ตอนที่7 พร์เพิ่งจะเปิดเผย
โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองต้าเสิ้งจะมอบการบ้านให้นักเรียนเฉพาะวิชาเรียนตอนเช้าทั้งสามวิชาเพื่อให้นักเรียนมีเวลาปรึกษาเพื่อนหรือครูใน่เวลาพักกลางวัน
ส่วนวิชาภาคบ่ายจะเป็การสอนเนื้อหาที่หนักพอสมควรจำนวนสามวิชาและมีวิชาอิสระอีกหนึ่งวิชาเริ่มเรียนเวลาเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีไปจนถึงเวลาสิบเจ็ดนาฬิกากล่าวได้ว่า่เวลาเรียนมัธยมใช้เวลามากและหนักหนานักเรียนบางคนอาจได้เรียนพิเศษอีก แทบจะไม่มีวันหยุดเลยด้วยซ้ำไป
วิชาแรกของภาคเช้าเป็วิชาฟิสิกส์ที่เสิ่นลี่อิงพลาดโอกาสเรียนรู้ไปจากเหตุหมดสติเมื่อวานนี้เธอตั้งใจเรียนและเก็บเกี่ยวความรู้ที่ครูสอนให้อย่างเต็มที่ซึ่งพบว่าเนื้อหาที่เธอได้อ่านผ่านตาและรับฟังประเด็นย่อยจากครูแล้วช่วยทำให้เธอมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น
“นักเรียนเสิ่นลี่อิงเมื่อวานไม่ได้เข้าเรียนวิชานี้ พอจะเข้าใจบ้างไหม?”
ครูต้าซิ่วชายวัยกลางคนที่ปกติเป็คนเฉยเมยและเข้มงวดมากทว่าวันนี้เขาสอบถามเสิ่นลี่อิงอย่างมีเมตตาสร้างความประหลาดใจให้กับนักเรียนทั้งหลายเป็อย่างยิ่ง
ในความเป็จริงแล้วครูทั้งหลายในโรงเรียนมักจะพูดคุยสนทนากันเื่ความพิเศษของนักเรียนในห้องที่ตนดูแลซึ่งความพิเศษของเสิ่นลี่อิงที่กลายเป็นักเรียนเก่งกาจในชั่วข้ามวันทำให้ครูหลิวเฟยฟาคุยโม้อย่างมีความสุข จนเพื่อนครูทั้งหลายแสดงความสนใจในตัวนักเรียนชื่อเสิ่นลี่อิงเป็จำนวนมาก
ประการสำคัญคือครูซ่งจวนที่สอนวิชาภาษาอังกฤษยังช่วยพูดสนับสนุนความคิดเห็นของครูหลิวเฟยฟาอีกยิ่งทำให้ความสนใจของครูทั้งหลายพุ่งเป้ามาที่นักเรียนเสิ่นลี่อิงมากขึ้น
เสิ่นลี่อิงได้ยินคำถามอย่างใส่ใจจากครูต้าซิ่วเธอรู้สึกดีใจที่ครูสนใจตัวเอง จึงพยักหน้าตอบรับคำถาม พลางกล่าวตอบตามจริงว่า
“เข้าใจค่ะครูต้าแต่หนูยังสงสัยสูตรนี้อยู่บ้าง รบกวนครูต้าช่วยอธิบายให้ฟังได้ไหมคะ? สูตรที่ว่าคือ............”
เสิ่นลี่อิงมองเห็นโอกาสที่จะได้รับฟังคำอธิบายจากเนื้อหาวิชาฟิสิกส์ที่เธอยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสูตรบางสูตรจึงถือโอกาสสอบถามครูเพื่อคลายข้อสงสัยตนเองทันที
ครูต้าซิ่วเลิกคิ้วขึ้นมองนักเรียนเสิ่นลี่อิงด้วยความประหลาดใจเขาพบว่าคำถามจากเธอที่เกี่ยวข้องกับสูตรยากทางวิชาฟิสิกส์บางสูตรนั้นหากนักเรียนพบประเด็นข้อสงสัย ย่อมแสดงว่านักเรียนคนนั้นจะต้องศึกษามาหมดเล่มแล้วจึงสอบถามกลับคืนด้วยความสงสัยว่า
“เอ๋! นักเรียนเสิ่นนักเรียนอ่านหนังสือฟิสิกส์สำหรับชั้นปีนี้จบแล้วหรือ?”
