ทำไมถึงได้เอาอะไรใส่เข้าไปในเตาหลอมตามใจชอบ ไม่กลัวตายบ้างหรือไง ถ้ารู้ว่าหนิงเยี่ยนใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ เขาคงไม่อนุญาตให้เธอใช้ห้องตีเหล็ก
“ไม่มีอะไร ไม่เป็ไรหรอก”
หนิงเยี่ยนยิ้มโชว์ฟันขาว ไอสีแดงจากเปลวไฟกระทบที่ดวงตาโค้ง ๆ เหมือนดวงจันทร์ของเธอ
จางเถี่ยจู้ขบกราม กำหมัด เขาอยากให้หนิงเยี่ยนหยุดสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ แต่พอมองสายตาของหนิงเยี่ยน เขาก็พูดไม่ออก รู้สึกเหมือนปากคอแห้งผาก
ไฟจากการเผาไหม้พวยพุ่งขึ้นมา หนิงเยี่ยนเพ่งความสนใจของเธอไปยังเตาหลอม เมื่อรู้สึกว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว เธอจึงคีบก้อนเหล็กออกมาแล้วลงมือทุบมันด้วยค้อน
“แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง...”
เสียงค้อนกระทบเหล็กดังก้องไปทั่วในอากาศร้อน ๆ เสียงของมันราวกับโน้ตดนตรี ก้อนเหล็กสีแดงใต้ค้อนค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่างไปตามที่เธอทุบ
หนิงเยี่ยนรอบคอบขึ้นกว่าเดิม จะเป็รูปเป็ร่างใดก็ขึ้นอยู่กับค้อนในมือของเธอแล้ว
มีค้อนเพียงอันเดียวจะทุบให้เหล็กกลายเป็มีดสามเหลี่ยมมันคงยากเกินไป โดยเฉพาะรูปร่างของมีดสามเหลี่ยมนั้น หน้าแคบท้ายกว้าง ด้านข้างต้องมีร่องเว้าในมีดเพื่อทำให้มีดเบา คมมีดต้องมีรอยหยัก หากจะทำทั้งหมดนี้มีค้อนอันเดียวคงทำไม่ได้
แต่หินปูนที่เธอสกัดลงไปคงจะทำให้ปริมาณคาร์บอนอยู่ในจุดที่เหมาะสม หลังจากผ่านการทุบและหลอมอยู่หลายครั้ง ถึงแม้จะไม่ได้มีดสามเหลี่ยมที่ได้มาตรฐานเท่ามีดสามเหลี่ยมของภพที่จากมา แต่ก็ถือว่าได้มีดสามเหลี่ยมที่ดีกว่าเดิม
น่าจะใช้ดีกว่ามีดที่ได้มาจากเ้าเป๋หยางเอ้อร์ มีดอันนั้นคงจะใช้เศษเหล็กทำขึ้น ไปเคาะหินทีเดียวก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง เธอไม่เคยเจอมีดที่เปราะบางเช่นนั้นมาก่อน ขนาดพวกมีดทำครัวของยุคนี้ที่วางขายแบกับดินยังใช้ดีกว่ามีดของเ้าเป๋หยางเอ้อร์
ท้องฟ้าเริ่มสลัว ในที่สุดมีดสามเหลี่ยมแบบแรกเริ่มก็สำเร็จ
หนิงเยี่ยนนวดไปที่บ่าไหล่ ตอนนี้มันทั้งปวดทั้งตึงไปหมด เธอเอากระดาษสีเหลืองห่อมีดสามเหลี่ยมแล้วจึงเดินออกมาจากห้องตีเหล็ก
จางเถี่ยจู้ยังคงจ้องไปยังหนิงเยี่ยนอย่างไม่วางตา สายตาของเขาประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ จนหนิงเยี่ยนทนเพิกเฉยกับสายตาของเขาไม่ได้
“เ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่ ?”
“เ้านี่แรงเยอะจริง ๆ”
จางเถี่ยจู้ว่าแล้วก็หัวเราะขึ้นมา พอเขาพูดจบหนิงเยี่ยนก็ยังทุกข์ไม่ร้อนอะไร มิหนำซ้ำยังแสดงออกมาว่าภูมิใจ จางเถี่ยจู้ยิ้มซื่อ ๆ แล้วถามเธอ
“เ้าใส่อะไรเข้าไปในเตาหลอม ?”
“อยากรู้หรือไง ?” หนิงเยี่ยนยักคิ้ว
“อยากสิ”
“คราวหน้าข้าจะบอก”
พอว่าจบหนิงเยี่ยนก็เดินออกจากบ้านตระกูลเจีย ผ่านตรอกเล็ก ๆ ก็เจอเข้ากับป้าหวงชื่อ พอทักทายเธอแล้วจึงเดินกลับบ้านต่อ
หนิงโหย่วหยูยังอยู่ที่บ้าน เธอไปตีมีดสามเหลี่ยมจนลืมลูกชายเสียสนิท ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย
เมื่อหวงชื่อกลับถึงบ้านก็พบว่าเ้าลูกชายจางเถี่ยจู้กำลังจ้องมองไปยังเตาหลอมเหมือนคนโง่
“ลูกจ๋า...เตาแตก ๆ นี่ใช้มาเป็สิบปีแล้ว ไปดูมันทำไม ดูแล้วจะมีดอกไม้งอกออกมาหรือไง?”
