บทที่ 8 ล่องเรือกลางสายลมวสันต์
เรือลำเล็กแล่นไปตามลำน้ำอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายลมฤดูชุนเทียนที่อ่อนโยน ดอกเหมยริมฝั่งโปรยกลีบร่วงหล่นลงบนผิวน้ำ เกิดเป็ระลอกไหวกระเพื่อมคล้ายเกล็ดแก้วต้องแสงอาทิตย์ บรรยากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ทำให้สายน้ำใสสะอาดราวกระจกสะท้อนภาพท้องฟ้าสีคราม
บนเรือ หญิงสาวชุดดำยืนพิงเสาขอบเรือ มือเรียวลูบผ่านด้ามกระบี่ที่สะพายอยู่ด้านหลัง ั์ตาสีดำล้ำลึกทอดมองไปยังผืนน้ำราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เหยาหนิงเจี้ยนในชุดเขียว นั่งก้มหน้าจัดตำรับยาสมุนไพรที่ตนเพิ่งซื้อมา ขณะเดียวกันหลี่เฟยเทียนเอนกายพิงขอบเรือ มือข้างหนึ่งถือสมุนไพรบางอย่างดมเล่น แววตาดูผ่อนคลายกว่าครั้งไหน ๆ
"หลายวันมานี้ พวกเราก็ได้เดินทางร่วมกันมาไม่น้อยแล้ว"
เหยาหนิงเหอกล่าวขึ้นเสียงเรียบ
เหยาหนิงเจี้ยนเงยหน้าขึ้นจากถุงสมุนไพร ก่อนจะพยักหน้า
"ใช่ ข้าเองก็ไม่คาดคิดว่าเราจะรอดชีวิตจากหุบเหวมาได้"
หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะขยับตัวลุกนั่งหลังตรง
"พวกเ้าคงลืมไปแล้วว่าตอนนั้นเป็ข้าที่าเ็สาหัสที่สุด"
"ฮึ ท่านเป็คนเดียวที่ตกลงไปเพราะพวกโจรผลัก แต่ข้ากับพี่สาวะโลงไปเองต่างหาก"
เหยาหนิงเหอพูดพลางแค่นยิ้ม
หลี่เฟยเทียนเหลือบตามองหญิงสาวชุดดำ ก่อนจะยักไหล่
"แล้วผลเป็เช่นไร? สุดท้ายข้าก็ยังรอดมาได้อยู่ดี"
เหยาหนิงเจี้ยนหัวเราะบาง ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้น
"นั่นก็น่าอัศจรรย์นัก แต่ข้าสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง… ท่านเป็นักรบที่มีทักษะแปลกประหลาดนัก กระบวนท่าที่ท่านใช้…เหมือนมิใช่วิชายุทธของแผ่นดินนี้"
หลี่เฟยเทียนเลิกคิ้ว ก่อนจะมองสองพี่น้องแล้วหัวเราะเบา ๆ
"ข้าก็มิอาจอธิบายได้เช่นกัน… บางทีสิ่งที่ข้าจำได้นั้น อาจเป็เงาร่างของอดีตชาติ หรือไม่ก็เป็เหงี่ยมล่ออ๋องประทานให้ก่อนขึ้นจากขุมนรก"
เหยาหนิงเหอหรี่ตามองเขา
"อดีตชาติของเ้าหรือ? น่าสนใจนัก"
หลี่เฟยเทียนไม่ได้ตอบในทันที เขายกไหสุราข้างกายขึ้นจิบ ก่อนจะทอดสายตามองไปยังทิวทัศน์รอบกาย ใบหลิวพลิ้วไหวตามแรงลม เสียงคลื่นกระทบตัวเรือดังแ่เบา
"บางครั้ง…ข้าก็รู้สึกว่าตนเองเคยใช้ชีวิตในโลกที่แตกต่างออกไป โลกที่มิใช่แผ่นดินนี้"
เขาพูดเสียงแ่ แต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
เหยาหนิงเจี้ยนมองเขาอย่างพิจารณา
"ประหลาด ข้าคิดว่าท่านมีปริศนามากมายเต็มไปหมด"
"บางทีข้าก็คิดเช่นนั้น หรือบางทีอาจจะมากมายเกินกว่าที่พวกเ้าเห็นเสียอีก"
หลี่เฟยเทียนกล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก
เหยาหนิงเหอพิงเสาเรือ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ชายหนุ่ม
"ไม่ว่าท่านจะเป็ใครก็ตาม… ยามนี้ท่านก็คือหลี่เฟยเทียน บุรุษที่ช่วยชีวิตพวกข้าสองพี่น้อง และพวกข้าก็เป็หนี้ชีวิตท่าน"
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าไม่ได้คาดหวังบุญคุณตอบแทนใดๆ ข้าแค่เห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงยืนมือเข้าช่วย แต่หากเป็พวกเ้ายินยอมพวกมัน ตอนนั้น ข้าจะนิ่งเฉยเสีย”
“นายท่านพูดกระไร ข้าสองพี่น้องจะยินยอมพวกมันได้อย่างไร ต่อให้ความตายอยู่ตรงหน้า พวกข้าก็ไม่ยอมเสียพรหมจรรย์ให้พวกโจรเยี่ยงนั้นเด็ดขาด”
เหยาหนิงเจี้ยนพูด
หลี่เฟยเทียนสบตานางอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหลุดหัวเราะเบา ๆ
"แล้วพวกเ้าจะมุ่งหน้าไปที่ใดต่อ?"
