เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 189 องค์หญิงก็ชอบร่วมสนุกด้วย

            ตังกุยคำนับพร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ แม่นางเพิ่งจะให้เฉิงเถี่ยหนิวส่งกล่องอาหารมาสองกล่องนี่คือชาเมล็ดชุมเห็ดเทศกับเก๋ากี้ เป็นชาที่ดีที่สุดที่ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัวและบำรุงสายตาแม่นางกำชับไว้ว่าให้ท่านดื่มเป็นประจำ”

            ในดวงตาของกงจื้อหมิงมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นครู่หนึ่งเมื่อเงยหน้ามองพระอาทิตย์นอกท้องพระโรงที่ขึ้นถึงกลางฟ้าแล้ว ก็กล่าวว่า “จัดโต๊ะอาหารเถิด”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรรดานางกำนัลหลายคนก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือแต่ตังกุยยื่นมือออกมาขวางพวกนางไว้และเมื่อนางตรวจสอบสายคาดปิดบนกล่องอาหารเสร็จแล้ว จึงเปิดกล่องออกและวางอาหารที่ยังอุ่นๆ ทีละอย่างลงบนโต๊ะในตำหนักข้าง

            นางกำนัลใหญ่อีกสองสามคนรู้สึกน้อยใจอยู่บ้างขณะที่กำลังปรนนิบัติกงจื้อหมิงล้างมือ หนึ่งในนั้นก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า“ท่านแม่ทัพ พวกบ่าวปรนนิบัติรับใช้ในวังหลวงมาหลายปีแล้ว พวกงานเล็กๆ น้อยๆเหล่านี้พวกบ่าวก็ทำได้ ต่อไปให้พี่สาวท่านนี้ส่งมอบงานให้พวกบ่าวทำเถิดเพคะ?”

            นางกำนัลผู้นั้นหน้าตางดงามร่างกายบอบบาง และสวมชุดกระโปรงสีเขียว ดูแล้วช่างน่าสงสารและดึงดูดใจไม่น้อย

            ตังกุยที่อยู่ไม่ไกลได้ยินก็แอบเยาะเย้ยแต่มือก็ยังคงทำงานต่อไปไม่หยุดเลยแม้แต่น้อย

            และก็เป็นไปตามคาดกงจื้อหมิงเช็ดมือเสร็จก็ไม่ได้มองนางกำนัลคนนั้นเลยสักนิด แล้วสั่งลุงอวิ๋นที่เพิ่งเดินเข้ามาว่า“ส่งนางออกจากวังหลวงกลับไปอยู่ที่บ้านปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่”

            “หา?” ลุงอวิ๋นได้ยินก็ตกใจแต่เมื่อเขามองหน้านางกำนัลที่กำลังตกตะลึงและน้อยใจ เขาก็พอจะเดาเหตุผลได้คร่าวๆจึงรีบเรียกขันทีที่หน้าประตูมากระซิบบอกไม่กี่คำขันทีผู้นั้นก็ลากนางกำนัลที่กำลังร้องไห้ออกไปทันที

            นางกำนัลคนอื่นๆที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้นก็กลัวจนตัวสั่น เหมือนลิงที่ถูกขู่ด้วยเลือดไก่จึงรีบปฏิบัติตัวเรียบร้อยอย่างยิ่ง

            กงจื้อหมิงนั่งลงที่หน้าโต๊ะและชี้ไปที่อาหารที่ย่อยง่ายหลายอย่างเพื่อให้ตังกุยแบ่งไปที่โต๊ะเล็ก

            ลุงอวิ๋นก็ยิ้มตาหยีด้วยความยินดีเขาคำนับอย่างสุภาพก่อนจะนั่งลงเพื่อกินอย่างรวดเร็วเดิมทีเขาได้ยินว่ามีของกินส่งมาจากจวน จึงคาดเดาว่าคงจะมีส่วนของเขาด้วยและก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

            ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเขาเพียงรีบส่งอวิ๋นอิ่งออกไปจับตัวหญิงคนหนึ่งมาอย่างเร่งด่วนคาดไม่ถึงว่าการกระทำครั้งนั้นจะทำให้เขาได้รับโชคดีอย่างมหาศาลเช่นนี้

            หากกล่าวกันตามตรงแล้วบางครั้งความโชคดีนี้ก็ทำให้เขารู้สึกผิดเพราะเขาเป็นต้นเหตุให้ติงเหว่ยต้องปลอมตัวเป็นสาวใช้แม้ว่าลูกของนางจะอายุสองขวบแล้วก็ตาม…

            “ตังกุย วันนี้คุณชายน้อยเป็นเด็กดีหรือไม่?”

