ตอนที่ 16
เช้าวันรุ่งขึ้น...
สีหน้าของ ซุน เคร่งขรึม เมื่อถูกพาตัวมายังศาลตัดสินในจวนผู้ว่ามือเท้าของเด็กหนุ่มถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน แม้มิใช่เส้นใหญ่โตนักแต่ก็จัดว่าเทอะทะน่ารำคาญ... สายตาของเด็กหนุ่มยากที่ผู้ใดจะคาดเดาว่าคิดอ่านหรือวางแผนอย่างไรแต่ที่แน่ชัดคือมันไม่มีร่องรอยแห่งความกังวล ฉายออกมาจากดวงตาแม้สักนิด...
กังเฉิง ก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันใช้สถานะของตนเข้าเป็หนึ่งสักขีพยาน ว่า ซุน นั้นบริสุทธิ์ ให้การชี้แจงต่อศาลว่าซุน อยู่ร่วมกับตนตลอดเวลายามที่เกิดเหตุขึ้นในวันนั้น... กลุ่มชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยรอฟังคำตัดสินอยู่ด้านนอกประตูศาล บ้างก็มีบุตรหลานเล่าเรียนในสถานศึกษาบ้างก็เคยได้รับการช่วยเหลือจาก ซุน น้อยคนนักที่จะเชื่อว่า ซุน กระทำผิด...
ผู้ว่าจินหง รับหน้าที่เป็ผู้พิพากษา... แสร้งหยิบอ่านสำนวนทั้งที่มันแทบจะไม่ได้เขียนสิ่งใดเอาไว้ปลายทางการตัดสินแน่นอนว่าถูกกำหนดเอาไว้แล้ว อยู่ที่ว่า จินหงจะหาหลักฐานใดยัดเยียดลงไป สายตาของ ผู้ว่าจินหง สบตากับ มือปราบเฉิน เล็กน้อยคล้ายเป็สัญญาณก่อนที่ มือปราบเฉิน จะร่นถอย แยกตัวออกไปจากศาลตัดสิน...
ซึ่งในทุกการกระทำ ล้วนแล้วแต่ถูก ซุน จับจ้องวิเคราะห์ผ่านดวงตาที่แข็งกร้าว...หากคนเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ เหล่าซือ จริง ๆ ซุน ไม่มีทางยอมให้อภัยคนเหล่านี้อย่างแน่นอน...
ตึง!
เสียงค้อนพิพากษาที่ ผู้ว่าจินหง ฟาดลงมาเป็สัญญาณเปิดศาลตัดสิน...
“เ้านามว่า ซุน เป็คนเถื่อน ไร้แซ่ ถูกต้องหรือไม่?” จินหง เค้นเสียเอ่ยถาม
“ถูกต้อง...”
“ข้าได้อ่านสำนวนทั้งหมดที่ ฝ่ายมือปราบ ส่งมาแล้ว...ตัวเ้าไม่มีประวัติความเป็มาใด ๆ ก่อนหน้านี้เลย จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวในสลับหมู่บ้านลำดับที่6 จวบจน เหล่าซือชราเมตตา รับเ้าไปสอนสั่ง จวบจนผ่านมากว่าสองปี...
ภาพรวมที่ชาวบ้านต่างเห็นนั้นเ้าก็เป็เด็กผู้หนึ่งที่จัดว่าอุปนิสัยมิได้ย่ำแย่ ไม่มีประวัติขโมยลักทรัพย์มีก็แต่ประวัติทะเลาะวิวาทอยู่บ่อยครั้ง กับสหายของเ้านามว่า กังเฉิง... สิ่งสำคัญคือความสัมพันธ์ของตัวเ้าและ เหล่าซือ เป็เหมือนศิษย์อาจารย์ที่อยู่กินร่วมกันข้อมูลเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?!”
ซุน หลังได้ยินเื่เ่าั้สีหน้าเศร้าสลดเล็กน้อย...
“ถูกต้องตามนั้น... เหล่าซือ เสมือนบิดาของข้าก็ว่าได้...”
ผู้ว่าจินหง พ่นลมหายใจแรง...
“อย่าได้ตอบคำถาม เกินกว่าสิ่งที่ข้าเอ่ยถาม...มิเช่นนั้นเข้าจะต้องถูกโบย 10 ไม้!!”
ตึง!
ซุน ขมวดคิ้วแแ่ทันที... การไม่ยอมปล่อยให้ตนได้อธิบายมากเกินกว่าที่เอ่ยถามนั่นเท่ากับว่า หากผู้ว่าจินหงไม่เปิดโอกาสได้แก่ต่าง ซุนก็จะไม่มีสิทธิ์แก้ต่างใด ๆ การข่มขู่ด้วยการโบย ก็มิใช่เื่สามัญหากเป็ชาวบ้านสามัญที่ร่างกายไม่แข็งแกร่งมากพอ การถูกโบย 10ไม้จากมือปราบที่มีพลังลมปราณ ก็เพียงพอจะทำให้ชาวบ้านผู้นั้นสิ้นใจตายได้แล้ว
การตัดสินเช่นนี้ นับว่าไร้ความยุติธรรมสิ้นดี!!
“ฝ่ายมือปราบ เบิกตัวพยานได้!!” ผู้ว่าจินหงกล่าวขึ้น
ไม่นานนัก มือปราบเฉิน ที่ปลีกตัวออกไปก่อนหน้านี้ก็กลับเข้ามาพร้อม พยาน ผู้หนึ่ง... ซึ่งพยานผู้นี้มิใช่ใครอื่น เป็ผู้ที่ถูกจ้างวานมาอีกทอดหนึ่งเช่นกัน...เรียกได้ว่าทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้วเป็กระบวน ในการปรักปรำป้ายสีให้กับ ซุน...
“เ้าเป็พยานนามว่า อู๋เจี่ย งั้นสินะ เ้าได้ให้การในสำนวนว่าเ้าได้พบเห็นซุน ทำการตกลงว่าจ้างมือสังหารกลุ่มหนึ่งภายในป่า เพื่อสังหาร เหล่าซือ...” จินหงเค้นเสียงเอ่ยถามขึ้น
“ถูกต้องตามนั้น... ใต้เท้า” อู๋เจี่ย กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย...
“เหลวไหว!!” กังเฉิง แผดเสียงขึ้นทันทีไม่อาจทานทน
“เ้า อู๋เจี่ย นั่นมันเป็ใคร!! ทั้งตัวข้าและบรรดาชาวบ้านล้วนเป็พยานว่าไม่เคยเห็นคนผู้นี้ในเขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงด้วยซ้ำ!!จู่ ๆ ท่านนำคนผู้นี้มาเป็พยานใส่ความ ซุน ได้เยี่ยงไร!!”
เมื่อ กังเฉิง เอ่ยปากขึ้น เหล่าชาวบ้านที่มุงดูด้านนอกต่างก็ล้วนส่งเสียงยืนยันช่วยอีกแรง...
“ไม่ยุติธรรม!! ซุน ถูกใส่ความ!!” เริ่มเกิดเสียงโหวกเหวกโวยวายจนเหล่ามือปราบยากจะควบคุมความชุลมุนครั้งนี้... ผู้ว่าจินหงเห็นท่าไม่ดีจึงฟาดค้อนพิพากษาลงอีกครั้ง
ตึง!
“ปิดประตูศาล!!ข้าไม่อนุญาตให้เหล่าชาวบ้านเข้ามาก่อความวุ่นวายในการตัดสินคดี!! ส่วนทางด้าน กังเฉิงเป็สหายกับผู้ต้องหาที่ก่อเื่ทะเลาะวิวาทร่วมกันมาบ่อยครั้งดังนั้นน้ำหนักคำพูดของ กังเฉิง ในฐานะพยานจึงตกไป...
ดังนั้นข้าในฐานะผู้พิพากษา จึงขอคุมขัง ซุน เอาไว้ก่อนจนกว่าจะสืบค้นหาหลักฐานได้เพิ่มเติม แล้วจึงค่อยเปิดการพิจารณาคดีนี้อีกครั้ง...”ผู้ว่าจินหง ออกคำสั่งตามแผนการที่วางไว้จากนี้ไปก็สามารถกล่าวอ้างเกี่ยวกับหลักฐานที่ยังไม่ครบถ้วน เพื่อจองจำ ซุนไว้ได้เรื่อย ๆ ตามที่้า
กังเฉิง ได้ยินเช่นนั้นก็เดือดดาลขึ้นทันที...
“สารเลว!!”
ฉิง! เสียงชักกระบี่ของ มือปราบเฉิน ดังขึ้น...
พร้อมกับคมมีดที่จ่อลำคอของ กังเฉิง...
“อย่าได้เสียมารยาทกับท่านผู้ว่า... ข้ามีอำนาจที่จะสังหารเ้าได้ โทษฐานที่เ้าคุกคามการตัดสินคดีแต่ข้าจะเห็นแก่บิดาเ้าจึงลงโทษสถานเบาด้วยการขับไล่เ้าออกไปจากพื้นที่ศาลตัดสิน!!” สิ้นเสียงมือปราบเฉิน กลุ่มมือปราบก็เข้ามาจับกุม กังเฉิงและลากออกไปในทันที
แน่นอนว่าพลังฝีมือของ กังเฉิง ไม่ได้มากพอที่จะขัดขืน
ได้แต่แผดเสียงก้องดังออกมาด้วยความเจ็บใจ...
“ซุน อย่ายอมแพ้ ข้าจะต้องหาทางช่วยเ้าให้ได้!!”
เสียง กังเฉิง ดังอยู่อีกพักใหญ่...
ซุน รู้ดีถึงความห่วงใยที่ กังเฉิง มีให้...
เวลานี้ ซุน จึงไม่เหลือใครในฝ่ายตนอยู่อีกแล้ว... โอบล้อมไปด้วยเหล่ามือปราบที่เพ่งมอง ซุน ด้วยสายตาอันไม่เป็มิตร...เบื้องหน้ายังเป็ผู้มีอำนาจที่ไร้ความยุติธรรม!!กลุ่มคนเหล่านี้ได้แสดงให้เป็ที่ประจักษ์ในเจตนาแล้ว ว่า้าปรักปรำ ซุนให้ถึงที่สุด...
ซุน จากที่นั่งคุกเข่า เริ่มที่จะยืดตัวลุกยืนขึ้นอย่างช้า ๆริมฝีปากของชายหนุ่ม พึมพำแ่เบา ดวงตาแข็งกร้าวจดจ้องมายัง ผู้ว่าจินหง...แม้แต่ตัวของ ผู้ว่าร่างท้วม ยังััได้ถึงความรู้สึกที่ขนลุกชูชันผ่านสายตามาดร้ายที่เด็กหนุ่มจดจ้องมา...
“จะ...เ้าคิดที่จะทำอะไร!! ข้ายังไม่อนุญาตให้เ้าลุกยืนอยากถูกโบยงั้นหรือ!!” น้ำเสียงของ ผู้ว่าจินสั่นเครือเล็กน้อย แม้สถานภาพในเวลานี้ ตนจะเหนือกว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าทุกอย่างแต่ก็ไม่อาจทราบสาเหตุ ของเหงื่อที่ผุดขึ้นจากขมับและใจกลางฝ่ามือมิหยุดหย่อน...
ซุน ยกโซ่ตรวนที่ล่ามข้อมือขึ้นมาเบื้องหน้า...ก่อนจะสะบัดแขนเพียงครั้ง โซ่ตรวนที่พันธนาการทั้งหมดพลันถูกปลดเปลื้องอย่างน่าอัศจรรย์!! เสียงโซ่ทั้งจากข้อมือและข้อเท้าตกลงกระทบพื้นก้องกังวานสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนอย่างมาก...
“ที่แท้พวกเ้า... มันก็แต่กลุ่มคนกักขฬะ!!” ซุน เค้นเสียงผ่านร่องฟัน เผยแววตาที่ดุดัน
ชายหนุ่ม ยืนแน่นิ่งอยู่เช่นนั้นท่ามกลางเหล่ามือปราบที่โอบล้อมด้วยความตกตะลึง!! แม้แต่มือปราบเฉิน ยังเต็มไปด้วยความประหลาดใจเป็ล้นพ้นจดจ้องไปยังโซ่ตรวนที่ถูกปลดออกมา มันไม่มีแม้แต่ร่องรอยการทำลายคล้ายเป็การถูกปลดด้วยกุญแจโดยตรงเสียมากกว่า ซึ่งตัวของ มือปราบเฉินเป็คนเดียวที่พกกุญแจนั่นเอาไว้...
“เป็ไปได้ยังไงกัน...”
กระบี่หลายสิบเล่ม ถูกชี้จ่อมายัง ซุน...หากแต่เด็กหนุ่มกลับไม่มีท่าทีขัดขืนมากไปกว่านั้น ไม่มีแม้แต่ท่าทีจะต่อสู้หรือหลบหนี... คล้ายว่า ซุน ้าเพียงแค่แสดงให้เห็นว่าโซ่ตรวนไม่อาจขวางกั้นอิสระของตนได้...
“เอายังไงต่อ?! ไม่สั่งโบย สั่งปะาข้างั้นหรือ?!
หรือว่าพวกเ้า... ไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้?!”
ซุน เอ่ยถามขึ้น พลางยกมุมปากเชิดสูง
แต่มันกลับทำให้ จินหง และ มือปราบเฉิน สั่นสะท้านขึ้นทันที!! เพราะมีแค่ทั้งสองคนเท่านั้นที่รู้ว่าไม่อาจออกคำสั่งทำร้าย หรือปะาเด็กหนุ่มผู้นี้ได้!! คำสั่งที่ เกาถิง มอบหมาย มีเพียงจับเป็เด็กคนนี้ ไม่ให้มีรอยขีดข่วนใดๆ เพราะ เกาถิง ้าจะเก็บ ซุน เอาไว้ข่มขู่ในฐานะตัวประกันดังนั้นหากเกิดอันตรายขึ้นกับตัวประกัน มันจะไร้ประโยชน์ในทันที!!
ตัวของ ซุน ได้วิเคราะห์คาดเดาไว้ก่อนแล้ว ว่าตนน่าจะถูกสั่งให้คุมขังเพื่อจับเป็...เพราะระหว่างที่ถูกคุมขังเมื่อวันก่อน ซุน กลับได้รับอาหารสมบูรณ์ครบทุกมื้อทั้งที่นักโทษคนอื่น ๆ ในกรงขังถัดไป ได้เพียงวันละหนึ่งมื้อในจำนวนที่น้อยนิดเท่านั้น…เป็การบอกชัดเจนว่า้าให้ ซุน อยู่ในสภาพที่แข็งแรงตลอดเวลาไม่้าให้ป่วยไข้...
ตัวของ ซุน ย่อมรู้ดีว่าตนเองไม่ได้แข็งแกร่งมากพอจะฝ่าวงล้อมมือปราบ เหล่านี้ออกไปได้... แต่การที่ ซุน แสร้งปลดโซ่และลุกยืนขัดขืนทั้งหมดก็เพื่อเป็การทดสอบดูเท่านั้น ว่าการวิเคราะห์ของตนถูกต้องหรือไม่...หากผู้ว่าจินหง ไม่กล้าสั่งลงโทษใด ๆ กับ ซุน ก็แปลว่าสมมุติฐานนี้ถูกต้อง...
ซึ่งใบหน้าของ ผู้ว่าจินหง ในตอนนี้ ก็เป็คำตอบที่แน่ชัดที่สุด...
“จะ...จับมันไปขังไว้!! เปลี่ยนจากห้องขังสามัญชนเป็ห้องขังยอดฝีมือ!! และผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าจับตาดูมันตลอด 12 ชั่วยาม ห้ามมิให้หลบหนีออกไปได้!!” น้ำเสียงของผู้ว่าจินหง แสดงถึงความหวาดหวั่นใจ จากที่คิดว่านี่เป็งานง่าย ๆ ที่ตนรับมาเริ่มไม่แน่ชัดแล้วว่าจะเป็เื่ง่ายดังที่คิดหรือไม่ ตัดสินใจออกคำสั่งเข้มงวดขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
“หลบไป!! ข้าจะคุมตัวเ้าเด็กนี่ไปที่ห้องขังด้วยตนเอง...”มือปราบเฉิน เค้นเสียงขึ้นก่อนจะสืบเท้าตรงเข้ามา จับคว้าตัวของ ซุนตรวจชีพจรในร่าง แต่ก็พบว่า เด็กหนุ่ม ก็ยังเป็เพียงชนชั้นลมปราณสีม่วงขั้นที่ 1เท่านั้น อ่อนแอยิ่งกว่าเด็กหนุ่มในรุ่นเดียวกันเสียอีก...
จากนั้น มือปราบเฉิน ก็ได้ทำการค้นตัว หาสาเหตุในการปลดโซ่ตรวนมั่นใจว่า ซุน จะต้องมีลูกกุญแจแอบซ่อนไว้... ทว่าหลังค้นตัวสักระยะสิ่งที่พบกลับไม่ใช่ลูกกุญแจหากแต่เป็ ป้ายทองแดงตระกูลฉี ที่ ซุน เก็บซ่อนเอาไว้... ดวงตาของ มือปราบเฉินเบิกโพลงขึ้นทันที...
“นี่เ้า!!เหตุใดจึงมีป้ายทองแดงตระกูลฉี!!” น้ำเสียงของมือปราบเฉิน หวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด...
ซึ่งเมื่อทุกคนได้ยินว่า ซุน มี ป้ายทองแดงตระกูลฉีก็ถึงกับผงะถอยหลังไปตาม ๆ กัน แม้แต่ตัวของ ผู้ว่าจินหง ยังเผลอลุกยืนขึ้นมา ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด...ตระกูลฉี ถึงจะอยู่ต่างมณฑล แต่ก็ไม่ได้ไกลจากเขตชุมชนที่นี่มากมายนัก ใช้ม้าเร็วเดินทางเพียง2-3 วันก็สามารถไปถึงได้ ชื่อเสียงของ ตระกูลฉี จึงขจรไกลมาถึงเขตรกร้างแห่งนี้...อีกทั้งยังเป็ตระกูลชนชั้นพิเศษ ที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง เชื้อสายเดียวกับ เ้าเมืองแห่งมณฑลหนานเหอ...
ซุน ก้มหน้าลงต่ำเล็กน้อย... ก่อนจะส่งเสียง หึหึ ในลำคอ...
“อะไรกัน? ถูกจับได้เสียแล้วหรือนี่...”
เสียงหัวเราะ และท่าทีประหนึ่งผู้เหนือกว่าของ ซุนทำให้เหล่ามือปราบ และผู้ว่าจินหง แทบจะลมหายใจขาดห้วง ชีพจรหยุดเต้น... ต่อหน้าผู้ที่ถือครองป้ายแดงทอง ชนชั้นพิเศษนั้น ทุกคนต่างพากันกริ่งเกรง เนื่องด้วยตระกูลที่หนุนหลังมีอำนาจเทียบเท่าพรรคใหญ่พรรคหนึ่งของยุทธภพ...
“จะ...เ้าหมายความว่าอะไร!! ถูกจับได้เื่อะไร!!” ผู้ว่าจินหง ร้อนรนเห็นได้ชัด...
ซุน เผยใบหน้าดุดันขึ้น จับคว้าป้ายทองแดงคืนมาจากมือของมือปราบเฉิน...
“คราวหลังอย่ามายุ่งกับสิ่งของ ๆ ข้าอีก!!”
ตัว มือปราบเฉิน แม้จะมีฝีมือสูงกว่า ซุน หลายขั้น แต่ก็ยังไม่กล้าขัดขืนอะไรยิ่งเมื่อได้เห็น ป้ายทองแดง เข้ากับตาก็รู้ว่านี่มิใช่ป้ายปลอมแน่นอน... ถึงต่อให้ซุน ดุด่าหรือเสียมารยาทเพียงใด มือปราบเฉิน ก็คงได้แต่นิ่งเงียบ จนกว่าจะทราบความจริงที่แน่ชัด...
ซุน เหลือบมองมายัง ผู้ว่าจินหง ด้วยสายตาดูแคลน
ยกชูป้ายทองแดงตระกูลฉี ให้ได้เห็นถนัดตา...
“นามแท้จริงของข้าคือ ฉีซุน!! บุตรนอกสมรสของฉีเฟยหลง ผู้นำตระกูลฉี คนปัจจุบัน!!”
…………………………………