เขาถามเปลี่ยนเื่ เหยาหนิงเจี้ยนกางแผนที่ออกมา
"จากลำน้ำสายนี้ หากเราล่องไปต่ออีกสองวัน จะถึงเมืองหลวง พวกข้าต้องไปช่วยแม่ทัพเหยาที่ถูกใส่ร้ายถูกคุมขังในวังหลวง"
“แม่ทัพเหยาหลี่จวินหรือ”
“ไม่ผิด ท่านแม่ทัพบิดาของพวกเราเป็แม่ทัพผู้ทุ่มเทซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อแคว้นฉี แต่กลับถูกเสนาบดีใส่ร้าย ให้กลายเป็ผู้ทรยศแผ่นดิน”
เหยาหนิงเหอแววตาแข็งกร้าว ขบกรามแน่น ไม่อาจปกปิดความแค้นเคืองในใจได้
แสงแดดทอประกายระยิบระยับเหนือผืนน้ำ เงาสะท้อนบนผิวเรือไหวระริกตามแรงลมเอื่อย ทั้งสามยังคงล่องเรือไปตามลำน้ำอันเงียบสงบ ทว่าภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงบ กลับแฝงไว้ด้วยความหนักอึ้งในใจของแต่ละคน
เหยาหนิงเจี้ยนกางแผนที่ออกมาบนโต๊ะไม้ภายในเรืออีกครั้ง นางใช้นิ้วเรียวชี้ไปที่จุดหมายปลายทาง
"อีกไม่นานพวกเราจะเข้าสู่เขตพระนคร"
เหยาหนิงเหอที่นั่งไขว่ห้าง กอดกระบี่ไว้แนบอกพยักหน้า
"พี่ใหญ่ เราจะทำอย่างไรต่อ? หากเข้าเมืองแล้ว พวกเราต้องเตรียมแผนรับมือกับองครักษ์หลวง"
เหยาหนิงเจี้ยนเม้มริมฝีปาก แววตาของนางฉายประกายมุ่งมั่น
"ข้าต้องช่วยท่านพ่อออกมาจากคุกหลวงให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด"
หลี่เฟยเทียนที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ลำพังเ้าสองคนจะต่อกรกับเหล่าทหารในวังได้หรือ"
เหยาหนิงเหอเหลือบตามองเขา ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึม
"แม่ทัพใหญ่เหยาหลี่จวิน แม่ทัพที่ภักดีต่อแคว้นฉี และเป็บิดาของพวกข้า สู้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อแคว้นฉี พวกเข้าจะไม่ยอมให้ท่านแม่ทัพต้องสิ้นชีพอย่างไร้เกียรติเช่นนี้"
หลี่เฟยเทียนชะงักไปเล็กน้อย
"แม่ทัพเหยาหลีจวิน? ข้าเคยได้ยินว่าเขาเป็ยอดขุนศึกที่นำทัพปกป้องชายแดนมาหลายปีมิใช่หรือ เหตุใดจึงถูกจองจำ? ถูกใส่ร้ายด้วยเหตุผลใด"
เหยาหนิงเจี้ยนกำมือแน่น สีหน้าของนางเต็มไปด้วยโทสะ
"เสนาบดีหลิวซ่างก่อการใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาท่านพ่อว่าคิดฏ ทั้งที่ความจริงแล้ว… ท่านพ่อจงรักภักดีต่อแคว้นฉียิ่งกว่าใคร แต่กลับถูกใส่ร้ายจนถูกคุมขังรอวันปะา!"
