กาลเวลาหมุนผ่าน สิ้นปลายวสันต์เหมันต์ก็ย่างกราย เกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายจากฟากฟ้า ปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วดุจผ้าห่มแห่งความเย็นเยียบที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง กิ่งไม้แห้งกรอบดังเสียงหักเปราะบางภายใต้น้ำหนักหิมะ ลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านซอกเสาแนวระเนระนาด
ณ ลานกว้างหน้าตำหนักคุนหนิง ร่างเล็กของเด็กน้อยวัยแปดขวบกำลังยืนตัวสั่นสะท้านท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ สวมเพียงอาภรณ์เนื้อบางเบาที่ลมพัดพลิ้วตามแรงลม ปราศจากรองเท้าหุ้มเท้า เท้าคู่เล็กเหยียบย่ำบนพื้นหิมะจนซีดเผือด ข้อเท้าบวมแดง สั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัว ลมหนาวที่พัดผ่านแต่ละครากรีดลึกเข้าถึงกระดูกประหนึ่งคมมีดที่คอยเฉือนเนื้อ เด็กน้อยกอดอกแน่น กระชับเสื้อผ้าจนเป็รอยยับ ขมวดคิ้วกัดริมฝีปากจนเกือบเืไหล เพื่อกลั้นเสียงครางความเ็ป ไม่ปริปากร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่คำเดียว
ภายในตำหนักอันโอ่อ่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหรูหราและความอบอุ่นจากเตาถ่านราคาแพง ข้าราชบริพารมากมายยืนเรียงรายก้มหน้าแน่นิ่ง ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง พวกเขาทำได้เพียงแอบมองผ่านช่องแสงระหว่างบานประตูที่แง้มไว้ ดูเด็กน้อยเผชิญกับความทรมานด้วยสายตาเวทนาสงสาร มิใช่เพราะไร้เมตตา ทว่าเพราะความเกรงกลัวต่อ 'ปีศาจ' ในคราบสตรีสูงศักดิ์ที่ประทับอยู่บนตั่งทอง
‘ฮองเฮาฉีเหมยหลัว’ ในอาภรณ์หรูหราเต็มยศ ปักดิ้นทองประดับหยกจับจุด กำลังจิบชาอย่างใจเย็น นิ้วเรียวจับขอบถ้วยชาเคลื่อนไหวช้าๆ สง่างาม ทว่าั์ตาที่ทอดมองออกไปยังเด็กน้อยเบื้องนอกนั้นกลับคมกริบเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด ทั้งที่เด็กน้อยนั่นมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงนางถึงหกส่วน... ใช่แล้ว เด็กที่ยืนตากหิมะจนริมฝีปากม่วงคล้ำและเนื้อตัวสั่นระริกอยู่ตรงนั้น คือสายเืเพียงหนึ่งเดียวที่นางให้กำเนิดมา
ไม่ว่าเด็กคนนี้จะพยายามทำดีเพียงใด จะเก่งกาจ กล้าหาญ หรือเพียบพร้อมเกินวัยไปมากเท่าไร เหมยหลัวก็ไม่เคยนึกพอใจ กลับหาเื่ลงทัณฑ์บุตรของตนได้ทุกคราไป
กาลก่อน... เด็กน้อยไม่เคยเข้าใจเลยว่าเหตุใดมารดาจึงชิงชังตนนัก นางเคยร้องไห้คลานเข้าหา เคยนำดอกไม้ป่ามามอบให้ หวังว่าจะได้รับรอยยิ้ม แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็คำด่าทอและการผลักไส แต่ในยามนี้นางตระหนักกระจ่างชัดแล้ว ต่อให้นางพยายามทำดีจนตัวตาย สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ คือ ‘เพศกำเนิด’ อันเป็คำสาปติดตัวที่เปลี่ยนชีวิตนางให้กลายเป็ ‘หมาก’ ในเกมอำนาจของตระกูลเฉิน
นางเลิกอ้อนวอน เลิกโหยหาความรัก เพราะล่วงรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ บัดนี้หัวใจของนางเริ่มด้านชา ท่าทีนิ่งเฉยดุจหินผา ดวงตาเป็ประกายนิ่งดั่งตุ๊กตากระเบื้องที่ไม่มีความรู้สึก ท่าทีเช่นนั้นกลับยิ่งสุมไฟโทสะในใจของผู้เป็มารดาให้โหมกระหน่ำ หากเป็เด็กคนอื่น ป่านนี้คงร้องไห้โฮล้มลงกับพื้นด้วยความเ็ปไปนานแล้ว แต่ลูกของนางกลับยืนตัวตรงไม่ปริปากสักคำ!
เพล้ง!
เหมยหลัวกัดฟันแน่นจนขากรรไกรตึงเครียดด้วยความเดือดดาล นางสะบัดมือปาถ้วยชาลงพื้นจนเศษกระเบื้องแตกกระจายไปทั่ว ก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากตั่ง ท่วงท่าโหมเกรียวกราด สะบัดหน้าลุกเดินจากไปพร้อมทิ้งคำสั่งเสียงเย็นเยียบ "พาองค์ชายเหวินอวี้กลับเข้าเรือน! อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีกจนกว่าจะถึงเวลา!"
บ่าวไพร่ต่างลอบถอนหายใจรวยรินด้วยความโล่งอก ก้มหน้าต่ำลง แต่ในใจกลับเปี่ยมด้วยความสงสารองค์ชายน้อยจับใจ มีเพียงแม่นม ‘หลิงหลิน’ เท่านั้นที่ยืนกอดอกสั่นเทา น้ำตาคลอเบ้าจะไหลริน ล่วงรู้ถึงโศกนาฏกรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า 'องค์ชาย'
...เหวินอวี้มองตามแผ่นหลังของมารดาที่หายลับไปในม่านประตูด้วยสายตาที่ว่างเปล่า นางหลับตาลงคราหนึ่ง กระพริบตาถี่ๆ เพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้ไหลรินลงแก้ม ต่อให้ภายนอกนางจะเข้มแข็งและสง่างามเพียงใด ในเวลานี้... นางก็เป็เพียงเด็กแปดขวบคนหนึ่งที่ยังคงโหยหาความรักจากมารดา... หวังเพียงสักครั้งที่จะได้รับอ้อมกอดอันอบอุ่นจากผู้ที่ให้กำเนิด แม้จะรู้ดีว่าความหวังนั้นช่างเลือนลางและเ็ปเหลือเกิน นางก้าวเท้าช้าๆ ตามข้าราชบริพารที่วิ่งออกมารับ พื้นหิมะเื้ัรอยเท้าคู่เล็กละลายแล้วแข็งตัวขึ้นใหม่ เหมือนความหวังที่สลายลงในหัวใจนางตลอดไป
เก้าปีผ่านไป...
จักรพรรดิฉีตวนอวี้ตอย่างกะทันหัน แผ่นดินต้าฉีพลันสั่นคลอนและลุกเป็ไฟ! การเสด็จตโดยมิได้ทิ้งราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทอย่างเป็ทางการ ทำให้ราชสำนักแตกออกเป็สองฝ่ายอย่างรุนแรงประหนึ่งรอยร้าวบนกระจกที่รอวันแตกกระจาย
ฝ่ายหนึ่งคือเหล่าขุนนางเก่าแก่ นำโดยเสนาบดีกรมพิธีการ ต่างก้าวออกมายืนเรียงรายสนับสนุน ‘องค์ชายใหญ่ฉีเฉิงอวี้’ พระเชษฐาต่างมารดา ผู้มีพระชนมพรรษา 24 พรรษา ซึ่งเติบโตมาอย่างเพียบพร้อม สุขุม และมีฐานะสนับสนุนที่มั่นคง พวกเขาอ้างว่าแผ่นดินในยามศึกา้า ‘บุรุษ’ ที่แข็งแกร่งและผ่านโลกมามากพอ ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบปิดตายในตำหนัก
"องค์ชายใหญ่ฉีเฉิงอวี้ทรงพรั่งพร้อมด้วยวัยวุฒิที่เพียบพร้อมและปรีชาสามารถที่เลื่องลือ อีกทั้งยังประสูติจากพระสนมเอก เหมาะสมที่จะนั่งบัลลังก์ัปกครองใต้หล้าที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงกราบทูลกร้าวกลางท้องพระโรงดังกึกก้องประหนึ่งประกาศา ขุนนางกลุ่มนั้นก้าวออกมาประสานมือคุกเข่าแ่า
ทว่า... อีกฝ่ายหนึ่งที่ทรงอิทธิพลและน่าเกรงขามกว่า นำโดยอัครเสนาบดีเฉินหมินหยาง ตระกูลเฉินทั้งหมดกลับก้าวออกมายืนกรานอย่างเด็ดขาด ประสานมือตอบโต้อย่างดุดันว่า ‘ฉีเหวินอวี้’ คือโอรสสายตรง ผู้มีสิทธิ์ชอบธรรมตามราชประเพณีเหนือผู้ใด
"ตามกฎบรรพชน บัลลังก์ต้องตกเป็ของโอรสสายตรงที่เกิดจากฮองเฮา! องค์ชายเหวินอวี้คือสายเืัที่ชอบธรรมที่สุด ใครกล้าคัดค้านก็เท่ากับคิดขบถ!" เสียงตวาดของเฉินหมินหยางดังก้อง เขาตบโต๊ะข้างหน้าด้วยความเดือดดาล ข่มขวัญจนขุนนางหลายคนตัวสั่นสะท้านก้มหน้าลง ไม่กล้าขัดขืนแม้แต่นิดเดียว
การปะทะกันทางเมืองเป็ไปอย่างดุเดือดและแฝงคราบเื ท้ายที่สุด... ด้วยอำนาจหนุนหลังอันป่าเถื่อนและสายเืทางตรงอันชอบธรรม ส่งผลให้ฉีเหวินอวี้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ัด้วยพระชันษาเพียง 17 ปี
ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องถวายพระพรที่ดังระรัวทั่วพระราชมณฑล เหวินอวี้ที่อยู่ในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่ามก้าวพระบาทขึ้นประทับบนแท่นด้วยท่วงท่ามั่นคงและสง่างาม พระหัตถ์จับที่แขนเก้าอี้บัลลังก์แน่นทว่าในใจกลับรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างจนแทบสั่นสะท้าน ภายใต้บัลลังก์ัที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝัน... มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดีว่า มันคือ ‘กรงขัง’ ที่ถูกฉาบไว้ด้วยเืและคำลวงที่รอวันเปิดโปง! นางทอดพระเนตรลงมองเหล่าขุนนางที่คุกเข่าถวายพระพร ดวงตาเรียบเฉยปิดบังความจริงที่จะไม่มีวันเปิดเผยให้ผู้ใดรู้