“เฮ้ออ..”
จางเถี่ยจู้ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอย แล้วมองไปยังเตาหลอมอีกรอบ การกระทำทั้งหมดอยู่ในสายตาผู้เป็แม่ เขาย่อตัวลงไปกอดเด็กสาวที่อยู่ในลานบ้าน แล้วเดินกลับเข้าไปที่ห้องโถง
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลมยามราตรีพัดมาเบา ๆ หนิงเยี่ยนเดินกลับบ้าน ยืนมองจากรั้วลานบ้านก็เห็นแสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างออกมาจากบ้านฟาง
เธอเห็นเงาขนาดใหญ่และเล็กที่นั่งเรียงกันลอดผ่านออกมาจากหน้าต่าง
“ตั้งใจเขียนสิ นั่งดี ๆ เอาใหม่!”
พอหนิงเยี่ยนเข้าไปใกล้บ้านฟางจึงได้ยินชัด ๆ ว่าเป็เสียงของหนิงเชียนฉือ
หนิงเยี่ยนยืนที่หน้าประตู จึงได้เห็นเ้าหนูน้อยกำลังใช้พู่กันขนร่วงจุ่มลงไปในหมึกแล้วเขียนลงไปบนหน้าหลังของกระดาษใช้แล้ว อักษรที่เขียนนั้น รูปร่างมันตรง ๆ เหลี่ยม ๆ เหมือนก้อนเต้าหู้ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยสวย แต่อย่างน้อยเขาก็จำสิ่งที่เขียนได้
“เขียนได้ดีมาก!” หนิงเยี่ยนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าดีใจ
“พี่กลับมาแล้วเหรอ ?”
พอได้ยินเสียงของหนิงเยี่ยน หนิงเชียนฉือก็ยืนขึ้นแล้วพูดต่อ
“ข้าเห็นเ้าหนูโหย่วหยูเอากิ่งไม้หัดเขียนหนังสืออยู่นอกบ้าน ข้าเลยกลับไปเอากระดาษกับพู่กันที่ไม่ค่อยได้ใช้แล้วมาให้ ท่านพี่ได้โปรดอย่ารังเกียจ”
“ทำไมข้าถึงจะรังเกียจล่ะ?”
เธอไม่ใช่พวกไม่รู้ความเสียหน่อย ถ้าน้องชายเอาพู่กันที่ยังดีอยู่กับกระดาษใหม่มาให้ แบบนี้ต่างหากเธอถึงจะกลัว
“ดีแล้ว เพียงแต่หลังจากนี้ท่านพี่ไม่ต้องสอนเ้าหนูเขียนหนังสือแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะ?” หนิงเยี่ยนเอ่ย
หนิงเยี่ยนนึกออกว่าตอนที่เธอไปห้องของหนิงเชียนฉือในนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “**หลุนอวี๋” นี่แสดงให้เห็นว่า หนิงเยี่ยนรู้จักอักษรของยุคนี้
**คัมภีร์รวมบทสนทนาที่เหล่าศิษย์สำนักขงจื่อ
หนิงเชียนฉือรู้สึกลำบากใจ แต่เมื่อเห็นแววตาที่งุนงงของหนิงเยี่ยนเขาจึงอธิบายว่า
“ท่านพี่เขียนอักษรไม่มีแขนไม่มีขา”
ไม่มีแขน ไม่มีขา ?คำพูดของเชียนฉือทำให้หนิงเยี่ยนรู้สึกราวกับฟ้าผ่าลงหู เธอรับรู้ได้ทันทีว่าที่เธอสอนให้ลูกชายคืออักษรจีนแบบย่อ
ที่เธอรู้จักอักษร “หลุน” กับ “อวี๋” เพราะว่าคนจีนทุกคนต่างมีพร์แบบนี้ พร์ในการอ่านอักษรจีนตัวเต็ม แค่เห็นก็รู้ว่าคืออักษรตัวไหน
เมื่อเห็นหนิงเยี่ยนนิ่งไป หนิงเชียนฉือนึกว่าคำพูดของตนแรงไป เขาจึงรีบพูดต่อไปว่า
“พี่...ปีนั้นท่านเรียนกับข้าแค่สองสามเดือน จำไม่ได้ก็....”
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร”
ในไม่กี่วินาทีเธอก็กลายเป็คนไม่รู้หนังสือ เธอยอมรับมันแล้วสงบลง
เขียนไม่ได้ก็เขียนไม่ได้สิ แต่เธอก็อ่านมันออกอยู่ดีนั่นล่ะ
เวลาผ่านไปเมื่อท้องฟ้ามืดลง หนิงเชียนฉือจึงเดินออกไปข้างนอก เขาหันกลับมามองหนิงเยี่ยนแล้วเอ่ยลา
“ค่ำแล้ว ข้ากลับก่อนนะ”
“อื้อ”
หนิงเยี่ยนพยักหน้า พลางมองตามหลังของหนิงเชียนฉือที่เดินออกไป
ยังไม่ได้ชวนหนิงเชียนฉือมากินข้าวด้วยกันเลย แต่ถ้าให้เชียนฉืออยู่ต่อคงมีเื่ลำบากตามมาแน่
“แม่ไปทำกับข้าวนะ”
หนิงเยี่ยนมองเ้าลูกชายแล้วจึงปลีกตัวออกมาตรงไปยังห้องครัว
เธอจุดไฟเตรียมทำอาหาร ประกายไฟลุกขึ้นมาจากเตา ควันไฟหนาขึ้นเรื่อย ๆ หนิงเยี่ยนควานหามีดสามเหลี่ยมที่ทำขึ้นมาจากบ้านของจางเถี่ยจู้
มีดสามเหลี่ยมเล่มนี้ถูกทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ ไม่เรียบร้อย เทียบกับอาวุธของภพก่อนที่ผลิตโดยโรงงานของทหารแล้วคงเทียบไม่ติด แต่นี่เป็เหล็กที่เธอตีเองครั้งแรกหลังจากมาอยู่ในภพนี้ หลังจากนี้ต่อไปมันจะมีคุณภาพที่ดีขึ้น
ฟืนในเตาแตกปะทุจนส่งเสียงออกมา น้ำในหม้อก็เดือดได้ที่ เธอนำข้าวที่ล้างแล้วใส่ลงหม้อ หนิงเยี่ยนเขี่ยเอาฟืนใต้หม้อออกมาเพื่อทำให้ไฟเบาลง ของข้างในหม้อใช้ไฟเบา ๆ ก็สุก
จากนั้นเธอจึงลุกขึ้นแล้วล้างผัก 1 กำมือ เอาไปผัดใส่น้ำมันหมูกับเกลือป่น แล้วราดน้ำกระเทียมลงไปบนผัก
บนเตามีไข่ไก่วางอยู่ 2-3 ฟอง เธอหยิบมันมาตอกลงชาม หั่นต้นหอมใส่ลงไป ตีจนมันเข้ากัน จากนั้นจึงใส่เกลือตามด้วยแป้ง เธอคนให้มันเข้ากันแล้ววางชามไว้ เธอพลิกกระทะขึ้นมา ทาน้ำมันลงบนกระทะ แล้วราดไข่ในชามลงไป ได้ออกมาเป็ **ต้านปิ่ง **ไข่เจียวที่หน้าตาคล้ายแผ่นเครป
สองคนอาหารสองอย่างก็คงเพียงพอ หนิงเยี่ยนเรียกให้เ้าหนูน้อยเอาโต๊ะออกมาเพื่อเตรียมตั้งโต๊ะ พออาหารตั้งบนโต๊ะแล้ว เธอจึงถามลูกชายว่า
“วันนี้ท่านน้าสอนอะไร ?”
“เขียนหนังสือแล้วก็ท่องหลุนอวี๋”
“ตั้งใจเรียนล่ะ”
เมื่อได้คำตอบเธอก็ไม่ห่วงเื่เรียนแล้ว การศึกษาที่เธอได้รับกับการศึกษาในยุคนี้ช่างต่างกันมาก
ถ้าเกิดเธอสอนแล้วทำให้ทัศนคติของเด็กผิดเพี้ยนไปคงจะไม่ดี
แต่ว่าเรียนอย่างเดียวก็ไม่ได้ เธอกลัวว่าถ้าเอาแต่เรียนลูกจะไม่แข็งแรง การฝึกสมรรถภาพแบบทหารที่เธอเคยฝึกก็ยังต้องฝึกเช่นกัน
คิดย้อนไปถึงความแข็งแรงของเ้าหนูตอนที่เดินไปในเมือง หนิงเยี่ยนก็อยากจะฝึกเขาซะเดี๋ยวนี้เลย
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเ้าหนูยังไม่ค่อยแข็งแรง หากรีบฝึกร่างกายจะทนไม่ไหวเอาได้ ไม่อย่างงั้นล่ะก็เธอคงลงมือไปแล้ว
เ้าหนูที่กำลังกินต้านปิ่งอยู่ รู้สึกเย็นะเืขึ้นมาทันที
เขาชะเง้อมองออกไปดูนอกบ้าน ข้างนอกไม่มีฝนไม่มีลม ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงรู้สึกหนาวขึ้นมากันนะ ?
...................