            ลุงอวิ๋นถามไปพลางกินไปตังกุยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “บ่าวได้ถามเฉิงเถี่ยหนิวสองสามประโยคคุณชายน้อยน่าจะพาเอ้อร์หวาไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านจนเกือบจะตกลงไปในสระน้ำก็เลยถูกแม่นางตีไปแรงๆ สองที”

            ลุงอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนหนวดกระตุกกงจื้อหมิงเองก็หยุดตะเกียบไว้ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “ใครเป็นคนดูแล? เฉิงเหนียงจื่อล่ะ แล้วต้าหวาล่ะ?”

            ตังกุยรีบตอบ“ตอนเช้าแม่นางกำลังตรวจชีพจรให้ทุกคนในจวน ในขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่คุณชายน้อยก็ไปกับแม่นมกู่ แม่นมไม่รู้ว่าคุณชายน้อยซุกซนเขาจึงแอบวิ่งหนีไปได้”

            ลุงอวิ๋นได้ทีจับผิดแม่นมเฒ่าจึงหัวเราะและกล่าวว่า “ดูนางที่ชอบว่าคนอื่นเป็นประจำสิตอนนี้คงจะอับอายขายหน้าแล้วสินะ”

            กงจื้อหมิงเองก็มีรอยยิ้มปรากฏที่หางคิ้วและเอ่ยปากถามว่า“แม่นางของพวกเจ้าเตรียมของขวัญสำหรับงานชุมนุมบทกวีที่จวนสกุลฟางแล้วหรือยัง?”

            ตังกุยดูเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่างจึงยิ้มและพูดด้วยความยินดี “แม่นางกำลังเตรียมอยู่เจ้าค่ะได้ยินว่ากำลังจะอบเตี่ยนซิน เตาอบก็สร้างเสร็จแล้ว”

            “งั้นก็ดีเลย ต่อไปก็ให้เอาเตี่ยนซินมาจากในจวน” ลุงอวิ๋นก็ยินดีเช่นกัน“ขนมในวังหลวงแข็งอย่างกับก้อนหิน ข้าแก่แล้วเคี้ยวไม่ไหวหรอก”

            นายบ่าวทั้งสามคนกินดื่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนับเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่หาได้ยากระหว่างความยุ่งวุ่นวาย

            แต่องค์หญิงและแม่นมอาวุโสที่ต้องยืนรับลมอยู่นอกประตูท้องพระโรงนั้นหน้าตาเต็มไปด้วยความโกรธ ทำให้ขันทีที่เฝ้าประตูอยู่ลำบากใจเป็นอย่างมาก

            “องค์หญิง ท่านแม่ทัพสั่งไว้ว่าในช่วงเวลาที่ทรงเสวยอาหารห้ามไม่ให้ผู้ใดรบกวนไม่ใช่ว่าบ่าวเฒ่าไม่ยอมรายงาน...”

            องค์หญิงชิงเฉิงฝืนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าและหันหลังเดินจากไป

            แม่นมเฒ่ามองตาขันทีคนนั้นอย่างโมโหก่อนจะรีบยกกล่องอาหารตามองค์หญิงไปอย่างหงุดหงิด

            เมื่อมาถึงสวนหลิวเซียนแม่นมอาวุโสก็เก็บความโกรธไว้ไม่อยู่ยื่นกล่องอาหารให้นางกำนัลใหญ่คนหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็หันหลังกลับไปทันที

            ซือหม่าหย่าหลานโกรธจัดจนปัดชุดถ้วยชาแตกกระจายไปทั่วแม้จะเห็นถ้วยเคลือบสีน้ำเงินใสบริสุทธิ์แหลกเป็นเสี่ยงๆแต่ไฟในใจของนางก็ยังไม่ดับลงแม้แต่น้อย

            นางทนกลิ่นควันน้ำมันที่น่ารังเกียจสุดจะทนลงมือทำอาหารด้วยตนเอง และนำไปส่งด้วยตนเอง แต่เขากลับไม่ยอมแม้แต่จะมองสักนิดเหตุผลก็คือหญิงชั้นต่ำผู้นั้นก็ส่งอาหารมาเช่นกัน!

            นางยอมมอบดินแดนกว่าครึ่งของตระกูลซือหม่าให้เขาช่วยให้เขาขึ้นครองบัลลังก์ และแม้กระทั่งเสียสละพี่ชายแท้ๆ ของนางแต่เหตุใดถึงยังเทียบไม่ได้กับหญิงชั้นต่ำคนนั้น? ในโลกนี้มีแม่ครัวมากมาย มีสตรีมากมายแต่มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่มอบใจให้เขาหมดทั้งใจ!

            เพราะเหตุใด? เหตุใดเขาถึงไม่ยอมมองนางสักครั้ง? เหตุใดถึงไม่นึกถึงความดีของนางบ้าง?

            น้ำตาใสๆไหลลงมาตามใบหน้าที่งดงาม ทำให้ดูน่าเวทนามากขึ้นบรรดานางกำนัลใหญ่ที่เดิมทีตกใจจนตัวสั่นเหมือนนกกระทาเมื่อเห็นนายหญิงร้องไห้ก็ยิ่งตกใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี

            โชคดีที่ในตอนนั้นแม่นมอาวุโสกลับมาด้วยความเร่งรีบ

            เมื่อเห็นสภาพภายในห้องแม่นมอาวุโสก็ตัดสินใจไล่นางกำนัลใหญ่ออกไปทันทีจากนั้นนางก็เข้าไปกระซิบรายงานเบาๆ ว่า “องค์หญิงได้ยินว่าฮูหยินของอัครมหาเสนาบดีฟางจะจัดงานชุมนุมบทกวีในอีกสามวันข้างหน้าบรรดาสตรีในตระกูลต่างๆ ล้วนได้รับเชิญ และที่สำคัญคือ หญิงคนนั้นก็ได้รับเชิญด้วยบ่าวเดาว่าตระกูลฟางคงอยากช่วยหญิงคนนั้น...”

            “งานชุมนุมบทกวี?” องค์หญิงชิงเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย“ภรรยาของอัครมหาเสนาบดีฟางที่นอนป่วยอยู่เสมอนั่นน่ะหรือเป็นผู้จัดงาน?”

            แม่นมอาวุโสพยักหน้าด้วยท่าทีดูถูกเล็กน้อยและกระซิบเบาๆว่า “ใช่แล้ว เป็นฮูหยินท่านนั้น ได้ยินว่าเมื่อก่อนนางก็เชี่ยวชาญทั้งดนตรีหมากล้อม การประพันธ์ และการวาดภาพ จึงทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางหลงใหลแต่นางเป็นคนวาสนาน้อย สู้กับกลิ่นอายของชนชั้นสูงไม่ไหว ในปีหนึ่งต้องดื่มยาตลอดเกือบสิบเดือนเพคะ”

            องค์หญิงชิงเฉิงไม่สนใจเรื่องนี้มากนักนางค่อยๆ เช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้า ความโกรธและความเศร้าในดวงตาหายไปจนหมดเหลือเพียงความพอใจและความอาฆาตแค้น

            “แม่นม ข้าคงอ่านบทกวีมาไม่น้อยแล้วใช่หรือไม่?”

            “ไฉนจึงจะน้อยได้เพคะ?” แม่นมตอบในทันที“องค์หญิงมีความฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เด็กแม้แต่ท่านอ๋องและพระชายาองค์ก่อนก็เสียดายที่ท่านไม่ใช่บุรุษขอบังอาจกล่าวล่วงเกินหากท่านเป็นบุรุษ แผ่นดินของตระกูลซือหม่าคงไม่ล่มสลาย”

            “เช่นนั้นก็ดี ถ้าข้าถือว่ามีความรู้มากพอ ก็คงมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมบทกวีที่จวนอัครเสนาบดีฟางใช่หรือไม่?”

            “เพคะ? องค์หญิง!” แม่นมอาวุโสตกใจจนเบิกตากว้างแม้ว่าตอนนี้แผ่นดินของซีเฮ่าจะถูกกำหนดให้ตกอยู่ในมือของตระกูลกงจื้อเป็นแน่แต่องค์หญิงชิงเฉิงยังคงมีสถานะเป็นองค์หญิง การเข้าร่วมงานชุมนุมบทกวีเล็กๆในเรือนหลังจวนของเหล่าสตรีชนชั้นสูงถือเป็นการลดเกียรติอย่างมากนางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจแทนองค์หญิงและอยากจะห้ามปรามแต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป

            “องค์หญิงโปรดวางใจ บ่าวจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยอย่างแน่นอน”

            “เช่นนั้นก็ดี คงต้องลำบากแม่นมแล้ว”

            องค์หญิงชิงเฉิงโบกมือเบาๆและไม่ได้สนใจว่าแม่นมอาวุโสจะออกจากห้องไปแล้วหรือไม่นางเรียกนางกำนัลใหญ่มาเตรียมพู่กันและหมึกเพื่อเตรียมแต่งบทกวีล่วงหน้าเอาไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน

            ในขณะเดียวกันบรรดาสตรีที่ได้รับคำเชิญก็มีความคิดเช่นเดียวกัน

            ว่ากันว่าหญิงสาวที่ไร้ความสามารถถือเป็นความดีงามแม้ว่าสตรีในครอบครัวจะอ่านหนังสือและศึกษาคำสอนของสตรีและข้อห้ามของสตรีมาตั้งแต่เด็กจนเข้าใจอย่างลึกซึ้งแต่ก็ไม่มีประโยชน์ในการแต่งกาพย์กลอนมากนัก

            แต่วันนี้อุตส่าห์มีข้ออ้างที่จะออกจากบ้านไปเข้าร่วมงานทุกคนก็ไม่อยากพลาดโอกาสนี้ จึงรีบไปขอให้ผู้ชายในบ้านช่วยแต่งบทกวีให้เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียหน้าในงาน

            แต่ติงเหว่ยกลับไม่กังวลเรื่องแบบนี้ในความคิดของนางครั้งนี้ไปเป็นแขกจวนสกุลฟางอย่างแรกนางนับถือฟางซิ่นเป็นพี่ชายบุญธรรมฟางฮูหยินก็ถือเป็นผู้ใหญ่จึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่ควรไปเยี่ยมเยียนอย่างที่สองนางก็อยากรู้ว่าสตรีในตระกูลสูงศักดิ์จะประพฤติตัวเช่นไร ส่วนการแต่งบทกวี...คงไม่มีใครคาดหวังให้นางที่เป็นสาวชาวไร่แต่งบทกวีที่ไพเราะมากนักใช่ไหมล่ะ?

            เมื่อคิดอย่างนั้นนางก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากตลอดทั้งเช้าจึงยุ่งกับการตรวจชีพจรให้ทุกคนในจวนมีเด็กสิบกว่าคนที่กำลังเจริญเติบโต ตราบใดที่กินอิ่มและได้ใส่เสื้อผ้าอุ่นๆก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับทหารปลดเกษียณที่อายุมากแล้วอย่างลุงจิ่งพวกเขามีปัญหาสุขภาพที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยก่อน ตอนนี้ยิ่งแย่ลงบางคนขาเจ็บจนเดินไม่ได้เมื่ออากาศเย็น บางคนก็ตาบอดจนเกือบหมด

            ติงเหว่ยได้เขียนตำรับยาสำหรับแต่ละคนสำหรับบางกรณีที่ยังไม่มั่นใจก็ต้องรอให้ท่านอาจารย์ที่ออกเดินทางไปข้างนอกกลับมาวินิจฉัยอีกทีสุดท้ายนางได้ลงบันทึกและเบิกเงินเพื่อให้เฉิงเถี่ยหนิวไปซื้อยา

            ตอนบ่ายนางก็เริ่มอบเตี่ยนซินอีกแต่ปรากฏว่านางยุ่งจนถึงเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตกดินและขาที่บาดเจ็บก็เริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้ง

            แม่นมกู่เห็นทุกอย่างและทิ้งความไม่พอใจส่วนสุดท้ายที่มีอยู่น้อยนิดของนางไปและเริ่มรู้สึกยินดีที่นายน้อยได้พบกับสตรีที่ดีผู้นี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแค่ดูการปฏิบัติตัวต่อบ่าวและคนรับใช้อย่างพวกนางด้วยความเมตตาเช่นนี้วันหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางก็มั่นใจว่าจะไม่สิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น