หลี่เฟยเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ใจเขาสะท้อนวูบ
“แม่ทัพเหยาหลีจวิน หรือนี่คือเื่ที่จักรพรรดิเรียกตัวข้าเข้าเฝ้า พวกนาง้าช่วยบิดา ในขณะที่ข้าถูกเรียกตัวให้เข้าวังตามพระบรมราชโองการ จักเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ข้าไม่อาจบอกพวกนางได้ว่าเป้าหมายของข้าคืออะไร และตัวจริงของข้าคือ ฉีตงหยาง”
"เส้นทางนี้จะพาเราเข้าเมืองได้โดยไม่ถูกตรวจสอบมากนัก พอถึงพระนคร เราจะแยกกันเพื่อหาข่าวเกี่ยวกับท่านพ่อ"
เหยาหนิงเหอพูดเสียงหนักแน่น
"ข้ามีคนรู้จักในพระนคร อาจขอให้เขาช่วยลอบส่งข่าวเื่สภาพของท่านพ่อได้"
เหยาหนิงเจี้ยนเสริมขึ้น หลี่เฟยเทียนพยักหน้าช้า ๆ
"หากพวกเ้าจะช่วยบิดา แล้วคิดจะทำเช่นไรต่อไป?"
เหยาหนิงเหอเผยรอยยิ้มเ็า
"หากการสำเร็จ ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้บั่นคอเสนาบดีหลิวซ่างเป็การล้างแค้น!"
หลี่เฟยเทียนมองสองพี่น้องที่เต็มไปด้วยไฟแค้น เขายกไหสุราขึ้นจิบ ดวงตาลึกล้ำราวกับมีพายุพัดผ่านในใจ
"แผนของพวกเ้านับว่ากล้าหาญนัก แต่พระราชวังหลวง หาใช่สถานที่ที่จะบุ่มบ่ามเข้าไปได้ง่าย ๆ"
เหยาหนิงเจี้ยนมองเขาด้วยสายตาสงสัย
"ท่านดูเหมือนจะรู้เื่ในวังดีนัก? หรือว่า…"
หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบา ๆ พลางโบกมือ
"ข้าเคยศึกษาเื่ราวพระราชวังมาก่อน จึงรู้ว่ากำแพงวังหลวงนั้นสูงแค่ไหน"
เขาไม่อาจบอกพวกนางได้ว่า แท้จริงแล้ว เขาเองก็มีภารกิจที่ต้องเข้าเฝ้าจักรพรรดิ หากความจริงถูกเปิดเผยตอนนี้ เกรงว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก ในใจครุ่นคิด
“เวลานี้ สิ่งที่ข้าต้องทำ คือเฝ้าดูและรอดูว่าพวกนางจะเดินหมากเช่นไร แล้วข้าค่อยตัดสินใจอีกทีว่า จะหยิบยื่นช่วยหรือไม่ช่วยพวกนางดี และข้าจะรับมือกับพระราชโองการที่ข้าได้รับเช่นไร?”
เสียงลำน้ำยังคงไหลรินไม่ขาดสาย สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านราวกับเป็พยานให้กับชะตากรรมของทั้งสามคน
ภายในเรือลำน้อยที่ลอยล่องตามลำน้ำ ฤดูชุนเทียน (ใบไม้ผลิ) ทำให้บรรยากาศรอบด้านชวนให้รู้สึกสงบ ทว่าภายในเรือกลับเต็มไปด้วยการหารืออย่างเคร่งเครียด
เหยาหนิงเจี้ยนเพ่งมองแผนที่พระนครอีกครั้ง ดวงตานางเป็ประกายแน่วแน่
"นอกเหนือจากการลอบเข้าไปในคุกหลวงแล้ว พวกเรายังต้องหาทางติดต่อกับอดีตทหารของท่านพ่อ"
เหยาหนิงเหอพยักหน้า
"ถึงแม้ท่านพ่อจะถูกใส่ร้าย แต่ข้าไม่เชื่อว่าทหารทุกคนจะทรยศ เราต้องมีคนที่ยังจงรักภักดี และ้าช่วยเหลืออยู่แน่"
เหยาหนิงเจี้ยนถอนหายใจเล็กน้อย
"แต่ปัญหาคือ พวกเขาซุกซ่อนอยู่ที่ไหน เมื่อท่านพ่อถูกกล่าวหาว่าฏ ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ย่อมถูกสอดแนมและกวาดล้าง"
หลี่เฟยเทียนที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เอ่ยขึ้น
"ทหารที่ซื่อสัตย์ต่อแม่ทัพเช่นนั้น น่าจะยังซ่อนตัวอยู่ในพระนคร เพียงแต่คงต้องระวังตัวมากเป็พิเศษ"
เหยาหนิงเหอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ข้าจำได้ว่า นายกองเจียงกับแม่ทัพซุน เคยเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านพ่อ หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ เราอาจขอความช่วยเหลือได้"
เหยาหนิงเจี้ยนพยักหน้า
"เราต้องหาทางติดต่อพวกเขาให้ได้ก่อนวันปะา… มิฉะนั้น จะสายเกินไป"
หลี่เฟยเทียนฟังอย่างตั้งใจ ดวงตาเขาส่องประกายครุ่นคิด ทว่าจู่ ๆ เหยาหนิงเจี้ยนก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปยังอีกเื่หนึ่ง
"ว่ากันว่า่นี้ จักรพรรดิได้มีพระบรมราชโองการ เรียกบรรดาองค์ชายจากหัวเมืองต่าง ๆ กลับเข้าเฝ้า"
เหยาหนิงเหอขมวดคิ้ว
"องค์ชายเ่าั้อยู่ต่างเมืองกันมานาน แทบไม่มีบทบาทในราชสำนัก แต่จู่ ๆ เหตุใดจักรพรรดิจึงเรียกตัวพวกเขากลับ?"
เหยาหนิงเจี้ยนเม้มริมฝีปาก
"ข้าเองก็ไม่แน่ใจ บางคนกล่าวว่าเป็เพราะปัญหาสืบราชบัลลังก์ บางคนก็บอกว่าเป็เพราะพวกเสนาบดี้าตรวจสอบว่ามีองค์ชายคนใดคิดฏหรือไม่"
หลี่เฟยเทียนยกสุราขึ้นจิบพลางครุ่นคิด
“จักรพรรดิเรียกองค์ชายจากหัวเมืองต่าง ๆ เข้าเฝ้า เช่นนั้นคงเกี่ยวข้องกับอำนาจภายในราชสำนักแน่ ข้าเองก็ได้รับพระบรมราชโองการให้เข้าเฝ้าเช่นกัน… นี่อาจไม่ใช่เื่บังเอิญแล้ว”
"ข้าเคยได้ยินเกี่ยวกับองค์ชายเก้า ฉีตงหยาง แห่งเมืองเจียวตง"
เหยาหนิงเหอเอ่ยขึ้น เหยาหนิงเจี้ยนหัวเราะเยาะเบา ๆ
"เ้าหมายถึงองค์ชายเสเพลนั่นหรือ? เขามีชื่อเสียงเื่ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ไม่สนใจงานการบ้านเมือง นิสัยเ้าสำราญ ชอบเที่ยวเล่นไปทั่ว"
เหยาหนิงเหอพยักหน้า
"ใช่ ข้าได้ยินว่าเขาเคยอยู่ในวังหลวงมาก่อน แต่ถูกเนรเทศไปอยู่เมืองเจียวตง ที่เป็ชายแดนตะวันออกของแคว้นฉี"
"องค์ชายเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่มีค่าพอให้พวกเราสนใจ"
เหยาหนิงเจี้ยนถอนหายใจ หลี่เฟยเทียนเลิกคิ้วเล็กน้อย
"แต่หากจักรพรรดิสั่งให้เขากลับมา นั่นหมายความว่าเขายังมีบทบาทอยู่ในเกมการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง"
"ท่านอยากจะบอกว่า องค์ชายฉีตงหยาง อาจไม่ได้เป็เพียงคนเสเพลอย่างที่ใคร ๆ คิดงั้นหรือ?"
เหยาหนิงเจี้ยนขมวดคิ้วครุ่นคิด หลี่เฟยเทียนไม่ได้ตอบตรง ๆ เขาเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยขึ้น
"ในโลกนี้ มีคนอยู่สองประเภทที่อันตราย หนึ่งคือคนฉลาดที่ทำตัวโง่ และสองคือคนโง่ที่คิดว่าตนฉลาด"
"เช่นนั้นองค์ชายเก้าฉีตงหยาง เป็ประเภทแรกหรือ?"
เหยาหนิงเหอพึมพำ หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบา ๆ
"บางที… เ้าอาจต้องรอให้พวกเราได้พบเขาก่อน จึงจะได้รู้ความจริง"
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิยังคงพัดผ่าน ทว่าเส้นทางของทั้งสามกลับเต็มไปด้วยเงาของแผนการมากมายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป