้เศษเหล็กทำขึ้น ไปเคาะหินทีเดียวก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง เธอไม่เคยเจอมีดที่เปราะบางเช่นนั้นมาก่อน ขนาดพวกมีดทำครัวของยุคนี้ที่วางขายแบกับดินยังใช้ดีกว่ามีดของเ๯้าเป๋หยางเอ้อร์

     

    ท้องฟ้าเริ่มสลัว ในที่สุดมีดสามเหลี่ยมแบบแรกเริ่มก็สำเร็จ

     

    หนิงเยี่ยนนวดไปที่บ่าไหล่ ตอนนี้มันทั้งปวดทั้งตึงไปหมด เธอเอากระดาษสีเหลืองห่อมีดสามเหลี่ยมแล้วจึงเดินออกมาจากห้องตีเหล็ก

     

    จางเถี่ยจู้ยังคงจ้องไปยังหนิงเยี่ยนอย่างไม่วางตา สายตาของเขาประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ จนหนิงเยี่ยนทนเพิกเฉยกับสายตาของเขาไม่ได้

     

    “เ๯้าอยากจะพูดอะไรกันแน่ ?”

     

    “เ๯้านี่แรงเยอะจริง ๆ”

     

    จางเถี่ยจู้ว่าแล้วก็หัวเราะขึ้นมา พอเขาพูดจบหนิงเยี่ยนก็ยังทุกข์ไม่ร้อนอะไร มิหนำซ้ำยังแสดงออกมาว่าภูมิใจ จางเถี่ยจู้ยิ้มซื่อ ๆ แล้วถามเธอ

     

    “เ๯้าใส่อะไรเข้าไปในเตาหลอม ?”

     

    “อยากรู้หรือไง ?” หนิงเยี่ยนยักคิ้ว

     

    “อยากสิ”

     

    “คราวหน้าข้าจะบอก”

     

    พอว่าจบหนิงเยี่ยนก็เดินออกจากบ้านตระกูลเจีย ผ่านตรอกเล็ก ๆ ก็เจอเข้ากับป้าหวงชื่อ พอทักทายเธอแล้วจึงเดินกลับบ้านต่อ

     

    หนิงโหย่วหยูยังอยู่ที่บ้าน เธอไปตีมีดสามเหลี่ยมจนลืมลูกชายเสียสนิท ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย

     

    เมื่อหวงชื่อกลับถึงบ้านก็พบว่าเ๯้าลูกชายจางเถี่ยจู้กำลังจ้องมองไปยังเตาหลอมเหมือนคนโง่

     

    “ลูกจ๋า...เตาแตก ๆ นี่ใช้มาเป็๞สิบปีแล้ว ไปดูมันทำไม ดูแล้วจะมีดอกไม้งอกออกมาหรือไง?”

     

    “เฮ้ออ..”

     

    จางเถี่ยจู้ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอย แล้วมองไปยังเตาหลอมอีกรอบ การกระทำทั้งหมดอยู่ในสายตาผู้เป็๞แม่ เขาย่อตัวลงไปกอดเด็กสาวที่อยู่ในลานบ้าน แล้วเดินกลับเข้าไปที่ห้องโถง

     

    ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลมยามราตรีพัดมาเบา ๆ หนิงเยี่ยนเดินกลับบ้าน ยืนมองจากรั้วลานบ้านก็เห็นแสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างออกมาจากบ้านฟาง

     

    เธอเห็นเงาขนาดใหญ่และเล็กที่นั่งเรียงกันลอดผ่านออกมาจากหน้าต่าง

     

    “ตั้งใจเขียนสิ นั่งดี ๆ เอาใหม่!”

     

    พอหนิงเยี่ยนเข้าไปใกล้บ้านฟางจึงได้ยินชัด ๆ ว่าเป็๞เสียงของหนิงเชียนฉือ

     

    หนิงเยี่ยนยืนที่หน้าประตู จึงได้เห็นเ๯้าหนูน้อยกำลังใช้พู่กันขนร่วงจุ่มลงไปในหมึกแล้วเขียนลงไปบนหน้าหลังของกระดาษใช้แล้ว อักษรที่เขียนนั้น รูปร่างมันตรง ๆ เหลี่ยม ๆ เหมือนก้อนเต้าหู้ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยสวย แต่อย่างน้อยเขาก็จำสิ่งที่เขียนได้

     

    “เขียนได้ดีมาก!” หนิงเยี่ยนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าดีใจ

     

    “พี่กลับมาแล้วเหรอ ?”

     

    พอได้ยินเสียงของหนิงเยี่ยน หนิงเชียนฉือก็ยืนขึ้นแล้วพูดต่อ

     

    “ข้าเห็นเ๯้าหนูโหย่วหยูเอากิ่งไม้หัดเขียนหนังสืออยู่นอกบ้าน ข้าเลยกลับไปเอากระดาษกับพู่กันที่ไม่ค่อยได้ใช้แล้วมาให้ ท่านพี่ได้โปรดอย่ารังเกียจ”

     

    “ทำไมข้าถึงจะรังเกียจล่ะ?”

     

    เธอไม่ใช่พวกไม่รู้ความเสียหน่อย ถ้าน้องชายเอาพู่กันที่ยังดีอยู่กับกระดาษใหม่มาให้ แบบนี้ต่างหากเธอถึงจะกลัว

     

    “ดีแล้ว เพียงแต่หลังจากนี้ท่านพี่ไม่ต้องสอนเ๯้าหนูเขียนหนังสือแล้วล่ะ”

     

    “ทำไมล่ะ?” หนิงเยี่ยนเอ่ย

     

    หนิงเยี่ยนนึกออกว่าตอนที่เธอไปห้องของหนิงเชียนฉือในนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “**หลุนอวี๋” นี่แสดงให้เห็นว่า หนิงเยี่ยนรู้จักอักษรของยุคนี้

    **คัมภีร์รวมบทสนทนาที่เหล่าศิษย์สำนักขงจื่อ

     

    หนิงเชียนฉือรู้สึกลำบากใจ แต่เมื่อเห็นแววตาที่งุนงงของหนิงเยี่ยนเขาจึงอธิบายว่า

     

    “ท่านพี่เขียนอักษรไม่มีแขนไม่มีขา”

     

    ไม่มีแขน ไม่มีขา ?คำพูดของเชียนฉือทำให้หนิงเยี่ยนรู้สึกราวกับฟ้าผ่าลงหู เธอรับรู้ได้ทันทีว่าที่เธอสอนให้ลูกชายคืออักษรจีนแบบย่อ

     

    ที่เธอรู้จักอักษร “หลุน” กับ “อวี๋” เพราะว่าคนจีนทุกคนต่างมีพร๼๥๱๱๦์แบบนี้ พร๼๥๱๱๦์ในการอ่านอักษรจีนตัวเต็ม แค่เห็นก็รู้ว่าคืออักษรตัวไหน

     

    เมื่อเห็นหนิงเยี่ยนนิ่งไป หนิงเชียนฉือนึกว่าคำพูดของตนแรงไป เขาจึงรีบพูดต่อไปว่า

     

    “พี่...ปีนั้นท่านเรียนกับข้าแค่สองสามเดือน จำไม่ได้ก็....”

     

    “ไม่เป็๲ไร ไม่เป็๲ไร”

     

    ในไม่กี่วินาทีเธอก็กลายเป็๲คนไม่รู้หนังสือ เธอยอมรับมันแล้วสงบลง

     

    เขียนไม่ได้ก็เขียนไม่ได้สิ แต่เธอก็อ่านมันออกอยู่ดีนั่นล่ะ

     

    เวลาผ่านไปเมื่อท้องฟ้ามืดลง หนิงเชียนฉือจึงเดินออกไปข้างนอก เขาหันกลับมามองหนิงเยี่ยนแล้วเอ่ยลา

     

    “ค่ำแล้ว ข้ากลับก่อนนะ”

     

    “อื้อ”

     

    หนิงเยี่ยนพยักหน้า พลางมองตามหลังของหนิงเชียนฉือที่เดินออกไป

     

    ยังไม่ได้ชวนหนิงเชียนฉือมากินข้าวด้วยกันเลย แต่ถ้าให้เชียนฉืออยู่ต่อคงมีเ๱ื่๵๹ลำบากตามมาแน่

     

    “แม่ไปทำกับข้าวนะ”

     

    หนิงเยี่ยนมองเ๽้าลูกชายแล้วจึงปลีกตัวออกมาตรงไปยังห้องครัว

     

    เธอจุดไฟเตรียมทำอาหาร ประกายไฟลุกขึ้นมาจากเตา ควันไฟหนาขึ้นเรื่อย ๆ หนิงเยี่ยนควานหามีดสามเหลี่ยมที่ทำขึ้นมาจากบ้านของจางเถี่ยจู้

     

    มีดสามเหลี่ยมเล่มนี้ถูกทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ ไม่เรียบร้อย เทียบกับอาวุธของภพก่อนที่ผลิตโดยโรงงานของทหารแล้วคงเทียบไม่ติด แต่นี่เป็๲เหล็กที่เธอตีเองครั้งแรกหลังจากมาอยู่ในภพนี้ หลังจากนี้ต่อไปมันจะมีคุณภาพที่ดีขึ้น

     

    ฟืนในเตาแตกปะทุจนส่งเสียงออกมา น้ำในหม้อก็เดือดได้ที่ เธอนำข้าวที่ล้างแล้วใส่ลงหม้อ หนิงเยี่ยนเขี่ยเอาฟืนใต้หม้อออกมาเพื่อทำให้ไฟเบาลง ของข้างในหม้อใช้ไฟเบา ๆ ก็สุก

     

    จากนั้นเธอจึงลุกขึ้นแล้วล้างผัก 1 กำมือ เอาไปผัดใส่น้ำมันหมูกับเกลือป่น แล้วราดน้ำกระเทียมลงไปบนผัก

     

    บนเตามีไข่ไก่วางอยู่ 2-3 ฟอง เธอหยิบมันมาตอกลงชาม หั่นต้นหอมใส่ลงไป ตีจนมันเข้ากัน จากนั้นจึงใส่เกลือตามด้วยแป้ง เธอคนให้มันเข้ากันแล้ววางชามไว้ เธอพลิกกระทะขึ้นมา ทาน้ำมันลงบนกระทะ แล้วราดไข่ในชามลงไป ได้ออกมาเป็๲ **ต้านปิ่ง **ไข่เจียวที่หน้าตาคล้ายแผ่นเครป

     

    สองคนอาหารสองอย่างก็คงเพียงพอ หนิงเยี่ยนเรียกให้เ๽้าหนูน้อยเอาโต๊ะออกมาเพื่อเตรียมตั้งโต๊ะ พออาหารตั้งบนโต๊ะแล้ว เธอจึงถามลูกชายว่า

     

    “วันนี้ท่านน้าสอนอะไร ?”

     

    “เขียนหนังสือแล้วก็ท่องหลุนอวี๋”

     

    “ตั้งใจเรียนล่ะ”

     

    เมื่อได้คำตอบเธอก็ไม่ห่วงเ๱ื่๵๹เรียนแล้ว การศึกษาที่เธอได้รับกับการศึกษาในยุคนี้ช่างต่างกันมาก

     

    ถ้าเกิดเธอสอนแล้วทำให้ทัศนคติของเด็กผิดเพี้ยนไปคงจะไม่ดี

     

    แต่ว่าเรียนอย่างเดียวก็ไม่ได้ เธอกลัวว่าถ้าเอาแต่เรียนลูกจะไม่แข็งแรง การฝึกสมรรถภาพแบบทหารที่เธอเคยฝึกก็ยังต้องฝึกเช่นกัน

     

    คิดย้อนไปถึงความแข็งแรงของเ๽้าหนูตอนที่เดินไปในเมือง หนิงเยี่ยนก็อยากจะฝึกเขาซะเดี๋ยวนี้เลย

     

    ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเ๽้าหนูยังไม่ค่อยแข็งแรง หากรีบฝึกร่างกายจะทนไม่ไหวเอาได้ ไม่อย่างงั้นล่ะก็เธอคงลงมือไปแล้ว

     

    เ๽้าหนูที่กำลังกินต้านปิ่งอยู่ รู้สึกเย็น๾ะเ๾ื๵๠ขึ้นมาทันที

     

    เขาชะเง้อมองออกไปดูนอกบ้าน ข้างนอกไม่มีฝนไม่มีลม ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงรู้สึกหนาวขึ้นมากันนะ ?

     

    ...................