            หัวใจของมนุษย์นั้นสร้างมาจากเนื้อหนังไม่มีผู้ใดเป็นคนที่โง่เขลา หลักการที่ว่า ท่านมอบลูกท้อให้แก่เราเราตอบแทนท่านด้วยลูกหลี [1] การรู้คุณและตอบแทนคุณ เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็เข้าใจ

            ติงเหว่ยที่เหน็ดเหนื่อยเดินเข้ามาในห้องได้เพียงก้าวแรกแม่นมอาวุโสก็ตามมาทันทีพร้อมกับนำชุดเสื้อผ้าที่ปักลวดลายอย่างประณีตและกล่องเล็กๆหนึ่งกล่องเดินตามหลังมาติดๆ

            ติงเหว่ยรู้สึกสงสัยแต่นางก็รีบเชิญแม่นมอาวุโสนั่งลงดื่มชา แม่นมกลับวางชุดเสื้อผ้าและกล่องไว้ข้างๆอย่างระวังเพราะเกรงว่าจะโดนน้ำชาหกใส่โดยไม่ตั้งใจ

            จากนั้นแม่นมอาวุโสก็ยิ้มพลางพูดว่า“แม่นาง มะรืนนี้ต้องไปเยือนจวนสกุลฟางบ่าวได้เตรียมชุดเสื้อผ้าไว้ให้แม่นางชุดหนึ่ง แม่นางลองดูสักหน่อยว่าใส่ได้พอดีหรือไม่นอกจากนี้ยังมีชุดเครื่องประดับหยกอ่อนอีกชุดซึ่งฮูหยินของอู่โฮ่วคนก่อนได้ฝากฝังให้บ่าวเก็บไว้สำหรับฮูหยินของนายน้อย! วันนี้จึงถือโอกาสนำมาให้แม่นางใช้คู่กับชุดนี้พอดี”

            พูดจบแม่นมอาวุโสก็ค่อยๆ เปิดกล่องไม้จันทน์ที่สลักลวดลายละเอียดด้วยท่าทีเคารพ

            ภายในกล่องบุด้วยผ้าไหมสีงาช้างหนานุ่มยิ่งขับให้เครื่องประดับหยกอ่อนทั้งชุดที่อยู่ด้านบนดูใสสว่างขึ้นไปอีกปิ่นหยกมีความหนาและยาวพอดี ต่างหูดูเหมือนจะมีเงาของภูเขาไกลๆ สะท้อนอยู่ข้างในและกำไลหยกคู่หนึ่งที่ส่องประกายวิบวับ

            โดยธรรมชาติแล้วสตรีมีความชมชอบเหมือนกับเผ่ามังกรไม่มีใครไม่ชอบสิ่งที่ส่องแสงแวววาว

            ไม่เพียงแต่ติงเหว่ยที่มองอย่างพอใจเท่านั้นแม้แต่อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ก็เข้ามาชมใกล้ๆ แล้วกล่าวชมว่า “สีหยกนี้ช่างสวยจริงๆ”

            “นั่นนะสิ เขียวยิ่งกว่าผักโขมเสียอีก!” อวิ๋นหยาที่เป็นคนซื่อตรงที่สุดเอ่ยขึ้นนางเปิดปากทีไรก็มีแต่เรื่องของกิน ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา

            แม่นมอาวุโสยังคลี่ชุดเสื้อผ้าสีเหลืองอ่อนที่ชายแขนเสื้อและกระโปรงปักด้วยดอกชุนฮวาดอกเล็กๆออกแล้วบอกว่า “พวกเจ้ารีบช่วยแม่นางแต่งตัวดูหน่อยหากมีส่วนไหนไม่พอดีจะได้แก้ไขได้ทัน”

            -----------------------------------------

            [1] ท่านมอบลูกท้อให้แก่เรา เราตอบแทนท่านด้วยลูกหลี 投桃报李 หมายถึง ตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกันถ้อยทีถ้อยอาศัยด้วยการให้สิ่งของแลกเปลี่ยนหรือตอบแทนซึ่งกันและกันคล้ายสำนวนไทยที่ว่าหมูไปไก่มา

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน