อันซิ่วเอ๋อร์ในสายตาของอูซื่อก็ยังคงเป็นแค่หญิงสาวบ้านนอกที่ไม่รู้ความแต่ใครเลยจะคาดคิดว่านางจะเปลี่ยนไปได้มากถึงเพียงนี้ ระยะหลังอูซื่อจึงเริ่มพาอันซิ่วเอ๋อร์ออกงานสังคมต่างๆ บ่อยขึ้น
เรื่องนี้ทำให้เย่จิ้งซูขุ่นเคืองใจอย่างยิ่งตำแหน่งที่ควรจะเป็นของนาง ตอนนี้กลับถูกคนอื่นแย่งไปหน้าตาเฉย นางไม่อาจทนได้!อันซิ่วเอ๋อร์แย่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของนางไปหมด! ในใจนางอันซิ่วเอ๋อร์ก็เป็นแค่หญิงสาวบ้านนอกที่ไม่มีวันจะเทียบเทียมตนเองได้!
คนบางคนก็ชอบยกเรื่องชาติกำเนิดมาพูดราวกับว่าคนที่เกิดมาต่ำต้อยกว่า จะต้องด้อยกว่าผู้อื่นไปตลอดกาลอย่างนั้นแหละหารู้ไม่ว่า ชาติตระกูลที่ดีก็เป็นเพียงร่มเงาของบรรพบุรุษส่วนคนที่แม้จะเกิดมาต่ำต้อยก็สามารถใช้ความพยายามของตนเองไขว่คว้าทุกสิ่งที่ต้องการ และได้รับการยอมรับนับถือจากผู้อื่นได้เช่นกัน
อันซิ่วเอ๋อร์หาได้ใส่ใจความคิดของเย่จิ้งซูไม่เพราะตอนนี้เย่จิ้งซูเป็นเพียงอนุภรรยาของจางเจิ้นผิง หากเทียบตามศักดิ์ฐานะแล้วยังต่ำกว่าอันซิ่วเอ๋อร์ซึ่งเป็นภรรยาเอกอยู่ขั้นหนึ่ง
ถึงกระนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่เคยแสดงท่าทีหลงระเริงในอำนาจต่อหน้าเย่จิ้งซูเลยเพราะนางรู้ดีว่าสิ่งที่นางมีอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่นางสร้างมาด้วยตัวเองแต่แรกความเคารพนับถือที่ผู้คนมอบให้ ล้วนเป็นสิ่งที่ได้มาหลังจากแต่งงานกับจางเจิ้นอันไม่ใช่สิ่งที่นางได้มาด้วยความสามารถของตนเอง ดังนั้น ในยามปกตินางจึงพยายามวางตัวอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ
ดอกไม้ถึงจะงามเพียงใดก็ย่อมมีวันร่วงโรยนี่คือสัจธรรมที่นางเข้าใจดี ยามรุ่งเรืองอย่าได้หลงระเริงยามตกต่ำจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ ในยามปกตินางจึงมักจะยอมอ่อนข้อให้เย่จิ้งซูอยู่บ้างเพราะนางยังจำคำพูดของจางเจิ้นอันได้ว่า ในใจเขานั้น เย่จิ้งซูก็เปรียบเหมือนน้องสาวของเขาคนหนึ่ง
หากบังเอิญได้ยินคนในจวนแอบนินทาเย่จิ้งซูลับหลังอันซิ่วเอ๋อร์ก็จะตำหนิห้ามปรามพวกเขา แม้แต่กับอูซื่อ นางก็จะคอยพูดจาประนีประนอมไม่ให้ท่านโกรธเคืองเย่จิ้งซูมากจนเกินไปนัก
แต่สิ่งที่นางทำลงไปทั้งหมดเย่จิ้งซูกลับหาได้ซาบซึ้งไม่ นางกลับคิดไปว่าอันซิ่วเอ๋อร์ทำทุกอย่างก็เพียงเพื่อโอ้อวดเยาะเย้ยตนเองเท่านั้น
อันซิ่วเอ๋อร์หารู้ไม่ว่าความหวังดีของนางกลับกลายเป็นผลร้ายไปเสียแล้ว แต่ถึงจะรู้ นางก็คงไม่ใส่ใจนักเพราะนางกับเย่จิ้งซูไม่เคยลงรอยกันอยู่แล้ว นางไม่จำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์ดีๆในสายตาของเย่จิ้งซู ขอเพียงทำในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าสมควรก็พอ
ชั่วพริบตาเดียวเหลียงซื่อและคนอื่นๆ ก็มาอยู่ที่เมืองหลวงได้สามเดือนกว่าแล้วพวกเขาเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตในเมืองหลวง และดูจะพอใจกับชีวิตในปัจจุบันมาก
ครรภ์ของอันซิ่วเอ๋อร์ก็เริ่มนูนเด่นเห็นได้ชัดเจนขึ้นแล้วทุกครั้งที่นางจะออกจากจวน จางเจิ้นอันมักจะไม่วางใจต้องคอยส่งคนคุ้มกันตามไปด้วยเสมอแต่นางไม่ชอบการไปไหนมาไหนโดยมีคนติดตามมากมายนักระยะหลังจึงไม่ค่อยได้ออกไปไหนเท่าไร
แต่จะว่าไปก็ต้องขอบคุณเย่จิ้งซูอยู่เหมือนกันที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับอูซื่อดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อบางครั้งนางจึงสามารถเชิญเหลียงซื่อกับต่งซื่อให้เข้ามาเดินเล่นในสวนดอกไม้ของจวนตระกูลจางได้บ้าง
สวนดอกไม้ของจวนตระกูลจางนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยามนี้ดอกไม้กำลังผลิบาน ใบไม้ผลิยอดอ่อน ทิวทัศน์ในสวนดอกไม้จึงงดงามยิ่งนักสิ่งที่อันซิ่วเอ๋อร์ชอบทำที่สุดในยามว่าง ก็คือการมาเดินเล่นในสวนดอกไม้แห่งนี้เพียงแค่เดินทอดน่องชมวิวไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน เวลาก็ล่วงเลยผ่านช่วงเช้าไปเกือบหมดวันแล้ว
เมื่อวานนี้พ่อบ้านของจวนเพิ่งนำสาลี่สดใหม่มามอบให้อันซิ่วเอ๋อร์สองตะกร้าใหญ่อันซิ่วเอ๋อร์แบ่งส่วนหนึ่งให้บ่าวไพร่ในเรือนไปส่วนที่เหลือตั้งใจจะนำไปให้เหลียงซื่อและคนอื่นๆพร้อมทั้งชวนพวกเขาเข้ามาเที่ยวเล่นในจวนด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยอันซิ่วเอ๋อร์ก็นั่งรอการมาถึงของพวกเขาอยู่ที่เรือนพักของตนรอไม่นานก็ได้ยินเสียงหญิงชราเฝ้าประตูมารายงาน นางจึงรีบออกไปต้อนรับด้วยตนเอง
วันนี้เป็นวันหยุดของอันหรงเหอพอดีเขาจึงตามเหลียงซื่อและคนอื่นๆ มาด้วยส่วนต้ายากับเอ้อร์ยาก็ขออนุญาตอาจารย์ที่โรงปักผ้าเป็นพิเศษเพื่อมาเยี่ยมอันซิ่วเอ๋อร์ด้วยเช่นกัน พอได้เจอหน้าพร้อมกันทุกคนอันซิ่วเอ๋อร์ก็ดีใจมาก หลังจากทักทายต้อนรับกันแล้ว นางก็พาพวกเขาเดินลัดเลาะไปยังสวนดอกไม้
ไม่ใช่เพียงอันซิ่วเอ๋อร์เท่านั้นที่ชอบมาเดินเล่นในสวนดอกไม้แห่งนี้อูซื่อเองก็มักจะใช้ที่นี่จัดงานเลี้ยงรับรองแขก หรือจัดงานชมดอกไม้ต่างๆอยู่บ่อยครั้ง แต่นางได้ถามไถ่ดูเมื่อวานแล้ววันนี้อูซื่อไม่ได้มีกำหนดจัดงานเลี้ยงใดๆ ในสวนดอกไม้ การพาเหลียงซื่อและคนอื่นๆมาเดินเล่นที่นี่ จึงไม่น่าจะเป็นการรบกวนท่านแต่อย่างใด
ตลอดทางมีทั้งเขาหินจำลองรูปร่างแปลกตาศาลาพักผ่อนที่สร้างอย่างงดงาม อันหรงเหอและเด็กคนอื่นๆต่างตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งที่เห็นในจวนตระกูลจาง แต่พวกเขาก็เป็นเด็กดีได้แต่ใช้สายตามองสำรวจไปรอบๆ ไม่ได้ส่งเสียงดังหรือวิ่งเล่นซุกซนแต่อย่างใดคาดว่าก่อนมา เหลียงซื่อกับต่งซื่อคงกำชับพวกเขามาอย่างดีแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยิ้มบางๆ พลางชี้ชวนให้ดูและอธิบายสิ่งต่างๆให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด ทุกคนต่างตั้งใจฟัง และค่อยๆผ่อนคลายความประหม่าลงทีละน้อย
พอเดินมาถึงสระบัวใหญ่ของจวนยามนี้ใบบัวสีเขียวสดในสระต่างชูช่อตั้งตรงอย่างงดงาม หยาดน้ำค้างกลิ้งอยู่บนใบบัวต้องแสงแดดยามเช้าส่องประกายระยิบระยับคล้ายไข่มุกเม็ดงามทิวทัศน์เบื้องหน้างดงามราวกับภาพวาดในสระบัวเลี้ยงปลาหลี่สีสันสดใสไว้มากมายหลายตัว อันซิ่วเอ๋อร์จึงให้คนไปนำอาหารปลามาแล้วพาทุกคนไปยังศาลากลางน้ำ เพื่อให้อาหารปลาด้วยกันเมื่อมองดูฝูงปลาหลี่หลากสีสันที่ว่ายวนแย่งอาหารกันอย่างคึกคักก็รู้สึกเพลิดเพลินใจไม่น้อย
อันซิ่วเอ๋อร์โปรยอาหารปลาอยู่ครู่หนึ่งก็หยุดแล้วยื่นถุงอาหารปลาให้ต้ายา ส่วนตัวเองก็ไปนั่งพักบนม้านั่งหินในศาลาจิบชาพลางพูดคุยกับเหลียงซื่อและต่งซื่อไปเรื่อยๆ
มีเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆดังแว่วมาเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตื่นเต้นกับการให้อาหารปลามากส่งเสียงคุยกันเจื้อยแจ้วไม่หยุดอันซิ่วเอ๋อร์มองดูภาพนั้นแล้วก็รู้สึกเบิกบานใจตามไปด้วย
"น้องหญิงเจ้าช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้แต่งกับคนไม่ผิด ใครเลยจะคิดว่าจางตาบอดที่ดูน่ากลัวคนนั้น แท้จริงแล้วจะเป็นถึงคุณชายใหญ่แห่งจวนตระกูลจางผู้เลื่องชื่อ"ต่งซื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต อดรู้สึกทึ่งระคนสะท้อนใจไม่ได้
เหลียงซื่อรีบกระทุ้งศอกใส่แขนต่งซื่อเบาๆพลางปราม"นี่เจ้าพูดอะไรน่ะ ท่านเขยดูดีสง่างามจะตายจะไปเรียกชื่อที่ชาวบ้านเขาเรียกกันเล่นๆ แบบนั้นได้ยังไง"
"จริงด้วยๆข้าผิดไปแล้วจริงๆ" ต่งซื่อได้สติรีบหันมาขอโทษอันซิ่วเอ๋อร์ "น้องหญิงอย่าถือสาพี่เลยนะ"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะพี่สะใภ้ไม่ได้ตั้งใจ" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มบางๆ"อีกอย่าง ข้าเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน ชะตาชีวิตคนเรานี่บางทีก็ยากจะหยั่งถึงจริงๆ นะเจ้าคะ"
"จะพูดเรื่องนั้นทำไมเนื้อคู่เป็นบุพเพสันนิวาส ท่านเขยเกิดมาเพื่อเป็นสามีของเจ้าอยู่แล้ว"เหลียงซื่อพูดต่อ "ไม่อย่างนั้นเขาจะดั้นด้นไปถึงหมู่บ้านชิงสุ่ยของเราได้ยังไงกัน แล้วในหมู่บ้านก็มีสาวๆตั้งมากมาย ทำไมเขาถึงเลือกเจ้า นี่แหละคือวาสนาของพวกเจ้าแท้ๆ"
อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าเหลียงซื่อพูดมีเหตุผล นางไม่จำเป็นต้องดูแคลนตัวเอง
"ใช่แล้วน้องหญิงของเราดีพร้อมทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตาก็งดงาม ทั้งยังฉลาดหลักแหลมถ้าต้องไปแต่งกับชาวบ้านธรรมดาๆ ก็เสียดายแย่สิ" ต่งซื่อกล่าวเสริมพลางยิ้มประจบ"เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านยังพูดกันอยู่เลยว่าเจ้าดวงดี มีวาสนาจะได้แต่งกับขุนนางผู้ดีมีเงิน พวกเขาช่างตาถึงจริงๆ"
อันซิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้จริงอยู่ที่ในจวนตระกูลจาง มีคนมากมายคิดว่านางชาติกำเนิดต่ำต้อย หน้าตาธรรมดาทำให้โดนดูถูกอยู่บ่อยๆ แต่ก่อนหน้านี้นางก็เคยได้ยินแต่คำชมจากคนรอบข้างมาตลอดเหมือนกัน
"ขอบคุณท่านแม่ขอบคุณพี่สะใภ้เจ้าค่ะ" นางพยักหน้าขอบคุณหลังจากที่ต้องทนฟังคำเยาะเย้ยถากถางจนเกือบจะชินพอได้ยินคำชมเชยจากใจจริงจากคนในครอบครัวบ้าง ก็รู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย
"ขอบคุณอะไรกันแม่ต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้า ที่แม่มีลูกสาวดีๆ อย่างเจ้า ตอนแก่เฒ่าไปจะได้พึ่งพาอาศัยเจ้าได้" เหลียงซื่อพูดอย่างอารมณ์ดี
อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะตามการที่ได้เห็นพ่อแม่พี่น้องมีความสุข นางเองก็มีความสุขไปด้วย
"ต้ายา เอ้อร์ยาหรงเหอ ให้อาหารปลากันเสร็จรึยัง เราไปเดินเล่นในสวนกันต่อดีกว่า" อันซิ่วเอ๋อร์หันไปเรียกพวกเด็กๆ
พอได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์ชวนไปเดินเล่นในสวนต่อเด็กทั้งสามคนก็รีบเทอาหารปลาที่เหลือในตะกร้าลงไปในสระจนหมดวางตะกร้าเปล่าลงบนโต๊ะ แล้วตอบพร้อมกันว่า "เสร็จแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!"
"ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ"อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้ม พาพวกเขาเดินลึกเข้าไปในสวนดอกไม้
"ว้าว สวยจังเลย!"ดงดอกโบตั๋นดอกโตที่กำลังบานสะพรั่งดึงดูดสายตาของทุกคนได้เป็นอย่างแรกในสวนดอกไม้แห่งนี้ปลูกดอกไม้นานาพันธุ์ที่ล้ำค่าหายากไว้มากมายหลายชนิดอันซิ่วเอ๋อร์เองก็ไม่รู้จักชื่อเหมือนกัน
ปกติเวลานางมาชมดอกไม้คนเดียวนางก็แค่ชื่นชมความงาม ไม่ได้ใส่ใจจะถามไถ่ชื่อของพวกมัน แต่พวกเด็กๆอย่างอันหรงเหอกลับไม่เป็นเช่นนั้น คอยดึงแขนเสื้อนางถามตลอดว่า นี่ดอกอะไรนั่นดอกอะไร จนอันซิ่วเอ๋อร์ตอบไม่ถูก
แต่ไม่เป็นไรนางจึงสั่งให้ป่านเซี่ยไปตามคนสวนมาช่วยอธิบายให้เด็กๆ ฟัง ฟังไปด้วยกันนางเองก็ได้ความรู้ไปด้วยไม่น้อย
ลึกเข้าไปในสวนดอกไม้มีแปลงดอกไม้สีชมพูอ่อนชนิดหนึ่ง กลีบดอกมีแต้มสีแดงเรื่อๆ ดูงดงามแปลกตายิ่งนักอันซิ่วเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น "นี่คือดอกอะไรหรือ?"
"นี่คือดอกชาขอรับ"คนสวนก้มตัวตอบ กำลังจะอธิบายรายละเอียดต่อก็มีเสียงสตรีผู้หนึ่งดังขัดขึ้นมาก่อน "มันชื่อว่าข่วนหน้าหญิงงามต่างหาก"
"ข่วนหน้าหญิงงาม?"อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเย่จิ้งซูกำลังเดินนำสาวใช้สองคนตรงมาทางนี้ นางสวมชุดหรูฉวินสีขาวสะอาดตาทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีเดียวกัน ท่วงท่าการเดินสง่างาม อ่อนช้อยสมกับชื่อ‘จิ้งซู’ ของนางโดยแท้
พอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์มองมานางก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า"อะไรกัน วันนี้ฮูหยินมีเวลาว่างมาเดินชมดอกไม้ด้วยรึ? อ้อ พาแขกมาด้วยนี่เอง ดูท่าทางเหนียมอายแบบนั้น คงจะเป็นญาติๆฝั่งบ้านนอกของเจ้าสินะ"
"อนุเย่โปรดสำเหนียกฐานะตัวเองด้วย ญาติของข้าไม่ใช่ธุระกงการอะไรที่เจ้าจะต้องมาวิพากษ์วิจารณ์" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบเสียงเย็นชาปกติเย่จิ้งซูจะพูดจากระทบกระเทียบอย่างไร นางมักจะทำเป็นหูทวนลมแต่หากลามปามมาถึงญาติพี่น้องของนาง นางย่อมไม่อาจทนได้
"แหมช่างเป็นฮูหยินที่ทรงอำนาจเสียจริงนะ อันซื่อ เจ้านี่เก่งกาจขึ้นเยอะนี่แต่ข้าจะเตือนเจ้าไว้อย่าง โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อย่าผยองให้มันมากนักเลย!"เย่จิ้งซูแค่นเสียงหยัน เดินเชิดหน้าผ่านนางไป
"นั่นใครกัน?"หลังจากนางเดินลับไปแล้ว ต่งซื่อก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น"หน้าตาก็สวยดีอยู่หรอก แต่ท่าทางหยิ่งยโสจริงๆ"
"ไม่ต้องไปสนใจนางหรอกนางเป็นอนุภรรยาของน้องรองในจวนนี้" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบเรียบๆ
"ที่แท้ก็เป็นแค่อนุภรรยา!ฮึ่ม! ข้าว่าน้องหญิงใจดีเกินไปแล้ว อนุคนนี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลยเจ้าน่าจะสั่งสอนนางบ้าง" ต่งซื่อพูดอย่างไม่เกรงใจเห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานางคงได้เรียนรู้เรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนในตระกูลใหญ่มาไม่น้อยทีเดียว
"นางเป็นอนุของน้องสามีไม่ใช่คนของข้าโดยตรง ข้าจะไปก้าวก่ายก็ดูจะไม่เหมาะปล่อยให้นางพูดจากระทบกระเทียบไปบ้างก็ช่างเถอะ"
แม้ปากจะพูดเหมือนไม่ใส่ใจแต่กระนั้น อารมณ์ชมดอกไม้ของอันซิ่วเอ๋อร์ก็หดหายไปกว่าครึ่งแล้วนางอดไม่ได้ที่จะหันไปกำชับทุกคนอีกครั้ง "อ้อแล้วต่อไปนี้นางพูดอะไร พวกท่านอย่าได้ไปเชื่อเด็ดขาดนะเจ้าคะผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์นัก"