คำถามจากครูต้าซิ่วทำให้นักเรียนในห้องห้าทั้งหมดหันหน้ามองเสิ่นลี่อิงเป็จุดเดียวด้วยความแปลกใจ
รวมทั้งกงเจียหลิงที่หันหน้าสอบถามเพื่อนนักเรียนด้วยความสงสัยว่า“จริงหรืออิงเอ๋อร์?”
เสิ่นลี่อิงคิดว่าตนเองไม่มีความจำเป็ที่จะต้องปิดบังสิ่งใดจึงตอบกลับครูต้าอย่างสบายใจว่า
“จบแล้วค่ะพออ่านจบและได้ยินครูสอนเื่สูตรคล้ายกันพอดีหนูรู้สึกสงสัยจึงอยากได้คำอธิบายเพิ่มเติมค่ะ”
ครูต้าซิ่วพยักหน้าชื่นชมเสิ่นลี่อิงอย่างจริงใจเขาเริ่มอธิบายให้เสิ่นลี่อิงและนักเรียนคนอื่นฟังไปพร้อมกันว่า
“เอาละเสิ่นลี่อิงถามมาเป็เื่ที่ดี หากนักเรียนเข้าใจที่ไปที่มาของสูตรนี้และเทคนิคการคำนวณ นักเรียนจะสามารถนำสูตรนี้ไปพลิกแพลงเพื่อคำนวณหาคำตอบจากโจทย์ฟิสิกส์ได้อีกมากทีเดียว เป็เทคนิคลับที่ครูไม่คิดว่าจะมีนักเรียนค้นพบมาเถอะ.....พวกเรามาเรียนรู้ไปด้วยกัน”
ต่อจากนั้นครูต้าซิ่วอธิบายการใช้สูตรคำนวณฟิสิกส์ที่เสิ่นลี่อิงสอบถามอย่างละเอียดโดยเขาให้ความสนใจในความเข้าใจของเสิ่นลี่อิงเป็หลักเพราะคิดว่านักเรียนคนอื่นอาจตามไม่ทันซึ่งเขาคิดว่านักเรียนจำเป็ต้องอ่านหนังสือเพื่อสร้างพื้นฐานความรู้วิชาฟิสิกส์เพิ่มมากกว่านี้
เมื่อครูต้าสอนเสร็จแล้วเขาเขียนโจทย์บนกระดานสองข้อเพื่อให้เสิ่นลี่อิงทดลองแก้โจทย์ทว่าเขาเปิดโอกาสให้นักเรียนคนอื่นในห้องห้าได้แสดงฝีมือด้วยเช่นกันซึ่งเขาเลือกที่จะให้ความสนใจในตัวหัวหน้าห้องอยู่เพราะเป็นักเรียนที่เรียนดีคนหนึ่งว่า
“เอาละ.....ตอนนี้ครูเขียนโจทย์ไว้บนกระดานแล้วสองข้อหูเฉาเหว่ยแก้โจทย์ได้สักข้อไหม?นักเรียนคนอื่นละ แก้โจทย์บนกระดานได้ไหม?”
หูเฉาเหว่ยขมวดคิ้วแน่นด้วยความหนักใจเขาพบว่าโจทย์ของครูต้าคราวนี้ยากกว่าปกติ ประการสำคัญเป็โจทย์ที่ไม่มีตัวอย่างในหนังสือเรียนด้วยซ้ำไปจึงคิดว่าครูต้าน่าจะสร้างโจทย์ขึ้นมาเพื่อทดสอบเสิ่นลี่อิงมากกว่าเขาจึงตอบครูต้าตามจริงว่า
“ผมแก้ไม่ได้หรอกครับแต่เสิ่นลี่อิงอาจจะแก้ได้ ลองให้เธอไปแก้โจทย์ให้พวกเราดูหน่อยครับ”
เขาอยากรู้ว่าเพื่อนนักเรียนหญิงที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปกะทันหันจะสามารถแก้โจทย์ได้หรือไม่หากแก้โจทย์ได้เขาจะได้มีเพื่อนไว้ปรึกษาหากพบปัญหาในการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ต่อไป
เสิ่นลี่อิงจ้องมองโจทย์บนกระดานที่พบว่ายากกว่าปกติเธอทบทวนความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาแล้วพลันพบทางสว่างที่จะใช้สูตรแบบผสมผสานเพื่อคำนวณหาคำตอบออกมาได้จึงพยักหน้าตอบรับคำถามของครูต้าซิ่วอย่างผ่อนคลายว่า
“หนูคิดว่าน่าจะแก้โจทย์ได้ค่ะขอลองดูก่อนนะคะ” เสิ่นลี่อิงไม่กล้าคุยโวต่อหน้าครู
เธอ้าแก้โจทย์ทั้งสองข้อให้สำเร็จก่อนรวมทั้งครูตรวจทานแล้วให้เครื่องหมายถูกจึงจะกล่าวได้ว่าเธอสามารถแก้โจทย์ได้ถูกต้องจริง
เพื่อนนักเรียนที่นั่งล้อมรอบโต๊ะเรียนของเสิ่นลี่อิงต่างพากันปรบมือให้กำลังใจเธอเป็จำนวนมาก
อนึ่งพฤติกรรมของเสิ่นลี่อิงที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีย่อมสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับห้องห้าได้ซึ่งนักเรียนห้องห้าแทบไม่มีคนที่มีพฤติกรรมอิจฉาริษยาระหว่างกันแตกต่างจากห้องหนึ่งที่นักเรียนแข่งขันกันด้านการเรียนรู้ตลอดเวลา จนมีเหตุทะเลาะเบาะแว้งและอิจฉาริษยากันบ่อยครั้ง
เสิ่นลี่อิงลุกออกไปแก้โจทย์ด้วยความมั่นใจเธอขีดเขียนสูตรคำนวณแก้โจทย์อย่างตั้งใจ โดยมีครูต้ายืนดูอยู่ห่าง ๆทว่าเขาลอบสังเกตท่าทางของเธออย่างใส่ใจพลางคิดอย่างมีความหวังว่า
‘ไม่เลวเลยทักษะของนักเรียนเสิ่น เหมือนนักเรียนที่ตั้งใจอ่านหนังสือจนพบข้อสงสัยหาไม่ได้ง่ายนักในสมัยนี้ หากเธอสามารถแก้โจทย์ที่เคยใช้สอบเกาเข่าได้เห็นทีคราวนี้โรงเรียนจะมีนักเรียนสอบเข้ามหาลัยชั้นนำได้แน่’
เมื่อเสิ่นลี่อิงเขียนขั้นตอนและคำตอบแก้โจทย์สองข้อบนกระดานเสร็จเรียบร้อยเธอเลี่ยงไปยืนอยู่หัวมุมห้องเรียนซึ่งอยู่ใกล้โต๊ะเรียนของหัวหน้าห้องพอดีเพื่อรอรับฟังคำเฉลยจากครูต้าก่อนกลับไปนั่งที่
พลันมีเสียงเอ่ยชมเธออย่างจริงใจจากหัวหน้าห้องหูเฉาเหว่ยดังขึ้นมาว่า
“เก่งมากนักเรียนเสิ่นเธอเรียนรู้ได้ยังไงเร็วนัก?หรือว่าแอบอ่านหนังสือมานานแล้ว”
เสิ่นลี่อิงหันหน้าไปมองเพื่อนนักเรียนชายพลางกล่าวตอบเสียงเบาอย่างกำกวมว่า
“ใช่แล้ว ฉันอ่านสะสมมานานละเพิ่งมีโอกาสแสดงทักษะขึ้นมา ใกล้สอบเกาเข่าแล้วนี่ จะทำตัวอายไม่กล้าถามครูแล้วฉันจะเข้าใจเนื้อหาที่อุตส่าห์อ่านมาตั้งนานได้ไง?”
คำถามในประโยคสุดท้ายของเสิ่นลี่อิงทำให้หูเฉาเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วย เขายกนิ้วโป้งเป็การชื่นชมเธออีกที
เวลานี้ครูต้าซิ่วกำลังตรวจขั้นตอนการใช้สูตรเพื่อหาคำตอบของเสิ่นลี่อิงอยู่เขามือไม้สั่นเทาด้วยความดีใจเพราะวิธีแก้โจทย์ของนักเรียนหญิงนั้นสร้างความแปลกใหม่ให้กับเขาเป็อย่างยิ่ง พลางพึมพำเป็ระยะอย่างมีความสุขว่า
“ไม่น่าเชื่อว่านักเรียนเสิ่นจะคิดออกเธอช่างเก่งกาจเสียจริง เทคนิคแบบนี้ฉันไม่เคยสอนมาก่อนแต่เธอสามารถนำมาผสมผสานจนหาคำตอบได้ แถมยังแก้โจทย์ได้ในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้สอบเกาเข่าก็อาจทำข้อสอบได้หลายข้อหลายคะแนนสินะหรือว่าพร์เธอเพิ่งจะเปิดเผยออกมา?”
สุดท้ายครูต้าซิ่วอดที่จะสงสัยในที่มาของความเก่งกาจที่เกิดขึ้นปุบปับกับเสิ่นลี่อิงไม่ได้เขาคิดว่าหมดคาบสอนวิชานี้แล้วกลับไปห้องพักครู คงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับครูหลิวเฟยฟาเกี่ยวกับนักเรียนเสิ่นลี่อิงมากขึ้น
ครั้นครูต้าตรวจเสร็จเรียบร้อยเขาหันหน้ามาสบตากับเสิ่นลี่อิงและนักเรียนห้องห้าที่กำลังจ้องมองกระดานขาวอย่างใจจดจ่อพลางกล่าวชื่นชมเสิ่นลี่อิงขึ้นมาอย่างจริงใจว่า
“นักเรียนเสิ่นลี่อิงสามารถแก้โจทย์ได้ถูกต้องทั้งสองข้อโจทย์พวกนี้เคยถูกใช้เป็หนึ่งในข้อสอบเกาเข่ามาก่อนหากนักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนและหมั่นฝึกฝน ย่อมมีโอกาสสอบเข้ามหาลัยได้แน่นอนหวังว่าการบ้านที่จะทำส่งในพรุ่งนี้เช้า คงถูกต้องหมดทุกข้อนะ”
เสิ่นลี่อิงยิ้มกว้างอย่างยินดีเธอรีบกลับไปนั่งที่เพื่อเตรียมตัวจดการบ้านที่ครูต้าซิ่วจะมอบให้ โดยตั้งใจว่าจะทำให้แล้วเสร็จที่โรงเรียนเลยเพื่อทีกลับไปบ้านเธอจะได้มีเวลาเดินชมกิจการของครอบครัวแล้วจะได้วางแผนพัฒนาสวนไปด้วยกันกับพ่อแม่
“เก่งมากอิงเอ๋อร์”กงเจียหลิงยกนิ้วโป้งพร้อมกล่าวชื่นชมเพื่อนอย่างยินดี
“ขอบคุณมาก”เสิ่นลี่อิงยิ้มรับคำชมจากเพื่อนรอบข้างอย่างมีความสุข
..........
วิชาเรียนคาบต่อไปเป็วิชาเคมีสอนโดยครูจางชิงอี หญิงวัยกลางคนผมสั้น ใส่แว่นหนาท่าทางเหมือนเด็กเนิร์ดที่สนใจการทดลองทางเคมีเป็ชีวิตจิตใจ
ครูจางชิงอีแต่งกายสุภาพเรียบร้อยที่สุดในโรงเรียนโดยสวมเสื้อสตรีแขนยาวคอจีนสีชมพูปิดกระดุมเม็ดบนสุดติดคอ สวมกระโปรงทรงเอยาวสีดำปิดคลุมเข่าและรองเท้าคัทชูสีดำเรียบร้อย
ถึงอย่างนั้นครูจางชิงอีเป็ครูใจดีที่ไม่เคยบ่นให้นักเรียนสักครั้งหากใครถูกครูจางชิงอีต่อว่า แสดงว่านักเรียนคนนั้นโชคร้ายเหลือหลาย
“นักเรียนห้องห้าทุกคนใกล้ถึงวันสอบประจำเดือนแล้ว เหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้น พากันอ่านหนังสือไปถึงไหน?”
ครูจางชิงอีเข้ามาในห้องห้าพร้อมกับคำถามที่ทำให้นักเรียนหลายคนยิ้มแห้งอย่างเขินอายและอึดอัดใจ